วันเวลาปัจจุบัน 22 ต.ค. 2020, 13:02  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 19 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 มี.ค. 2018, 17:57 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33853

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


สิ่งที่เกิดขึ้นเพื่อทุกข์โทษแก่ตัวเรา (โลภะ โทสะ โมหะ กิเลส ๓ ชนิด ที่เป็นรากเหง้าของสิ่งชั่วร้าย)

ตัวเราคือเรื่องสมมติ “ตัวเรา” ตามหลักพระพุทธศาสนานั้น ตัวแท้ตัวจริงไม่มี นั้น พูดตามส่วนลึกของพุทธศาสนา เรียกว่าเป็น สัมมาทิฏฐิ จริงๆ เห็นตัวแท้ตัวจริงไม่มี มีแต่เป็นตัวเรื่องสมมติ

แต่ถ้าเป็นพวกปัญญาอ่อนๆ นิสัยยังมีความยึดมั่น ที่เรียกว่า สักกายทิฏฐิ อย่างที่อ่านให้ฟังเมื่อวานนี้ พวก สักกายทิฏฐิต้องให้มีตัวตนไปก่อน เพื่อประโยชน์ทางศีลธรรม เพราะคนผู้ปฏิบัติในทางศีลธรรมนั้น ต้องมีตัวให้บ้างเล็กๆน้อยๆ เพื่อจะได้ยึดได้แบกไว้

แต่พวกที่จะไปนิพพานต้องการเอาชนะทุกอย่างอย่างแท้จริงนั้น ต้องถือว่าไม่มีตัวตน ไม่ใช่เพียงถือเอาเฉยๆ มันต้องเห็นด้วยปัญญาชัดเจนแจ่มแจ้ง ว่าตัวตนไม่มี

ถ้าเห็นเอาเฉยๆ มันจะเป็นมิจฉาทิฏฐิได้ง่ายๆ คือ เห็นว่าไม่มีอะไรเลยไปเสียก็ได้

อนัตตา ที่มีแต่ปากนี่มันอันตราย ประเดี๋ยวก็ทำอะไรเลอะเทอะไปหมด ขาดศีลธรรม ชอบทำให้เกิดความเสียหาย เพราะฉะนั้น ต้องเห็นชัดด้วยปัญญาแล้ว จิตใจเขาไม่ตกต่ำ ไม่ถอยกลับมาสู่ความชั่ว แต่จะก้าวขึ้นไปสู่ความพ้นทุกข์อย่างแท้จริง อันนี้ เป็นเรื่องส่วนลึก ทั้งนี้ แล้วแต่ว่าจิตใจจะเอาขั้นไหน ถ้าอยู่ขั้นสักกายทิฏฐิ เวียนว่ายตายเกิด ก็ต้องถือว่ามีตัวตนไปก่อน ถ้าถึงขั้นปัญญาลึกซึ้งจริงๆ เป็นตัวแท้ตัวจริงของพุทธศาสนา เราก็เห็นว่าไม่มีตัวตนอะไร เป็นอนัตตา

เรื่องอนัตตามันต้องลึกซึ้งจริงๆ แล้วก็ต้องเลือกสอนเป็นบุคคล เราจะไปพูดอนัตตา กับ ทุกคนมันก็ไม่ได้ เพราะว่ามันเข้าไม่ถึง ถ้าเข้าไม่ถึงแล้ว จะจับเอาผิด พอไปยึดเอาผิดมันก็วุ่นวาย อันนี้ จึงจะต้องดูอุปนิสัยใจคอของคนนั้นว่า เราจะสอนเขาอย่างไร สอนให้เขารู้เพียงศีลธรรม หรือสอนให้เขาพ้นทุกข์อย่างเนื้อแท้พระพุทธศาสนา สุดแล้วแต่ฐานะของบุคคลนั้นๆ

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 มี.ค. 2018, 19:26 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33853

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ทีนี้ เรามาพูดกันในแง่ความจริง มันไม่มีอะไรที่เป็นตัวเป็นตน ความจริงน่ะ มันเป็นเพียงเรื่องปรุงแต่งของอะไรๆ หลายอย่าง ซึ่งเรียกว่าสังขาร ที่แจกให้ฟังแล้ว มันมี ๕ อย่าง คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

๕ อย่างนั้น ถ้าจะพูดให้สั้นลงมาก็มีเพียง ๒ คือ รูป กับ นาม.

รูปที่สัมผัสได้ด้วยประสาททั้ง ๕ ตา หู จมูก ลิ้น กาย นี่รูป

ส่วน นาม นั้น ต้องสัมผัสด้วยประสาทที่ ๖ คือ ใจ เป็นเรื่องของใจล้วนๆ

เรื่องของรูปมีอย่างเดียว

เรื่องของนามนั้นแบ่งออกเป็น ๔ ตามอาหารที่กระทำ เป็น เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ

ชีวิต ก็คือ ขันธ์ ๕ ขันธ์ ๕ ก็คือชีวิต ไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

ทีนี้ เรามารู้โครงร่างของเรือน คือ ตัวเรา ว่ามีอะไรบ้าง เป็นส่วนประกอบต่อไป

วันนี้ เราจะเรียนให้รู้ว่ามันมีอะไรบ้าง เป็นส่วนประกอบในตัวเราต่อไป คือวันนี้ เราจะเรียนให้รู้ว่ามันมีอะไรในตัวเราที่เป็นส่วนประกอบอันสำคัญ ที่เราจะต้องมองให้เห็นชัด

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 มี.ค. 2018, 19:37 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33853

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


เรื่องที่เกิดขึ้นในตัวเรานั้น เป็นเรื่องเกี่ยวแก่จิตล้วนๆ เกี่ยวแก่จิตทั้งนั้น
ในสิ่งที่เกิดกับรูปร่างไม่มีอะไรสำคัญ ที่เกิดขึ้นกับจิตใจของเรา ก่อนอื่นเราจะต้องรู้ลักษณะของจิตใจมนุษย์สักหน่อย
จิตมนุษย์ที่เดิมแท้ คือเมื่อยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น มันบริสุทธิ์ นี้เป็นความเชื่อที่สำคัญ ความรู้เบื้องต้นที่สำคัญมาก คือต้องถือว่าจิตของเราบริสุทธิ์ เมื่อมีอารมณ์มากระทบกันจึงจะไม่บริสุทธิ์ มันถึงจะเปลี่ยนไปในรูปต่างๆเพราะเรื่องจากกิเลส กิเลสนี้ไม่ใช่ของเดิมนะ ไม่ใช่มีอยู่ในตัวเราตลอดเวลา พระพุทธศาสนาเราไม่มีบาปดั้งเดิม ไม่เหมือนศาสนาคริสต์เตียน

ศาสนาคริสต์เตียนของเขามีบาปดั้งเดิม เมื่อมาเป็นคริสต์ต้องทำพิธีล้างบาป พอบาปเก่าออกไป จิตใจเข้าถึงพระ เขาทำพิธีกันอยู่อย่างนี้
ความจริงมันไม่ใช่เช่นนั้นดอก ความมุ่งหมายของการล้างบาป หมายถึงล้างไอ้ความเชื่อเก่าๆ ออกไปเสีย ความคิดอะไรนี้ที่ต่างออกไปจากคำสอนของพระเยซู เอาออกไปเสีย เป็นบาปเก่า เป็นความรู้เก่าที่เกาะจับอยู่ในใจ เอาออกให้หมด ให้มีแต่ความเชื่อในพระผู้เป็นเจ้า นี่เรียกว่าล้างของเก่าออกไป
แต่ว่าชาวคริสต์ที่ขาดปัญญาก็ทำไปตามเรื่อง ไม่ได้พูดภาษาธรรมะให้เข้าใจ พูดภาษาแบบชาวบ้าน หรือภาษาตน ความจริงการล้างบาปก็คือล้างความคิดเก่าๆออกไป ยอมรับความคิดใหม่ที่มีอยู่ในคัมภีร์ของคริสต์เตียนเป็นหลักประจำชีวิตต่อไป เขาเชื่อว่ามีบาปเก่า แต่ว่าของเรานั้นไม่มีบาปเก่า

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 มี.ค. 2018, 19:42 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33853

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


คนเราไม่ได้ชั่วมาแต่เกิด ไม่ได้เสียผู้เสียคนมาตั้งแต่เกิด โดยปกตินั้นมันบริสุทธิ์ มีพุทธภาษิตบทหนึ่งว่า “ปะภัสสะระมิทัง ภิกขะเว จิตตัง - ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมชาติจิตนี้ประภัสสร” หมายความว่า จิตบริสุทธิ์ผ่องใสตลอดเวลา แต่อาศัยสิ่งภายนอก จึงทำจิตให้เศร้าหมอง ก็คืออารมณ์ที่ไหลเข้ามาทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย แล้วก็เกิดเรื่องขึ้นในใจ นี่เป็นของจรมา

คนเราไม่ได้มีกิเลสอยู่ตลอดเวลา ไม่ได้โลภอยู่ตลอดเวลา ไม่ได้โกรธไม่ได้หลงอยู่ตลอดเวลา ใครมีกิเลสอยู่ตลอดเวลา ก็เป็นประเภทคนมีจิตผิดปกติ ต้องไปอยู่ปากคลองสาน หรือแถวนี้ก็ได้คือศรีธัญญานี่ก็ได้ ใกล้วัดเราหน่อย จิตมันผิดปกติ อย่าไปเชื่อว่าบาปมีอยู่ตลอดเวลา แก้ไขไม่ได้ ถ้าเราถือว่าจิตเรามีบาปอยู่ตลอดเวลา เขาเรียกว่าเป็นพวก สักกายทิฏฐิ หรือ สัสสตทิฏฐิ เหมือนกัน ไม่ถูก

สิ่งที่เกิดขึ้นมีอยู่ในตัวเรานั้น ขอให้รู้ว่า เราสร้างมันขึ้นมา เราเพาะเชื้อมันไว้เรื่อยๆ การเพาะเชื้อก็คือการทำบ่อยๆ ในเรื่องนั้นๆ ทำบ่อยๆ ในเรื่องใด มันก็เป็นอย่างนั้น นี้ก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นในใจ เดิมมันไม่มี ถ้าเรารับหลักการนี้ไว้ จะแก้ไขมันง่าย เพราะเรารับว่ามันไม่ใช่ของเดิม แต่มันเป็นของใหม่ที่เกิดขึ้น ตามเหตุปัจจัยปรุงแต่ง เช่น ความหลงมันเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเห็นรูป ได้ยินเสียง ได้กลิ่น ได้ชิมรส สัมผัส แล้วก็เกิดขึ้นในใจ มันพอกพูนอยู่ได้ในใจ ก็เพราะเราเพิ่มเชื้อมันให้มากขึ้น คิดมันบ่อยๆ คิดถึงรูปนั้น คิดถึงเรื่องนี้ สร้างความคิดขึ้นด้วยความโง่เขลา ไม่มีสติ ไม่มีปัญญา ในเรื่องนั้น เลยสร้างภาพนั้นไว้เรื่อยๆ คิดอยู่ นึกอยู่ มันก็อยู่ในใจเรา เหมือนกับว่าเป็นเจ้าของถิ่น แต่ความจริงไม่ใช่

ความโกรธก็เหมือนกัน ไม่ใช่เราโกรธอยู่ตลอดเวลา มันเป็นครั้งคราว เวลาใดที่มีอารมณ์มากระทบ มันก็เกิดขึ้น คนที่เรียกว่าเป็นคนขี้โกรธ เพราะว่าเขาฝึกอบรมมาอย่างนั้น เป็นคนที่ว่องไว ต่อความโกรธ ไม่พยายามที่จะหักห้ามใจ ปล่อยใจไปตามอารมณ์ อะไรมากระทบก็โกรธ โกรธบ่อยๆ เป็นคนใจร้อน มันแก้ได้ มันร้อนทำให้มันเย็นได้ ใจเร็วทำให้มันช้าได้ เพราะว่ามันไม่ใช่ของเดิม.
ใจร้อนก็ไม่ใช่ของเดิม ใจร้อนใจเร็วก็ไม่ใช่ของเดิม มันเพาะขึ้นมาใหม่ ตามอำนาจแห่งสิ่งแวดล้อม พ่อแม่มีส่วนสำคัญอยู่ที่ทำให้เด็ก เป็นคนใจรอนใจเร็ว
วิธีการเลี้ยงดูทารก จะช่วยให้เขาเพาะนิสัยอย่างไรก็ได้ เพราะฉะนั้น มันต้องมีศิลปะในการเลี้ยงดู อบรมบ่มนิสัย เพื่อให้เด็กเป็นคนนิสัยเยือกเย็น อ่อนโยน

ผมเอง เมื่อสมัยเด็กๆก็เป็นคนใจร้อน ร้อนมาก ใครทำอะไรให้ไม่เป็นที่ถูกใจด่าให้เท่านั้นเอง ด่าเขาบ่อยๆ แต่เวลาโตขึ้นมันรู้ว่าไอ้นี่ไม่ดี เดี๋ยวนี้ใจมันไม่ร้อนเหมือนก่อน มันค่อยเย็นเข้า เพราะอะไร ? เพราะว่าเราได้หมั่นฝึกอบรมตัวเอง คอยคุมมันไว้ คอยบอกตัวเองไว้ อย่าร้อนนะ เย็นเย็นหน่อยๆ ร้อนแล้วมันเผาลนตัวเอง ค่อยแก้ไขอะไรมันก็ดีขึ้น ให้เราถือเป็นหลักว่า นิสัยของมนุษย์เป็นสิ่งแก้ได้ ไม่ใช่แก้ไม่ได้ บางคนบอกว่าสันดานมันเป็นอย่างนั้น สันดอนขุดได้ สันดานขุดไม่ได้ สันดานมันก็ขุดได้เหมือนกัน แต่ว่ามันเสียตรงที่ว่าไม่ขุดเท่านั้นเอง ให้เราถือหลักการใหม่ว่า “นิสัยเป็นของแก้ได้” และที่เรามาบวชนี้แหละ เราเข้ามาแก้ละ มาดัดแปลง มาชุบย้อมชีวิตกันใหม่

การปฏิบัติประจำวันของเรานั้น ต้องคอยแก้กันอยู่เสมอ เราต้องรู้จักตนเองว่า เราบกพร่องอะไร เราไม่ดีในเรื่องอะไร เรามีความไม่ดีในเรื่องอะไร มีความเสียหายเป็นปกติในเรื่องอะไรบ้าง เราพยายามแก้ พยายามควบคุมจิตใจ

ที่ไปนั่งภาวนาในศาลาข้างใน ไม่ใช่เพื่ออะไร เพื่อให้มันมีสติทันท่วงที สติให้มันคุมตัวเองได้ คือควบคุมความคิดของเรา ไม่ให้ความคิดไม่ดีโผล่ขึ้นมาได้ พอมันแหลมขึ้นมา เขกกะบาลมันลงไป ให้มันผลุบกลับเข้าไปเหมือนเต่าเข้าในกระดอง โผล่หัวออกมา เอาเหล็กแดงจี้หัวมันเข้าไป ก็หดเข้ากระดองต่อไป

กิเลสประเภทใดก็ตามที่มันจะเกิดขึ้น เราคอยกดมันไว้ เป็นเรื่องที่คุมได้ แก้ได้ อย่านึกว่าไม่ไหว แก้ไม่ได้ ถ้าคิดอย่างนี้ ก็เท่ากับยกธงขาวให้แก่กิเลส เราไม่ยอมสู้ เราต้องแพ้มันตลอดไป อย่าเข้าตาจน ต้องสู้ต้องแก้ ให้รู้ลักษณะของจิตใจไว้อย่างนี้ก่อน

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 มี.ค. 2018, 10:03 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33853

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ธรรมดาอีกอย่างหนึ่ง จิตมันกลับกลอกดิ้นรนไม่อยู่นิ่ง แต่ผู้ฉลาดย่อมห้ามได้ ทำให้ตรงได้

พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า “...อุชํุ กโรติ เมธาวี อุสุกาโรว เตชนํ – นายช่างศรตัดลูกศรให้ตรงได้ ฉันใด คนมีปัญญาย่อมทำจิตที่กลับกลอกดิ้นรนให้ตรงได้ ฉันนั้น” ห้ามได้ ถึงยากก็ห้ามได้ ทำให้ตรงได้

จิตของมนุษย์นี้มันกลับกลอกดิ้นรน ห้ามยาก แก้ยาก ทำให้มันหยุดกลับกลอก หยุดดิ้นรนได้ ห้ามได้ ให้มันอยู่กับร่องกับรอยได้ มันไม่ใช่เหลือวิสัย มันเป็นเรื่องทำได้

ถ้าเป็นเรื่องเหลือวิสัย พระพุทธเจ้าท่านก็คงไม่สอนไว้ เพราะพระองค์ได้ทดสอบพระองค์เองแล้ว ลองด้วยตนเองมาจนเพียงพอแล้ว จนเห็นว่าดัดได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ เราก็เชื่อหลักการนี้ รับหลักการนี้ไว้ เป็นเรื่องแก้ได้ก็ต้องแก้ เพราะรู้ว่าจิตของเรานั้น มันไม่เป็นเช่นนั้นตลอดเวลา แต่มันเป็นขึ้นเป็นครั้งเป็นคราว เมื่อมีอะไรมากระทบ เมื่อมีสติ ปัญญา มาไม่ทันอวิชชา ปัญญามันมาไม่ทัน มันก็เกิดโลภ บ้าง หลงบ้าง เป็นไปในรูปกิเลส รบกวนจิตใจ ส่วนอาการมันเป็นอย่างนี้ เราจึงกวนรู้สภาพจิตไว้ก่อน เมื่อเรารู้สภาพจิตของเราแล้ว เราก็รู้ว่าอะไรบ้างที่เกิดในจิตใจของเรา ที่เป็นตัวการใหญ่สร้างความวุ่นวายในชีวิตประจำวัน

ตัวการใหญ่ก็มีอยู่ ๓ ตัว ที่สำคัญคือ โลภะ โทสะ และโมหะ สามตัวนี้เป็นรากเหง้าของความชั่ว ความชั่วทั้งหลายที่เกิดขึ้นในชีวิตของเรา ฐานมันอยู่ที่ ๓ ตัวนี้ ตัวโลภะ ตัวโลภ ตัวโทสะ ตัวโกรธ ตัวโมหะ ตัวหลง ขอพูดเป็นเรื่องๆไป

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 มี.ค. 2018, 19:47 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33853

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ต่อ

โลภะ แปลว่า โลภ หมายถึงอะไร ? หมายถึงความอยากได้ของผู้อื่น ที่ไม่มีสิทธิ์ที่จะได้เลยแม้แต่น้อย หรือว่าเราอยากได้ในสิ่งที่เราจะได้ แต่อยากได้เกินสิทธิ์ที่เราจะได้ไป หรืออยากได้ในสิ่งที่เราจะได้นั้นแหละ แต่ยังไม่ถึงเวลา เกิดอยากขึ้นมาก่อน ถ้าอย่างนี้แล้วเป็นความโลภ อยากได้ของคนอื่น อยากได้สิ่งที่เราไม่มีสิทธิ์ คืออยากได้เกินสิทธิ์ของตนไป และอยากได้สิ่งที่ควรได้แต่ยังไม่ถึงเวลา

เป็น ๓ เรื่อง เรียกว่า โลภ

๑) อยากได้ของคนอื่น เขามีนาฬิกาสวยๆ มีสายสร้อย มีแหวนเพชร มีรถยนต์ มีโทรทัศน์ มีวิทยุ อะไรต่างๆ เราเห็นแล้ว น้ำลายไหลออกมา อยากได้ อยากได้ของเขา เมื่อใจมันอยากได้ เรียกว่าโลภะเกิดขึ้นแล้วในใจ

ถ้าเราห้ามมันไม่อยู่หรือว่าไม่มีวิธีที่จะเหนี่ยวรั้งบังคับมัน ก็อาจจะต้องไปลักขโมยหรือทำทุกอย่าง เพื่อจะให้ได้มาซึ่งสิ่งนั้น ก็ทำให้เกิดความทุกข์ความเดือดร้อน

คนโลภ อาจจะไปฆ่าเขาก็ได้ ขโมยเขาก็ได้ ผิดลูกผิดเมียเขาก็ได้ พูดโกหกหลอกลวงเขาก็ได้ ไปกินเหล้าย้อมใจให้เกิดความกล้าแล้วก็ไปเอาของเขาก็ได้


เมื่อเช้าฟังวิทยุรายการหนึ่ง เด็กหนุ่ม ๒ คน ปลอมตัวเป็นคนแก้เครื่องทำความเย็น เคาะประตูบ้าน บอกว่า นายประเสริฐซึ่งเป็นสามีเจ้าของบ้าน บอกให้มาแก้เครื่องทำความเย็น แม่บ้านก็ตายใจเปิดให้เข้า เพราะมีเครื่องไม้เครื่องมือ พอเข้าไปได้ถึงตัวเอาเหล็กแหลมจี้เจ้าของบ้าน
คนในบ้านกำลังกินขนมเพลินอยู่ จับเข้าไปในห้องมัดมือมัดตีนเสีย เอาข้าวของตั้งหลายแสนขึ้นรถยนต์ของเจ้าของบ้าน รถดีเสียด้วย บีเอ็มขับออกไปเลย เจ้าของบ้านดิ้นจนเชือกที่ผูกหลุด โทรศัพท์แจ้งตำรวจ ตำรวจสกัดจับได้ที่หัวหมาก วิ่งหนี ตำรวจวิ่งไล่จับเอาเหล็กขูดชาร์พแทงตำรวจ ตำรวจยิ่งโป้งเข้าให้ เข้าพุงเลย เลือดไหลไม่หยุดเลย และ

อีกคนที่จับได้ ปรากฏว่าเป็นนักศึกษาราม และรับสารภาพว่า ปล้นเขามาวิธีนี้หลายรายแล้ว เพราะไม่มีสตางค์จะเรียนหนังสือ ความโลภเข้าครองงำจิตใจ ก็เลยไปทำอย่างนั้น อย่างนี้ เกิดขึ้นจากความโลภโดยแท้ อยู่ในคุกไม่ใช่น้อย
ฉะนั้น เมื่อความโลภเกิดขึ้นในใจแล้ว มองอะไรไม่ค่อยเห็น ทำความผิดได้ง่าย อยู่ในคุกไม่ใช่น้อย ถามดูแล้ว
โลภะนี้ตัวใหญ่เป็นบ่อเกิด ไม่ได้ดังใจ ก็เกิดตัวอื่นตามมาหลายเรื่องหลายประการ เป็นรากเหง้าของความชั่ว

แต่คนเราบางที ก็เข้าใจผิดไปติบางคน เช่น เห็นคนทำงานด้วยความขยันขันแข็ง ตื่นแต่เช้าไปทำงานทำการ ทำงานทำไม่หยุด แม้อายุมากแล้ว ก็ยังทำงานอยู่ ความจริงไม่น่าติอะไร เขารู้จักหน้าที่ เขาปฏิบัติตามเรื่องของเขา แต่คนยังไปว่า ไอ้นี่มันโลภจริง จะทำไปถึงไหน แก่ปานนั้นแล้ว ยังทำอยู่ ตายก็เอาไปไม่ได้

คนนั้น ไปติเขาไม่ถูก ไม่ใช่เขาโลภ คนที่ทำเช่นนั้นไม่ใช่คนโลภ คนตื่นแต่เช้าก้าวไปข้างหน้า ทำตามหน้าที่นี่ไม่ใช่คนโลภ

คนที่ทำงานสุจริตตามหน้าที่ของตัว เช่น พ่อค้า ชาวนา ชาวสวน ทำงานทำจริงทำจัง ไม่เสียหาย

พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ติเตียนเลยแม้แต่น้อย แต่กลับสรรเสริญว่า เป็นคนรักงาน เป็นคนขยันขันแข็ง เป็นคนรู้จักใช้ชีวิตให้เป็นประโยชน์ ไม่ได้ติ ไม่ได้ว่า ไม่ได้เป็นความโลภ แต่เป็นคนที่รู้จักคุณค่าของชีวิต รู้จักใช้ชีวิตให้เป็นประโยชน์

แต่คนโลภนั้น เป็นคนไม่ทำงาน แต่ไปเอาของคนอื่นเขามากินมาใช้ คนที่คอยจ้องแต่จะเอารัดเอาเปรียบ คอยล้วงอยู่ตลอดเวลา เป็นคนโลภ คนขยันไม่ใช่คนโลภ อย่าไปติไปว่าเขา แต่ถ้ามุ่งจะเอาของคนอื่นแล้วละก็ ว่าได้ว่าเป็นคนโลภ

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 มี.ค. 2018, 19:56 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33853

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


๒) หรือของตัวจะได้เพียงหนึ่ง เอามาสอง นี่โลภเหมือนกัน เกินไป คอยเป็นอยู่เสมอพวกคอรัปชั่นในวงราชการ นี่เกิดจากโลภะทั้งนั้น อยากได้ อยากมี อยากจะเป็น อยากจะได้ไวๆ เลยหาวิธีการทุจริต เป็นเหตุทำให้เกิดความเสียหาย นี่แหละเป็นโลภะที่เกิดขึ้นในตัวบุคคล

๓)
หรือเรามีสิทธิ์ที่จะได้ ครบเดือนก็จะได้ แต่ยังไม่ครบเดือนไปแอบเบิกเอาก่อน เช่น พวกที่อยู่กับการเงินการทอง ทำบัญชีรักษาเงิน หยิบเงินไปใช้ก่อน คิดว่าตอนสิ้นเดือนค่อยเอาคืน อย่างนี้ ก็โลภเหมือนกัน พอเจ้าหน้าที่ ส.ต.ง. เขามาตรวจเจอ เสียหาย ติดคุกติดตะราง

ในคุกมีหลายคน ถามว่าติดเรื่องอะไร ตอบว่า เอาเงินหลวงมาใช้ มีคนหนึ่ง ติดคุก ๕ ปี เป็นสมุห์บัญชี ทำไมมันมากจริง เงินเท่าไหร่ล่ะ เงินสี่แสนครับ แต่มันหลายปีไม่ใช่ปีเดียว
บอกว่า เธอได้ใช้เต็มสี่แสนหรือเปล่า เปล่าครับ ผมใช้แค่สองหมื่นเท่านั้นเอง ที่เหลือนายอำเภอเอาไป แต่ผมเป็นคนรับผิดชอบเต็มอัตราศึกเลย
นายอำเภอ ยังเป็นนายอำเภออยู่เปล่า เขาปลดนานแล้ว ติดคุกหรือเปล่า ไม่ครับ สมุห์บัญชียังติดคุกอยู่ ครั้งที่เขาพระราชทานอภัยโทษครั้งใหญ่ก็ยังไม่หลุด ยังติดอยู่ทุกวันนี้ แต่ได้ลดลงไปเหลืออยู่อีก ๒๐ ปี พอยังได้อยู่ นี่แหละเป็นเรื่องของความโลภ ซึ่งเราไม่มีสิทธิ์ที่จะได้ ไปเอามาใช้ก่อนไม่ได้ ต้องใช้ตามกำหนดตามสิทธิของเรา ความเสียหายมันยิ่งใหญ่ โลกที่วุ่นวายอยู่เดี๋ยวนี้ก็เกิดจากความโลภ

ความโลภอย่างนี้ มีอยู่โดยทั่วไป เป็นภัยใหญ่หลวงของชีวิต เป็นเรื่องที่เราจะต้องแก้ไข กำจัดไม่ให้มีขึ้นในจิตใจ เราอยู่ได้ในโลกนี้โดยไม่ต้องมีความโลภ เพราะความโลภเป็นตัวกิเลส ไม่ได้เป็นตัวช่วยเหลือชีวิตเรา แต่มันจ้องจะทำลายเรา มันจะจูงเราให้ออกนอกเส้นทางชีวิต คือออกไปในทางผิด ลองมันเกิดขึ้นในจิตใจแล้ว ไม่รู้เผลอไปง่ายๆ นะ มันมีวิธีการยั่วให้อยากเป็นในเรื่องนี้ ทิ้งไม่ได้ เพราะสติมันน้อย ปัญญามันน้อย เลยผลุนผลันตกกระไดพลอยโจนไปกับความโลภ เราทำเข้า พอเขาจับได้ไล่ทัน เสียผู้เสียคน อันตรายอย่างนี้ จึงเป็นรากเหง้าของความชั่ว


นักการพนันนี้ ก็เรียกว่าโลภะ เพราะเล่นพนันเพื่ออยากรวยเร็วๆ รวยทางลัด ซื้อหวย ซื้อเบอร์ ไปเสียงโชคในการพนันในบ่อน ไปเล่นม้า โลภทั้งนั้น ไม่อยากเหน็ดเหนื่อย รวยทางลัดจนกลายเป็นโรคติดไปตามๆกัน เดี๋ยวนี้ พระห่มจีวรคร่ำๆ สักหน่อย เดินไปที่ไหนคนมักจะเข้ามาหา เข้ามากระมิดกระเมี้ยนถามไปถามมา ใต้เต้ามีอะไรบ้าง


คราวหนึ่งผมไปที่สีคิ้ว จอดรถที่ตลาดสีคิ้ว ไปเทศน์ แต่มันลึกเข้าไปในป่า คนรถเข้าไปกินข้าว ตอน ๕ โมงเย็น
มีคนหนึ่ง เข้ามากระมิดกระเมี้ยนกระมิดกระเมี้ยนยกมือไหว้ ไหว้เสร็จแล้วถามว่า หลวงพ่ออยู่ที่ไหนครับ บอกว่าอยู่นนทบุรี จะไปไหน ก็บอกมาอำเภอสีคิ้ว แต่มันลึกเข้าไปในป่าโน้น จะไปเทศน์
หลวงพ่ออยู่กรุงเทพฯ ไม่ฝันบ้างดอกหรือ เฮ้อ จะไปฝันทำไม นอนหลับสนิทก็ไม่ฝัน ปีหนึ่ง ฉันไม่เคยฝันเรื่องอะไรเลย นอนสบาย หลวงพ่อไม่ฝันบ้างเลย แล้วจะให้ฉันฝันเรื่องอะไรเล่า ก็เรื่องเบอร์นะซิ ถ้าฝันแล้วมาบอกผมบ้างสิครับ
ไม่เป็น ไม่เคยเล่น คนไม่เคยเล่นจะไปฝันได้อย่างไร มันต้องเล่นจึงจะฝันได้ หลวงพ่อช่วยฝันให้ผมหน่อยก็แล้วกัน แย่แล้ว พูดเซ้าซี้อยู่นั่นแหละ เลยก็ต้องเทศน์ให้ฟัง โทษของการพนัน พูดอยู่ครึ่งชั่วโมง คนกินข้าวเสร็จกลับมา มันก็ลาไป
นี่ตัวอย่าง อยากรวยทางลัด เลยไปเล่นหวย ไปเล่นเบอร์ต่างๆ คนทำผิดระเบียบ ผิดกฎหมาย มันเนื่องจากโลภนี่แหละ เผื่อถ้ามันมาเกิดขึ้นในใจเรา ก็ต้องตะเพิดมันออกไป ว่าเอ็งจะมาทำให้ข้าเสียคนอีกแล้ว ตะเพิดออกไป

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 มี.ค. 2018, 05:28 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33853

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ตัวต่อไปที่หมุนให้เกิดความชั่ว ก็คือ โทสะ โทสะมีลักษณะร้อน ใจเร็ว ผลุนผลันพลันแล่น
ตัวโลภไม่เร็วดอก แต่คิดกรุ่นอยู่ตลอดเวลา
พอถึงโทสะมันร้อนวูบขึ้นมาเหมือนไฟที่ถูกลมกระโชก ฮือลุกขึ้นมาทีหนึ่ง ใจร้อน ใจเร็ว ขาดเหตุผล ทำอะไรทำด้วยอารมณ์ ทำด้วยโทสะรุนแรงทั้งนั้น เจรจาท่าทางทำอะไรก็รุนแรงไปหมด
ถ้าขับรถก็กระโชกกระชากไม่นิ่มนวลกับใคร
ถ้าเกี้ยวผู้หญิงก็แบบเจ้าชู้ยักษ์ ปากว่ามือถึง พวกโทสะ ลักษณะจิตใจมันเป็นอย่างนั้น มันร้อนขึ้นมา คิดไปในทางทำลาย

โลภะ คิดไปในทางจะเอาเข้ามา ฝ่ายบวก

พวกโทสะคิดแต่จะทำลาย ฝ่ายลบ เพราะอะไร? เพราะว่า มันขัดขวางวิถีทางของข้าพเจ้า ขัดขวางวิถีทางเดิน เราจะทำอย่างนี้ เราจะไปทางนี้ ทำอย่างนี้ แต่เจ้าคนนั้นมารู้เท่ารู้ทันไม่ให้ทำได้อย่างใจ เลยเกิดโทสะ เปรี้ยงปร้างยิงกันตาย ในคุกมากที่สุด คดีลักทรัพย์มีไม่เท่าไร
ในคุกนั้นในจำนวน ๑๐๐ คน คดีลักทรัพย์มีอยู่ราว ๒๐ คน
แต่คดีฆ่าคนตายตั้ง ๘๐ คน ยิ่งบางจังหวัดแล้ว ๙๙ ก็ว่าได้ เช่น นครสวรรค์ พิจิตร กำแพงเพชร สุโขทัย เวลาไปเทศน์ถามว่าใครต้องโทษฆ่าคนบ้าง ยกมือหมดเกือบทั่วเรือนจำเลย เหลือไม่กี่คน เป็นพวกลักทรัพย์ ฆ่าคนกันด้วยปืน หอก ดาบ เอาทั้งนั้นแหละ ขวานก็มี ทำไมจึงฆ่ากันอย่างนั้น เพราะมันขัดคอ ขัดผลประโยชน์กัน เกิดโทสะร้อนขึ้นมา เลยฆ่าเขาตาย แล้วจึงมานึกได้ ผิดกฎหมายแล้ว เลยต้องไปอยู่คุกตะราง

ถ้าเรามีโทสะเกิดขึ้น มันร้อนใจขึ้นมาทั้งเนื้อทั้งตัว หูแดงตาแดง มือไม้สั่น นั่งอยู่กับที่ไม่ได้ นอนไม่ได้ ต้องแสดงออกมา ไม่มีอะไรทำ ใกล้อะไรเตะเปรี้ยงออกไป ชกเปรี้ยงเข้าให้ พวกโทสะนะหัวรุนแรง ใจเร็ว หุนหันพลันแล่น ฆ่าเขาได้ โดยมากมักจะฆ่าเลย มุ่งไปทางทำร้ายเบียดเบียนทางกาย ไอ้เรื่องลักขโมยไม่มี พวกโทสะมันคิดแต่จะทำลายให้เสียในรูปต่างๆ
ตัวร้ายตัวหนึ่งที่เป็นรากเหง้าของสังคมมนุษย์เราในเวลานี้ เรียกว่า โทสะ แปลว่า ความประทุษร้ายต่อกัน เกิดจากใจที่มันร้อนขึ้นมา ด้วยอำนาจกิเลสตัวนี้คือมีโทสะ.

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 มี.ค. 2018, 18:10 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33853

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ลูกฆ่าพ่อ! โร่มอบตัว รับสิ้นบันดาลโทสะ ยิงพ่อดับวันแต่งพี่สาว สำนึกผิดขอชดใช้กรรม

https://www.khaosod.co.th/breaking-news/news_797537

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 มี.ค. 2018, 18:11 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33853

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


อีกตัวหนึ่งที่หนุนให้เกิดความชั่ว คือ โมหะ โมหะนั้น ลักษณะมืดไปหมด มองอะไรไม่เห็น ไม่รู้จักดี ไม่รู้จักชั่ว ไม่รู้จักครูอาจารย์ ไม่รู้จักที่สูงที่ต่ำ โมหะมันครอบงำจิตใจ มืดไปหมด มืดแปดด้าน แสงสว่างไม่มี มีแต่มืดเหมือนเดือนข้างแรม หรือไม่มีแสงเดือดแสงตะเกียงส่องให้เห็นหนทาง เหมือนอยู่ในห้อง มืดคลำไปทางไหนก็เจอแต่ความมืดเท่านั้น มันมืดบอดอยู่ในใจ มองอะไรไม่เห็น เรื่องผิด เรื่องถูก คิดไม่ออก เรื่องเสื่อมไม่เสื่อม ลักษณะมันมืดบอดด้วยประการทั้งปวง

เมื่อเกิดขึ้นในใจแล้ว ย่อมมองไม่เห็นเหตุผลของเรื่องนั้นๆ คิดแต่ว่าจะทำให้สมใจในทางชั่วทางร้ายไม่ดีไม่งามด้วยประการต่างๆ เรียกว่าหน้ามืดไป ลืมตัวไป บางคนบอกว่ามันลืมไปครับ ลืมตัวก็คือโมหะเปรี้ยงเข้าให้ แล้วกดกระซวกเข้าไปท้องไส้ไหลเสียแล้ว พอรู้สึกตัวก็เป็นไปเสียแล้ว อย่างนี้ เรียกว่าเป็นโมหะครอบงำจิตใจ ทำให้เกิดความมืดมนด้วยประการต่างๆ

โมหะ มันจะเกิดเป็นฐานของโทสะก็ได้ เป็นฐานของโลภะก็ได้ ฐานใหญ่ทีเดียว ฐานโมหะนี้พอมีความมืดแล้ว ก็เกิดโทสะได้ ใจร้อนใจเร็วได้ ประทุษร้ายต่อใครก็ได้ แม้แต่คนที่ตนเคยเคารพบูชาก็ได้ แล้วต่อไปก็อยากได้ต่อไปอีก เพราะเป็นฐานของโลภะก็ได้

สามตัวนี้ เป็นแม่ทัพใหญ่ เขาแต่งหนังสือไว้เรื่อง กายนคร ผู้ครองเมืองชื่อ พระยาจิตราช มีขุนนางฝ่ายชั่วช่วยอยู่ ๓ คน คือ ขุนนาง โลภะ โทสะ และโมหะ
และ
ฝ่ายดีก็มีเหมือนกัน คือ อโลภะ อโทสะ และอโมหะ แล้วก็มีบริวารเยอะแยะในสมรภูมิคือใจของเรา

ฝ่ายชั่ว โลภะ โทสะ และโมหะ มันร่วมกันหนุนก่อให้เกิดความชั่วมากมายหลายพันประการ ขอให้เรารู้จักเหง้ามันไว้

การที่เราจะตัดหญ้า ต้องตัดให้ถึงราก ตัดข้างบนไม่ได้มันงอกอีก เหมือนสนามหญ้าต้องค่อยตัดไปเรื่อยๆ เพื่อให้มันงาม ถ้าต้องการตัดให้เตียน ตัดข้างบนไม่ได้ เช่น หญ้าคาตัดข้างบนไม่ได้ ต้องถอนให้รากขึ้นด้วย ต้องขุดขึ้นมาให้หมด เหลือนิดหน่อยก็งอกขึ้นมาได้อีก เป็นหญ้าที่ไม่รู้จักตาย

ชาวอินเดีย เขาถือว่า หญ้าคาเป็นหญ้าพระผู้เป็นเจ้า เป็นขนของพระอุมาที่ร่วงลงมา ไม่ใช่ขนตามแขน ตามขา ตามที่อื่น แต่เป็นขนเพชรของพระอุมางอกอยู่ในโลก ไม่รู้จักจบเสียที อินเดียเขาจึงได้นับถือ เอามาพรมน้ำมนต์ เรามันไปเอาหญ้าคากับเขาเหมือนกัน หญ้าคาต้องถอนให้หมด มันจึงจะไม่ขึ้นอีก โลภ โกรธ หลง ต้องถอน ถอนให้หมด นี้จะทำได้อย่างไร ? ก็ต้องมีวิธีแก้ด้วย เรารู้จักมันแล้ว รู้จักเหตุ และผลของมันแล้ว ก็ต้องแก้ให้ได้

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 มี.ค. 2018, 18:14 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33853

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ความโลภนี้จะแก้อย่างไร ? ต้องมีวิธีการ ๒ ประการ

ประการที่ ๑ ต้องหัดให้พอใจในสิ่งที่เรามีเราได้ เรียกว่าใช้สันโดษเป็นเครื่องแก้ สันโดษก็พอใจในสิ่งที่เรามีอยู่ เรามีเครื่องแต่งตัวอย่างนี้ เราพอใจ เรามีบ้านเท่านี้ เราพอใจอยู่ไปก่อน มีรถยนต์ยี่ห้อเก่าๆขับไปก่อน เด็กมันหัวเราะก็ยังต้องพอใจ พอใช้ได้ ที่เชียงใหม่มีรถอยู่คันหนึ่ง ขับไปทีไร เด็กโห่ทุกที แต่เจ้าของก็ยังใช้คันนั้นไม่เปลี่ยนแปลง คนมาซื้อก็ไม่ขาย ให้ตั้งสองหมื่นก็ไม่ยอมขาย เอาไว้ก่อน จนเจ้าของตายลูกหลานจึงขาย ผมขึ้นไปคราวหลังนี่ ถามว่า รถคันเก่าไปไหนละ เขาบอกว่าขายไปเสียแล้ว ขายไปเท่าไรละ ขายไปสองหมื่น ขายได้ราคา พวกที่ซื้อไม่ได้ซื้อเอาไปไหนดอก เพื่ออวดว่ามีของเก่ารถเก่า เขาก็เล่นเหมือนกันนะรถเก่า ประกวดกัน เราต้องพอใจในสิ่งที่เรามี เราได้
คนเราถ้าพอใจแล้วมันไม่โลภ ไอ้ที่โลภเพราะไม่พอใจ เกิดอารมณ์แข่งเรื่อยๆไป พอเห็นเพื่อนมีนาฬิกาดู อยากจะมีบ้าง แต่กระเป๋าไม่อำนวย ลักโว้ย จึงจะได้ นี้แหละเพราะไม่พอใจจึงเกิดความโลภ

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 มี.ค. 2018, 18:17 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33853

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ต้องพอใจอีกอย่างหนึ่ง คือพอใจในความเป็นสุจริตชน ให้เกลียดในความเป็นทุจริตชน เกลียดความชั่ว เกลียดสิ่งที่ได้มาจากความชั่ว ไม่ว่าจะเป็นอะไร ไม่ว่าของกินของใช้ เกียรติยศชื่อเสียงก็เถอะ ถ้ามันได้มาอย่างไม่ถูกต้องแล้ว เกลียดที่สุดเลย เกลียดให้มาก สิ่งที่เราควรเกลียดที่สุดในโลก มีอยู่ ๓ ตัว จำไว้ด้วย

๑. เกลียดความชั่ว

๒. เกลียดคนชั่ว

๓.เกลียดสถานที่ชั่ว

ให้เกลียดมันมากๆไอ้ ๓ ตัวนี้ เกลียดเหมือนเกลียดกิ้งกือ เกลียดไส้เดือน ถ้าเราเกลียด ๓ ตัวนี่แล้ว ถ้าเราเกลียดความชั่ว ความชั่วมันจะอยู่ได้อย่างไรในจิตใจของเรา
คนชั่วเราก็เกลียด เราไม่คบหาสมาคม ไม่อยากเข้าใกล้ แล้วเราก็ไม่มีโอกาสจะติดความชั่ว เช่นว่า คนขี้เมา เราเกลียด เราก็ต้องไม่ไปเมาๆกับมัน เราไปเมาไม่ได้เพราะเราเกลียด เรารักก็ไปนั่งโต๊ะเดียวกัน เอาแก้วชนกันก็ไปกัน ได้ อย่างนี้เป็นต้น
เราเกลียดสถานที่ชั่ว เช่น บ่อนการพนัน ซ่องโสเภณี สถานที่มันทำลายศีลธรรมของสังคม เราเกลียด เราพอใจที่อยู่อย่างนี้ แม้เราจะจนอยู่อย่างนี้ เราก็พอใจจนไปก่อน เพราะเรามันเริ่มต้นด้วยความจนนี้ มนุษย์นี้มีอะไร เกิดมามีอะไร แล้วมันจะค่อยมี ๆ ขึ้นเรื่อย เราอยากมีก็ต้องคอยเก็บหอมรอมริบ เตรียมไว้สำหรับที่จะซื้อข้าวของต่อไป


มีคนคนหนึ่งที่เชียงใหม่ แกอุปการะพุทธนิคมที่เชียงใหม่ ซึ่งเป็นคนดีมาก เสียสละ แกบอกว่า เมื่อก่อนนี้ทำงานเงินเดือน ๔๕ บาท แล้วก็ขอเบิกเงิน เอามาร้อยเป็นพวงเลย สตางค์แดงพวงละ ๑๕ สตางค์ หยิบไปตลาดวันละพวงๆ ร้อยเป็นพวงใส่ตู้ไว้ หยิบไปทุกวัน ทุกเช้า ไปซื้อผัก ซื้อปลา พอกินกันในครอบครัวทุกวัน สมัยก่อนสตางค์มีรูมีค่า แต่มีค่ามาก ในใจอยากจะมีเก้าอี้นั่งสักตัว เก้าอี้หวาย โซฟาร์ที่มีเบาะน่ะ คิดกัน ๒ คนผัวเมีย เราอยากจะมีสักตัว เก้าอี้อย่างนั้น เก็บหอมรอบริบอยู่ ๔ ปี จึงได้เก้าอี้หวาย ได้สะสมสตางค์เหลือใช้ไว้ ๔ ปี ได้เก้าอี้มาตัวหนึ่ง
พอซื้อมาเสร็จแล้วให้เมียนั่งก่อน นั่งดูซิ ๔ ปี กว่าจะได้มาเป็นอย่างไรบ้าง นั่งแล้วก็หัวเราะ ลุกขึ้นให้สามีนั่งแล้วบอกว่า มันก็ไอ้เท่านั้นแหละ แต่ใจมันอยากจะมีก็ต้องมีมันหน่อย ไม่คอรัปชั่น คุมใจไว้อยู่นานถึง ๔ ปี จึงได้สมใจ คือไม่ทำอะไรในทางเหลวไหล เพื่อให้ได้เก้าอี้มาอย่างนี้ แสดงว่ามีจิตใจสูงพอใช้ เวลาแก่ตัวลง ก็ตั้งเนื้อตั้งตัวได้เป็นหลักฐาน
ออกจากราชการ ไปทำการค้าขาย ทำเตาบ่ม ค่อยสะสมจนมีเงิน แต่ใช้เงินมากในเรื่องศาสนา จ่ายไม่อั้น แต่กินข้าวราดแกงทุกวัน มีเงินเป็นเศรษฐี แต่กินข้าวราดแกงทุกวัน กินอะไรน้อย รถยนต์ก็ใช้ง่ายๆ การแต่งตัวก็ง่ายๆ พอมีพอใช้ได้ แต่ใช้เงินให้เป็นประโยชน์ต่อคนอื่นมากๆ อย่างนี้ แสดงว่าเขาพอใจในสภาพที่เขาเป็นอยู่

ความพอใจมันหักห้ามความโลภได้ หักห้ามความโกรธได้ หักห้ามความหลงได้
เราต้องพอใจในสิ่งที่เรามีไว้ก่อน ถ้าเราพอใจแล้ว มันก็ไม่โลภ ไม่พอใจ มันก็อยากได้ อยากจะมีอย่างนั้นอย่างโน้นกับเขาบ้าง เพราะเห็นเขามี

คนโบราณเขาพูดว่า “เห็นเขาขึ้นคานหาม เอามือประสานก้น” ไม่มีใครมาหาม เอามือประสานก่อน อันนี้ คือ ความทะเยอทะยานไม่เข้าเรื่อง
คนเรามีสิทธิ์ที่จะทะเยอทะยานได้ แต่ต้องเป็นไปเท่าที่ความสามารถของตัวจะมีได้ อย่าให้เกินตัว ต้องพอใจเท่าที่เรามีความรู้ มีฐานะอยู่แค่นี้ ที่พระพุทธเจ้า “สันตุฏฐี ปะระมัง ธะนัง - ความสันโดษนี้เป็นบรมทรัพย์”


พอใจมันสบาย ไม่ว่าอะไร พวกเราสังเกตดูเถอะ พอฉันอาหาร เมื่อวันนั้น คนมาเลี้ยงมาก อาหารมาก แต่พอไม่มีคนเลี้ยงมันก็มี ๒ จาน แต่ถ้าพอใจมันก็เหมือนอาหารทิพย์ ถ้าไม่พอใจให้อาหารเต็มโต๊ะมันก็ไม่สบายใจ มันอยู่ที่ความพอใจ ถ้าจะแก้ตัวโลภ มันต้องแก้ตรงให้พอใจเท่าที่เรามีอยู่

เราอยู่ในครอบครัว เราต้องพูดให้ฟังเสียบ้าง สำหรับคนที่มีครอบครัวแล้วนะ บอกว่าให้พอใจเหมือนอย่างที่เราอ่านสังข์ทอง ตอนรจนา กับ เจ้าเงาะออกไปอยู่กระท่อมปลายนา มันมีคุณค่าอยู่ตรงนั้น คือ เขาพอใจในสิ่งที่มีอยู่ในกระท่อมน้อยนั้นน่ะ เห็นอะไรก็พอใจ ๒ คนผัวเมีย อ่านไปคิดไป เออ ว่าเขาพอใจในสิ่งที่เขามี เขาก็มีความสุข ไมมี ไม่มีความโลภ นางรจนาก็พอใจในสิ่งที่มี ที่ได้อ่านหนังสือมันต้องเพ่งดู ว่ามันมีอะไรเป็นเรื่องสอนจิตสอนใจบ้าง

อ่านสังข์ทองมันก็มีหลายตอน เช่น ท้าวสามลว่า ลูกเขยคนใดดี มีปัญญา จะมอบพาราให้ครอบครอง ไม่ลำเอียง ลูกเขย ๖-๗ เขยตามใจ คนไหนเก่ง คนนั้นก็ได้เมือง คือยกย่องคนดีมีปัญญา ถูกต้อง ประเทศชาติก็เหมือนกัน รู้จักใช้คนดี มันก็ดี
มีเรือมีแพดีไม่ขี่ข้าม เอาเรือรั่วมาข้ามขี่ บ้านเมืองไปไม่รอดดอก มีเรือดีไม่ใช้ เอาเรือรั่วมาใช้ มันก็ฉิบหายเท่านั้นเอง บ้านเมืองก็อย่างนี้ ไม่รู้จักใช้คนดี

ไอ้เรื่องความพอใจนี่มันสำคัญ เรามาบวชพอใจก็สบาย มีฉันอย่างไรฉันอย่างนั้นก็สบาย ที่หลับที่นอนไม่มีเสื่อ นอนบนกระดานเราก็พอใจ นอนเหมือนที่นอนทิพย์นะ ที่นอนทิพย์นั้นมันอยู่ที่ความพอใจ อาหารทิพย์ก็อยู่ที่ความพอใจ เครื่องนุ่งห่มทิพย์ก็อยู่ที่ความพอใจ
ถ้าไม่พอใจมันเป็นก้อนเหล็กแดงขึ้นมาทีเดียวนะ กลืนขยอกไม่ลงไปทีเดียว ความพอใจในสิ่งที่เรามีเราได้ นี้แก้ความโลภได้

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 มี.ค. 2018, 05:33 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33853

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ประการที่ ๒ แก้โลภได้ด้วยหัดให้ทาน. หัดให้เสียบ้าง คือความเสียสละเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขแก่คนอื่น หัดเสียสละเท่าที่เราจะเสียได้ ให้ถือว่าความเสียสละเป็นหน้าที่อย่างหนึ่งของมนุษย์ เรามีน้อย เราเสียสละน้อยๆ มีมากก็เสียสละมากๆ ในวันหนึ่งๆ ของชีวิตได้ทำอะไรให้เป็นประโยชน์แก้มนุษย์สักอย่างหนึ่งเป็นดี

ถ้าวันหนึ่งไม่ได้ให้ประโยชน์แก่มนุษย์เลยสักอย่างเป็นแย่เต็มที ชีวิตไม่ได้เรื่อง เป็นพวกบวกไม่มีลบเสียเลยไม่ได้ เราต้องลบออกไปบ้าง ตื่นขึ้นเช้า เราต้องคิดดูบ้างว่า วันนี้เราจะมีอะไรที่จะรับใช้เพื่อนมนุษย์ได้บ้าง รับใช้คนอื่นได้บ้าง ให้คิดแล้วทำเท่าที่เราจะสามารถทำได้
โอกาสเวลาที่เราจะทำประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์ มันมีเยอะแยะ ถ้าทำได้มันไม่วุ่นวาย ตัวอย่างเห็นง่ายๆ เช่น รถบัสมาทำไมแย่งกันขึ้น นั้นแหละไม่เสียสละ ต่างคนต่างเอาก่อน กูก่อน กูก่อน ข้อนี้แหละ
ถ้าคิดว่าเข้าไปขึ้นไปตามลำดับ ต่างคนต่างไม่แย่งกัน ก็ขึ้นได้เรียบร้อย น้ำใจอย่างนี้เป็นที่ต้องการของสังคม น้ำใจที่ยอมเสียสละ น้ำใจที่ให้คนอื่นก่อน ฉันทีหลังนี้แหละ มันเป็นน้ำใจที่โลกต้องการ
ที่โลกวุ่นวายอยู่เดี๋ยวนี้ ก็เพราะกูก่อนๆ นี่แหละ แต่ถ้านึกว่าให้คนอื่นก่อน ทุกอย่างมันก็ไม่ยุ่ง ไม่ต้องแย่งกัน เพราะทุกคนต่างเสียสละให้แก่กัน

เพราะฉะนั้น ทุกวันเวลาในชีวิตเรา ทุกโอกาส ทุกสถานที่ ให้เราคิดว่า เราจะทำประโยชน์อะไรให้คนอื่นได้บ้าง ทำได้เรื่อย ถ้าคิดอย่างนั้น มันมีอะไรเยอะแยะที่จะจัดจะทำให้ได้ก็ทำทันทีเมื่อเห็นสิ่งนี้มีประโยชน์ต่อคนอื่น
ถ้าทุกคนคิดอย่างนี้แล้ว มันจะยุ่งอย่างไร เราคิดดู เพราะต่างคนต่างคิดจะให้ เราต้องเพาะนิสัยอย่างนี้ให้เกิดขึ้นในโลก ในครอบครัว ในโรงเรียน ในที่ประชุมชน ในที่ๆเราอยู่กันมากๆ ให้ทุกคนช่วยกันคิดว่า เราจะทำประโยชน์เพื่อคนอื่นได้อย่างไรบ้าง คิดบ่อยๆเวลานั่งก็คิด เวลาเดินก็คิด เวลาจะไปไหนก็คิด ว่าเราทำประโยชน์ให้แก่ใครได้บ้าง แล้วเราก็ทำ
คนอื่นเขาไม่ทำก็ช่างเขาเถอะ เราทำคนเดียวแทบตาย คนอื่นไม่เห็นทำ ช่างเขา เราได้ทำมากมันยิ่งดี เพราะเราได้ใช้ชีวิตให้เป็นประโยชน์ต่อเพื่อนมนุษย์ได้มาก ยิ่งคนอื่นเขาไม่ทำ เราจะได้ทำได้มาก คิดอย่างนี้ แล้วก็สบายใจ
แต่ถ้าไปนึกว่ามันเอาเปรียบ ให้กูทำคนเดียวกูแย่ อย่างนี้ก็ไม่สบายใจอีกนั่นแหละ แต่ถ้าเราจะชักจูงเพื่อนฝูงให้เกิดความคิดเช่นเราบ้าง เราทำให้ดูเป็นตัวอย่าง แล้วค่อยพูดค่อยจากัน แนะแนวทางที่ดี
แต่เราไม่ทำ สอนคนอื่น อย่างนี้ก็เป็นการสู่รู้มาสอนเขา ไม่ถูกต้อง
คนไหนมองไม่เห็นไม่เข้าใจก็เอาเข้าวัด ให้พบพระ ให้ท่านช่วยแนะนำ จะได้มองเห็นคุณค่า พระเตือนบ้าง เขาก็จะได้เกิดความสำนึกขึ้นได้บ้างว่า การเอาเปรียบเพื่อนมันไม่ดี เขาจะได้เปลี่ยนแปลงจิตใจ พอใจในสิ่งที่เรามี และพอใจในความเป็นสุจริตชน กับ บำเพ็ญตนช่วยเหลือคนอื่นด้วยความเสียสละ
แก้ความโลภได้ แก้โกรธก็ได้ แก้หลงก็ได้

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 มี.ค. 2018, 07:54 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33853

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ทีนี้ โทสะ ใจร้อน ใจเร็ว แก้อย่างไร ? (๑) ต้องมีสติคอยควบคุมตัวเรา เอาสติมาก่อน สติเป็นเบรกห้ามล้อ ห้ามมันไว้ก่อน พอจะเกิดห้ามปุ๊บ เหยียบลงไปทันที หยุดไว้ก่อน ตัวสติต้องใช้ก่อน เราต้องฝีกสติ ที่ไปนั่งภาวนาก็เพื่อให้ไปนั่งฝึกสติ หรือ
เดินจงกรม ซ้าย ย่าง ขวา ย่าง กำหนดรู้ เพื่อให้หัดฝึกสติในการเดิน การนั่ง เช่น นั่ง จะลุกขึ้นก็กำหนดรู้ จะลุกขึ้นก็กำหนดรู้ก่อนว่าเราจะลุกขึ้น จนจิตกำหนดรู้ในทุกอย่าง เราจะลุกขึ้น เราจะไปหยิบนี้ หยิบนั้น หยิบก็ให้รู้ ยืนมือออกไปก็ต้องรู้ ไม่รู้ไม่ได้ ต้องมีสติรู้ว่า มือที่ยืนออกไปทำอะไร ยื่นไปเอาเข้ามาวางลง นี้จะไม่มีอะไรเกิดขลุกขลักขึ้นได้เลย ที่เราแกว่งแขนโดนเหยือกน้ำ เดินเตะไอ้นั่นไอ้นี่ ก็เพราะไม่ได้กำหนดรู้ ไม่มีสติ


คนที่มีสติกำหนดรู้ที่จะทำอะไร เขาเรียกว่า เป็นผู้ดี ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ผู้ดีจะเดิน จะยืน จะนั่ง จะทำอะไรมันเรียบร้อย ไม่มีที่ติ
ที่เป็นเช่นนั้น ไม่ใช่เกิดในสกุลผู้ดี แต่เกิดจากอบรมมาในเรื่องความเป็นผู้ดี เห็นตัวอย่างจากบิดามารดา คนนั้นคนนี้
ถ้าเราไม่ได้เห็นตัวอย่างอย่างนั้นมาก่อน เราก็ต้องมาฝึก ฝึกให้มีสติ จะเดิน จะปิดหน้าต่าง ให้ถือว่าปิดหน้าต่าง กำหนดรู้ปิดเบาๆ กำลังดึงเข้ามา ดึงค่อยๆก็ไม่ดัง ถ้ากระชากเข้ามาโครม ก็แสดงว่าไม่มีสติ กูจะรีบไป กูปิดละ มันก็โครมครามละซิ
ถ้าเรารู้ตัวว่าจะทำอะไรทุกครั้งมันก็มีความยับยั้งชั่งใจ อันนี้มันยับยั้งโทสะ โทสะมันร้อน มันแรง เราคอยคุมสติ
ตอนเป็นพระไม่ยุ่ง ไม่มีใครมารบกวนเรา ฝึกได้ง่าย เราจะเดิน จะนั่ง ทำอะไรก็ตาม คอยกำหนดสติทุกอย่าง ทุกอิริยาบถ ต่อไปก็คุมตัวเองได้

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 มี.ค. 2018, 16:34 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33853

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


แทรกตัวอย่างภาคปฏิบัติ คือ ลงมือทำจริงๆ เทียบ คคห.บน
ภาคปฏิบัติ เราจะใช้คำตรึงจิต หรือจะเรียกว่า คำบริกรรม เป็นต้น แล้วแต่ ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ใครจะใช้พองหนอ ยุบหนอ นะมะพะทะ พุทโธ ธัมโม สังโฆ บุคคโล ดาวคะนอง อิอิ สุดแล้วแต่ อย่างว่าข้างต้นมันเป็นเพียงคำตรึงจิตให้อยู่กับอารมณ์เท่านั้น นี่เบี้องต้นมันเป็นยังงี้ ถึงจุดนี้แล้วใครจะแก้ปัญหาก้าวต่อไปได้มันมีเทคนิค (มรรค) ต่ออีก ถ้าผู้ปฏิบัติผ่านจุดนั้นๆไปได้ จิตใจจะเข้มแข็ง

อ้างคำพูด:
ผมก็นั่งตามลมหายใจพุทโธไป

วันแรกๆก็ไม่เป็นอะไร พอวันที่สามนั่งไปซักพักประมาณสิบนาทีเริ่มมีอาการเหวี่ยงแบบเหวี่ยงหมุนจน เวียนหัวจึงนั่งต่อไม่ได้ลืมตาขึ้นมานั่งดูพระรูปอื่น

เป็นอย่างนี้อยู่เกือบตลอด กลับมาที่กุฏิก่อนจะจำวัดก็นั่งก็เป็นอีก

จนมาถามพระพี่เลี้ยงท่านบอกเหมือนจิตกำลังจะได้เข้าสู่ความสงบให้ผ่านจุดนี้ไปให้ได้ แต่มันก็ได้แบบแปปๆแล้วก็หมุนอีกหมุนอีก

จนลาสิกขามาก็เริ่มมาหาอ่านเองจนได้อ่านบันทึกกรรมฐานของเจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราช ให้พิจารณา กาย เวทนา จิต ธรรม

คราวนี้ก็ทำตามหนังสือ หายใจตอนแรกก็ยาว ก็ตามไปซักพัก เริ่มพิจารณาตามสติปัฐฐาน คราวนี้หมุนเร็วเลยหมุนแรงมากจนรู้สึกจะอาเจียนเลย

ผมก็พิจารณาว่าเป็นทุกขเวทนา ก็ดีขึ้นแปปก็หมุนอีกเรื่อยๆ จนตอนนี้ยังแก้ไม่ได้เลยครับ ไม่รู้ว่าจะทำยังไง
ล่าสุดเมื่อคืนหมุนจนจะอ้วกจนถอนสมาธิออกมา ยังมีอาการเวียนหัวจะอ้วกมาอีก ซักสิบห้านาที ค่อยดีขึ้น

คำถามครับ

1. ผมควรแก้ปัญหานี้ยังไงดี ฝืนนั่งไปเรื่อยๆจนหายหรือต้องกำหนดอะไรยังไง

2. จุดมุ่งหมายจริงๆ คือวิปัสสนากรรมฐานคืออะไรครับ ไม่ได้โอ้อวดว่าตัวเองเก่งนะครับ พอดีผมเรียนแพทย์เลยเข้าใจพวกสรีระร่างกายมนุษย์อยู่แล้ว เมื่อมาเรียนรู้ทางธรรม พิจารณาตามขันธ์ 5 ก็เข้าใจว่า มันไม่ได้มีตัวตนจริงๆของเรา เหมือนเท่าที่อ่านการฝึกวิปัสสนา ทำให้เราเข้าใจว่าทุกอย่าง มีเกิดดับของมัน เป็นธรรมดา ไม่ให้เรายึดติด แต่ถ้าผมอ่านแล้วเข้าใจแล้ว จะทำไปเพื่ออะไร
หรือว่าให้จิตเราแข็งแกร่ง จะได้มีสติรู้เท่าทันทุกการกระทำ หลังสึกออกมาทุกวันนี้ เวลาจะโกรธใครก็เหมือนมีสติมาห้ามทัน แต่ก็ยังมีหลุดบ้าง ซึ่งก่อนหน้านี้จะตอบโต้แทบจะทันทีเพราะเป็นคนใจร้อน




ให้ดูที่เขาว่าเกิดสติ จากการปฏิบัติภาวนา

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 19 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: Google [Bot] และ บุคคลทั่วไป 10 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร