วันเวลาปัจจุบัน 13 ส.ค. 2020, 13:42  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 ก.พ. 2018, 17:17 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ก.ค. 2006, 22:20
โพสต์: 5977

โฮมเพจ: http://walaiblog.blogspot.com/
แนวปฏิบัติ: กายคตาสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: สมุทรปราการ

 ข้อมูลส่วนตัว


คำสนทนาระหว่าง ก.กับ ข.

ข.
ตอนที่จิตขาดสติ สัมปัญชัญญะ
เมื่อเกิดความคิดจิตมันหมอกมัวเหมือนอยู่ในความฝัน
เกิดเวทนาความรู้สึก เกิดตัญหาชอบไม่ชอบ
และปรงแต่งต่อซ้ำไปซ้ำมา นั้นมันก็เท่ากับเกิดภพ นับไม่ถ้วน
เกิดมโนกรรมนับไม่ถ้วน

จนกระทั่งเรามีสติเกิดขึ้นความมืดการปรุงแต่งเวทนาเหล่านั้นดับ
กลับมารู้อยู่กับกาย จึงหยุดลง

และเกิดเหตุการเหล่านี้เป็นวงจรซ้ำๆ
เข้าใจแบบนี้ถูกไหม



ก.
ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ

๑ ความคิด ที่เกิดจากความชอบใจ ไม่ชอบใจ คือ มโนกรรม
ส่วนตัณหา เป็นตัวผลักดัน ให้เกิดการกระทำ


ยกตย. เห็นกระเป่า แล้วเกิดความชอบใจ อยากได้กระเป๋า
นี่ ๑ ความคิด แต่ยังไม่เป็นมโนกรรม

ขณะเกิดความอยากได้ เริ่มคำนวณเงินในกระเป๋า แต่มีเงินไม่พอซื้อ
ก็คิดต่อว่า ถ้าขโมยได้ จะขโมย นี่ ๑ มโนกรรม
คือ อยากได้จนถึงขั้นคิดจะขโมย


แล้วปรุงแต่งต่อ ถ้าได้มาจะเอาไปทำอะไร
ตรงนี้ยังอยู่ในการปรุงแต่ง
คือ ขาดสติ เลื่อนลอย

มีแค่นี้
ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ คือ ในแต่ละขณะ

ดูปัจจุบันเป็นหลัก หากยังมีปรุงแต่งต่อ ยังอยู่ในมโนกรรมตัวเดิม
แค่เลื่อนลอย ไม่มีสติ พอมีสติ หยุดคิดไปเอง

มโนกรรมตรงนั้น จบแค่นั้น

เมื่อมีอะไรมากระทบอีก ทำให้เกิดความคิดที่เพิ่งดับไปเมื่อกี้
กลับมาคิดอีก นี่มโนกรรมตัวใหม่








ข.
สมมุติเจอผัสสะปุ๊บความคิดเกิดปั๊บ
สมมุติคิดชั่ว มันรู้แล้วหยุดเลย
อ่อ บังคับไม่ได้มันชั่ว ของมันเอง หนึ่งขณะจิต
ถึงมันชั่วของมันเองก็จัดเป็น1มโนกรรมไหม


ก.
ประมาณนั้นแหละ
ดูเป็นขณะ ไม่นำมารวมกัน

เหมือนการกระทำทางกาย ทำไปแล้วคือทำไปแล้ว
ทำใหม่ คือทำใหม่ ไม่นำมารวมกัน

การฟุ้งปรุงแต่ง ตามความชอบใจ ไม่ชอบใจที่เกิดขึ้น
เกิดจากขาดสติ คือ ไม่อยู่กับปัจจุบัน


วิธีแก้ชั่วคราว ให้กำหนดรู้ อยากคิด ปล่อยให้คิด
อย่าไปพยายามหยุดคิด มันจะทุกข์

จะดี จะชั่ว มันก็แค่ความคิด
เป็นเรื่องของกิเลสที่มีอยู่

แต่หิริ โอตัปปะ จะเป็นตัวช่วยกดข่มไว้
คือ เกิดความละอายแก่ใจ

สมาธิก็เป็นตัวช่วยส่วนหนึ่ง
ถ้าไม่มีสมาธิ จะรู้สึกทุกข์ จนไม่มีที่จะอยู่
ทุกครั้งที่เกิดเวทนา เหมือนมีหนามแหลมคมทิ่มเนื้อ





ข.
ใช่ ที่เจออยู่ต้องทำมากขึ้นเพื่อใช้สมาธิช่วย
จะเหมือนไส้เดือนคลุกขี้เถ้า

ก.
จะเหมือนไส้เดือนคลุกขี้เถ้า ตรงนี้แค่เลื่อนลอย ยังไม่รู้ชัด
ถ้ารู้ชัดเหมือนโดนเข็มจิ้มเนื้อ ความคมชัดของกิเลส เป็นแบบนี้

เมื่อรู้สึกเหมือนคลุกขี้เถ้า ก็ปรุงได้เรื่อยๆ ทำให้หม่นหมอง
ดีที่ยังรู้ ดีกว่าไม่รู้





ข.
ใช่
ฝึกต่อ ตราบที่ยังมีลมหายใจ

.....................................................
มิจฉาปณิหิตจิต จิตที่ตั้งไว้ผิด ย่อมตามพิชิตตัวเอง

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ตามการกระทำของแต่ละคน (ตามความเป็นจริง)


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 10 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร