วันเวลาปัจจุบัน 13 ส.ค. 2020, 13:12  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 13 ก.พ. 2018, 05:38 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 3863


 ข้อมูลส่วนตัว


...การเจริญปัญญา
ก็เพื่อที่จะ "แยกใจออกจากกาย"
เพื่อจะรู้ว่า..
อะไรตาย อะไรไม่ตาย
.
แล้วเวลามีสิ่งที่ตายไป
จะได้ไม่ต้องไปเสียอกเสียใจ เศร้าโศก
เพราะว่าผู้ที่เราคิดว่าตายนั้น
เขาไม่ตาย..คือ..ใจแต่ละดวง
ที่มาครอบครองร่างกายแต่ละร่างกายนี้
ไม่ได้ตายไปกับร่างกาย
.
ถ้าเราคิดอย่างนี้แล้ว
เราก็จะไม่หวั่นไหวกับความตาย
ไม่ว่าจะเป็นของใครก็ตาม
...................................
.
คัดลอกการแสดงธรรม
ธรรมะบนเขา 8/2/2558
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี





“ความตาย มันจะมาถึงวันไหน”
..ความพลัดพราก จากของกันและกันแล้วฮ่วย!
เป็นอยู่อย่างนั้นละ คือความรัก ความชังนี่คือกันละ
ไม่มีต้นมีปลายละ วนอยู่นั่น เกิดภพไหน
ชาติไหน ก็คือเก่านี่ละ
หลงของเก่าอยู่นั่นละ บ่มีของใหม่จักแนวละ
ดินฟ้าอากาศก็นี่ละ พอสิสงสัยอีหยัง
ความแก่ ความเจ็บความตาย
ก็เอากันอยู่อย่างนั้น วัฏฏะอันนี้..
---------------------------------------------------------------
โอวาทคติธรรม (หลวงปู่ลี กุสลธโร)
วัดเกษรศิลคุณธรรมเจดีย์ (วัดภูผาแดง)
ต.หนองอ้อ อ.หนองวัวซอ จ. อุดรธานี






“ธรรมะเป็นของยอดเยี่ยม”
..ธรรมะ ถือว่าเป็นของยอดเยี่ยมกว่าทุกสิ่งในโลก ในบาลีที่ท่านว่า ธัมโม โลเก อนุตตโร ธรรมะนี้เป็นของเยี่ยมที่สุดในโลก ไม่ว่าจะเป็นโลกมนุษย์ เทวะโลก พรหมโลก อรูปพรหม ตลอดจนถึงโลกุตรโลก ธรรมะนี้เป็นของเยี่ยม แต่ผู้ที่นับถือพระพุทธศาสนา เรารู้จักหรือไม่ว่า เยี่ยมอย่างไร บรรดาพวกเราที่เกิดขึ้นมาในโลก ก็อยากจะให้มีของยิ่งของเยี่ยม แทรกสิงอยู่ในกายในจิตใจของเรา อันนั้นต้องขึ้นอยู่กับการประพฤติปฏิบัติ คือการกระทำ อย่างพวกเราที่กระทำกันอยู่ระยะนี้ มีการทำบุญสุนทาน ไกลใกล้อะไร ก็อุตส่าห์ไป ๆ มา ๆ กันอยู่อย่างนั้น เสียค่ารถ ค่าเรือ ไม่รู้เท่าไหร่ เสียเวลาไม่รู้เท่าไหร่ แต่ก็อุตส่าห์มา มาก็ได้ทำบุญสุนทาน ได้รู้ ได้เห็น สิ่งนั้น สิ่งนี้ บางทีก็เกิดศรัทธาเลื่อมใส ก็เป็นการฝึกหัดการเสียสละ เอาเวลาส่วนที่จะไปทำประโยชน์ส่วนตัว เอามาประพฤติ หรือกระทำในด้านพระพุทธศาสนา ก็เรียกว่าเป็นทำจิตใจให้กว้าง เพื่อเสาะแสวงหาสิ่งที่ดี ยิ่งกว่าของโลกอันนี้ ให้เข้ามาอยู่ในตัวของเรา..
หลวงปู่ศรี มหาวีโร
เทศนา เรื่อง ธรรมะเป็นของยอดเยี่ยม





“ตัดสินใจเอง”
..อันนี้ พอเกิดมาเป็นคนแล้ว ยังไม่พอใจ อยากขยับขึ้นไปสู่ขั้นสูงกว่านี้ อย่างเทวโลก พวกเหล่านี้ มีความสบายหน่อยหนึ่ง แต่อยู่ในกามโลกเหมือนกัน แต่มีความสบาย ไม่ได้วิ่งเต้นหาเครื่องอุปโภคบริโภค ยุ่งเหยิงแย่งกันฆ่ากัน ทำลายกัน เหมือนอย่างโลกปัจจุบัน เป็นของที่เกิดขึ้นด้วยบุญของตัวเอง อันนี้ก็นับว่าเป็นโลกขั้นหนึ่ง หรือไม่ชอบอยู่นี้ ก็ไปสู่พรหมโลกก็ได้ พรหมโลกนี้มีอายุยืนยาวหละ ไม่ได้เดือดร้อนวุ่นวาย หรืออรูปพรหม แต่ว่าโลกที่พิเศษกว่าโลกทั้งหมด เรียกว่า โลกุตรโลก ซึ่งเหนือโลกทุก ๆ โลก ได้แก่พระนิพพาน อันนี้ก็มีทางไปได้ เป็นโลกของจิตที่ละเอียด ถ้าเราจะต้องการจิตละเอียด หรือจะต้องการจิตพอปานกลาง หรือจะต้องการจิตหยาบ เราเลือกเฟ้นได้ ตามความชอบใจของใครแต่ละคน พระพุทธองค์ท่านวางไว้กลาง ๆ ใครอยากได้อย่างไหน ก็ประพฤติปฏิบัติเอา ไม่ได้ขัดข้อง ไม่ได้เรียกเอาค่าเอาคุณอะไร แล้วเราจะเอารูปไหนวิธีไหน ก็ตัดสินใจเจ้าของเอง แต่ละท่านแต่ละคน นี้หละ แนะนำมาพอเป็นทาง..
หลวงปู่ศรี มหาวีโร
เทศนา เรื่อง วันออกพรรษา





"อย่าปล่อยให้ชาตินี้ผ่านไป"
ชาตินี้เราโชคดีได้มาเจอพระพุทธศาสนา ได้มาเจอพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ได้มาเจอพระอริยสงฆ์สาวก ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้เจอพระพุทธเจ้าก็ไม่เป็นปัญหาอะไร เพราะพระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสไว้ก่อนที่จะจากไปว่า ธรรมวินัยที่ตถาคตตรัสไว้ชอบแล้วนี้แลจะเป็นศาสดาของพวกเธอต่อไป พวกเธอจะไม่ได้อยู่ปราศจากศาสดา คือพวกเราจะไม่ได้อยู่ปราศจากพระพุทธเจ้า เพราะพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้านี้เป็นตัวแทนของพระพุทธเจ้า ได้พบกับพระธรรมคำสอนก็ถือว่าได้พบกับพระพุทธเจ้า อย่างทรงตรัสไว้ว่า ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเราตถาคต ใครเห็นธรรมเห็นคำสอนของพระพุทธเจ้า ผู้นั้นก็ได้เห็นพระพุทธเจ้า
ดังนั้นถึงแม้ไม่มีพระพุทธเจ้าก็เหมือนกับมีพระพุทธเจ้า เพราะเรามีพระธรรมคำสอนเป็นผู้คอยสอนคอยเตือนคอยบอกเรา เราโชคดีที่ได้มาเจอพระธรรมคำสอนหรือได้มาเจอกับพระอริยะสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า ที่มีความสามารถที่จะสอนให้พวกเรา ออกจากไตรภพได้ ออกจากการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏได้ ถ้าไม่มีพระพุทธศาสนา ไม่มีพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ไม่มีพระอริยสงฆ์สาวกหลงเหลืออยู่ในโลกนี้แล้ว ก็จะไม่มีใครมาสอนวิธีที่จะทำให้เราออกจากสังสารวัฏได้ เราก็ยังจะต้องเวียนว่ายตายเกิดต่อไป ถึงแม้ว่าจะได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นต่างๆ ชั้นเทพ ชั้นรูปภพ ชั้นอรูปภพ แต่ก็เป็นสวรรค์ที่จะต้องมีวันเสื่อมมีวันหมดไป เพราะภพต่างๆในสังสารวัฏนี้ยังอยู่ภายใต้กฎของไตรลักษณ์อยู่ ภายใต้กฎของอนิจจังความไม่ถาวร อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ได้เป็นอะไรแล้วเดี๋ยวก็ต้องหมดไป เพราะภพเหล่านั้นไม่ได้เป็นของเราอย่างถาวร เป็นของเราเพียงชั่วคราว ได้อรูปภพเดี๋ยวก็เสื่อมลงมาสู่รูปภพ จากรูปภพก็จะเสื่อมลงมาสู่เทวภพ กามภพ จากเทวภพก็ลงมาเป็นมนุษย์
แล้วถ้ากลับมาเป็นมนุษย์แล้วมาทำบาปมากกว่ามาทำบุญ ตายไปก็ไปสู่อบายต่อ ไปสู่เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย และนรก พอบาปที่ทำไว้หมดกำลังที่จะดึงให้จิตอยู่ในอบาย จิตก็จะกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ใหม่ แล้วก็มาทำบุญทำบาปใหม่ ก็จะขึ้นๆ ลงๆ อย่างนี้ไปเรื่อยๆ ไม่มีวันสิ้นสุด ถ้าไม่ได้มาพบกับพระพุทธศาสนา ดังนั้นการที่เราได้มาพบกับพระพุทธศาสนานี้ จึงถือว่าเป็นโชคมหาศาล นานๆ จะมีโอกาสได้มาพบกับพระพุทธศาสนาสักครั้งหนึ่ง เพราะนานๆ จะมีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้ทางที่จะพาสัตว์โลกให้หลุดออกจากวัฏฏะแห่งการเวียนว่ายตายเกิดกันสักครั้งหนึ่ง ไม่ใช่ว่าทุกภพทุกชาติที่เรามาเกิดจะมีพระพุทธศาสนารอเราอยู่ พระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันนี้ ก็จะรอเราอยู่เพียง ๕,๐๐๐ ปีเท่านั้น ตอนนี้ก็ผ่านมาแล้วครึ่งทาง ๒,๕๐๐ กว่าปี เหลืออีก ๒,๔๐๐ กว่าปี พระพุทธศาสนาก็จะสูญจากโลกนี้ไป ถ้าเรากลับมาเกิดคราวหน้าหลังจาก ๒,๔๐๐ กว่าปีนี้ไปแล้ว เราก็จะไม่ได้เจอพระพุทธศาสนาอีก เราจะไม่เจอคนที่จะสอนให้เราออกจากการเวียนว่ายตายการเวียนว่ายตายเกิดได้ เราจะไม่ได้เจอคำสอนของพระพุทธเจ้า หรือถ้าเจอก็ไม่เข้าใจความหมาย อ่านแล้วก็ไม่เข้าใจ เพราะไม่มีใครที่รู้หรือเข้าใจมาอธิบายให้เราฟังกัน ดังนั้นเราจึงไม่ควรที่จะทิ้งโอกาสอันงามนี้ให้หลุดไปจากมือของเรา ชาตินี้เป็นชาติหนึ่งในหลายๆ ล้านชาติที่มีโอกาสได้พบกับพระพุทธศาสนา ได้พบกับวิธีที่จะพาให้เราไม่ต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดกัน นานๆ จะเกิดขึ้นสักครั้งหนึ่ง เกิดมาล้านชาติ อาจจะมีชาติหนึ่งที่จะได้เจอพระพุทธศาสนา อย่าปล่อยให้ชาตินี้ผ่านไป เพราะถ้าผ่านไปแล้วอาจจะต้องรอไปอีกหลายล้านชาติกว่าจะได้มาเจอกับพระพุทธศาสนาอีกครั้งหนึ่ง.
ธรรมะบนเขา
วันที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๖๐
"เหตุของการเกิดภพชาติ"
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต





“เครื่องวัดคนอยู่ที่ความประพฤติ”
ให้รู้จักประมาณก็ให้รู้จักความพอดี มากเกินไปก็ไม่ดี น้อยเกินไปก็ไม่ดี โดยเฉพาะเรื่องของปัจจัยสี่ที่เราใช้ดูแลเลี้ยงดูร่างกาย อาหารกินมากเกินไปก็เกิดโทษ กินน้อยเกินไปก็เกิดโทษ ต้องกินให้มันพอดี กินมากเกินไปก็เกิดน้ำหนักเกิน เดี๋ยวก็โรคภัยไข้เจ็บเข้ามา ถ้ากินน้อยเกินไปซูบผอมขาดสารอาหารนี้ก็เกิดโรคภัยไข้เจ็บได้เหมือนกัน ก็ต้องรู้จักความพอดี เหมือนใส่รองเท้านี่ รองเท้าก็ต้องขนาดพอดีใช่ไหม ถ้าใหญ่เกินไปก็หลวมใส่ไม่สบาย ถ้าเล็กเกินไปใส่ก็คับก็เจ็บเท้า ต้องหารองเท้าที่ขนาดพอดี เสื้อผ้าก็เหมือนกัน ถ้าใช้เสื้อผ้าก็ต้องรู้จักปริมาณความพอดีว่าเราต้องการมีกี่ชุดกัน ร่างกายเรามีร่างกายร่างเดียว เราต้องการมีเสื้อผ้าไว้สักกี่ชุดถึงจะพอ มีมากเกินไปก็จะทำให้เราเสียเงินเสียทองไปเปล่าประโยชน์ไม่ได้เกิดประโยชน์อะไรมากขึ้นมา เพราะหน้าที่ของเสื้อผ้าก็มีไว้เพื่อหุ้มห่อร่างกายอันนี้เท่านั้นเอง ปกปิดร่างกายป้องกันร่างกาย จะเป็นเสื้อผ้าราคาแพงหรือราคาถูก มันก็ทำหน้าที่ได้เหมือนกัน ทำไมต้อง ไปเสียเงินเยอะๆ เพื่อมาเอาเสื้อผ้าที่ทำหน้าที่ ที่เสื้อผ้าราคาถูกก็ทำได้เหมือนกัน เช่นเสื้อตัวละสองร้อยกับเสื้อตัวลสองพันมันต่างกันตรงไหน มันก็ทำหน้าที่ได้เท่ากัน มันปกปิดร่างกายหรือหุ้มห่อร่างกาย ปกป้องร่างกายได้เหมือนกัน
นี่เราต้องรู้จักประมาณว่าเราควรจะใช้แบบไหน อย่าไปหลงกับรสนิยมของสังคม เสื้อผ้าบางทีมาจากโรงงานอันเดียวกัน เพียงแต่อันหนึ่งมีตราอันหนึ่งไม่มีตรา พอมีตราก็ราคาแพงพอไม่มีตราขายตามตลาดนัดก็ราคาถูก แต่มันก็เหมือนกัน เอามาเปรียบเทียบกันมันก็เหมือนกัน เรื่องอะไรเราต้องไปเสียเงินมากๆ บางทีก็ต้องมีรสนิยม ถ้าใส่เสื้อถ้าไม่มีตราแล้วรู้สึกมันเชยไม่มีหน้าไม่มีตา กระเป๋าถ้าไม่มีตราแล้วใส่แล้วมันรู้สึกมันไม่มีหน้ามีตา กระเป๋าเขามีไว้ใช้ใส่ของไม่ใช่เหรอ มันไม่จำเป็นจะต้องมาเชิดหน้าชูตาเราหรอก กระเป๋าเขามีไว้เพื่อใส่ของ ให้เรารู้จักประมาณ รู้จักเหตุผลของการใช้สิ่งต่างๆ ว่าเราใช้เพื่ออะไร ไม่มากเกินไปไม่น้อยเกินไป ให้พอดีกับเเหตุกับผลที่เราต้องการมัน แล้วชีวิตเราจะสบายไม่ถูกกดดัน
นี่ทุกวันนี้เราถูกกดดันด้วยรสนิยมของสังคม สังคมเขาเป็นคนวัดเรา วัดตัวเราว่าดีหรือไม่ดี เขาวัดอยู่ที่กระเป๋าที่เราใช้ วัดที่รองเท้าที่เราใส่ วัดที่รถที่เราขับ ความจริงนี่ไม่ใช่เป็นเครื่องวัดคน เครื่องวัดคนอยู่ที่ความประพฤติ ทางกาย ทางวาจา ว่ามีศีลมีสัจย์หรือเปล่า ว่าทำบาปหรือทำบุญ อันนี้แหละคือเครื่องวัดคนไม่ใช่เสื้อผ้า พระถึงไม่จำเป็นจะต้องมีเสื้อผ้าเหมือนญาติโยม พระสมัยพุทธกาลนี้ผ้าทำมาจากผ้าห่อศพ ผ้าที่ไม่มีใครต้องการแล้ว เพราะเสื้อผ้าไม่ใช่เป็นเครื่องวัดตัวพระ เครื่องวัดตัวพระก็คือตัวศีลธรรมที่มีอยู่ในใจของพระ พระที่มีศีลธรรมมากก็มีคุณค่ามาก พระพุทธเจ้านี้มีคุณค่ามากที่สุด รองลงมาก็พระอรหันตสาวก รองลงมาก็พระอนาคามี พระอริยบุคคลขั้นต่างๆ มีอยู่สี่ขั้น เพราะมีความรู้ความสามารถแตกต่างกัน นี่ก็คือเรื่องของการรู้จักประมาณ รู้จักความพอดี อย่ามีมากเกินไป อย่ามีน้อยเกินไป ร่างกายนี้ต้องมีปัจจัยสี่ที่เหมาะสมกับฐานะของแต่ละคน.
สนทนาธรรมบนเขา
วันที่ ๒๗ กันยายน ๒๕๖๐
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต




นักปฏิบัติต้องเอาให้หนักกว่าธรรมดา ทำใจของตนให้แน่วแน่
มันจะไปสงสัยที่ไหนก็ของเก่า ปรุงแต่งขึ้นเป็นความพอใจ ไม่พอใจ
มันเกิดมันดับอยู่นี่ ไม่รู้เท่าทันมัน ถ้ารู้เท่าทันมันก็ดับไป
ถ้าจี้มันอยู่อย่างนี้ มันก็ค่อยลดกำลังไป ตัดอดีตอนาคตลงให้หมด
จิตดิ่งอยู่ในปัจจุบัน รู้ในปัจจุบัน ละในปัจจุบัน
ทำในปัจจุบัน แจ้งอยู่ในปัจจุบัน
.
หลวงปู่แหวน สุจิณโน




"เราเกิดมาได้อัตภาพอันดีสมบูรณ์บริบูรณ์
พวกเราได้สมบัติมาดีแล้ว
ควรใช้มันเสีย ใช้ไปในทางดี
ทางดี คือ การทำบุญให้ทาน รักษาศีล ภาวนา
ใช้มันเสียเมื่อมันยังสมบูรณ์บริบูรณ์อยู่
อย่าไปนอนใจเมื่อวันคืนล่วงไปๆ
พระพุทธเจ้าว่า วันคืนล่วงไปๆ
มิใช่จะล่วงไปแต่วันคืนเดือนปี
ชีวิตความเป็นอยู่ของเราก็ล่วงไปๆ
ทุกขณะลมหายใจเข้าออก
ไม่ควรนอนใจ"
หลวงปู่ขาว อนาลโย
วัดถ้ำกลองเพล อ.เมืองหนองบัวลำภู จ.หนองบัวลำภู




"คนเรา มีภูมิจิตภูมิธรรมต่างกัน
ฝึกปฏิบัติมา ไม่เท่ากัน
จะให้ทุกคนรู้เหมือนเรา
เข้าใจเราทุกอย่างไม่ได้
เมื่อเขาทำพลาดไป เราควรให้อภัย
วันหนึ่งเขาจะรู้เอง ทำได้ถูกต้องเอง"
หลวงปู่เปลี่ยน ปัญญาปทีโป




“การภาวนามี ๒ ขั้น “
ถาม : การภาวนาคือการนั่งสมาธิท่องพุทโธพุทโธใช่ไหมคะ
พระอาจารย์ : ใช่ การภาวนามี ๒ ขั้น ขั้นแรกเรียกว่าสมาธิสมถะภาวนา ก็คอยใช้สติ คอยหยุดความคิด เช่น การท่องพุทโธๆ ไป พอจิตสงบมีสมาธิแล้ว ขั้นต่อไปเวลาออกจากสมาธิ เราก็ใช้ให้ใจคิดทางปัญญาเรียกว่าวิปัสสนา ให้คิดว่าร่างกายของเราเกิดแล้วต้องแก่ต้องเจ็บต้องตาย ทำไมให้คิดทั้งๆ ที่คิดว่าเรารู้แล้ว แต่เราลืม พอเราไม่คิดปั๊บเราก็ลืม เราก็จะลืมแก่ลืมเจ็บลืมตายได้
ฉะนั้นต้องคิดบ่อยๆ คิดทุกลมหายใจเข้าออก อย่างเมื่อกี้ฝรั่งเขาถามว่าท่านคิดถึงอนาคตใน ๕ ปีข้างหน้าอย่างไร ก็คิดแค่อนาคตแต่ข้างหน้านี่คือหายใจเข้ากับหายใจออกยังงี้ ถ้าหายใจเข้าแล้วไม่หายใจออกก็ตาย หายใจออกแล้วไม่หายใจเข้าก็ตาย คิดแค่นี้ก็จะทำให้ใจเราหายหลง หายวุ่นวาย หายกังวลกับสิ่งต่างๆ อันนี้คือปัญญา
ขั้นที่ ๒ เรียกว่าวิปัสสนาภาวนา ต้องใช้ความคิด คิดแต่เรื่องความเป็นจริง คิดจนกระทั่งเราไม่หลงไม่ลืม คิดว่าเราจำได้ เราพร้อมที่จะตายทุกเวลานาที พร้อมหรือยัง ตอนนี้ถามตัวเองว่า ตอนนี้เราพร้อมที่จะตายหรือยัง ตอนนี้ถ้ายังไม่พร้อมก็แสดงว่าเรายังไม่เห็นความจริงว่าร่างกายนี้ต้องตาย แล้วจะตายได้ทุกเวลานาที ไม่มีใครไปกำหนดได้.
สนทนาธรรมบนเขา
วันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๑
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 15 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร