วันเวลาปัจจุบัน 20 ม.ค. 2018, 18:02  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 ธ.ค. 2017, 06:33 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 2895


 ข้อมูลส่วนตัว


"ยินดีในสิ่งที่ตนได้
พอใจในสิ่งที่ตนมี
เป็นคนโชคดีที่สุด"
-:- หลวงปู่จันทร์ กุสโล -:-




อดีตชาติหลวงปู่ขาว "บุญมีแต่กรรมบัง"
หลวงปู่มั่น ท่านปรารภเรื่องอดีตชาติหลวงปู่ขาว
ว่า ท่านน่าจะบรรลุธรรมตั้งแต่สมัยครั้งพุทธกาล
แต่ไปเข้ากลุ่มพระภิกษุ๕๐๐ ที่หลงเชื่อพระเทวทัต
(จากประวัติ หลวงปู่ขาว อนาลโย)
หลวงปู่ขาวท่านเคยบวชเป็นพระภิกษุมาก่อนแล้วในหลายชาติ แม้ในสมัยพุทธกาลท่านก็เคยบวชเป็นภิกษุอยู่กับพระพุทธองค์ แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ในสมัยนั้นหลวงปู่ได้เข้าร่วมอยู่ในกลุ่มภิกษุ ๕๐๐ รูป ที่หลงเชื่อคำยุยงของพระเทวทัต ทำให้ท่านพลาดโอกาสบรรลุมรรคผลนิพพานไปอย่างน่าเสียดาย มาในชาตินี้ ด้วยบุญบารมีที่สั่งสมมาแต่ชาติปางก่อน ก็อดไม่ได้ที่หลวงปู่จะตั้งหน้าเข้าหาพระธรรม ถึงแม้ว่าท่านจะใช้เวลาให้กับความวุ่นวายทางโลกอยู่ระยะหนึ่งก็ตาม
เรื่อง อดีตชาติหลวงปู่ขาว "บุญมีแต่กรรมบัง" หลวงปู่มั่น ท่านปรารภเรื่องอดีตชาติหลวงปู่ขาว ว่า ท่านน่าจะบรรลุธรรมตั้งแต่สมัยครั้งพุทธกาล แต่ไปเข้ากลุ่มพระภิกษุ๕๐๐ หลงเชื่อพระเทวทัต (จากประวัติ หลวงปู่ขาว อนาลโย) หลวงปู่ขาวท่านเคยบวชเป็นพระภิกษุมาก่อนแล้วในหลายชาติ แม้ในสมัยพุทธกาลท่านก็เคยบวชเป็นภิกษุอยู่กับพระพุทธองค์ แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ในสมัยนั้นหลวงปู่ได้เข้าร่วมอยู่ในกลุ่มภิกษุ ๕๐๐ รูป ที่หลงเชื่อคำยุยงของพระเทวทัต ทำให้ท่านพลาดโอกาสบรรลุมรรคผลนิพพานไปอย่างน่าเสียดาย มาในชาตินี้ ด้วยบุญบารมีที่สั่งสมมาแต่ชาติปางก่อน ก็อดไม่ได้ที่หลวงปู่จะตั้งหน้าเข้าหาพระธรรม ถึงแม้ว่าท่านจะใช้เวลาให้กับความวุ่นวายทางโลกอยู่ระยะหนึ่งก็ตาม




ถ้าสภาวธรรมที่เกิดในขณะนั่งสมาธิเป็นเหตุให้เมื่อออกจากสมาธิแล้วอยู่ในสภาพปกติ คืออยู่ในปัจจุบัน มีผลทำให้เกิดความเบื่อหน่ายคลายจากความยึดถือตัวตน คลายจากราคะ ความกำหนัด คลายจากความโลภ ความโกรธ ความหลงได้ เราจึงถือว่าถูกต้อง
แต่ถ้าสภาวธรรมใดที่เกิดขึ้นเวลานั่งสมาธิแล้ว พอออกมาอยู่ในสภาพปกติแล้ว ไม่ปรากฏความเบื่อหน่ายในร่างกายเรา ไม่ทำให้คลายความยึดถือตัวตนแล้ว เราถือว่ายังไม่ถูก เราจะไม่สนใจในสภาวธรรมนั้น เพราะว่าถ้าเราไปสนใจในสภาวธรรมอันไม่เป็นเหตุที่จะยังความเบื่อหน่ายแล้ว แทนที่จะเป็นการคลายจากความยึดถือ อาจจะทำให้เราหลงในสภาวธรรมได้
พระอาจารย์อัครเดช ถิรจิตฺโต




คำถามไม่ใช่เหตุที่จะชำระจิต
การภาวนาต่างหาก
จงตัดคำถามต่างๆออกไปให้หมด
แล้วภาวนาให้มาก คำตอบจะตามมาเอง
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๔๘




นับแต่ตื่นจากหลับนอน ครูตากระทบรูป แม่ได้เรียน ครูหูกระทบเสียง แม่ได้เรียน ครูจมูกกระทบกลิ่น แม่ได้เรียน ครูปากลิ้นกระทบรสชาติ แม่ได้เรียน ครูกายได้สัมผัส เย็น ร้อน อ่อน แข็ง นุ่มนวล แม่ได้เรียน ครูใจกระทบอารมณ์ แม่ได้เรียน
แม่จึงว่า "แม่ได้เรียนธรรมอยู่ตลอดทั้งวัน" ไม่มีเวลาพัก ต่างครู ก็ต่างหน้าที่ ตามปกติของเขาไป เป็นแต่ใจของเรานี้เอง จะเกาะเกี่ยวอย่างใด อย่างชอบ หรืออย่างไม่ชอบ แต่แม่เรียนรู้ อย่างรู้เท่ารู้ทัน ครูบาอาจารย์ท่านบอกท่านสอนมาอย่างนี้ แต่ก่อนเคยมีผู้ถามอัญญาท่านมั่นว่า
"พระธุดงค์ พระป่า เรียนหนังสืออย่างไรกัน?"
เพิ่นตอบว่า
"เรียนด้วยการหลับตา แต่ตื่นใจ"
คุณแม่ชีแก้ว เสียงล้ำ




"ต้องรู้เท่าทันของไม่ดีในตน รู้แล้วละ รู้แล้วทิ้ง จนกว่ามันจะหมดไปเอง จึงปล่อยวางได้ จึงหลุดพ้นไปได้ ปล่อยก็ปล่อย จิตวางจิต ปล่อยใจ วางใจ นี้แหละลูกเอ๋ย"
คุณแม่ชีแก้ว เสียงล้ำ




“พวกเราเป็นแม่ขาวนางชีมีครูบาอาจารย์ แม้อยู่ใกล้ท่านก็เหมือนอยู่ไกล เพราะโอกาสใกล้ชิดมีน้อย เราไปวัดตอนเช้าก็ได้เห็นท่าน ไปวันพระก็ได้เห็นท่าน ได้ฟังธรรมจากท่าน เป็นอย่างนี้อย่าได้น้อยใจ เพราะต่างคนต่างก็รักษา มิให้เป็นข้าศึกต่อกันไป เราก็รักษาตัวเอง ครูบาอาจารย์ ท่านก็รักษาจิตใจของท่าน ท่านรักเราด้วยธรรม เมตตาเราด้วยธรรมนะ”
คุณแม่ชีแก้ว เสียงล้ำ





เมื่อพระน้อยองค์นั้นไปอยู่วัดป่าบ้านหนองผือใหม่ๆ ใจก็อดคิดตามประสาปุถุชนไม่ได้ว่าเขาเล่าลือกันว่าท่านอาจารย์ใหญ่(มั่น)ของเราเป็นพระอรหันต์ เราก็ไม่ทราบว่าจริงหรือไม่ ถ้าเป็นอรหันต์จริง คืนนี้ก็ให้มีปาฏิหาริย์ให้เห็นปรากฏด้วย
ในคืนวันนั้นเอง พอพระน้อยผู้นั้นภาวนา ก็ปรากฏนิมิตเห็นท่านพระอาจารย์ใหญ่เดินจงกรมอยู่บนอากาศ และแสดงปาฏิหาริย์เหาะขึ้นลงอยู่ตลอดเวลา และเวลานอนหลับ ก็ยังฝันเห็นท่านเดินอยู่บนอากาศเช่นเดียวกัน พระน้อยผู้นั้นจึงยกมือไหว้ท่าน และว่าเชื่อแล้ว!
อย่างไรก็ดี หลังจากวันนั้น พระน้อยก็เกิดคิดขึ้นมาอย่างคนโง่ อีกว่า เอ…เขาว่าท่านอาจารย์ใหญ่รู้วาระจิตของลูกศิษย์ทุกคนจริงไหมหนอ? เราน่าจะทดลองดู ถ้าท่านอาจารย์ใหญ่รู้วาระจิตของเรา ขอให้ท่านอาจารย์ใหญ่มาหาเราที่กุฏิคืนวันนี้เถอะ
พอคิดได้ประเดี๋ยวเดียว ก็ได้ยินเสียงไม้เท้าเคาะใกล้เข้ามา และกระแทกเปรี้ยงเข้าที่ฝากุฏิของพระน้อยองค์นั้น พร้อมกับเสียงของท่านเอ็ดลั่นว่า
“ท่าน…ทำไมจึงไปคิดอย่างนั้น นั่นไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ รำคาญเรานี่!”
พระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ(พระน้อยองค์นั้น)




มีอุบาสกคนหนึ่งเขาเป็นหัวหน้าพ่อค้าเกวียน มีเกวียนเป็นบริวาร ๕๐๐ เล่ม อุบาสกคนนั้นเขามีนิสัยมีวาสนาบารมี จะได้บรรลุพระโสดาบัน แต่ยังไม่ได้สำเร็จ เมื่อขณะที่เขาไปค้าขายเอาสินค้าบรรทุกเกวียนไป ๕๐๐ เล่ม พวกเทวดาก็ปรึกษากันว่า พวกเราต้องตามไปรักษาพ่อค้าคนนี้ เพราะว่าพ่อค้าคนนี้เขามีนิสัย ที่จะได้บรรลุโสดาบัน ต้องตามรักษาเพื่อ ไม่ให้พ่อค้านั้นเกิดอันตราย ถ้าเราไม่ตามไปรักษาแล้วมีอันตรายเกิดขึ้น ศีรษะของเราจะแตกออกเป็น ๗ เสี่ยง เทวดาจึงต้องตามไปรักษา ให้ความปลอดภัยทุกสิ่งทุกอย่างจนตลอดทาง ครั้นเมื่ออุบาสกคนนั้นกลับมาบ้าน ได้มาฟังเทศน์พระพุทธเจ้า จึงได้สำเร็จโสดาบัน
นี่ อย่างนี้แหละ พวกมีนิสัย เทวดาต้องตามรักษาเสมอ ไม่ถึงคราวถึงกาลไม่เป็นไร
พระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ



"..โรคภัยไข้เจ็บไม่มีใครต้องการ..
รูปร่างกายของคนนั้น มีชื่อเสียงอย่างนั้นๆ
รูปร่างอันนั้นมันจะต้องเป็นอย่างนั้น
เป็นโรคอย่างนั้นๆ ใครไปแต่ง
รูปร่างอันนั้นแต่งให้เป็น หรือก็ไม่ใช่
จึงว่า #กรรมบันดาลให้เป็นไปตามอำนาจของกรรม
ถ้าหากว่าเรายอมรับว่าเป็นเรื่องของกรรมเสีย
แล้วก็เป็นกรรมของเจ้าของเอง ก็พอสู้ไปพออยู่ไป..
ถึงว่าจะทุกข์จะยาก จะเหน็ดจะเหนื่อยอะไร
ก็ไม่ทำให้เกิดความไม่สบายใจ
ร่างกายอันนี้มันเป็นร่างกายที่กรรมเขาสร้างเอา..
เขาก็ต้องแต่งให้เป็นไปตามเรื่องของเขา..
กรรมของบุคคลนั้นที่สั่งสมมาแล้ว
จะต้องได้ร่างกายอย่างนั้น มันก็ได้ตามที่เจ้าของสั่งสม
การที่เจ้าของสั่งสมนั่นแหละเป็นตัวกรรม.."
หลวงปู่แบน ธนากโร



คำว่า "บารมี" ไม่ใช่คำพูด มันเป็นจิตใจนั้นแหละ คนดี คนมีบารมี ทำสิ่งใดเขาก็ทำจริง ปฏิบัติสิ่งใดเขาก็ปฏิบัติจริง นึกภาวนาพุทโธในใจ ก็นึกจริง ๆ รวมเข้าไปได้จริง ๆ
หลวงปู่สิม พุทธาจาโร




"เวลาความตายมันเข้ามาถึงแล้ว ไม่มีอะไรที่จะไปทัดทานได้ จำเป็นต้องแตกต้องตายไปตามยถากรรมนั้น ๆ
ทางที่ดีที่เหมาะสม ท่านจึงให้ภาวนาให้มันรู้แจ้ง รู้จริง ให้มันชัดแจ้งตั้งแต่นี้ต่อไป จนให้เห็นว่าความตายนี้มันขยับเข้ามา ใกล้เข้าไปทุกวัน ทุกคืน ทุกปี ทุกชั่วโมง นาที วินาที มันขยับเข้าไปเรื่อย ไม่มีเวลาไหนที่จะห่างไกลออกไป เตือนใจของเรา ให้รู้ซึ่งในมรณะความตายนี้ให้ได้ จนเกิดธรรมสังเวชสลดจิต สลดใจ ในคนตาย ในสัตว์ตาย ในคนอื่นตาย และตัวเราก็ต้องตายอย่างเขาอย่างนั้นด้วย"
หลวงปู่สิม พุทธาจาโร




"ความเที่ยงแท้แน่นอนในโลกนี้ จะเอาที่ไหนไม่มี ผู้ปฏิบัติจงรู้เท่าทัน รู้เท่าทันแล้วปล่อ ยวาง อย่าเข้าไปยึดถือ อย่าเข้าไปยึดว่าตัวกูของกู ตัวข้าของข้า ตัวเราของเรา เราเป็นนั้นเราเป็นนี้ ตัวเราของเราไม่มี มีแต่ธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม มีแต่หลักอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาทั้งโลก"
หลวงปู่สิม พุทธาจาโร





"..ขอให้ใส่บาตรให้โยมพ่อแม่
ก่อนจึงใส่ให้พระ
บุญจะไม่มีทางเกิดขึ้น
หากเราปล่อยบุพการี
ให้หิวโหย
แต่ไปเลี้ยงดูคนอื่น
ให้อิ่มหนำสำราญ
บุญนี้ทำได้ง่ายที่สุด
ไม่ได้มีพิธีรีตอง
ไม่ต้องสวดมนต์คาถา
ทำได้เลย และทำได้ทุกวัน
ใครที่ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่
ก็เลี้ยงด้วยอาหารใจ
ให้ความรัก ความคิดถึง
ให้ความอบอุ่นผูกพัน
ผู้ปฏิบัติได้เช่นนี้
บุญอย่างอื่นไม่ต้องพูดถึง
ทำยังไงก็ขึ้น
ทำอะไรก็สำเร็จได้แน่นอน.."
หลวงปู่ปรีดา (ทุย) ฉันทกาโร


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 3 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร