วันเวลาปัจจุบัน 20 ต.ค. 2020, 18:13  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 7 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 ก.พ. 2018, 07:40 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33853

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


วุฑฒิ ๔ (ธรรมเป็นเครื่องเจริญ ๔)

วันนี้ จะได้พูดถึง ธรรมะในนวโกวาทต่อไป พูดถึงเรื่องธรรมะในหมวด ๔ เริ่มต้นด้วย วุฑฒิ ๔ คือธรรมเป็นเครื่องเจริญ ๔ อย่าง

๑. สัปปุริสสังเสวะ คบท่านผู้ประพฤติชอบด้วย กาย วาจา ใจ ที่เรียกว่า สัตบุรุษ

๒. สัทธัมมัสสวนะ ฟังคำสั่งสอนของท่านโดยเคารพ

๓. โยนิโสมนสิการ ตริตรองให้รู้จักสิ่งที่ดีหรือชั่วโดยอุบายที่ชอบ

๔. ธัมมานุธัมมปฏิบัติ ประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรม ซึ่งได้ตรองเห็นแล้ว

ธรรม ๔ ประการนี้ เรียกว่าเป็นเหตุให้เกิดความเจริญ ธรรมเป็นเหตุให้เกิดความเจริญก้าวหน้าในชีวิต ในการงาน

ผู้ใดต้องการความเจริญ ความก้าวหน้าในชีวิต ต้องใช้หลักธรรมสี่ข้อนี้เป็นเครื่องประกอบ เราเรียนธรรมะนี่ต้องเอาไปใช้ เรียนแล้วไม่ได้ใช้มันก็ไม่ได้เรื่องอะไร

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 ก.พ. 2018, 08:05 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33853

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ธรรมะที่ท่านเรียบเรียงไว้ทั้งหมดนี้ เป็นเหมือนแผนที่ชี้บอกแนวทางชีวิตให้เราเดินทาง ถ้าเราเดินตามแผนที่เราก็จะไปถึงจุดหมายปลายทางได้

ถ้าเรามีแผนที่แต่เราไม่ใช้ เที่ยวเดินหลงวกไปวนมาอยู่ มันก็ไม่ได้เรื่องอะไร ชีวิตไม่ใช่ของเล่น ชีวิตเป็นของที่มีค่ามีราคา คุณพ่อคุณแม่เกิดเรามาเพื่อให้ใช้ชีวิตให้เป็นประโยชน์ ไม่ใช่เกิดมาเพื่อเล่นๆ อยู่อย่างเล่นๆ ทำอะไรอย่างเล่นๆ อย่างนั้นมันไม่มีราคาไม่มีความหมาย เขาเรียกว่า เป็นคนหนักแผ่นดิน รกโลก ขวางโลก ก็คือคนที่ไม่รู้จักคุณค่าของชีวิต ไม่ได้ใช้ชีวิตให้เป็นประโยชน์ในหน้าที่การงาน ไม่รู้จุดหมาย คือ ไม่รู้ว่าเราเกิดมาเพื่ออะไร อยู่เพื่ออะไร สิ่งที่ควรจะจัดควรจะทำคืออะไร ไม่เข้าใจ เพราะว่าไม่เข้าใกล้ผู้รู้ ผู้ฉลาด คบแต่เพื่อนชั่วๆ

เพื่อนคนไหนสนุกสนานชอบเฮฮา เข้าใกล้เพื่อนคนนั้น กินกัน เล่นกัน สนุกกัน ล้อมวงคุยกันหัวเราะกันเฮๆ ไม่ได้เรื่องอะไร เหมือนกับพวกขี้เมา อย่างนั้น ชีวิตไม่เป็นแก่นสาร ไม่ได้เรื่อง ไม่รู้จักใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ ที่ได้เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าขาดธรรมะเป็นเครื่องประกอบชีวิต ไม่ได้เดินตามเส้นทางที่พระท่านชี้ไว้ให้เดิน

แต่เดินตามเส้นทางมารที่ชี้ให้เดิน มารก็คือความชั่วที่อยู่ในตัวเรานั่นแหละ เรียกว่า พญามาร คือความคิดชั่วๆ ที่เกิดขึ้นในใจของเรา เมื่อความคิดชั่วมันเกิดขึ้นแล้ว เราก็ไม่รู้ว่ามันชั่ว ไม่หักห้ามใจ ปล่อยตัวปล่อยใจไปตามความคิดนั้น ผลที่สุดก็เสี่ยผู้เสียคน อันเป็นเรื่องที่น่าเสียดายชีวิตเช่นนั้น

เพราะฉะนั้น การเป็นอยู่ในชีวิตประจำวัน ต้องอยู่อย่างคนมีแบบ อย่าอยู่อย่างคนนอกแบบ อะไรๆ ที่มันมีแบบนั้นมันดี ถ้านอกแบบแล้วก็ไม่ได้เรื่อง คนนอกแบบก็มี คนในแบบก็มี คนในแบบก็คือ คนที่รู้จักบังคับชีวิตให้อยู่ในระเบียบแบบแผน ไม่ปล่อยตัวปล่อยใจไปตามอารมณ์และสิ่งแวดล้อม ทำอะไรก็คิดตรองอย่างรอบคอบว่าสิ่งที่เราะทำนี้ มันจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป ดีหรือชั่ว สุข ทุกข์ เสื่อม เจริญ อย่างไร ต้องคิดต้องตรอง อันนี้ ชีวิตจึงจะก้าวหน้า

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 ก.พ. 2018, 08:12 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33853

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


พระผู้มีพระภาคท่านก็ชี้ทางไว้ให้เราปฏิบัติเบื้องต้น ๔ ประการ คือ

ประการที่ ๑ สัปปุริสสังเสวะ คบท่านผู้ประพฤติชอบด้วย กาย วาจา ใจ ที่เรียกว่า สัตบุรุษ

พูดง่ายๆ ว่าให้คบคนดี เริ่มต้นด้วยการคบคนดี เรื่องคบคนดีนี้เป็นเรื่องสำคัญสำหรับชีวิตของเรา มนุษย์เรานี้อยู่ผู้เดียวไม่ได้ อยู่คนเดียวไม่ได้ ครอบครัวเดียวก็อยู่ไม่ได้ มันต้องมีเพื่อนจึงจะอยู่ได้สบาย เรียกว่าเป็นชีวิตในสังคมต้องมีเพื่อน

ทีนี้ เพื่อนนั้นมี ๒ แบบ เพื่อนดีก็มี เพื่อนชั่วก็มี ในเรื่องการคบหาสมาคมนี้ เรื่องมันสำคัญมาก พระผู้มีพระภาคจึงตรัสไว้ว่า พูดถึงเหตุภายนอกที่ทำคนให้ดีให้เสีย ไม่มีอะไรจะยิ่งไปกว่าการคบหาสมาคม

การคบหาสมาคมนั้นมันเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำคนให้ดีก็ได้ ทำคนให้เสียก็ได้ เพราะว่าคนเราเมื่อคบกันแล้วมันเกรงใจกัน รักใคร่กัน แล้วก็เกรงใจกัน ถ้าเราได้ไปคบคนที่ไม่ดี เกิดเกรงใจคนไม่ดี เขาก็ชวนไปทำสิ่งเหลวไหล ชวนให้เป็นนักดื่ม ชวนให้เป็นนักการพนัน ชวนให้เป็นคนเที่ยวกลางคืน ชวนให้สนุกสนาน ผิดเรื่องผิดราว เราก็เกรงใจเขา เมื่อเกรงใจก็ไหลไปกับเพื่อนคนนั้น ไม่เท่าใดเราก็เสียผู้เสียคน

แต่ถ้าเราได้คบคนที่ดี เขาก็มีใจเมตตาสงสารเรา เขาจะชวนเราไปในทางดีทางงาม เราก็ได้ทำดีเพราะเกรงใจ ได้เพื่อนดี เกรงใจเราก็ได้ทำดี ถ้าทำดีก็เป็นการก้าวหน้าในชีวิต

เพราะฉะนั้น เรื่องการคบนี้ต้องเลือก “คบคนต้องดูหน้า ซื้อผ้าต้องดูเนื้อ” คำโบราณเขาว่าไว้สอนไว้ดี คบคนต้องดูหน้า ซื้อผ้าต้องดูเนื้อ เราจึงต้องควรดูว่าคนประเภทนั้นเป็นอย่างไร มีความประพฤติ มีความคิดอย่างไร ถ้าเห็นว่าเป็นคนดีก็คบได้ ถ้าเห็นว่าเป็นคนไม่ดีก็อย่าไปคบเข้า เดินห่างๆ อย่าคลุกคลี อย่าเข้าใกล้ เหมือนกับเราเห็นงู เห็นเสือ เราเข้าใกล้ อย่าไปไว้ใจ เพราะมันเป็นสัตว์มีพิษ อาจจะแว้งกัดเราเมื่อใดก็ได้ เราจึงต้องหลีกไว้ให้ห่างไกล แต่ถ้าได้เพื่อนที่ดีแล้ว คลุกคลีเข้าไปเถอะ ไม่เป็นไร

เรื่องนี้สำคัญมาก พวกหนุ่มๆ ต้องระวังมากในเรื่องนี้ เสียคนมามากแล้ว เพราะเรื่องการคบหาสมาคมนี่ เมื่อก่อนนี้เรียบร้อย พอไปคบเพื่อนชั่วเข้าเท่านั้นละเสียคนไปเลย กินเหล้า เล่นการพนัน เที่ยวกลางคืน เหลวไหล ร้อยแปดมากองอยู่ที่คนๆนั้น เพื่อนชั่วเขาทำให้ นี่มันเสียคนแบบนี้

ในมงคลสูตร ที่พระท่านสวดบ่อยๆเวลาไปทำบุญตามบ้าน เขาสวดมงคลก่อน “อเสวนา จ พาลานํ ปณฺฑิตานญฺจ เสวนา” บอกว่า “อย่าคบคนพาล ให้คบหาสมาคมกับบัณฑิต” เป็นข้อแรก นี่เป็นมงคลข้อแรก เป็นเรื่องที่ตรัสก่อนทีเดียว ทำไมจึงตรัสเรื่องนี้ก่อน ?

เพราะถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ เป็นประตูของชีวิต ถ้าเข้าผิดแล้วเดือดร้อน เข้าถูกแล้วก็เป็นคุณ เพราะฉะนั้น เราจึงควรพิจารณา ว่าจะเข้าประตูไหนดี ประตูที่ถูกหรือประตูที่ผิด ไอ้ประตูที่ผิดนั้นมันมีสิ่งยั่วยวนเยอะ ประตูถูกนั้นจืดชืดไม่มีอะไร ไม่มีสิ่งยั่วยวนชวนใจ

แต่ประตูผิดนั้นมีของยั่วมาก สนุกเพลิดเพลิน มีอาหารตา อาหารหู อาหารจมูก อาหารลิ้น อาหารใจพร้อม ถ้าเราไม่เป็นคนระมัดระวังตัว ก็ไปประตูที่ผิด เรียกว่า “ตกนรกทั้งเป็น”

ถ้าเข้าประตูถูกก็ได้ขึ้นสวรรค์กัน อันนี้ มันสำคัญ จึงเป็นเรื่องที่ควรพิจารณา ออกไปอยู่บ้านอยู่เรือนนี่ต้องถือให้ดี ถือว่าเราไม่คบหาสมาคมกับเพื่อนชั่ว พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า ถ้าไม่ได้เพื่อนที่ดีกว่าเรา เที่ยวไปคนเดียวประเสริฐกว่า เพราะว่าไปคนเดียวนั้นไม่ยุ่ง แต่ไปกับเพื่อนชั่วๆแล้วมันยุ่ง อาจจะเกิดอะไรๆขึ้นก็ได้ จึงควรจะถือหลักนี้ไว้ เมื่อไม่ได้เพื่อนดี ไปคนเดียวเสียดีกว่า อันนี้ปลอดภัย

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 ก.พ. 2018, 16:34 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33853

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


มีคนคนหนึ่งเขาเล่าเรื่องชีวิตให้ฟัง เขาเป็นคนเมืองสมุทรสาคร เข้ามากรุงเทพฯ เมื่ออายุ ๑๘ ปี แต่ว่าคนคนนี้มีลักษณะพิเศษอยู่ประการหนึ่ง คือ เป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน แต่ว่าเป็นคนแข็งขันในเรื่องหน้าที่การงาน เข้มแข็ง แต่ว่าลักษณะภายนอกอ่อนโยนอ่อนน้อมเข้าหาผู้หลักผู้ใหญ่ดี

ถามเขาว่า คุณนี้เจริญก้าวหน้ามาเพราะเหตุไร ? แกก็บอกว่า มีเคล็ดลับอยู่อันเดียว คบคนที่ดีกว่าผม เพราะฉะนั้น เพื่อนของคนคนนี้ต้องเป็นคนมีอายุ ไม่ใช่เพื่อที่อ่อนกว่าหรือเสมอตัว ต้องเป็นคนมีอายุ เป็นคุณหลวง เป็นท่านขุน คุณพระ พระยา เถ้าแก่ห้างใหญ่ อะไรนั้นแหละ เพื่อนของแกเป็นคนอย่างนั้น ไปไหนไปกับคนที่แก่กว่า ไม่ได้ไปกับคนที่หนุ่มๆ คบผู้หญิงก็เป็นคุณหญิง คุณนาย แกไปอย่างนั้น ไปตามวัด ถ้าวันพระบางทีก็เข้าไปในวัด ไปฟังเทศน์ มักจะไปนั่งหน้าๆ ไม่ใช่นั่งแอบฟัง แอบเสา แอบประตู ไม่ใช่อย่างนั้น แกออกไปนั่งข้างหน้าฟังพระเทศน์ พอพระเทศน์จบก็ยกมือไหว้คนนั้นคนนี้ เพราะคนแก่ๆ ที่ไปวัด เป็นคนที่พอไปได้ทั้งนั้นแหละ ไม่ใช่คนเหลวไหล ไม่ใช่แม่เล้าดอก คนดีๆนั้นแหละ แกก็เข้าไปกราบ ไปไหว้คุยกัน ก็เกิดความคุ้นเคยกับคนเหล่านั้น แล้วก็คนเหล่านั้นแหละช่วยในการทำมาหากิน ช่วยชี้ช่วยบอกในเรื่องอะไรต่างๆ ตั้งเนื้อตั้งตัวได้ มีเงินมีทอง มีบ้านให้เช่าหลายหลัง อยู่สบาย ฐานะดี ที่ดีขึ้นได้นี่ เพราะคบคนดี ไม่คบเพื่อนชั่ว

คนอายุ ๑๘ เข้ากรุงเทพฯ ถ้าไปพบเพื่อนชั่วๆ ก็เป็นแมงดาไปเลย ไปไม่รอด เพียงเกาะเขากิน เอาตัวไม่รอด นี่แกตั้งตัวได้ เพราะคบคนดี เพราะฉะนั้น หลักสำคัญในชีวิต ต้องคบคนดี คนดีนั้น เรียกว่า สัตบุรุษ

ทีนี้ สัตบุรุษนั่นเป็นคนอย่างไร ? สัตบุรุษนั้นมีลักษณะประจำตัว เราควรจะรู้ลักษณะไว้ เขาเรียกว่า สัปปุริสธรรม คือ ธรรมของสัตบุรุษ สัตบุรุษประกอบด้วยธรรม ๗ ประการ มี ศรัทธา คือ มีความเชื่อในทางที่ชอบ มี หิริ มีความละอายต่อบาป กลัวบาป เป็นคนที่มีการศึกษาสูง ได้ยินได้ฟังมามาก เป็นคนขยัน มีสติมั่นคง เป็นคนมีปัญญารู้จักรักษาตัวรอด นี่เป็นคุณธรรมของสัตบุรุษ

ประการแรกเราดูได้ ดูว่า เป็นคนมีศรัทธาในพระพุทธศาสนาหรือเปล่า ถ้าเป็นคนมีศรัทธามั่นคงในพระพุทธศาสนานี่คบได้ ไม่เหลวไหล

คนที่มีศรัทธามั่นคงในพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ คบได้ เพราะไม่เหลวไหล คนพวกศรัทธาอ่อน ศรัทธาเหมือนไม้หลักปักไว้ในโคลน หรือเขาเรียกว่าศรัทธาหัวเต่า ผลุบเข้าผลุบออก อย่างนี้คบไม่ได้ โลเล จิตไม่มั่นคง อาจจะนำเราไปในทางเสียได้ เพราะฉะนั่น เราจะต้องวัดคนนั้นว่า มีศรัทธาในเรื่องศาสนาขนาดไหน ถ้าเป็นคนมีศรัทธามั่นคงในศาสนาแล้วคบได้ นี่ประการหนึ่ง มีแว่นสำหรับให้ดูไว้สำหรับดูคนว่าดีต้องมีศรัทธาในพุทธศาสนา เคยได้บวชได้เรียนไหม หรือแม้ไม่ได้บวชเรียน แต่ว่ามีจิตใจมั่นคงในพุทธศาสนา ไอ้นี่เป็นเครื่องวัดสำคัญ คนเรามันต้องมีศาสนาเป็นหลักครองใจ ไม่มีศาสนาเป็นหลักครองใจแล้วจะเอาอะไรเป็นหลักสำหรับชีวิต เพราะฉะนั้น ต้องดูว่า เขามีศรัทธาขนาดไหน มั่นคง หรือว่าง่อนแง่นคลอนแคลนอย่างไร นี่เป็นประการแรก

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 ก.พ. 2018, 16:36 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33853

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


สัตบุรุษเป็นคนกลัวบาป ละอายบาป มีหิริโอตตัปปะ ไม่ใช่พวกหน้าด้าน ทำอะไรตามอารมณ์ แต่เป็นคนที่ละอายต่อความชั่วความร้าย คนอย่างนี้คบได้ เพราะมีธรรมเป็นเครื่องคุ้มครอง

คนไม่มีความละอาย ไม่มีความกลัวบาป อย่าเข้าใกล้คนอย่างนั้นเป็นคนหน้าด้าน ทำอะไรก็ได้ เลอะเทอะเมื่อไหร่ก็ได้ สุดแล้วแต่อารมณ์มากระทบ ขืนไปคบเข้าจะเสียผู้เสียคน

แล้วสัตบุรุษก็เป็นคนที่เรียกว่า พาหุสัจจะ ได้ยินได้ฟังมาก มีความรู้รอบตัวพอที่จะเป็นที่ปรึกษาหารือในเรื่องการประกอบอาชีพการงาน ความเป็นอยู่ในชีวิตประจำวันได้ เป็นคนมีความรู้พอที่จะเป็นที่ปรึกษาของเราได้ แล้วก็เป็นคนขยันในเรื่องการงาน ไม่ใช่คนขี้เกียจสันหลังยาว หรือว่าชอบพูด ชอบคุย ชอบสนุกสนาน คบกันไปมันก็เท่านั้นแหละ ไม่ค่อยได้สาระ แต่เป็นคนขยันเอาการเอางาน แล้วก็เป็นคนมีสติปัญญามั่นคง หมายความว่าใจมั่นคง ไม่อ่อนไหว่อารมณ์ง่ายๆ มีอะไรมากระทบก็หนักแน่น ไม่อ่อนไหวง่ายๆ

คนอ่อนไหวง่ายนี่คบไม่ได้เหมือนกัน เขาเรียกว่า คนผีเข้าผีออก ประเดี๋ยวดี ประเดี๋ยวร้าย สุดแล้วแต่อารมณ์ ลมเข้า ลมขึ้น ลมลง เราเรียกคนอย่างนี้ว่า ผีเข้าผีออก คบไม่ค่อยได้

นี่เป็นลักษณะของคนดี ทีนี้ คนดีหรือสัตบุรุษนั้น จะปรึกษาสิ่งใดกับใครๆ ก็ไม่ปรึกษาเพื่อจะเบียดเบียนตนและผู้อื่น จะคิดสิ่งใดก็ไม่ได้คิดเพื่อเบียดเบียนตนและผู้อื่น จะทำสิ่งใดก็ไม่ทำเพื่อเบียดเบียนตนและผู้อื่น

เรื่องปรึกษาคน เรื่องพูด เรื่องคิด เรื่องทำของสัตบุรุษนั้น ไม่มีการคิด การพูด การทำ เพื่อเบียดเบียนใคร

ปรึกษากับใครก็เหมือนกัน ไม่ได้ปรึกษาว่า กูจะไปตีหัวมัน ไม่ใช่อย่างนั้น จะไปทำให้มันฉิบหายอย่างไร หรือว่าจะทำลายมันอย่างไร ไม่ได้ปรึกษาเรื่องอย่างนั้น ปรึกษาเรื่องที่ไม่เป็นพิษเป็นภัย ไม่เบียดเบียนใครๆ คิด พูด ทำ ก็ไม่เป็นพิษไม่เป็นภัยแก่ใครๆ ไม่เบียดเบียนแก่ใครๆ เป็นคนที่มีน้ำใจเมตตาปรารถนาความสุขความเจริญแก่เพื่อนมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้มีความเห็นชอบว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว (ทำดีดี ทำชั่วชั่ว) อันนี้ เราฟังเอาจากการพูดของเขา ถ้าพูดในเรื่องอย่างนี้ละก็เป็นคนใช้ได้

แล้วสังเกตอีกอันหนึ่ง สัตบุรุษนี่เป็นผู้ให้ทานโดยเคารพ เอื้อเฟื้อแก่ของที่ตัวให้และรับทาน ไม่ทำอาการดุจละทิ้งเสีย เวลาใครมาขออะไรก็ให้ด้วยความเต็มใจ ไม่ใช่เอ้าเอาไป โยนให้ทิ้งไปให้ด้วยความไม่เต็มใจ ไม่ใช่ การให้ทานของสัตบุรุษคนดี ให้ด้วยความเต็มใจ

อย่างว่า มานี้เรียกว่า เป็นธรรมของสัตบุรุษ ซึ่งเราจะได้เอาไว้ดูคนคนนั้น ดูตามหลักเหล่านี้ว่า คนเหล่านั้นเขามีสิ่งเหล่านี้

ดูคนมันต้องมีเครื่องมือสำหรับดู มีแว่นสำหรับส่องดูมันเป็นอย่างไร อย่าไปดูที่วัตถุภายนอก อย่าไปดูทรัพย์สมบัติ อย่าไปดูเครื่องแต่งเนื้อแต่งตัว เพชรนิลจินดา หรืออะไรๆ เพราะสิ่งนั้นไม่ได้เป็นเครื่องวัดความเป็นคนอย่างแท้จริง

ความเป็นคนที่แท้จริงนั้นอยู่ที่คุณธรรมในตัวบุคคลนั้น เพราะฉะนั้น เราต้องดูด้วยลักษณะอย่างนี้ อันนี้ จำไว้ให้ดี เอาไปไว้ใช้ดูคน มันง่ายดอก ดูไม่ยากดอก เพียงแต่พูดขึ้นเท่านั้น เราก็รู้แล้วว่า เป็นสัตบุรุษ ไม่เป็นสัตบุรุษ พูดด้วยอารมณ์โกรธ อารมณ์เกลียด อารมณ์พยาบาท ตึงตังโผงผาง เราก็ควรจะหลีกห่างแล้ว ไม่ยืนใกล้ๆ แล้วประเดี๋ยวอะไรมันเปรี้ยงมาถูกเราเข้าบ้าง เราดูง่ายดูให้ดีให้เห็นว่าเขาเป็นคนอย่างไร แล้วเราจึงจะคบไว้เป็นมิตรเป็นสหาย นี่เหตุประการหนึ่ง เรียกว่า ลักษณะของสัตบุรุษ ให้ดูอย่างนี้

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 ก.พ. 2018, 05:43 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33853

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ทีนี้ อีกประการหนึ่ง ธรรมของสัตบุรุษ นั้นมันมีโดยเฉพาะอยู่อีก ๗ อย่าง เขาเรียกว่า สัปปุริสธรรม ๗ เรารู้ไว้เสียด้วย สัปปุริสธรรม ๗ นั้น คือว่า

ประการที่หนึ่ง ธัมมัญญุตา เป็นผู้รู้จักเหตุ เช่น รู้จักว่า สิ่งนี้เป็นเหตุแห่งความสุข สิ่งนี้เป็นเหตุแห่งความทุกข์ จำง่ายๆ ว่าเป็นผู้รู้เหตุของเรื่องอะไรๆ ต่างๆ ที่เกิดขึ้น มีอะไรเกิดขึ้นก็รู้ว่ามันมาจากเหตุอะไร

คนที่เป็นสัตบุรุษหรือคนดีนั้น ต้องรู้เหตุผลของเรื่องอะไรต่างๆ มันมีควบคู่กันไป เรียกว่า รู้เหตุ รู้ผล ธัมมัญญุตา เป็นผู้รู้จักเหตุ

ประการที่สอง อัตถัญญุตา เป็นผู้รู้จักผล สองข้อนี้มันคู่กัน เรียกว่า เหตุผล อะไรๆ มันต้องมีเหตุผล ผลเกิดจากเหตุ ไม่มีเหตุผลกเกิดไม่ได้ สิ่งทั้งหลายเกิดจากเหตุ จะดับเพราะเหตุดับ อันนี้เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนาห้องหนึ่ง ถือว่าเป็นหัวใจห้องหนึ่ง สิ่งทั้งหลายเกิดจากเหตุ ไม่มีเหตุผลจะเกิดขึ้นไม่ได้

ทีนี้ คนใดเป็นผู้ศึกษาเข้าใจในเหตุและผลของเรื่องอะไรๆ ต่างๆ เรียกว่าเป็นสัตบุรุษ เพราะสัตบุรุษนั้นมีปกติเพ่งพินิจ ไม่ใช่ดูอะไรเผินๆ ฟังอะไรเผินๆ แต่ว่ามีปกติเพ่งพินิจ เพราะว่าเป็นผู้ใคร่ต่อการศึกษา เป็นผู้อยากรู้ในเรื่องอะไรๆ ต่างๆ อยู่ตลอดเวลา เมื่อมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น ท่านก็ต้องคิด สัตบุรุษนี่ต้องคิดว่ามันมีเหตุอย่างไร ผลอย่างไร มันมาอย่างไร มันไปอย่างไร เป็นคนไม่งมงาย ไม่เชื่อง่าย แต่ว่ามีปกติใช้ปัญญาเพื่อศึกษาเรื่องนั้นๆ ตลอดต้นตลอดปลาย เรียกว่าศึกษาให้รู้เหตุรู้ผลของเรื่อง ถ้าไปพบผลต้องสาวไปหาเหตุ ถ้าพบเหคุต้องสาวไปหาผล ให้รู้ประจักษ์ว่ามันมาอย่างไร มันไปอย่างไร

เรื่องนี้สำคัญมาก ในชีวิตของเรานี่ต้องศึกษาเรื่องนี้ไว้เสมอเหมือนกัน เหตุผลของชีวิต อะไรเกิดขึ้นต้องนึกว่าเกิดเพราะอะไร ทำไมเราจึงเจ็บ ทำไมเราจึงเป็นทุกข์ เรื่องข้างนอกต้องคิดหาเหตุผล

ข้างในก็ต้องคิดหาเหตุผล เช่น เรื่องความเจ็บป่วยทางร่างกาย เราก็ต้องศึกษาหาเหตุผล หาเหตุมัน มันป่วยเพราะอะไร ถ้าค้นเองไม่ได้ก็ต้องไปปรึกษาหมอ เพราะหมอเขามีความรู้ในเรื่องนี้โดยเฉพาะ เราก็ต้องไปปรึกษาว่าทำไมมันจึงปวดหัว ทำไมจึงปวดท้อง ทำไมจึงเป็นอย่างนั้น ทำไมจึงเป็นอย่างนี้ หมอเขาก็แนะเราให้เราเข้าใจว่ามันมาจากเหตุอะไร เมื่อเรารู้แล้วเราก็จะได้ป้องกันไม่ให้เหตุเกิดขึ้นอีกต่อไปในกาลข้างหน้า รู้แล้วมันได้ประโยชน์

ในเรื่องอื่นอีกก็เหมือนกัน เช่น เรื่องความเสื่อมของชีวิต อะไรมันเกิดทำให้เราเสื่อม คนไม่นิยมเราเพราะอะไร เราก็ต้องศึกษาค้นคว้าหาเหตุในตัวเราเอง ดูการคิด การพูด การกระทำของเรา การติดต่อ การคบหาสมาคมของเรากับคนทั่วไป ว่าเรามีปกติ คิด พูด ทำอย่างไรจึงไม่เป็นที่สนใจของคนอื่น คิดค้นไปมันก็เห็นเอง พบเองว่าอะไรเป็นอะไร

แม้เรื่องของจิตใจ เช่น ว่าเรามีความทุกข์ก็ต้องค้นว่ามันทุกข์เพราะเหตุอะไร นั่งวิตกกังวลด้วยปัญหาต่างๆ นี่เพราะเรื่องอะไร ทำไมจึงวิตกกังวลในเรื่องนั้นเรื่องนี้ คิดอย่างนี้ เรียกว่าคิดหาเหตุผล พระพุทธศาสนาของเรานั้นสอนให้พุทธบริษัทเป็นผู้ใช้เหตุผลทุกกรณี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร ต้องศึกษาหาเหตุผลไว้เสมอ แล้วเราก็จะมีปัญญามากขึ้น เป็นสัตบุรุษได้เพราะมีเหตุผล

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 ก.พ. 2018, 07:32 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33853

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ประการที่ ๓ อัตตัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักตน นี่ก็สำคัญ คนที่มันเหลวไหลไม่ได้เรื่อง เพราะไม่รู้จักตัวเอง ไม่รู้ว่าตัวนี่คืออะไร ตัวควรจะทำอะไร ตัวจะมีประโยชน์อย่างไร ไม่ได้คิด ไม่คิดก็ไม่รู้จักตัวเอง ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นมนุษย์ เป็นพุทธบริษัท เป็นผู้ใหญ่ เป็นผู้น้อย เป็นผัวเขา เป็นเมียเขา เป็นนายเขา เป็นลูกจ้างเขา ไม่รู้

ไม่รู้เรื่อง ไม่รู้แล้วจะว่าอย่างไร ให้จัดโต๊ะบูชา คนไม่รู้ มันก็จัดผิดหมด วางเกะกะไปหมดเลย โต๊ะ ๙ ตัว วางเลอะเทอะหมดแล้ว ไม่รู้ว่าตัวไหนสูง ตัวไหนต่ำ ตัวไหนตั้งก่อน ตัวไหนตั้งหลัง วางเลอะเทอะหมดเพราะไม่รู้

ตัวเรานี่ก็เหมือนกัน ถ้าเราไม่รู้ก็วางตัวไม่ถูก ในเรื่องวางตัวนี้มันสำนักหนา ถ้าวางถูกแล้วมันน่าเอ็นดู ถ้าวางผิดแล้วมันน่าเกลียด คนเราที่มันเสียผู้เสียคนไปเพราะเรื่องนี้มิใช่น้อย วางตัวไม่ถูก ไม่เป็นที่พอใจของผู้ใหญ่ ไม่เป็นที่ขอบใจของผู้น้อย ไม่รู้ว่าตัวเรานี่ควรอยู่ตรงไหน ควรจะทำอย่างไร โดยฐานะ โดยตำแหน่ง โดยความรู้ โดยความสามารถ ไม่รู้เลยวางตัวไม่ถูก กลายเป็นคนที่เขาเรียกว่าเสือกไม่เข้าเรื่อง เสือกไปเรื่อยๆ อย่างนั้น ไม่เข้าเรื่องกับเขา นี่มันสำคัญนะ

อัตตัญญุตา สำคัญมาก เป็นหลักสำคัญที่สุดสำหรับชีวิตของผู้อยู่ในสังคม อยู่ในป่าคนเดียวไม่เป็นไรดอก ไม่ต้องใช้ก็ได้ อยู่กับเสือ ทำไม่ดีเสือก็เอาไปกินเสียเลย แต่อยู่กับมนุษย์มันลำบาก ต้องรู้จักตัว ต้องรู้จักตัวโดยอายุ โดยเพศ โดยตำแหน่ง โดยความรู้ มันรอบตัว รู้แล้วมันต้องทำให้เหมาะ เราเป็นผู้น้อยก็ต้องทำตัวให้สมกับเป็นผู้น้อย

เราเป็นผู้ใหญ่ก็ต้องทำตนให้สมกับเป็นผู้ใหญ่ เป็นผู้นำก็ต้องนำเขา เป็นผู้ตามก็ต้องตามเขา อย่าดันไปนำเข้ามันก็ยุ่งละ นี่เรียกว่า วางตัวเหมาะเจาะ

รู้จักตัวเอง เช่น เราเป็นคนไทย คนไทยนี่มันต้องวางตัวอย่างไร ต้องทำจิตใจให้เป็นไทยไว้ จิตใจที่เป็นคนไทยนี่มันอิสระ อยู่เหนือความชั่ว ไม่เป็นทาสของธรรมชาติฝ่ายต่ำ เรียกว่าเป็นไทย

ถ้าจิตใจของเราตกอยู่ในอำนาจความโกรธ ความโลภ ความหลง ความอยาก อะไรต่างๆ เราไม่เป็นไทย แต่ใจเป็นทาสอยู่ตลอดเวลา ไม่ใช่สัญชาติไทย เชื้อชาติไทย แต่เป็นสัญชาติทาส เชื้อชาติทาส ไม่เป็นไทย เพราะใจไม่เป็น อย่านึกว่า เป็นไทยโดยการจดทะเบียน โดยเลือดเนื้อเชื้อไข นั่นมันเป็นทางวัตถุ มันไม่คุ้มดอก ต้องให้เป็นไทยด้วยน้ำใจ ใจต้องอิสรเสรีอยู่เหนือความชั่ว แล้วจะอยู่เหนือความชั่วก็ต้องรู้ว่า ตัวเรามันมีอะไรชั่วอยู่บ้าง มีอะไรสอดแทรกเข้ามาเกาะจับอยู่ในใจของเราบ้าง มองบ่อยๆ ค้นบ่อยๆ ค้นพบก็เอาออกเสีย บีบมันเสียเลย จับมันส่งไปต่างประเทศเสีย อย่าให้มันอยู่กับเราต่อไป โอ้เจ้าความชั่วนั่นมันไม่ดี เราก็ได้เป็นไทย

เราเรียกตัวเองว่าเป็นมนุษย์ มนุษย์มันก็ต้องมีใจสูงเหมือนดอกบัวที่อยู่น้ำ ดอกบัวอยู่ในน้ำสกปรกในโคลนในตม แต่ว่าดอกบัวไม่เปื้อนน้ำ ไม่เปื้อนโคลน ไม่เปื้อน โผล่พ้นน้ำสะอาดเรียบร้อย เราชอบเก็บมาบูชาพระ การเก็บดอกบัวมาบูชาพระ ก็เพื่อจะเป็นดอกไม้เตือนใจเราให้ทำเหมือนดอกบัว

ผู้ใดที่เรียกตัวเองว่าเป็นมนุษย์ ต้องยกระดับจิตใจให้มันสูงไว้ตลอดเวลา อย่าให้ต่ำ ถ้าใจต่ำก็เป็นได้เพียง “คน” เป็นคนนั่นมันไม่ลำบากดอก เกิดมาจากท้องแม่คอหยักๆ เป็นแล้ว

เป็นมนุษย์นี่มันต้องสร้าง ต้องอบรมบ่มนิสัย เพื่อให้เป็นมนุษย์ รู้ตัวว่าเราเป็นมนุษย์ ร้องทำจิตใจให้เป็นมนุษย์ รู้ตัวว่าเราเป็นพุทธบริษัท ก็ต้องทำตนให้สมกับความเป็นพุทธบริษัท พุทธบริษัทต้องเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานแจ่มใส รู้อะไร รู้ว่าอะไรเกิดขึ้น อะไรตั้งอยู่ในจิตใจของเรา อะไรควรจะแก้ไข อะไรควรจะปรับปรุง อะไรควรจะรักษาไว้ ตื่นอยู่ด้วยมีสติ ไม่เผลอ ไม่ประมาท มารไม่รังแก เพราะเรามีสติกำกับ เบิกบานเพราะนึกถึงความดีที่ทำมาตลอดเวลา ใจคอเบิกบานแจ่มใส คนที่ใจคอหดหู่เหี่ยวแห้งนั่นก็เพราะว่า มองไปข้างหลังแล้วมันแย่ มองไปดูแล้วมันไม่ไหว ต้องวิ่งหนีละ ข้างหลังมันเลอะเทอะ สกปรก ไม่เบิกบาน

คนที่จะเบิกบานนั้น ไม่มีเบื้องหลัง หลังไม่ลาย ไม่มีแผล มันก็เบิกบาน แต่ถ้ามันมีแผลแล้วใจไม่เบิกบานดอก ให้สังเกตเถอะ เราทำอะไรผิดนี่ มันไม่สบายใจ มันตะขิดตะขวงกระอักกระอ่วนอยู่ในใจตลอดเวลา เรื่องความผิดนี่ทำให้ไม่สบายใจ แต่ถ้าเราประพฤติอยู่ในระเบียบวินัย ไม่มีอะไรบกพร่อง สบายใจ ร่าเริงเบิกบานอยู่ตลอดเวลา
ความรู้จักตัวเอง มันต้องรู้จักแบบนั้น

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 7 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 9 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร