วันเวลาปัจจุบัน 20 ก.พ. 2020, 19:36  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 17 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 11 ก.พ. 2017, 08:27 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 32421

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


จาริกบุญ จารึกธรรมหน้า 120 เป็นต้นไป (ตัดๆออกบ้าง)

รูปภาพ

เมื่อพระเจ้าพิมพิสารเลื่อมใสแล้ว ก็ได้ถวายวัดแห่งแรก คือ วัดเวฬุวัน
“เวฬุวัน” แปลว่า ป่าไผ่ พระพุทธเจ้าได้เสด็จประทับที่นี่ในพรรษาที่ ๒ (พรรษาแรกจำที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน) ถือว่า เป็นวัดแรกในพระพุทธศาสนา

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 11 ก.พ. 2017, 08:37 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 32421

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ขนฺตี ปรมํ ตโป ตีติกฺขา
นิพฺพานํ ปรมํ วทนฺติ พุทฺธา
น หิ ปพฺพชิโต ปรูปปฆาตี
สมโณ โหติ ปรํ วิเหฐยนฺโต ฯ

สพฺพปาปสฺส อกรณํ กุสลสฺสูปสมฺปทา
สจิตฺตปริโยทปนํ เอตํ พุทฺธาน สาสนํ ฯ

อนูปวาโท อนูปฆาโต ปฏิโมกฺเข จ สํวโร
มตฺตญฺญุตา จ ภตฺตสฺมึ ปนฺตญฺจ สยนาสนํ
อธิจิตฺเต จ อาโยโค เอตํ พุทฺธาน สาสนํ ฯ

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 11 ก.พ. 2017, 08:39 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 32421

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


(ตัดเอาแค่นี้ไป)

หลังจากพระพุทธเจ้าตรัสรู้ ได้ ๙ เดือน ก็ถึงวันมาฆปูรณมี คือวันเพ็ญเดือน ๓ เป็นเวลาที่ถือว่ามีความสำคัญ เนื่องจากสมัยก่อนถือปฏิทินทางจันทรคติ วันเพ็ญจึงมีความสำคัญอยู่โดยสามัญ

นอกจากนั้น อาจเป็นไปได้ว่าวันเพ็ญเดือน ๓ นั้น เป็นวันสำคัญในศาสนาพราหมณ์ด้วย ปราชญ์บางท่านว่าเป็นวันศิวราตรี (แต่เท่าที่พบหลักฐาน ศิวราตรีของพราหมณ์ คือวันเดือนดับ = แรม ๑๔ ค่ำ เดือนมาฆะ) จะอย่างไรก็ตาม รวมความว่า เป็นวันที่มีความสำคัญในศาสนาเดิมตามประเพณีของชาวชมพูทวีป

ตอนเย็นวันนั้น พระพุทธเจ้าเสด็จลงจากเขาคิชฌกูฎมายังพระเวฬุวัน และปรากฏว่ามีพระอรหันต์มาประชุมกันที่พระเวฬุวันนี้ ๑,๒๕๐ องค์ จึงเกิดเป็นการประชุมใหญ่ของพระสาวกขึ้น

ตอนนั้น ยังอยู่ในระยะต้นพุทธกาล แค่ ๙ เดือนเท่านั้นเองหลังจากตรัสรู้ มีพระสาวกมาประชุมกันตั้ง ๑,๒๕๐ องค์ ก็ต้องถือว่าเป็นการประชุมใหญ่ เรียกได้ว่าเป็นมหาสันนิบาต

การประชุมใหญ่ครั้งนี้ มีลักษณะพิเศษ ที่ท่านเล่าไว้ว่า มีองค์ประกอบ ๔ ประการ คือ

๑. วันนั้น เป็นวันเพ็ญมาฆปูรณมี พระจันทร์เต็มดวง

๒. พระภิกษุ ๑,๒๕๐ รูป มาประชุมกันโดยมิได้นัดหมาย

๓. พระภิกษุเหล่านั้น ล้วนเป็นพระอรหันต์ทั้งสิ้น และท่านเหล่านั้นเป็นผู้ได้อภิญญา๖

๔. พระภิกษุเหล่านั้น ล้วนเป็นเอหิภิกขุ ได้บวชโดยตรงจากพระพุทธเจ้า คือ พระพุทธเจ้าทรงบวชให้เอง

เนื่องจากมีองค์ประกอบ ๔ ประการ จึงเรียกการประชุมนี้ว่า จาตุรงคสันนิบาต แปลว่า การประชุมที่พร้อมด้วยองค์ ๔ ประการ

พระพุทธเจ้า ทรงเห็นว่า ความพรักพร้อมอย่างนี้ เป็นโอกาสพิเศษที่ดี เหมาะแก่การที่จะทรงแสดงธรรมเป็นพิเศษ ก็จึงได้ทรงแสดงโอวาท ตรัสหลักคำสอนที่เป็นหลักการสำคัญของพระพุทธศาสนา ที่เรียกว่า โอวาทปาฏิโมกข์

โอวาท ก็คือ คำกล่าวสอน ปาฏิโมกข์ แปลว่า ที่เป็นหลัก หรือเป็นประธาน โอวาทปาฏิโมกข์ จึงแปลว่า คำกล่าวสอนที่เป็นหลักเป็นประธาน คือคำสอนสำคัญของพระพุทธศาสนา

คำสอนที่นี้มีรวมทั้งหมด ๓ คาถาครึ่ง พูดง่ายๆว่า มี ๓ ตอน

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 11 ก.พ. 2017, 08:51 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 32421

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


สาระของโอวาทปาฏิโมกข์

อย่างที่กล่าวมาแล้วว่า ในวันมาฆบูชา หรือวันมาฆปูรณมี พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรม ที่เรียกว่า โอวาทปาฏิโมกข์ (เขียน โอวาทปาติโมกข์ ก็ได้) เราจึงควรจะศึกษาเรื่อง โอวาทปาติโมกข์กันบ้าง โอวาทปาติโมกข์ประกอบด้วยคาถาสามคาถากึ่ง หรือจะเรียกว่าเป็น ๓ ตอนก็ได้

ลำดับความในคาถา ๓ ตอนนั้น

ก) คาถาที่ ๑ ซึ่งเป็นตอนแรกว่า

ขนฺตี ปรมํ ตโป ตีติกฺขา

นิพฺพานํ ปรมํ วทนฺติ พุทฺธา

น หิ ปพฺพชิโต ปรูปปฆาตี

สมโณ โหติ ปรํ วิเหฐยนฺโต ฯ


คาถาแรกนี้ แสดงอะไรบ้าง ตอบสั้นๆว่า แสดงลักษณะของพระพุทธศาสนา ที่ต่างจากศาสนาพื้นเดิมที่มีอยู่


พระพุทธศาสนาเกิดขึ้นใหม่ เมื่อจะแสดงหลักการของพระพุทธศาสนา จุดแรกก็คือ การแยกออกจากศาสนาเดิม ซึ่งจะเป็นข้อสำคัญที่จะให้ชาวพุทธรู้จักตัวเอง คือรู้จักหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าให้ถูกต้อง มิฉะนั้น เดี๋ยวจะเอาคำสอนของพระพุทธเจ้าไปเที่ยวปะปนกับลัทธิอื่นๆ

คำสอนข้อแรก บอกว่า ขนฺตี ปรมํ ตโป ตีติกฺขา แปลว่า ขันติคือความอดกลั้นเป็นตบะอย่างยิ่ง

อธิบายว่า ในสมัยพุทธกาล เมื่อพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมานั้น ข้อปฏิบัติสำคัญในศาสนาพื้นเดิมก็คือ เขาชอบบำเพ็ญตบะ การบำเพ็ญตบะนี้ เป็นที่นิยมกันนักหนาว่า เป็นทางที่จะทำให้บรรลุความบริสุทธิ์หลุดพ้น ถึงจุดหมายของศาสนา ศาสนาในยุคนั้นจึงมีการบำเพ็ญตบะกันมาก


พระพุทธเจ้าได้ประทานคำสอนใหม่ว่า การที่มาทรมานร่างกายของตนเองด้วยประการต่างๆ เช่น อดข้าว กลั้นลมหายใจ นอนบนหนาม ลงอาบแช่น้ำในฤดูหนาว ยืนตากอยู่กลางแดดในฤดูร้อน อะไรทำนองนี้ ไม่ใช่หนทางที่จะทำให้ตรัสรู้ได้

ขอให้สังเกตนักบวชเชน แม้แต่สมัยปัจจุบัน ก็ยังใช้วิธีบำเพ็ญตบะอยู่ เช่น จะโกนผม เขาก็ไม่ใช้มีดโกน แต่เขาถอนผมออกมาทีละเส้นๆ

อย่างที่พบ ที่เรียกว่า สาธวี ที่แต่งชุดขาว แล้วมีอะไรปิดที่จมูกหรือปาก นั่นน่ะ เป็นนักบวชหญิงของเชน นิกายเศวตัมพร หรือ เสตัมพร แปลว่า นุ่งขาว ห่มขาว
ถ้าเป็นอีกนิกายหนึ่ง ก็เรียก ทิคัมพร แปลว่า นุ่งทิศ คือนุ่งลมห่มฟ้า หมายความว่า ไม่นุ่งผ้าเลย

พระพุทธเจ้าตรัสว่า การบำเพ็ญตบะทรมานร่างกาย ไม่ใช่วิถีทางแห่งความหลุดพ้น ที่จะเข้าถึงจุดหมายของศาสนา การที่ตรัสคาถานี้ขึ้นมา ก็เพื่อที่จะให้เกิดความรู้เข้าใจลักษณะที่แตกต่างของพระพุทธศาสนาตั้งแต่ต้น เริ่มแต่ด้านวิธีปฏิบัติ พระองค์จึงตรัสแทนใหม่ว่า ขนฺตี ปรมํ ตโป ตีติกฺขา

“ขันติ” คือการอดได้ ทนได้ นี่แหละ เป็นตบะอย่างยิ่ง ตบะไม่อยู่ที่การทรมานร่างกาย แต่อยู่ที่ขันติ คือความอดทน โดยใช้สติปัญญา ทำความเพียรด้วยความเข้มแข็งในจิตใจ โดยมุ่งมั่นที่จะทำการนั้นให้สำเร็จด้วยความอดทน อย่างนี้ จึงจะเป็นตบะจริง ไม่ต้องไปเที่ยวทรมานร่างกายของตน เมื่อตรัสอย่างนี้ ก็เป็นการบอกให้รู้ไปด้วยว่า การบำเพ็ญตบะอย่างที่เขานิยมทำกันนั้น ไม่มีในพระพุทธศาสนา

จากข้อปฏิบัติ พระพุทธเจ้าก็ก้าวไปสู่จุดหมายของพระพุทธศาสนา โดยตรัสว่า นิพฺพานํ ปรมํ วทนฺติ พุทฺธา แปลว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ตรัสว่า นิพพานเป็นบรมธรรม คือนิพพานเป็นธรรมอันสูงสุด หรือเป็นธรรมอย่างยิ่ง ข้อนี้ คือ การแสดงจุดหมายของ พระพุทธศาสนาว่า ได้แก่ พระนิพพาน ไม่ใช่ลัทธิไปสู่พระพรหมอะไร

สมัยนั้น ศาสนาพราหมณ์เขาถือว่า จุดหมายของศาสนาคือพรหมสหัพยตา ได้แก่ ภาวะที่รวมเข้ากับพรหม คำสอนอย่างนี้ ท่านคัดค้านไว้ในพระสูตร เช่น อย่างเตวิชชสูตร ในพระไตรปิฎกทีฆนิกาย เป็นต้น ซึ่งพูดถึงเรื่องพราหมณ์ที่พยายามจะเข้าถึงพรหม ไปอยู่ร่วมกับพระพรหมด้วยวิธีต่างๆ แล้วพราหมณ์ก็เถียงกันเองว่าวิธีของใครถูกต้อง

การเข้ารวมกับพระพรหม หรือการเข้าถึงความเป็นหนึ่งเดียวกับพรหม หรือการเข้าถึงถึงพรหมนั่น เป็นจุดหมายของศาสนาพราหมณ์ ซึ่งมีอยู่ก่อนพระพุทธเจ้าของเราอุบัติขึ้น

พระพุทธเจ้าตรัสสอนว่า เราจะเข้ารวมกับพรหมได้ ก็ด้วยการสร้างความเป็นพรหมให้มีในตัว หรือทำตัวให้เป็นพรหมหรือให้เหมือนกันกับพรหม ด้วยการเจริญพรหมวิหารธรรม

อย่างไรก็ตาม การเข้ารวมกับพรหมก็ยังไม่ใช่อิสรภาพแท้จริง เราสามารถกล่าวเลยกว่านั้นไปอีก และพระองค์ก็ได้ตรัสแสดงจุดหมายของพระพุทธศาสนาว่า ได้แก่ นิพพาน เป็นการบอกให้รู้ชัดไปเลย ไม่ใช่เพียงไปเข้ารวมกับพรหม

ต่อไป สิ่งที่ปรากฏของศาสนาข้อสำคัญอีกอย่างหนึ่ง ก็คือ นักบวช ในข้อนี้ เราต้องชัดว่า คนประเภทใด มีลักษณะอย่างไร จัดว่าเป็นบรรพชิตในพระพุทธศาสนา

พระพุทธเจ้าตรัสไว้เป็นหลักว่า คนที่จะเป็นบรรพชิตนั้น ไม่เป็นผู้ทำร้ายผู้อื่น ถ้าเป็นผู้ทำร้ายเบียดเบียนคนอื่น ไม่ชื่อว่าเป็น สมณะ หมายความว่า นักบวช หรือ สมณะ หรือบรรพชิต มีลักษณะสำคัญอยู่ที่การไม่ทำร้ายคนอื่น ไม่เบียดเบียนใคร เป็นผู้ไม่มีภัยมีเวร เป็นแบบอย่างของการนำสังคมไปสู่สันติ

ลักษณะสำคัญชองพระภิกษุ หรือความเป็นบรรพชิตในพระพุทธศาสนา ไม่ได้อยู่ที่การเป็นสื่อกลางระหว่างเทพเจ้ากับมนุษย์ ต่างจากในศาสนาพราหมณ์ ที่นักบวชทำหน้าที่เป็นสื่อกลางระหว่างพระพรหมกับมนุษย์ เป็นตัวแทนของเทพเจ้า หรือของสวรรค์ในโลกมนุษย์ หรือเป็นผู้ผูกขาดพระเวท อันเป็นคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ที่เทพเจ้าสูงสุดเปิดเผยแก่พราหมณ์

ความเป็น นักบวช เป็นบรรพชิต เป็นสมณะ ไม่ได้อยู่ที่การเป็นตัวแทนสวรรค์ หรือเป็นเจ้าพิธี หรือการมีอำนาจศักดิ์สิทธิ์อิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ หรือการปลีกตัวหนีสังคมไปเข้าฌานอยู่ในป่า เป็นต้น แต่อยู่ที่การทำสันติให้ปรากฏในชีวิตที่เป็นจริง

ข) คาถาที่ ๒ คือตอนกลาง

เมื่อทรงแสดงหลักและลักษณะสำคัญที่เป็นจุดปรากฏของศาสนาแล้ว พระพุทธเจ้าก็ทรงแสดงหลักขั้นปฏิบัติการของพระพุทธศาสนา โดยตรัสต่อไปว่า

สพฺพปาปสฺส อกรณํ กุสลสฺสูปสมฺปทา

สจิตฺตปริโยทปนํ เอตํ พุทฺธาน สาสนํ ฯ

การไม่ทำความชั่วทั้งปวง ๑ การทำความดี หรือกุศลให้ถึงพร้อม ๑
การทำใจให้บริสุทธิ์ผ่องใส ๑ นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย.

พระองค์ไม่ได้ตรัสว่า เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าองค์นี้ แต่พระองค์ตรัสว่า พุทฺธานํ ของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย คือ ไม่ว่าพระพุทธเจ้าองค์ไหนก็สอนอย่างนี้หมด

คาถานี้ เป็นคาถาที่ชาวพุทธรู้จักมากที่สุด และพระก็นิยมเอามาย้ำ เพราะเป็นหลักที่จะไปปฏิบัติ คาถาที่หนึ่งข้างต้นนั้น แสดงลักษณะสำคัญของพระพุทธศาสนา ส่วนคาถาที่สองนี้ เป็นคำสอนภาคปฏิบัติเลยว่า คนเราจะต้องทำอะไรบ้าง

๑. ไม่ทำชั่ว

๒.ทำความดี

๓. ทำใจให้ผ่องใส

สามอย่างนี้ จำกันได้ดี ฉะนั้นไม่ต้องอธิบายมาก แต่อาจจะย้อนกลับมาพูดอีกทีหนึ่ง


ค) คาถาที่สาม (กับครึ่งคาถา) คือตอนท้าย

จากนั้น ก็ถึงท่อนที่ ๓ อีกคาถากับครึ่งสุดท้าย เรียกว่าอีกคาถากึ่ง มีว่า

อนูปวาโท อนูปฆาโต ปฏิโมกฺเข จ สํวโร

มตฺตญฺญุตา จ ภตฺตสฺมึ ปนฺตญฺจ สยนาสนํ

อธิจิตฺเต จ อาโยโค เอตํ พุทฺธาน สาสนํ ฯ


คำสอนส่วนนี้ เป็นท่อนที่ถือกันว่า เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าสำหรับพระสงฆ์ที่ทำหน้าที่เผยแผ่พระศาสนา ว่าควรจะประพฤติปฏิบัติตัวอย่างไร คือ เมื่อได้คำสอนที่จะสอนเขาแล้ว ตัวผู้ที่จะสอนเขา หรือนำคำสอนไปเผยแผ่นี้ ควรจะดำเนินชีวิต และมีวัตรปฏิบัติอย่างไร ก็มีหลักว่า

อนูปวาโท การไม่กล่าวร้าย ๑

อนูปฆาโต การไม่ทำร้าย ๑

การที่จะสอนเขานี่ ต้องเป็นตัวอย่าง ไม่กล่าวร้ายใคร ไม่ทำร้ายใคร

ปฏิโมกฺเข จ สํวโร แปลว่า สำรวมในปฏิโมกข์

“ปฏิโมกข์” คือ วินัยแม่บท ได้แก่ ประมวลข้อกำหนดความประพฤติ ที่เป็นระเบียบกฎเกณฑ์ข้อบังคับในการดำเนินชีวิของพระภิกษุ เพื่อรักษาแบบแผนหรือมาตรฐานแห่งความเป็นอยู่ที่เหมาะสมและเอื้อต่อการเจริญในไตรสิกขาของพระภิกษุ

ในเรื่องนี้ พระภิกษุจะต้องมีความสำรวมระวัง ตั้งใจที่จะดำรงตนอยู่ในปฏิโมกข์ หรือในศีลแม่บท ที่ปัจจุบันนี้เราเรียกกันว่า ศีล ๒๒๗

มตฺตญฺญุตา จ ภตฺตสฺมึ แปลว่า ความเป็นผู้รู้จักประมาณในอาหาร คือต้องรู้จักกินพอดี หมายความว่า บริโภคด้วยความรู้เข้าใจวัตถุประสงค์โดยใช้ปัญญา ไม่ใช่กินอาหารเพียงเพื่อจะเอร็ดอร่อย เพื่อตามใจอยาก ตามใจลิ้น

โดยเฉพาะพระสงฆ์ เป็นผู้ดำเนินชีวิตด้วยอาศัยญาติโยมเลี้ยง ต้องอาศัยผู้อื่นเป็นอยู่ เพราะฉะนั้น จะต้องทำตัวให้เขาเลี้ยงง่าย เป็นอยู่ง่ายๆ ไม่มัววุ่นวายครุ่นคิด และใช้แรงงานใช้เวลาให้หมดไปกับการแสวงหาสิ่งเสพบริโภค ไม่เฉพาะอาหารเท่านั้น ปัจจัย ๔ อื่นก็เช่นเดียวกัน คือ ไม่มามุ่งหาความสุขสำราญจากเรื่องของวัตถุนั่นเอง

การกินอาหาร เป็นเรื่องใหญ่ของมนุษย์ ฉะนั้น ท่านจึงจับจุดแรก ให้รู้จักประมาณในการบริโภคอาหาร ให้กินด้วยปัญญาที่รู้คุณค่าที่แท้จริง ที่เป็นวัตถุประสงค์ของการกิน ว่าเรากินเพื่ออะไร คือกินเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง มีสุขภาพดี จะให้ใช้ร่างกายนี้ดำเนินชีวิตที่ดีงาม อย่างที่ท่านเรียกว่า เพื่ออนุเคราะห์พรหมจรรย์ คือเพื่อเกื้อหนุนการที่จะมีชีวิตที่ดีงามประเสริฐ และจะได้ทำหน้าที่นำธรรมไปสั่งสอนประชาชนได้

นี่คือหลักการที่เรียกว่า มตฺตญฺญุตา จ ภตฺตสฺมึ รู้จักประมาณในการบริโภคอาหาร

ปนฺตญฺจ สยนาสนํ รู้จักอยู่ในที่นั่งที่นอนอันสงัด ไม่ใช่มัววุ่นวายออกไปคลุกคลีกับหมู่ชาวบ้าน จนไม่รู้จักหาความสงบ ไม่ปลีกตัวออกไปหาเวลาหาโอกาสพัฒนาจิตใจและปัญญา

พระสงฆ์จะต้องให้เวลาแก่การพัฒนาทางด้านจิตใจและปัญญาให้มาก เมื่อแสวงหาที่สงัดเป็นที่วิเวกได้แล้ว ก็เป็นบรรยากาศที่เอื้อต่อการที่จะพัฒนาจิตใจ ด้วยการเจริญจิตภาวนา แล้วก็ก้าวไปสู่การทำปัญญาภาวนา

จุดสำคัญก็คือ จะต้องมีที่อยู่ที่เหมาะ รู้จักหลีกเร้น นับว่าเป็นข้อปฏิบัติอย่างหนึ่งที่สำคัญ เมื่อจะไปทำงานสั่งสอนหมู่ประชาชน เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับชาวบ้าน จะต้องไม่ละทิ้งการอยู่ในที่สงัด เพื่อเป็นฐานที่มั่นคงอยู่ภายใน จะได้ไม่ถูกดูดถูกกลืนเข้าไปในสภาพที่ยุ่งเหยิงของสังคมภายนอก

พระพุทธเจ้าเองทรงเป็นแบบอย่างในเรื่องนี้ พระองค์เสด็จไปสั่งสอนประชาชน ต้องไปยุ่งเกี่ยวเที่ยวเสด็จไปพบคนโน้นคนนี้ ไปโปรดคนโน้นคนนี้ เป็นกษัตริย์บ้าง เป็นพราหมณ์บ้าง เป็นพ่อค้า เป็นชาวนา เป็นอะไรต่างๆมากมาย แต่พระองค์ก็ไม่ละทิ้งความสงัด พอได้โอกาส พระองค์ก็เสด็จไปประทับในที่วิเวก หาความสงบเป็นแบบอย่าง เพราะฉะนั้น จึงไม่ให้ทิ้งข้อปฏิบัตินี้

อธิจิตฺเต จ อาโยโค พอได้ที่สงัดแล้ว ก็ประกอบในอธิจิต ใส่ใจในการฝึกฝนจิตใจยิ่งขึ้นไป พระสงฆ์ทำหน้าที่เผยแผ่พระศาสนา เป็นผู้ที่นำประชาชนในการพัฒนาศีล สมาธิ ปัญญา แต่แบบอย่างที่สำคัญของพระ ก็คือเรื่องทางด้านจิตใจ เรื่องคุณธรรม

ในด้านนี้ พระสงฆ์ควรจะให้เขาเห็นแบบอย่างว่า เมื่อพระท่านพัฒนา มีจิตใจที่ประณีตงดงามแล้ว ดีอย่างไร ท่านมีความสุขทางจิตใจ โดยพึ่งพาอาศัยวัตถุน้อย ท่านอยู่ได้อย่างไร มีชีวิตที่เป็นสุขได้อย่างไร เป็นแบบอย่างแก่ประชาชน

ถ้าพระสงฆ์ไม่ประพฤติปฏิบัติอย่างนี้ คำสอนก็อาจจะได้ผลน้อย แต่ถ้าพระสงฆ์ดำเนินชีวิตตามหลักที่ว่ามาในคาถากึงสุดท้ายนี้ ก็จะเป็นแนวทางและเป็นคติแก่ประชาชน พร้อมกันนั้นก็ทำให้ประชาชนมีความหวัง และมีความศรัทธาเลื่อมใสต่อพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา ทำให้ปฏิบัติหน้าที่ได้ผลดีต่อไปด้วย

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 11 ก.พ. 2017, 09:19 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 32421

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


พระสงฆ์ผิวดำ ผู้บุกเบิกหว่านเมล็ดพันธุ์พระพุทธศาสนาในทวีปแอฟริกา

http://news.mthai.com/app/uploads/2017/01/efee1.jpg

http://sameaf.mfa.go.th/th/country/afri ... SECTION=41

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 11 ก.พ. 2017, 09:22 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 32421

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


มาฆบูชา ขึ้นมาเป็นวันสำคัญในพระพุทธศาสนา

ทั้งหมดนี้ รวมเป็นสามคาถากึ่ง จัดเป็นสามตอน ขอทวนอีกครั้ง

คาถาที่ ๑ แสดงลักษณะทั่วไปของพระพุทธศาสนา ที่เป็นจุดแสดงออกหรือจุดปรากฏ ทางด้านข้อประพฤติปฏิบัติ จุดหมาย รวมทั้งลักษณะของพระสงฆ์หรือบรรพชิต

คาถาที่ ๒ กล่าวถึงหลักคำสอน ที่เป็นบทสรุปของภาคปฏิบัติโดยตรง ที่เราเรียกกันว่า หัวใจพระพุทธศาสนา

ส่วนที่ ๓ ซึ่งยาวหน่อย แสดงข้อปฏิบัติในการดำเนินชีวิตของพระภิกษุผู้ทำหน้าที่ในการเผยแผ่ธรรม สั่งสอนประชาชนต่อไป

นี่เป็นความรู้เบื้องต้น เกี่ยวกับพระโอวาทปาฏิโมกข์ ที่พระพุทธเจ้าแสดงในวันมาฆปูรณมี ซึ่งบัดนี้เราเรียกกันว่า วันมาฆบูชา

วันมาฆบูชา นั้นไม่ใช่ศัพท์เดิม ในพุทธกาลไม่มีคำนี้ มีแต่คำว่า มาฆปูรณมี เท่านั้นเอง

มาฆปูรณมี (เขียนอย่างไทยเป็น มาฆปุรณมี บ้าง มาฆปูรณมี บ้าง มาฆบูรณมี บ้าง) ประกอบเป็นคำในภาษาบาลีตามไวยากรณ์ เป็นมาฆปูณฺณมิยํ แปลว่า ในดิถีเป็นที่เต็มดวงแห่งพระจันทร์ ในเดือนมาฆะ ที่เราเรียกกันว่า เดือน ๓

ต่อมา เรากำหนดให้วันมาฆปุณณมี หรือ วันเพ็ญเดือน ๓ นี้ เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา โดยมีการประกอบพิธีบูชาขึ้น ก็เลยเรียกวันนี้ว่า วันมาฆบูชา แปลว่า วันที่มีการบูชาในเดือนมาฆะ ทิ้งคำว่า วันเพ็ญไว้ในฐานที่เข้าใจ การบูชาในเดือนมาฆะ ก็หมายถึง การบูชาในวันเพ็ญเดือนมาฆะ นั่นเอง

ฯลฯ

ได้กล่าวไปแล้วว่า โอวาทปาฏิโมกข์ มีความหมายอย่างไร และมีใจความคำสอนโดยย่อ คือ ตัวแท้ๆว่าอย่างไร

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 11 ก.พ. 2017, 09:26 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 32421

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


หัวใจเดียวแต่มีสี่ห้อง

ใน ๓ ส่วนนี้ ได้บอกแล้ว่า ส่วนที่ชาวพุทธรู้จักกันดีที่สุดคือคาถาสั้นๆว่า

สพฺพปาปสฺส อกรณํ กุสลสฺสูปสมฺปทา
สจิตฺตปริโยทปนํ เอตํ พุทฺธาน สาสนํ ฯ


แปลอีกครั้งว่า การไม่ทำชั่วทั้งปวง หรือการไม่ทำบาปทั้งปวง การทำกุศลหรือความดีให้ถึงพร้อม
การทำจิตใจให้บริสุทธิ์ผ่องใส นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ฯ

อันนี้เรามักเรียกกันว่า หัวใจพระพุทธศาสนา ที่เรียกว่า หัวใจพระพุทธศาสนานี้ พระพุทธเจ้าก็ไม่ได้ตรัสบอกไว้ เรามาเรียกกันเองในยุคหลัง

ทีนี้ ต่อมาชาวพุทธก็ชักเถียงกันว่า เอ อันไหนจะเป็น หัวใจพระพุทธศาสนากันแน่

- บางท่านก็บอกว่า ก็อริยสัจ ๔ สิ

- บางท่านก็บอกว่า ต้องพุทธพจน์ที่บอกว่า สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย (ธรรมทั้งปวงไม่ควรยึดมั่น หรือ ธรรมทั้งปวงไม่อาจยึดมั่นถือมั่นได้)

- บางท่านก็เอาพุทธพจน์อีกแห่งหนึ่งที่ตรัสไว้ว่า ทั้งในกาลก่อน และบัดนี้ เราสอนเพียงอย่างเดียว คือ ทุกข์และความดับทุกข์ บอกว่า นี่แหละ หัวใจพุทธศาสนา

ชาวพุทธบางทีก็เลยเถียงกัน

ขอชี้แจงว่า อย่ามัวไปเถียงกันเลย เพราะคำว่า หัวใจพระพุทธศาสนานั้น พระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสไว้เดิม เรามากำหนดกันขึ้น

แต่ให้สังเกตว่า ในพุทธพจน์แห่งโอวาทปาฏิโมกข์นี้ มีคำสรุปท้ายว่า เอตํ พุทฺธาน สาสนํ “นี่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย” คล้ายๆว่า เป็นคำสรุปของพระพุทธเจ้าเองว่า นี่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า ทั้งพระองค์เอง และพระพุทธเจ้าอื่นด้วย

ฉะนั้น การที่จะบอกว่าอันนี้เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา ก็ไม่ได้ผิดอะไรหรอก แต่เราอย่าไปยึดมั่นว่า ต้องคาถานี้เท่านั้น จึงจะเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา เดี๋ยวจะยุ่ง มัวแต่เถียงกันวุ่นไป

ถ้าวิเคราะห์ออกไปแล้ว คาถานี้ ที่ว่า ไม่ทำชั่ว ทำดี ทำใจให้ผ่องใส เป็นหัวใจของพุทธศาสนา ก็เป็นคำสรุปคำสอนภาคปฏิบัติ เป็นหัวใจได้ แต่เป็นหัวใจภาคปฏิบัติ คือ เป็นเรื่องของการลงมือกระทำ

แต่คำสอนของพระพุทธเจ้า ถ้าจะมองให้ครบจริงๆ มีทั้งภาคที่เป็นตัวหลักความรู้ และภาคปฏิบัติ

ถ้าเรียกด้วยภาษาสมัยนี้ ก็เรียกว่า ภาคทฤษฎีด้วย ภาคปฏิบัติด้วย จึงจะครบ แต่ก็ไม่อยากใช้คำว่า ทฤษฎี เพราะทฤษฎีเป็นศัพท์สมัยใหม่ มีความหมายของเขาอีกแบบหนึ่ง เราอย่าไปยุ่งเลย

เป็นอันว่า คำสอนของพระพุทธเจ้า มิได้มีเฉพาะภาคปฏิบัติลงมือทำอย่างเดียว ถ้าไปดูคำสอนที่กว้างออกไป ก็จะเห็นหลักที่เรียกว่า อริยสัจ ๔ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค

ทุกข์ ก็ไม่ใช่ข้อปฏิบัติ ท่านบอกว่า ทุกข์ นั้น เป็นสิ่งที่ต้องรู้ หรือรู้จัก

สมุทัย เป็นสิ่งที่ต้องละ ก็ไม่ใช่ข้อปฏิบัติอีก

นิโรธ เป็นสิ่งที่ต้องเข้าถึง ก็ไม่ใช่ข้อปฏิบัติ สุดท้าย

มรรค จึงเป็นข้อปฏิบัติ

เป็นอันว่า ข้อปฏิบัติมาอยู่ในอริยสัจข้อสุดท้าย คือข้อที่สี่

พอไปถึงอรรถกถา ท่านจะโยงให้เสร็จเลยว่า การไม่ทำชั่ว ทำดี ทำใจให้บริสุทธิ์ผ่องใสนั้น ก็คือ ศีล สมาธิ ปัญญา

ศีล สมาธิ ปัญญา อยู่ที่ไหน เอามรรคมีองค์ ๘ มาสรุป ก็เป็น ศีล สมาธิ ปัญญา
ตกลงว่าคาถานี้ ที่ว่าไม่ทำชั่ว ทำดี ทำใจให้บริสุทธิ์ ก็อยู่ในอริยสัจข้อ ๔ คือ มรรคนั่นเอง

ฉะนั้น หลักโอวาทปาฏิโมกข์นี้ จึงเล็กกว่าหลักอริยสัจ เพราะไปอยู่แค่ในข้อที่ ๔ ของอริยสัจ อริยสัจคลุมหมด มีข้อปฏิบัติพร้อมอยู่ด้วย ได้แก่ ข้อที่ ๔ คือมรรค ซึ่งมีองค์ ๘ ประการ

สรุปมรรคมีองค์ ๘ เหลือ ๓ ได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา

พูดภาษาชาวบ้านให้ง่าย ก็บอกว่า ไม่ทำชั่ว ทำดี ทำใจให้ผ่องใส นี่แหละ คือการแปล ศีล สมาธิ ปัญญา อย่างง่าย

เพราะฉะนั้น วันมาฆบูชานี้ พูดในแง่หนึ่งก็คือ เป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงหลักคำสอนให้ง่าย โดยยกเอา ศีล สมาธิ ปัญญา มาตรัสในรูปแบบหนึ่งนั่นเอง

เมื่อเราเห็นตำแหน่งแห่งที่ของคำสอนมาโยงกันอย่างนี้ ก็เลิกเถียงกันได้ ไม่ต้องมาเถียงกันให้ยุ่ง แล้วยังรู้ด้วยว่าอันไหนอยู่ที่ไหน

ในพระสูตรหลายสูตร พระพุทธเจ้าตรัสเล่าลำดับการตรัสรู้ของพระองค์ว่า พอได้ฌาน ๔ แล้ว จิตเป็นสมาธิ เป็นกัมมนียัง พร้อมที่จะทำงาน พระองค์ก็โน้มจิตไป เพื่อรู้อริยสัจ ก็ตรัสรู้อริยสัจ

เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้อริยสัจ ก็แสดงว่า อริยสัจ เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา ใช่ไหม เพราะเป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ก็มาโยงกันเข้ากับเรื่องการไม่ทำชั่ว ทำดี ทำจิตให้ผ่องใส ซึ่งเป็นหลักการที่อยู่ในข้อมรรค เพราะฉะนั้น อริยสัจ ๔ จึงคลุมหมด


ว่าต่อไปถึงพุทธพจน์ที่ว่า “ทั้งในกาลก่อน และบัดนี้ เราสอนแต่เรื่องความทุกข์ และความดับทุกข์

ลองดูว่า ทุกข์ และความดับทุกข์ อยู่ที่ไหนล่ะ ก็อยู่ในอริยสัจนั่นแหละ

ทุกข์ และกำเนิดแห่งทุกข์ หรือ ทุกข์ และเหตุเกิดแห่งทุกข์ ได้แก่ ทุกข์ และทุกขสมุทัยนั้น ในเวลาที่พระพุทธเจ้าตรัสสั้นๆ พระองค์ตรัสรวมไว้ในข้อเดียวกัน คือ ข้อว่าด้วยทุกข์ ได้แก่ ทุกข์ และเหตุเกิดแห่งทุกข์ จัดเข้าเป็นข้อหนึ่ง

ส่วนการดับทุกข์ ก็หมายถึงนิโรธ และมรรค เอาทั้งความดับทุกข์และวิธีดับทุกข์นั้นรวมไว้ด้วยกันเสร็จ

เพราะฉะนั้น อริยสัจ ๔ ก็เลยจัดรวมเป็น ๒ หัวข้อใหญ่ นี่ก็เป็นวิธีพูดย่อ

ต่อไป สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย อันนี้เป็นการตรัสแสดงความจริงของสิ่งทั้งหลายในแง่ว่า เป็นสิ่งที่ไม่อาจจะเข้าไปยึดมั่นถือมันได้ เพราะมันเป็นอยู่เป็นไปตามธรรมดาของมัน
ถ้าเป็นสังขาร มันก็เป็นไปตามเหตุปัจจัยของมัน เป็นต้น มันไม่เป็นตามความอยากความปรารถนาของใคร

ถ้าใครไปยึดมั่นจะให้เป็นตามใจของตัว โดยไม่ใช้ปัญญาที่จะทำตามเหตุปัจจัย ก็จะถูกบีบคั้นฝืนใจกลายเป็นความทุกข์

แล้วก็โยงมาสู่การปฏิบัติที่ว่า เมื่อสิ่งทั้งหลาย ไม่อาจจะถือมั่นได้ เราก็อย่าเอาตัณหาอุปาทานไปถือมั่นมัน แต่ต้องปฏิบัติต่อมันด้วยปัญญา ก็เลยโยงระหว่างตัวสภาวะ อันเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์ กับ ข้อปฏิบัติ อันจะไม่ให้เกิดทุกข์ ที่เรียกว่า มรรค เข้าด้วยกัน

ฉะนั้น ไม่ว่าจะพูดแง่ไหน คำสอนในพระพุทธศาสนาก็โยงกันหมด ไม่ต้องเป็นห่วง ใครจะมาบอกว่า ไม่ทำชั่ว ทำดี ทำใจให้ผ่องใส เป็นหัวใจพระพุทธศาสนา ไม่ต้องไปเถียง เถียงก็เสียเวลา เราก็บอกว่าถูกๆ ไม่ผิด

ถ้าเขาบอกว่า อริยสัจ ๔ ก็ถูกอีกแหละ เพราะว่า เรารู้ในใจ เราโยงได้หมดแล้ว

เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว ก่อนจะเสด็จไปสั่งสอน ทรงปรารภว่า ธรรมที่พระองค์ตรัสรู้นี้ยาก คนที่จะรู้ตามได้จะมีน้อย สิ่งที่พระองค์ได้ตรัสรู้ ซึ่งคนอื่นจะรู้ตามได้ยากนี้ ได้แก่ อะไร ตอนนั้น พระองค์ก็ตรัสไว้เลยเหมือนกัน พระองค์ตรัสว่า ได้แก่ อิทัปปัจจยตาปฏิจจสมุปบาท และนิพพาน ก็สองอย่างเหมือนกัน

อิทัปปัจจยตาปฏิจจสมุปบาท ก็คือ ทุกข์ และ ทุกขสมุทัย

นิพพาน ก็คือ นิโรธ แล้วก็รวมเอาหรือเล็งเอามรรคเข้าไปด้วย เพราะเป็นข้อปฏิบัติที่จะให้ถึงนิพพาน แต่ในที่นี้ตรัสเฉพาะสภาวธรรม

เป็นอันว่า เวลาตรัสแสดงคำสอนของพระพุทธศาสนา ในส่วนสาระสำคัญ อย่างที่เรียกว่าเอาเฉพาะหลักการแท้ๆ ตามสภาวะ ก็ทรงระบุอิทัปปัจจยตาปฏิจจสมุปบาท และนิพพาน นี่แหละคือหัวใจตัวจริงแท้ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้เอง พระพุทธเจ้าตรัสปรารภกับพระองค์เอง ไม่ต้องกลัวว่าใครจะเข้าใจหรือไม่

ในเวลานำมาแสดงแก่ประชาชน ต้องแสดงในรูปอริยสัจ ก็คือเอาอิทัปปัจจยตาปฏิจจสมุปบาท และนิพพาน นั่นแหละ มาแสดงในรูปที่จะสื่อกับประชาชนได้ เรียกว่า เป็นอริยสัจ ๔ ประการ จึงถือว่าอริยสัจนั้น คือ สัจธรรมที่พระพุทธเจ้าแสดงในรูปลักษณะที่จะให้คนทั้งหลายรู้เข้าใจ และนำไปประพฤติปฏิบัติได้

เพราะฉะนั้น อริยสัจ จึงเป็นวิธีสอนของพระพุทธเจ้าไปด้วย วิธีสอนต่างๆที่จะให้ได้ผลดี จะเห็นว่า แม้แต่ยุคปัจจุบันก็ต้องใช้หลัก อริยสัจ ๔ แม้แต่พวกที่เป็นนักปลุกระดม ก็ต้องใช้วิธีตามแนวอริยสัจ ๔

ฉะนั้น ในวงการการศึกษาเวลานี้ จึงยอมรับมาก ในเรื่องวิธีสอนแบบอริยสัจ ถือได้ว่าเป็นต้นแบบของวิธีสอนทุกอย่าง พระพุทธเจ้าทรงนำเอาสัจธรรมมาแสดงแก่มนุษย์ ในรูปที่เรียกว่าอริยสัจ ๔

ที่จริง สาระสำคัญที่พระองค์ต้องการ คือเรื่อง อิทัปปัจจยตาปฏิจจสมุปบาท และนิพพาน นี่เอง แต่พอมาสื่อกับประชาชน ใช้อริยสัจ ๔ เพื่อให้เป็นสิ่งที่เขาปฏิบัติได้

การสอนนั้นต้องเริ่มจากสิ่งที่มองเห็น สิ่งที่ปรากฏ หรือสิ่งที่ง่ายไปหาสิ่งที่ยากา จึงเริ่มด้วยปัญหา ทั้งๆที่หลักอริยสัจนั้น สวนย้อนจากผลมาหาเหตุ

ธรรมดาว่า ในสิ่งทั้งหลาย เหตุเกิดก่อนแล้วจึงมีผล
แต่ในอริยสัจนี่ พูดถึงผลก่อน แล้วจึงสาวไปหาเหตุ

- คู่ที่หนึ่ง ทุกข์เป็นผล สมุทัยเป็นเหตุ

- คู่ที่สอง นิโรธเป็นผล มรรคเป็นเหตุ

ยกผลมาพูดก่อนเหตุ ทั้งสองชุด การที่พระพุทธเจ้าตรัสอย่างนี้ จะต้องมีเหตุผลในการตรัส

ขออธิบายว่า อยู่ๆ ถ้าพระพุทธเจ้าจะไปตรัสถึงเหตุของทุกข์ก่อน ก็จะไม่มีใครฟัง อยู่ๆจะไปพูดถึงเหตุของทุกข์ โดยยังไม่พูดถึงตัวทุกข์ได้อย่างไร ก็ต้องพูดถึงปัญหา พูดถึงตัวความทุกข์ ชี้ถึงสภาพที่ปรากฏ หรือ ปรากฏการณ์ที่มองเห็นเสียก่อน

พอเราพูดถึงเรื่องของเขาว่า อ้อ คุณมีปัญหาอย่างนี้ มีทุกข์อย่างนี้ ก็เกี่ยวข้องกับชีวิตของเขา เขาก็สนใจ พอเขาสนใจแล้ว ก็พูดต่อไปว่า อ้าว ถ้าคุณจะแก้ไข คุณจะต้องรู้เหตุ และกำจัดเหตุของมันนะ ทีนี้ก็มาพูดถึงเหตุของมัน

นี่แหละ คือการแสดงธรรมของพระพุทธเจ้า ซึ่งมีความประเสริฐในลักษณะต่างๆ ในความเป็นพระศาสดานั้น นอกจากตรัสรู้ธรรมความจริงแล้ว จะต้องสามารถในวิธีการสั่งสอนด้วย

ความสำเร็จของพระพุทธเจ้า อยู่ที่ความสามารถทั้งสองด้านนี้ จึงเรียกพระองค์ว่าเป็น สัมมาสัมพุทธะ

ถ้าตรัสรู้ธรรมที่เป็นสัจธรรมอย่างเดียว ก็เป็นแค่พระปัจเจกพุทธเจ้า แต่เพราะสามารถในการสั่งสอนด้วย จึงเป็นสัมมาสัมพุทธะ

อริยสัจ ๔ นี้ เป็นหลักธรรมที่ประกาศความเป็นพระบรมศาสดา ที่ได้ทั้งตรัสรู้สัจธรรม และสามารถในวิธีการสั่งสอนด้วย

เป็นอันว่า หัวใจพระพุทธศาสนา ไม่ว่าจะพูดอย่างไรก็โยงกันได้ทั้งหมด ของให้เข้าใจเสียอย่างเดียว ถ้ามีความเข้าใจอันนี้เป็นฐานแล้ว จะพูดอย่างไรก็ได้ แล้วแต่สถานการณ์

ถ้าพูดกับคนที่ยังไม่สามารถเข้าใจลึกซึ้ง เราก็เอาในแง่ภาคปฏิบัติว่า หัวใจพุทธศาสนาคือ ไม่ทำทำชั่ว ทำดี ทำใจให้ผ่องใส แค่นี้ก็พอแล้ว พอเขาเห็นด้วย ก็เอาไปใช้เริ่มปฏิบัติได้เลย หลังจากนั้น จึงค่อยให้ภาคหลักความจริง ว่าด้วยสัจธรรมที่ลึกซึ้งขึ้นไปตามลำดับ

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 11 ก.พ. 2017, 11:00 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 32421

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


(ปีโน้น วันมาฆะกับ วันวาเลนไทน์ คือ วันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ตรงกัน แต่ปีนี้ วันมาฆะเร็วกว่า)

มาฆบูชา กับ วาเลนไทน์

ความรัก วัดระดับการพัฒนาของคน

คนไทยเราปัจจุบันนิยมวันลาเลนไทน์ กันมาก โดยเฉพาะเด็กวัยรุ่น เดี๋ยวนี้ให้ความสนใจแก่วันวาเลนไทน์ มากกว่าวันมาฆบูชา

เมื่อ ๒-๓ ปีก่อน เคยได้ยินว่าโรงเรียนฝึกหัดครู หรือวิทยาลัยครูแห่งหนึ่งในต่างจังหวัด ไม่ยอมจัดกิจกรรมในวันมาฆบูชา แต่ให้จัดในวันวาเลนไทน์ นี่แสดงถึงอิทธิพลของวัฒนธรรมตะวันตกว่า เข้ามาครอบงำสังคมไทยแค่ไหน

พอดีปีนี้ วันมาฆบูชา กับ วันวาเลนไทน์ ตรงกัน เราก็เอาเรื่องนี้มาโยงเป็นตัวอย่างของการปฏิบัติตามหลักพระพุทธศาสนา

วันวาเลนไทน์นั้น เขาบอกว่าเป็นวันแห่งความรัก แต่ความรักของวันวาเลนไทน์นี่มีปัญหา อย่างน้อยก็คลุมเครือ ไม่รู้ความหมายว่าเป็นอย่างไรกันแน่ สักแต่ถือตามๆกันไปว่า เอาละ เป็นวันแห่งความรัก


ก็มีการแสดงออก โดยส่งสัญญาณแห่งความรัก มีการให้ดอกไม้สีแดง อะไรต่างๆ โดยที่ว่า ผู้ที่ให้ ผู้ที่แสดงนั้น ก็ไม่ได้รู้เข้าใจความหมายของความรัก ไม่รู้ว่าเป็นความรักแบบไหน และความรักนั้นมีประโยชน์ หรือเป็นโทษแก่ชีวิตของเราอย่างไร


ก่อนที่จะปฏิบัติ โดยเฉพาะจะตามเขา มันน่าจะมีความเข้าใจให้ดี อย่างน้อยถ้าจะให้วันวาเลนไทน์ มีคุณค่าและมีประโยชน์ ก็น่าจะใช้เป็นโอกาสที่จะช่วยให้คนมีความเข้าใจในเรื่องความรัก


ไหนๆ จะเป็นวันแห่งความรัก คนก็ควรจะมีความเข้าใจในความรัก และสอนให้คนปฏิบัติในเรื่องความรักให้ถูกต้อง แต่เท่าที่มองเห็นกันมา วันวาเลนไทน์ไม่ได้ช่วยอะไรในเรื่องนี้เลย ไม่ได้ทำให้คนมีความประณีตขึ้นในเรื่องความรัก ดีไม่ดีจะยิ่งหลงไปกันใหญ่

เรามาดูหลักในพระพุทธศาสนา ความรักนี้มาโยงเข้าหาหลักเรื่อง ไม่ทำชั่ว ทำดี และทำใจให้ผ่องใส ดูสิจะเป็นอย่างไร

ความรัก ถ้าแยกตามหลักพระพุทธศาสนา ก็แบ่งง่ายๆ ก่อนว่า มี ๒ แบบ

ความรักแบบที่หนึ่ง คือ ความชอบใจอยากได้เขามาเพื่อทำให้ตัวเรามีความสุข เป็นความปรารถนาต่อบุคคลหรือสิ่งที่จะเอามาบำรุงบำเรอความสุขของเรา ชอบใจคนนั้นเพราะว่า จะมาสนองความต้องการ ช่วยบำรุงบำเรอ ทำให้เรามีความสุขได้ อะไรที่จะทำให้เรามีความสุข เราชอบใจ เราต้องการมัน นี่คือ ความรักแบบที่หนึ่ง ซึ่งมีมากมายทั่วไป

ความรักแบบที่สอง คือ ความอยากให้เขามีความสุข ความต้องการให้คนอื่นมีความสุข หรือความปรารถนาให้คนอื่นอยู่ดีมีความสุข

ความรัก ๒ อย่างนี้ แทบจะตรงข้ามกันเลย แบบที่ ๑ ชอบใจเพราะว่าจะเอาเขามาบำเรอความสุขของเรา แต่แบบที่ ๒ อยากให้เขาเป็นสุข ความรักมี ๒ แบบอย่างนี้ ซึงเห็นได้ในชีวิตประจำวัน


ความรักที่เด็กหนุ่มสาวพูดกันมาก ก็คือ ความรักแบบที่ว่านี้ ชอบใจอยากจะได้เขามาสนองความต้องการของตน ทำให้ตนมีความสุข


แต่ในครอบครัวจะมีความรักอีกแบบหนึ่งให้เห็น คือ ความรักระหว่างพ่อแม่กับลูก โดยเฉพาะความรักของพ่อแม่ต่อลูก คือ ความอยากให้ลูกเป็นสุข

ฉะนั้น ตอนแรกจะต้องแยกระหว่างความรัก ๒ แบบนี้เสียก่อน ความรักชอบใจที่จะได้คนอื่นมาบำเรอความสุขของเรานี้ ทางพระเรียกว่า ราคะ ส่วนความรักที่อยากให้คนอื่นเป็นสุข ท่านเรียกว่า เมตตา

ความรัก ๒ แบบนี้ ไม่เหมือนกัน แล้วอะไรจะตามจากความรักทั้ง ๒ แบบนี้ ความรัก ๒ แบบนี้ มีลักษณะต่างกัน และมีผลต่างกันด้วย

ถ้ามีความรักแบบที่หนึ่ง ก็ต้องการได้ ต้องการเอาเพื่อตนเอง เมื่อทุกคนต่างคนต่างอยากได้ ความรักประเภทนี้ ก็จะนำมาซึ่งปัญหา คือ ความเบียดเบียนแย่งชิงซึ่งกันและกัน เข้าลักษณะเป็นความเห็นแก่ตัว

ส่วนความรักแบบที่สอง อยากให้ผู้อื่นเป็นสุข เมื่ออยากให้ผู้อื่นเป็นสุข ก็จะพยายามทำให้เขาเป็นสุข เหมือนพ่อแม่รักลูก ก็พยายามทำให้ลูกเป็นสุข และเมื่อทำให้เขาเป็นสุขได้ ตัวเองก็จึงจะเป็นสุข

ความรักของพ่อแม่ คือ อยากทำให้ลูกเป็นสุข และมีความสุข เมื่อเห็นลูกเป็นสุข

ความรักแบบที่หนึ่งนั้น ต้องได้จึงจะเป็นสุข ซึ่งเป็นกระแสกิเลสของปุถุชนทั่วไป มนุษย์อยู่ในโลกนี้ เมือยังเป็นปุถุชนก็ต้องการได้ต้องการเอา เมื่อได้เมื่อเอาแล้ว ก็มีความสุข แต่ถ้าต้องให้ต้องเสีย ก็เป็นทุกข์

วิถีของปุถุชนนี้ จะทำให้ไม่สามารถพัฒนาในเรื่องของคุณธรรมเพราะว่าถ้าการให้เป็นทุกข์เสียแล้ว คุณธรรมก็มาไม่ได้ มนุษย์จะต้องเบียดเบียนกัน ความรักแบบที่หนึ่ง จึงเพิ่มปัญหาสังคม

แต่ถ้าเมื่อไรเราสามารถมีความสุขจากการให้ เมื่อไรการให้กลายเป็นความสุข เมื่อนั้นปัญหาสังคมจะลดน้อยลงไป หรือแก้ไขได้ทันที เพราะมนุษย์จะเกื้อกูลกัน

ความรักแบบที่สองทำให้คนมีความสุขจากการให้ จึงเป็นความรักที่สร้างสรรค์และแก้ปัญหา

เมื่อมนุษย์มีความสุขจากการให้ จะเป็นความสุขแบบสองฝ่ายสุขด้วยกัน คือ เราผู้ให้ก็สุขเมื่อเห็นเขามีความสุข ส่วนผู้ได้รับก็มีความสุขจากการได้รับอยู่แล้ว สองฝ่ายสุขด้วยกัน หรือร่วมกันสุข จึงเป็นความสุขแบบประสาน หรือสุขร่วมกัน

ความสุขแบบนี้ดีแก่ชีวิตของตนเองด้วย คือ ตนเองก็มีทางได้ความสุขเพิ่มขึ้น แล้วก็ดีต่อสังคม เพราะเป็นการเกื้อกูลกัน ทำให้อยู่ร่วมกันด้วยดี

นี่แหละที่ว่า เป็นการแยกความหมายของความรักเป็น ๒ แบบ ฉะนั้น ในวันวาเลนไทน์นี้ เราน่าจะสอนคนให้รู้จักความรัก ๒ แบบ และให้พัฒนาจากความรักแบบที่หนึ่งไปสู่ความรักแบบที่สอง คือ ให้ความรักแบบที่สองเกิดมีขึ้นมา เพื่อช่วยสร้างดุลยภาพในเรื่องความรัก

มองเห็นง่ายๆ เช่น ระหว่างหนุ่มสาว ถ้ามีความรักแบบที่หนึ่งอย่างเดียว จะไม่ยั่งยืน ไม่ช้าไม่นานก็จะต้องเกิดปัญหาแน่นอน เพราะว่า คนที่มีความรักแบบที่หนึ่งนั้น ต้องการจะเอาเขามาเป็นเครื่องบำรุงบำเรอตัวเองเท่านั้น ถ้าเมื่อไรตนไม่ได้สมใจปรารถนา ก็จะเกิดโทสะ ความรักใคร่กลายเป็นความชิงชัง ปัญหาก็จะเกิดขึ้น


ฉะนั้น คนเราอาจจะเริ่มต้นด้วยความรักแบบที่หนึ่งได้ ตามเรื่องของปุถุชน แต่จะต้องรีบพัฒนาความรักแบบที่สองให้เกิดขึ้น


พออยู่เป็นคู่ครองกันแล้ว ถ้ามีความรักแบบที่สองเข้ามาหนุน ก็จะทำให้อยู่กันได้ยั่งยืน ความรักแบบที่สองจะเป็นเครื่องผูกพันสำคัญที่ช่วยให้ชีวิตครองเรือนความมั่นคง ดังนั้น ปุถุชนอย่างน้อยก็ให้มีความรัก ๒ แบบนี้ มาดุลกัน ก็ยังดี ของให้ได้แค่นี้ก็พอ


ในกรณีของสามีภรรยา ถ้ามีความรักแบบแรกที่จะเอาแต่ใจ ฝ่ายตัวเอง ก็คือ ตัวเองต้องการเขามาเพื่อบำเรอความสุขของตน ถ้าอย่างนี้ก็ต้องตามใจตัว ไม่ช้าก็ต้องเกิดปัญหาการทะเลาะวิวาท หรือเบื่อหน่าย แล้วก็อยู่กันไม่ได้ ไม่ยั่งยืน


แต่ถ้ามีความรักแบบที่สอง คือ อยากให้เขาเป็นสุข เราก็จะมีน้ำใจ พยายามทำให้เขาเป็นสุข ถ้ามีความรักแบบที่สองอยู่ ความรักก็จะยั่งยืนแน่นอน เพราะต่างฝ่ายต่างก็คิดว่า ทำอย่างไรจะให้อีกฝ่ายหนึ่งมีความสุข

สามีก็คิดว่าทำอย่างไรจะให้ภรรยามีความสุข ภรรยาก็คิดว่าทำอย่างไรจะให้สามีมีความสุข คิดกันอย่างนี้ก็มีแต่ความเกื้อกูลกัน ก็ทำให้ครอบครัวอยู่ยั่งยืน ชีวิตครองเรือนก็มีความสุขได้

วันวาเลนไทน์นั้น รู้สึกว่าเขาจะย้ำกันแต่ความรักประเภทที่หนึ่ง ซึ่งจะเป็นอันตรายมากกว่าดี จะไม่ช่วยให้คนพัฒนาชีวิตที่ดีงามขึ้นมาได้

นี้เป็นแง่ที่หนึ่ง ที่จะต้องยกขึ้นมาพูดให้เห็นว่า การพัฒนาคนในเรื่องความรัก ให้รู้จักความรักทั้ง ๒ อย่าง อย่างน้อยก็ให้มีดุลยภาพในเรื่องความรัก ๒ ข้อนี้ แล้วพัฒนายิ่งขึ้น จนกระทั่งให้คนเราอยู่กันด้วยความรักประเภทที่สอง

อย่างไรก็ดี ความรักประเภทที่สองนี้แม้จะดี เมื่อเปรียบเทียบกับความรักประเภทที่หนึ่ง แต่ก็ยังไม่สมบูรณ์ มีจุดอ่อนได้ จึงต้องมาพูกันต่อไป พระพุทธศาสนาสอนว่า คนจะต้องพัฒนาขึ้นไปเป็นชั้นๆ

ความรักประเภทที่สอง เป็นคุณธรรม เป็นเมตตา ก็ดีเยอะแล้ว แต่ในตอนเริ่มต้น เมตตาจะยังแคบ เช่น พ่อแม่ก็จะรัก มีเมตตาเฉพาะลูกของตัวเอง มีขอบเขตจำกัด พอเป็นคนอื่นก็ไม่ค่อยจะมีเมตตา

เพราะฉะนั้น เพื่อให้เป็นเมตตาแท้จริง จะต้องกำจัดความเห็นแก่ตัวออกไป ความจำกัดขอบเขตของเมตตาที่เป็นความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับลูก นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น

ต่อไปท่านให้ขยายความรักนี้ไปยังเพื่อนมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายทั่วไป พอความรักนี้ขยายไปยังเพื่อนมนุษย์ อย่างเป็นกลางๆ ได้เมื่อไร นั่งจึงเป็นเมตตาตัวแท้


ถ้าเมตตายังจำกัดเฉพาะบุคคล ก็ยังไม่ใช่เมตตาที่บริสุทธิ์ ยังไม่แท้ พอแผ่ออกไปได้สู่เพื่อนมนุษย์ ต่อคนทั้งหลายทั้งปวง เป็นแบบเดียวกันมีความรู้สึกเป็นไมตรี มีความรัก ปรารถนาให้เขาเป็นสุขได้ ตอนนี้ไม่จำกัดขอบเขตแล้ว เป็นเมตตาแท้ๆที่บริสุทธิ์


ที่ท่านให้แผ่เมตตานั้น ท่านมุ่งอย่างนี้ คือเพื่อให้เราเจริญเมตตาที่ไม่มีความเห็นแก่ตัวประกอบอยู่ด้วย เมื่อเมตตาขยายออกไป ก็เป็นคุณธรรมที่ทำให้จิตใจมีความกว้างขวาง เห็นเพื่อนมนุษย์ทั้งหลายเป็นเพื่อนร่วมโลกที่เราจะต้องปรารถนาดีทั่วกันทั้งหมด


อย่างในกรณียเมตตาสูตร ท่านสอนบุคคลให้เจริญเมตตา ไปถึงจุดที่จะมีน้ำใจรักเพื่อนมนุษย์อย่างเป็นลูก มีความรัก มองเพื่อนมนุษย์เหมือนเป็นลูกไปหมด

ลักษณะของความรัก มีอยู่อย่างหนึ่ง คือมันนำความสุขมาให้ด้วย

- ความรักแบบที่หนึ่ง ก็ทำให้เกิดความสุข เมื่อได้สนองความต้องการที่ตัวอยากได้สิ่งที่ทำให้ตัวมีความสุข

- ส่วนความรักประเภทที่สอง ก็ทำให้เกิดความสุข เมื่อได้สนองความต้องที่อยากให้เขามีความสุข

ฉะนั้น คนที่ทำจิตให้มีเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ได้หมด ก็จะมีความสุขได้มากเหลือเกิน คือเวลาเห็นเพื่อนมนุษย์มีความสุข หรือเราทำให้เขามีความสุขได้ ตัวเราเองก็มีความสุขด้วย คนประเภทนี้ก็เลยมีโอกาสที่จะมีความสุขมากยิ่งขึ้น

คนที่พัฒนามาถึงระดับนี้ก็เช่น พระโสดาบัน เป็นต้น พระโสดาบันนั้นไม่มีมัจฉริยะ ไม่มีความตระหนี่ ไม่มีความหวงแหน มีความพร้อมที่จะให้ เพราะฉะนั้น คุณธรรมคือเมตตา ก็เจริญมากขึ้นด้วย

เนื่องจากความพร้อมที่จะให้ ไม่มีความหวงแหน ไม่มีความเห็นแก่ตัว มีเมตตาประจำใจ ท่านก็จะมีความสุขจากการให้ได้ทั่วไป จึงมีลักษณะของพระโสดาบันอย่างหนึ่งคือ เป็นผู้พร้อมที่จะให้อยู่เสมอ จนกระทั่งว่า ในวินัยของพระต้องบัญญัติไว้ว่า สงฆ์อาจมีมติตั้งให้ญาติโยมบางท่าน เป็นพระเสขะ

ทั้งนี้ เพราะว่า พระภิกษุบางรูปเห็นแก่ได้ ญาติโยมคนไหนมีศรัทธามาก ชอบให้ชอบถวาย ก็ไปรับเรื่อย จนกระทั่งตัวพระโสดาบันเอง เมื่อให้อยู่เรื่อย ตัวท่านเองก็ลำบาก พระพุทธเจ้าจึงบัญญัติวินัย ให้สงฆ์สมมติ หมายความว่า ตกลงกันตั้งให้ครอบครัวที่มีลักษณะอย่างนี้ เป็นเสขะ เป็นพระโสดาบัน เป็นอริยบุคคล ไม่ให้พระภิกษุไปรับของขบฉัน (เว้นแต่เจ็บไข้หรือได้รับนิมนต์)

อันนี้ เป็นเกร็ดความรู้ แต่รวมความว่า พระโสดาบันนี้ มีลักษณะจิตใจที่มีเมตตา มีความพร้อมที่จะให้ ไม่มีความตระหนี่ ฉะนั้นท่านจะมีความสุขจากากรให้อยู่เสมอ และลักษณะจิตใจแบบนี้ ก็เป็นสิ่งดีแก่ตัวท่านเองด้วย

พระพุทธเจ้าตรัสว่า ถ้าจะเปรียบเทียบทุกข์ ระหว่างปุถุชน กับพระโสดาบันนี้ ทุกข์ของปุถุชนเหมือนภูเขาหิมาลัย ส่วนทุกข์ของพระโสดาบันเหลือเท่าก้อนกรวด

หมายความว่า พระโสดาบันนี้ ทุกข์น้อยเหลือเกิน ใจมีความสุขสบายตลอดเวลา เหลือทุกข์เท่ากับก้อนกรวด หรือเม็ดกรวดเท่านั้น

นี่คือผลอย่างหนึ่งของการที่ได้พัฒนาจิตใจ ด้วยการเจริญเมตตา เป็นต้น ทำให้จิตใจมีความสุขมากยิ่งขึ้นตามลำดับ

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 11 ก.พ. 2017, 11:17 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 32421

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


มีคนตั้งคำถามว่า

สมัยก่อนพระสงฆ์ 1,250 รูป เขาประชุมกันยังไงให้ได้ยินหรอครับ

พอดีวันนี้เพิ่งเข้าวัดทำบุญฟังเทศน์มาครับ
พระท่านบอกว่า วันมาฆบูชา เป็นวันที่พระสงฆ์สาวกมาประชุมกันโดยมิได้นัดหมายถึง 1,250 รูป

อยากทราบว่าพระท่านประชุมกันรู้เรื่องได้ยังไง ไมโครโฟนก็ไม่มี

https://pantip.com/topic/36100920

:b1: นั่นซี่ ท่านอโศก กบนอกกะลา ว่าไงครับ

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 ก.พ. 2017, 05:44 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 32421

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


เห็นออนทั้งท่านอโศก กบนอกกะลา ไม่แสดงความเห็นกท.บนหน่อยหรือขอรับ

เห็นที่เขาว่ามีเหตุผลใช้ได้ เอามาเสริมอีก

https://pantip.com/topic/36103253

สาเหตุที่พระสงฆ์มาประชุมกันในวันมาฆะบูชา

อธิบายว่า พระภิกษุเหล่านี้เป็นสมณในลัทธิเดิมมาก่อน เช่น ชฏิลดาบสซึ่งมีธรรมเนียมทั่วไปทุกลัทธิต้องกลับไปหาอาจารย์ของตนในวันเพ็ญเดือนนี้ จึงทำตามธรรมเนียมเดิมในปีแรกที่เป็นภิกษุสงฆ์

การมาหาอาจารย์เจ้าลัทธินักบวชในอินเดีย ไม่ได้เป็นการนัดกัน แต่เป็นการทำตามกันมาเป็นธรรมเนียมทั่วไป ถ้าทำได้ เหมือนกลับบ้านวันสงกรานต์ กรณีวันมาฆ ภิกษุรุ่นแรกในปีแรกพุทธกาลก็แปรลัทธิมาเป็นสาวกของพระพุทธ

ในปีแรกก่อนวันมาฆ พระพุทธเจ้ายังไม่ได้กำหนดสิกขาบทมากนัก ภิกษุก็ปฏิบัติอย่างนักบวชลัทธิอื่นตามที่นิยมกัน

เรื่องข้อเท็จจริง ในพระไตรปิฎกคือแต่เดิมภิกษุกล่มใหญ่คือพวกดาบสเดิมอยู่รวมกันเป็นพันที่หันมานับถือพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นวรรณะกษัตริย์เป็นอาจารย์ในปีแรกของพุทธกาล

ในปีแรกแรกของพุทธกาลภิกษุยังปฏิบัติตนเหมือนกับสมณชฏิลดาบสในลัทธิเดิม เมื่อมาชุมกันพระพุทธเจ้าจึงให้โอวาทเป็นเหมือนนโยบายใหม่

นโยบายใหม่ก็คือเลิกทำตามแบบเก่าแล้วเริ่มกำหนดสิกขาบทของศาสนาใหม่ขึ้นมา

หลายอย่างเป็นสิกขาบทคล้ายกัน เช่น การหยุดเดินทางในฤดูฝน เป็นการเข้าพรรษาของภิกษุ

เรื่องแบบการกลับมาหาอาจารย์ในวันมาฆ ทุกวันนี้พวกนักบวชในอินเดียก็ยังทำกัน

พระพุทธเจ้าออกบวชเป็นชฎิลดาบสก็คิดจะกลับไปหาชฎิลดาบสอาจารย์ของตัวเอง

สบงจีวรสังฆาฏิ ก็คือผ้าย้อมฝาดจากไม้ผ้า บังสุกุลเก็บจากผ้าเก่าผ้าห่อศพในป่าช้า ซึ่งพวกชฏิลดาบสใช้ผ้าแบบนี้มาก่อน ก็ถือปฏิบัติเหมือนกันมาก่อน

จะเห็นได้ว่าปัจจุบันพวกนักบวชหลายลัทธิในอินเดียก็ใช้ผ้าเหลืองย้อมฝาดเหมือนกัน

การขออาหารบิณฑบาตก็เป็นการปฏิบัติเหมือนกันในนักบวชลัทธิอื่น

สมัยหลังจากพวกกษัตริย์กับพวกชนชั้นสูงนับถือพุทธมีการถวายที่จำนวนมากเป็นวัด กล่าวในพระไตรปิฎกว่า บางสมัยมีภิกษุอยู่วัดเป็นพันกับพระพุทธเจ้า และมีภิกษุเดินทางมาเป็นหมู่คณะ

สาเหตุที่ธรรมคำสอนของศาสนามีหลักการเหตุผลเพราะพระพุทธเจ้าเป็นผู้มีการศึกษาดีเหนือกว่าชฏิลดาบสลัทธิอื่น

เพราะภิกษุพวกนั้นทั้งพันแปรลัทธิจากชฏิลดาบสและอยู่กันเป็นคณะใหญ่ตั้งแต่เป็นชฎิลดาบสสามพี่น้อง คือพวกอุรุเวลดาบส คยากัสปดาบส นทีกัสปดาบส แต่ละดาบสมีบริวารดาบสเป็นร้อย รวมกันก็เป็นพัน

สาเหตุที่ศาสนาพุทธแพร่หลายได้รับการนับถือเพราะพระพุทธเจ้าเป็นวรรณะกษัตริย์จึงได้รับการยอมรับจากกษัตริย์ทุกแคว้นว่าเหนือกว่าเจ้าลัทธิที่เป็นพราหมณ์

ดังนั้นศาสนาพุทธแต่เดิมก็เกี่ยวข้องกับการเมืองของพวกกษัตริย์ในยุคนั้น

ศาสนาพุทธเปืนศาสนาที่ตั้งโดยศาสดาที่มาจากวรรณะกษัตริย์ การปกครองภิกษุจำนวนมากขึ้นจึงมีการกำหนดสิกขาบทเหมือนกฏหมาย มีอาบัติหนักเบา

ในพระไตรปิฎกสมัยพุทธกาลมีการตั้งคณะสงฆ์กรรมการสอบสวนภิกษุอธิกรณ์กระทำผิดเหมือนระบบการสอบสวนทางกฎหมายกระบวนการยุติธรรม


สรุปคือศาสนาเป็นสิ่งที่จะเชื่อหรือไม่ก็ไม่สำคัญ แต่โปรดสังเกตว่าทุกชาติทุกยุคสมัย ผู้ปกครองจะต้องใช้ศาสนา พระเจ้า หรือความเชื่อในลัทธิเช่นคอมมิวนิสต์เป็นพื้นฐานความชอบธรรมกับกฏหมายบังคับในการปกครอง หากไม่ปฏิบัติจะมีการบังคับลงโทษ

ศาสนาทุกศาสนาต้องได้รับการยอมรับจากผู้ปกครองสนับสนุน ศาสนาจึงตั้งอยู่ได้ หากไม่ได้รับการยอมรับ ก็จะถูกปราบ เช่น พระเยซูถูกจับตรึงกางเขนเพราะไปขัดกับนโยบายผู้ปกครอง ที่ไม่เชื่อศรัทธา

หรือการเปลี่ยนศาสนาของผู้ปกครองทำให้เกิดผลกับประชาชนต้องเปลี่ยนด้วย เช่นในอาณาจักรดินแดนแหลมมลายู อินโด

ส่วนเรื่องเดินเจ็ดก้าวอธิบายว่ามีคนแต่งเพิ่มไม่มีในพระไตรปิฎกเลย

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 ก.พ. 2017, 09:29 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 32421

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ต่อ

ถึงความรักจะดี ก็ไม่พอที่จะเลี้ยงลูกและอภิบาลโลก

ขอย้อนกลับมาพูดอีกทีว่า แม้เมตตาจะเป็นความดี แต่ก็ยังมีโทษมีข้อเสีย หรือมีจุดอ่อนได้ ถ้าตราบใดเรายังไม่ไปถึงข้อที่ ๓ คือ ทำจิตให้บริสุทธิ์

เมตตาก็ดีแล้ว เป็นคุณธรรมอย่างที่ว่ามา จะมีโทษได้อย่างไร เรื่องนี้ค่อยๆพูดกันไป

เริ่มตั้งแต่ในครอบครัวก่อน เมตตาถ้ามีไม่เป็น ก็เกิดโทษได้ ในครอบครัวนั้น พ่อแม่อยากให้ลูกมีความสุขแน่นอน เมื่ออยากให้ลูกมีความสุข ก็จะดูแลเอาใจใส่ลูก


แต่ถ้าแม่พ่อมีเมตตามากเกินไปจนไม่ลืมหูลืมตา ขาดปัญญา ก็กลายเป็นเมตตาแบบมืดมัว ก็จะตั้งหน้าตั้งตาเอาอกเอาใจ และคอยตามใจลูก เอาใจใส่บำรุง จนกลายเป็นปรนเปรอ เพราะคิดแต่จะให้ลูกมีความสุข ก็เลยตามใจทุกอย่าง ลูกอยากได้อะไร ก็ให้ พ่อแม่ไม่หวงอยู่แล้ว อยากจะให้ เพราะการให้ของพ่อแม่นั้นเป็นความสุขของตัวเองด้วย


แต่การให้ที่เป็นการแสดงเมตตาสุดโต่งอย่างนี้ จะขาดคุณสมบัติที่สำคัญ คือ ปัญญา แล้วมันจะกลายเป็นความรักแบบคิดสั้น ไม่ใช่ความรักที่คิดยาว

ความรักแบบคิดสั้น คือ มองแค่ประโยชน์เฉพาะหน้า ทำให้ลูกมีความสุขสมใจปรารถนา แต่ในระยะยาว เมื่อพ่อแม่โอ๋เกินไป ลูกอาจจะเสียได้ เพราะด้วยเมตตากรุณา พ่อแม่ก็เลยทำให้ทุกอย่าง เพราะไม่อยากให้ลูกลำบาก ไม่อยากให้ลูกปวดเมื่อย ไม่อยากให้ลูกต้องใช้สมอง หรือใช้กำลังอะไรทั้งนั้น อะไรๆก็ทำให้หมด ลูกก็เลยกลายเป็นคนไม่รู้จักโต ทำอะไรไม่เป็น

นอกจากว่าลูกจะเสียนิสัย ในการที่เป็นคนเอาแต่ใจตัว หรือเป็นแต่นักเรียกร้องแล้ว ยังเพิ่มมาอีกอย่างหนึ่งคือ จะทำอะไรไม่เป็น จึงกลายเป็นว่า ชีวิตของเขาในระยะยาว จะไม่สามารถรับผิดชอบตัวเองได้ดี เป็นความเสียหายต่อตนเองคือชีวิตของเขาตลอดไป


การที่พ่อแม่เอาแต่รักใคร่เมตตา คิดอยู่อย่างนี้ ก็เท่ากับว่ารักลูกระยะสั้น ระยะยาวไม่ได้รักจริง เพราะไม่ได้ช่วยให้ชีวิตของเขาอยู่ได้ดีในระยะยาว เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงไม่ได้ตรัสธรรมแค่เมตตา

นี้เป็นเหตุให้พระพุทธเจ้าตรัสธรรมเป็นชุดๆ เพื่อให้มีดุลยภาพที่จะต้องปฏิบัติให้ครบ ถ้าเราเอาธรรมมาแยกกระจายออกใช้เป็นข้อๆ อาจเป็นอันตราย

ในสังคมของเรา แม้แต่ในการเรียนการสอน ก็นิยมเอาธรรมมาแยกออกเป็นข้อๆ เอาเมตตามาข้อหนึ่ง เอากรุณามาข้อหนึ่ง จนไม่รู้ว่าชุดของมันอยู่ที่ไหน

การที่พระพุทธเจ้าตรัสธรรมเป็นชุดๆ นี้ มีเหตุผล เพราะธรรมนั้นอยู่ในระบบองค์รวม ต้องปฏิบัติให้ครบ จึงจะมีความสมบูรณ์ในตัว ถ้าทำไม่ครบก็จะมีโทษ

เมตตากรุณานี้ ถ้าปฏิบัติไม่เข้าเป็นชุดและไม่ครบชุด ก็มีโทษได้ เช่น อย่างที่ว่าเมื่อกี้ คือตามใจลูก แล้วลูกก็ไม่รู้จักโต ทำอะไรไม่เป็น ไม่รู้จักรับผิดชอบตัวเอง

เพราะฉะนั้น พ่อแม่จะต้องก้าวไปสู่การใช้ปัญญา ซึ่งทำให้มีธรรมข้ออื่นมารับ มาทำให้เกิดดุลยภาพ ธรรมชุดนี้ ก็คือหลักที่เรียกว่า พรหมวิหาร ๔ ซึ่งไม่ใช่มีแค่รัก เพราะมีแค่รักไม่พอ

พระพุทธศาสนาสอนให้ก้าวเป็นขั้นๆ จากรักที่ผิด มาสู่รักที่ถูก แต่รักที่ถูกก็ยังไม่พอ ต้องก้าวต่อไปอีก โดยมีธรรมข้ออื่นมาช่วยเสริม

พระพุทธเจ้าตรัสธรรมที่อยู่ในชุดของความรักต่อไปอีก ๓ ข้อ รวมเรียกว่า พรหมวิหาร ๔ ประการ คือ

๑. เมตตา ความรัก ความปรารถนาดี อยากให้เขามีความสุข ตัวที่ว่ามานี้ละ

๒. กรุณา ความพลอยหวั่นไจสะเทือนใจ สงสาร อยากให้เขาพ้นจากความทุกข์

๓. มุทิตา ความพลอยยินดีด้วย เมื่อเขาได้ดีมีสุข เข้าสู่ทางที่ถูกต้อง หรือประสบความสำเร็จ

๔. อุเบกขา ความวางใจเป็นกลาง ข้อนี้ยากที่สุด เดี๋ยวจะอธิบายอีกที

เรื่อง พรหมวิหาร ๔ ที่ครบชุด มีดุลยภาพนี้ สำคัญมาก โดยเฉพาะในโลกยุคปัจจุบัน เริ่มตั้งแต่ในครอบครัว เป็นธรรมที่จะต้องปฏิบัติให้เกิดสมดุล
ต้องขออธิบายให้เห็นความแตกต่างระหว่าง ๔ ข้อนี้ก่อน

๑. เมตตา แสดงออกต่อคนอื่นในสถานการณ์ ที่เขาอยู่เป็นปกติ ถ้าเขาไม่ได้เดือดร้อนอะไร อยู่สบายดี เราก็มีเมตตา ปรารถนาดี มีความเป็นมิตร

เมตตา แปลว่า น้ำใจของมิตร เป็นคำเดียวกับคำว่า มิตตะ มาจากรากศัพท์เดียวกัน มิตตะ แผลง อิ เป็น เอ ก็เป็นเมตตะ แล้วก็ทำตามไวยากรณ์ กลายเป็น เมตตา แปลว่า น้ำใจของมิตร คือ คุณสมบัติของมิตร ได้แก่ ความปรารถนาดี มีความรัก

๒. กรุณา แสดงออกต่อคนอื่นในสถานการณ์ ที่เขาที่เขาตกต่ำ เดือดร้อน เป็นทุกข์ คือ เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป บุคคลนั้นพลาดพลั้งตกต่ำลงไป เราก็ย้ายจากเมตตา มาเป็นข้อที่สอง คือกรุณา

พึงสังเกต วิธีแยกระหว่าง ข้อหนึ่ง กับ ข้อสอง หลายคนแยกไม่ออกว่า เมตตา กับ กรุณา ต่างกันอย่างไร วิธีแยกที่ง่ายที่สุด คือ ดูคนที่เราไปเกี่ยวข้อง ถ้าคนนั้นเขาอยู่เป็นปกติ เราใช้เมตตา ถ้าคนนั้น เขาตกต่ำ เดือดร้อน เป็นทุกข์ เราใช้กรุณา

๓. มุทิตา แสดงออกต่อคนอื่นในสถานการณ์ ที่เขาที่เขาขึ้นสูง ได้ดี มีสุข ประสบความสำเร็จ ทำอะไรๆ ได้ถูกต้องดีแล้ว คือเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไปอีก คนนั้น ก้าวไปในทางที่น่าพอใจ เราก็มาสู่ข้อที่สาม คือมุทิตา

๑. เขาเป็นปกติ เราเมตตา

๒. เขาตกต่ำ เรากรุณา

๓. เขาขึ้นสูง เรามุทิตา

สถานการณ์ของเพื่อนมนุษย์ของเรา จะมี ๓ อย่างนี้ ตอนนี้ ครบแล้ว นี่แหละสำคัญมาก

อ้าว แล้วในสถานการณ์ไหนล่ะ จะใช้ข้อที่ ๔ สามสถานการณ์ แรกก็ครบแล้วนี่ คนทั้งหลายนั้น ถ้าไม่เป็นปกติ ก็ต้องตกต่ำเป็นทุกข์ ถ้าไม่ตกต่ำเป็นทุกข์ ก็ต้องได้ดีมีสุข แล้วจะเอาอย่างไรอีก สถานการณ์ที่สี่นี่ ยากที่สุด

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 ก.พ. 2017, 09:36 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 32421

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ต่อ

มนุษย์กับมนุษย์รักกัน แต่มนุษย์ทุกคนต้องอยู่ให้ดีกับธรรม

ตอนนี้แหละจะไขปัญหาที่ว่า ความรักเท่านั้นไม่พอที่จะให้โลกอยู่ดีมีสุข

ธรรมสามข้อที่ว่าไปแล้วนี้ เป็นหลักความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ เมื่อเราอยู่ร่วมกัน คนต่อคน คนนี้ต่อคนนั้น ก็ใช้ธรรมสามข้อแรก

แต่มนุษย์นั้น ไม่ได้อยู่ลำพังกับมนุษย์เท่านั้น เบื้องหลังลึกลงไปสิ่งที่รองรับโลกมนุษย์อยู่ทั้งโลกนี้ คืออะไร ก็คือธรรมชาติ และกฎธรรมชาติ หรือความเป็นจริงของธรรมชาติ ซึ่งเรียกสั้นๆว่า “ธรรม”

มนุษย์มีความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยสามข้อต้นนี้พอแล้ว แต่ยังมีอีกข้อหนึ่ง คือ มนุษย์ไม่ได้สัมพันธ์เฉพาะกับมนุษย์เท่านั้น แต่ยังมีความสัมพันธ์กับธรรม ที่เป็นความจริงของธรรมชาตินี้ด้วย และธรรมนี้แหละรองรับกำกับอยู่เบื้องหลังความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์

เพราะฉะนั้น จะต้องคำนึงถึงข้อนี้ด้วยว่า ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์นั้น จะต้องระวังไม่ให้กระทบเกิดผลเสียต่อความสัมพันธ์กับธรรม เพราะว่าธรรมนั้นรองรับโลกมนุษย์อีกทีหนึ่ง ถ้าโลกมนุษย์ปฏิบัติวิปริตผิดพลาดไป ไม่ตรงตามธรรมแล้ว โลกมนุษย์เองนั่นแหละจะเดือดร้อนเสียหาย

เพราะฉะนั้น ถึงแม้มนุษย์จะสัมพันธ์ต่อกันด้วยดีในความสัมพันธ์ ๓ อย่างแรก แต่ถ้าเมื่อใดความสัมพันธ์นั้นไปก่อนผลกระทบต่อธรรม เมื่อนั้น โลกมนุษย์เองก็จะเสื่อมโทรมประสบภัยพิบัติ

ด้วยเหตุที่กล่าวมานั้น พระพุทธเจ้าจึงไม่ให้เราหยุดอยู่แค่ ๓ ข้อต้น แต่ตรัสแสดงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมที่เป็นความเป็นจริงของธรรมชาติเข้ามาอีกข้อหนึ่ง

ธรรมคือความเป็นจริงของกฎธรรมชาติ คืออะไร คือการที่สิ่งทั้งหลายมีอยู่เป็นอยู่ตามธรรมดาของมัน เป็นไปตามเหตุปัจจัยของมัน หลักการแห่งความจริง ความถูกต้องความดีงามต่างๆที่มีอยู่เป็นหลักสัจธรรม สิ่งเหล่านี้แหละ มนุษย์จะต้องเกี่ยวข้องในขั้นพื้นฐาน และโลกมนุษย์ทั้งหมด ที่มาสัมพันธ์กันด้วยธรรม ๓ ข้อต้นนั้น ก็ต้องตั้งอยู่บนหลักการนี้ด้วย

ฉะนั้น เพื่อจะให้โลกมนุษย์อยู่ด้วยดี พระพุทธเจ้าจึงตรัสข้อที่ ๔ เข้ามา เพื่อให้ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ไม่ไปกระทบเกิดผลเสียหายต่อความสัมพันธ์กับธรรม หรือความเป็นจริงของกฎธรรมชาตินั้น

เมื่อมาถึงจุดนี้ ก็หมายความว่า พระพุทธเจ้าตรัสข้อที่ ๔ คือ อุเบกขา เข้ามา เพื่อรักษาความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ธรรม กับกฎธรรมชาติ หรือกับหลักการแห่งความเป็นจริงของธรรมชาติ ให้คงอยู่เป็นไปด้วยดี เพื่อผลดีจะได้เกิดขึ้นแก่สังคมมนุษย์เอง เพราะว่า กฎธรรมชาตินี้รองรับสังคมมนุษย์อยู่อีกชั้นหนึ่ง


เป็นอันว่า ในกรณีที่ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลที่ช่วยเหลือเอื้อเฟื้อกัน ในข้อ ๑ ถึง ๓ ส่งผลกระทบต่อความจริงความถูกต้องความดีงามที่เป็นหลักการแห่งธรรมแล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์จะต้องถูกหยุดไว้ก่อน

ยกตัวอย่าง เช่นว่า เด็กคนหนึ่ง ไปลักของเขา ประสบความสำเร็จ ได้เงินมา ๒๐๐๐ บาท หรือ ๓๐๐๐ บาท นี่คือสถานการณ์อะไร ตอบว่าสถานการณ์ที่ ๓ คือเขาประสบความสำเร็จ ถ้าถือตามหลักความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ในคุณธรรม ๓ ข้อแรก ก็ต้องแสดงมุทิตา คือพลอยยินดีด้วย ช่วยส่งเสริมสนับสนุน

แต่ในกรณีนี้ ปรากฏว่า ถ้าไปแสดงความสนับสนุน ก็จะส่งผลกระทบต่อธรรม ต่อหลักความจริงความถูกต้องความดีงาม ทำให้เสียกฎ เสียธรรม นี่คือกรณีที่จะต้องหยุดความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ และนี่คือสถานการณ์ที่ ๔

เป็นอันว่า สถานการณ์ที่ ๔ ก็คือ สถานการณ์ใดก็ตาม ไม่ว่าเขาจะได้ดี ตกต่ำ ขึ้นสูง หรืออย่างไรก็ตาม ถ้าการปฏิบัติต่อเขาจะไปกระทบเกิดผลเสียวละเมิดต่อธรรม ต่อความจริง ต่อหลักการแห่งความถูกต้องดีงาม (ที่เป็นกลางๆ อยู่ตามธรรมชาติ ก็ดี ที่มนุษย์ตกลงบัญญัติกันขึ้นในวิสัยแห่งปัญญาของตนบนฐานแห่งธรรมที่เป็นธรรมชาตินั้น ก็ดี) เราต้องหยุด

ใน สถานการณ์นี้ ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ต้องหยุด ไม่เมตตา ไม่กรุณา ไม่มุทิตา แต้ต้องเปิดโอกาสให้ธรรมแสดงตัวออกมาแล้วปฏิบัติตามธรรม เอาหลักการเข้าว่า นั่นก็คือ ต้องความจริง เอาหลักการ เอาเหตุผล ตลอดจนเอาความยุติธรรมเข้าว่า

เรื่องผู้พิพากษา ก็ยกตัวอย่างให้ฟังบ่อยๆ จำเลยทำความผิด ไปฆ่าคนตาย ผู้พิพากษาสงสาร กลัวว่าจำเลยนี้จะต้องไปรับโทษติดคุกลำบาก ก็เลยตัดสินให้พ้นผิด อย่างนี้เป็นการช่วยคนผิดด้วยกรุณา ก็เสียธรรม นี้คือความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ไปเป็นตัวทำลายหลักการของความจริงความถูกต้องดีงาม

ถ้าทำกันอย่างนี้ โลกมนุษย์เองนั่นแหละจะอยู่กันไม่ได้ เพราะว่า โลกมนุษย์นั้นบอกแล้วว่า ต้องตั้งอยู่บนฐานของหลักการแห่งความถูกต้องเป็นจริงของธรรมอีกชั้นหนึ่ง

ฉะนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์จะต้องไม่ให้ไปกระทบก่อผลเสียละเมิดต่อกฎธรรมชาติ หรือความเป็นจริงแห่งธรรม นี่คือข้อที่ ๔

ถึงตอนนี้เราก็ตอบได้แล้วว่า สถานการณ์ที่ ๔ คืออะไร สถานการณ์ที่ ๔ ก็คือ กรณีที่ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์นั้น จะไปส่งผลกระทบต่อธรรม คือตัวหลักการแหงความเป็นจริง ความถูกต้องดีงาม ความเป็นเหตุเป็นผลที่อยู่ในธรรมชาติ ที่เป็นของกลางๆ ซึ่งเป็นตัวหล่อเลี้ยงรักษารองรับสังคมมนุษย์ไว้อีกชั้นหนึ่ง

ถ้าตัวหลักการนี้ไม่อยู่แล้ว สังคมมนุษย์เอง แม้จะสัมพันธ์กันอย่างดีด้วย ๓ ข้อแรก ก็อยู่ไม่ได้ จะต้องทลายแน่ นี่คือสถานการณ์ที่ ๔ สำคัญที่สุด

ถ้ามาถึงสถานการณ์นี้ ก็ต้องใช้อุเบกขา คือ เฉยต่อคน เพื่อเอื้อต่อธรรม ไม่เห็นแก่คน แต่เห็นแก่ธรรม วางตัวเป็นกลางต่อคน ไม่ขวนขวายช่วยคน เพื่อจะได้ไม่ก้าวก่ายแทรกแซงธรรม และเพื่อให้เป็นไปตามธรรม พูดสั้นๆว่า เพื่อรักษาธรรม

ดังนั้น ใน ๓ ข้อแรก มนุษย์ก็สัมพันธ์กันด้วยดี เป็นความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ โดยมีน้ำใจช่วยเหลือกัน แต่พอถึงข้อที่ ๔ ก็คือมนุษย์จะต้องรักษาธรรมไว้


ย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า ธรรม คือหลักการแห่งความเป็นจริง ความถูกต้องดีงามที่เป็นไปตามเหตุและมีผลของกฎธรรมชาติแท้ๆ ตลอดจนหลักการที่มนุษย์เอามาบัญญัติขึ้นในสังคม เช่น เป็นกฎหมาย เป็นระเบียบ เป็นกติกาสังคม เป็นต้น อันถือว่าอยู่ในเรื่องของหลักการ หรือตัวกฎเกณฑ์ จัดเป็นธรรมทั้งสิ้น

ฉะนั้น เมื่อทำอะไรลงไป ถ้ามีเรื่องเกี่ยวข้องกับหลักการ เราจะต้องถือหลักการ โดยหยุดข้อ ๑ ถึง ๓ ไว้ ท่านเรียกว่าใช้ อุเบกขา และวางใจเป็นกลาง ไม่เข้าไปก้าวก่ายแทรกแซง เพื่ออะไร เพื่อให้ธรรมหรือกฎธรรมชาติ หรือหลักการแห่งความจริงความถูกต้อง มันทำงานของมัน มิฉะนั้นแล้ว มนุษย์จะเคลื่อนคลาดจากธรรมไปหมด และโลก หรือ สังคมมนุษย์ก็จะดำรงอยู่ไม่ได้

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 ก.พ. 2017, 17:12 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 32421

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ให้รักกับรู้ มาเข้าคู่ดูแลกัน ทั้งโลกจนถึงลูก จะสุขสันต์แท้จริง

ตกลงว่า นี่ครบแล้ว และเพราะฉะนั้น ความรักจึงยังไม่พอ เริ่มด้วยพ่อแม่จะเอาแต่รักลูกๆ ตามใจลูกเท่านั้นไม่ได้ ลูกจะไม่เติบโต ไม่เจริญงอกงาม แต่ต้องใช้ เมตตา กรุณา มุทิตา นี้ โดยมีดุลยภาพกับอุเบกขา

หมายความว่า ความสัมพันธ์ ระหว่างบุคคลในหมู่มนุษย์นี้ จะต้องได้ดุลยภาพ มีความสมดุลกับความสัมพันธ์กับกฎธรรมชาติ หรือความจริงแห่งธรรมด้วย

พ่อแม่มีหน้าที่ต้องวาง อุเบกขา ต่อลูก ใน ๓ สถานการณ์ โดยไม่ให้เมตตา กรุณา มุทิตา เป็นตัวนำแสดง แต่วางใจเป็นกลางให้เขารับผิดชอบตัวเอง คือ

๑) เมื่อเด็กสมควรฝึกหัดรับผิดชอบตัวเอง ถ้าเด็กสมควรจะต้องหัดทำอะไรต่ออะไรให้เป็น เพื่อประโยชน์แก่ชีวิตแก่ชีวิตของเขาในระยะยาวพ่อแม่อย่าไปเที่ยวทำแทนให้หมด ต้องหัดให้เขารู้จักทำเอง นี่คือ รักลูกระยะยาว ถ้ารักระยะสั้น ก็ทำให้เขาหมด แล้วเขาจะช่วยเองไม่ได้ต่อไป ถ้ารักระยะยาว เราต้องรู้จักอุเบกขา วางเฉยบ้าง เพื่อให้โอกาสที่เขาจะพัฒนาตัวเอง ช่วยเขาโดยดูให้เขาทำให้ถูกต้อง และเป็นที่ปรึกษาไม่ใช่ว่าอะไรๆ ก็ทำให้เขาหมด

๒) เมื่อเด็กสมควรรับผิดชอบต่อการกระทำของเขา ในวันข้างหน้าเด็กจะต้องออกไปอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง ออกไปอยู่ในสังคมที่มีกฎเกณฑ์กติกา ใครทำผิดก็ว่าไปตามผิด ใครทำถูกก็ว่าไปตามถูก ครอบครัวจะต้องเตรียมเด็กไว้ให้พร้อมที่จะไปรับผิดชอบต่อกฎเกณฑ์กติกาของสังคม ในครอบครัวจึงต้องมีวินัย และให้เด็กรับผิดชอบการกระทำของเขาตามกฎกติกานั้นๆ

๓) เมื่อลูกเติบโตรับผิดชอบตัวเองได้แล้ว เมื่อลูกจบการศึกษา มีการมีงานทำ และมีครอบครัวของเขาเอง พ่อแม่จะต้องวางอุเบกขาคอยดูอยู่ห่างๆ ปล่อยให้เขารับผิดชอบชีวิตและครอบครัวของเขา คอยช่วยแนะนำหรือพร้อมจะช่วย เมื่อเขาเพลี่ยงพล้ำ หรือต้องการคำแนะนำ แต่ไม่เข้าไปก้าวก่ายในครอบครัวของเขา ไม่เข้าไปเจ้ากี้เจ้าการจัดแจงว่า ลูกอยู่กันอย่างนั้นอย่างนี้นะ จัดอะไรๆอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วทำให้ครอบครัวของเขาอึดอัด ไม่มีความสุข ถ้าทำอย่างนี้ เรียกว่า ขาดอุเบกขา

ตกลงว่า ถ้าพ่อแม่ทำถูก มีอุเบกขาคุมกระบวนแล้ว ชีวิตของลูกก็จะสมบูรณ์ ลูกจะเติบโตอย่างมีความสุขและเข้มแข็ง เป็นบุคคลที่มีความสมบูรณ์ในตัวเอง

ถ้าพ่อแม่ขาดอุเบกขา ลูกจะเสียหลายอย่าง คือ ไม่รู้จักโต ไม่รู้จักรับผิดชอบทั้งต่อตัวเอง และต่อผู้อื่น หรือต่อสังคม อ่อนแอ มีชีวิตที่ไม่สมบูรณ์ มักจะมีปัญหา แม้แต่กับพ่อแม่เองด้วย อันนี้ก็เป็นเรื่องหนึ่ง

ฉะนั้น จะต้องก้าวจากความรักของเมตตา กรุณา มุทิตา ไปสู่เหตุผล และความเป็นจริงของอุเบกขา โดยมีปัญญามาช่วยสร้างดุลยภาพในสถานการณ์ต่างๆ


สำหรับข้อ ๑ ถึง ๓ นั้น ไม่จำเป็นต้องใช้ปัญญามาก คือ เป็นเรื่องของความรู้สึก ไม่ต้องใช้ความรู้และความคิดเหตุผล พอพ่อแม่เห็นลูกเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ก็มีความรู้สึกที่จะแสดงความรักออกไป ได้เลย เขาอยู่ปกติ เราก็เมตตา เขาทุกข์ เราก็กรุณา เขาสุข สำเร็จ เขาก็มุทิตาได้ง่ายทันที

แต่อุเบกขานี่ยาก ต้องมีปัญญา ต้องใช้ความรู้ความคิด ต้องรู้ว่าอะไรที่เขาควรรับผิดชอบตัวเอง อะไรที่เขาควรจะหัด จะฝึก อะไรเป็นธรรม อะไรเป็นกฎระเบียบกติกา จึงจะวางอุเบกขาได้

นอกจากนั้น อุเบกขา นี้ ไม่ใช่เฉยเมิน หรือ เฉยเมย แต่เป็นเฉยมอง อุเบกขา แปลว่า เฉยมอง

ที่จริง อุเบกขา แปลว่า เข้าไปมองอยู่ หรือมองอยู่ใกล้ๆ คือเฉยแต่มองอยู่ตลอดเวลา หมายความว่า ถ้าเขาเพลี่ยงพล้ำ ก็พร้อมที่จะช่วย

ถ้าเฉยเมย หรือเฉยเมิน ท่านเรียกว่า เป็น อัญญาณุเบกขา แปลว่า เฉยโง่ เป็นอกุศล เป็นบาป เพราฉะนั้น ถ้าใครเฉยไม่รู้เรื่อง ไม่เอาเรื่องเอาราวนี้ ท่านติเตียนเลย เป็น อัญญาณุเบกขา คือ เฉยโง่

การที่จะเฉยอย่างถูกต้อง ต้องมีปัญญา อุเบกขานี่สำคัญมาก ต้องมีปัญญาประกอบจึงปฏิบัติได้ อันนี้แหละเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า เราจะต้องมีการพัฒนา

เวลานี้ การฉลองวาเลนไทน์ เป็นสักแต่ว่าอาการตื่นเต้นฟู่ฟ่ากันไป ไม่ได้หลักได้เกณฑ์อะไรเลย แม้แต่คติที่จะให้คนมีความเจริญในการดำเนินชีวิตอย่างดี ถ้าขืนอยู่กันอย่างนี้ เด็กก็ไม่ได้พัฒนาอะไรขึ้นมา สังคมก็เซ่อซ่า เสื่อมถอย

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 ก.พ. 2017, 17:23 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 32421

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


มาฆบูชา พัฒนาความรักแห่งวาเลนไทน์ และให้ดุลแห่งธรรม

ฉะนั้น มาฆบูชา จะต้องเข้ามาช่วย แม้แต่หลักไม่ทำชั่ว ทำดี ทำใจให้ผ่องใสก็มาเป็นพื้น เราจะต้องพัฒนาคน จากความรักที่ผิด ไปสู่ความรักที่ถูกต้อง และความรักก็ยังไม่พอ ต้องมีให้ครบชุด

ต้องมีพรหมวิหาร ๔ คือ เมตตา กรุณา มุทิตา และต้องมีอุเบกขาด้วย

แม้แต่ในระดับสังคม สังคมใดที่คนหนักใน เมตตา กรุณา มุทิตา คือหนักในทางความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล เขาก็อาจจะละทิ้งอุเบกขา สังคมก็เสียดุลยภาพ คือคนจะช่วยเหลือกันระหว่างบุคคล มีเรื่องอะไรก็ช่วยเหลือกัน จนกระทั่งมองข้ามหลักการ กฎเกณฑ์ และกติกาของสังคม

ในสังคมแบบนี้ คนจะช่วยกันระหว่างบุคคลจนไม่เอากฎเกณฑ์ กติกา จะทำลายกฎเกณฑ์ กติกา มองข้ามกฎเกณฑ์กติกาไปเลย แล้วก็เสียความเป็นธรรม

ส่วนในสังคมที่เอียงสุดไปทางอุเบกขา ก็ไม่มีน้ำใจ ไม่ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ทำให้เกิดภาวะตัวใครตัวมัน เอาหลักเกณฑ์กติกาเข้าว่า เธอทำไปตามกติกาก็แล้วกัน ถ้าเธอทำอะไรละเมิดกติกาเมื่อไร ฉันจัดการ แต่ระหว่างนั้นก็ไม่มีน้ำใจต่อกัน

ในสังคมอย่างนี้ คนจะมีจิตใจไม่สบาย เครียด แล้วก็มีความทุกข์ มีโรคจิต มีโรคประสาทมาก ก็เสียไปอีกแบบหนึ่ง

ฉะนั้น สังคมจะต้องมีดุลยภาพ


ถ้าเป็นสังคมที่เอาแต่สามข้อแรก คือ มีความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลมาก ละทิ้งข้อที่ ๔ ก็จะมีผลเสียอย่างหนึ่งที่ว่า ทำให้คนไม่รู้จักพึ่งตนเอง เพราะคอยหวังความช่วยเหลือจากคนอื่นได้เรื่อย เดี๋ยวฉันเป็นอะไร ไม่มีจะกิน หรือว่าลำบาก ก็ไปขอยืมเพื่อนได้ ไปขอพ่อแม่ได้ เดี๋ยวคนนั้นก็มาช่วยเอง ท็ทำให้เกิดความประมาท สังคมก็ไม่เจริญไม่พัฒนาเท่าที่ควร ก็เสีย

ส่วนในสังคมที่มีแต่อุเบกขา คนไม่เอาใจใส่ช่วยเหลือกัน ตัวใครตัวมัน ถ้าเอียงสุดจนเกินไป วันหนึ่งคนก็จะเกิดโทสะรุนแรงเพราะแค้นขึ้นมาว่า ไม่มีใครช่วยเราบ้างเลยหรือนี่ ถ้าอย่างนั้น หลักการก็อย่าเอามันเลย ทำลายเลย แล้วสังคมก็จะตั้งอยู่ไม่ได้

สังคมที่อยู่กันได้ ก็เพราะว่ามีทั้ง ๔ ข้อ แต่เวลานี้ ปัญหาก็คือว่า มันไม่พอดี เรียกว่าเสียดุล

ฉะนั้น ถ้าสังคมจะดี จะดำรงอยู่ได้ด้วยดี ก็จะต้องมีครบทั้ง ๔ ข้อ และเมื่อครบ ๔ ข้อแล้ว เราแต่ละคนที่ปฏิบัติตามนี้ ก็จะเป็นพรหม

พระพุทธเจ้าทรงสอนให้เราทุกคนเป็นพระพรหม ด้วยการปฏิบัติหลักธรรม ที่เรียกว่า พรหมวิหาร แปลว่า ธรรมประจำใจของพรหม ก็หมายความว่า ให้เราทุกคนนี่เป็นพระพรหม

ตอนแรกก็ให้พ่อแม่เป็นพรหมก่อน จึงตรัสว่า พฺรหฺมาติ มาตาปิตโร แปลว่า มารดาบิดา เป็นพรหม (ของลูก) จึงต้องให้พ่อแม่ปฏิบัติธรรมในฐานพระพรหมต่อลูกให้ครบชุดก่อน และพ่อแม่จะต้องทำให้ได้

ทีนี้ไม่ใช่แค่นั้น ทุกคนต้องเป็นพรหมทั้งนั้น เพราะเราทุกคนมีส่วนในการสร้างสรรค์โลก และดูแลอภิบาลโลกนี้ไว้ให้อยู่ด้วยดี

พระพรหมนั้นเป็นผู้สร้างโลก แต่พรหมของพราหมณ์รอโลกมนุษย์พินาศแล้วจึงค่อยสร้างใหม่ ถ้าเราไม่เป็นพรหมเสียเอง เราก็ได้แต่เป็นผู้ทำลายโลก แล้วรอให้พระพรหมมาสร้างโลกใหม่

แต่พระพุทธเจ้าไม่ทรงยอมรับอย่างนั้น พระองค์ตรัสบอกว่าให้เราทุกคนนี่แหละเป็นพรหม ถ้าเราทุกคนจะเป็นพรหม ก็คือเราปฏิบัติตามหลักธรรม ๔ ข้อนี้ได้ แล้วเราทุกคนก็เป็นพรหม เพราะเราทุกคนเป็นผู้มีส่วนสร้างสรรค์โลก และหล่อเลี้ยงอภิบาลรักษาดูแลโลกนี้ไว้ให้อยู่ในความสงบสุข

ถ้าเราปฏิบัติตามธรรม ๔ ข้อนี้ได้ เราก็เป็นพรหมกันทุกคน โลกนี้ ก็จะมีสันติสุขอย่างแน่นอน เรื่องนี้รับประกันได้เลย

ดังนั้น เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสสอนไว้ให้เราเป็นพรหม เราก็อย่าละเลยหลักธรรมนี้ โดยปฏิบัติให้ครบ จะได้แก้ปัญหาที่เวลานี้มีมากในเรื่องการปฏิบัติธรรมไม่ได้ดุลยภาพ ไม่ครบชุด ไม่ทำตามหลักองค์รวมอย่างที่ว่ามา

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 ก.พ. 2017, 17:42 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 32421

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


วันนี้ยกเอาธรรมเรื่องพรหมวิหารมาเป็นตัวอย่าง เพื่อแสดงถึงการที่ว่า การปฏิบัติธรรม มีหลายขั้นตอน แต่หลักการสำคัญอย่างหนึ่ง ก็คือ ให้การปฏิบัติธรรมครบชุดเป็นองค์รวม ให้มีดุลยภาพอย่างที่ว่ามานี้ ถ้าเราทำได้ตามนี้แล้ว ก็มีโอกาสมากที่จะเจริญก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรม

ส่วนเรื่องความรัก ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งของหลักที่ว่า ทำความดีอย่างเดียวไม่พอ จะต้องก้าวไปสู่การทำใจให้บริสุทธิ์ด้วย คือต้องถึงขั้นมีปัญญาที่จะชำระกิเลส มิฉะนั้น ความเห็นแก่ตัวก็จะไม่หมดไป

ถ้าความเห็นแก่ตัวไม่หมดไป การปฏิบัติต่างๆ ก็จะมีปัญหาอยู่เรื่อย แม้แต่เรื่องความรักนี้ก็มีหลายขั้นตอนอย่างที่กล่าวมา

รวมความว่า ในเรื่องของความรัก ที่ยกขึ้นมาพูดเนื่องจากตรงกับวันวาเลนไทน์ เราจะอยู่แค่ความรักแบบวาเลนไทน์เท่านั้นไม่ได้ เพราะทั้งไม่ปลอดภัย และไม่เพียงพอ


ก็พอดีว่า เรามีวันมาฆบูชามาตรงกันหรือใกล้กัน ก็เอาธรรมของวันมาฆบูชานั้นมาช่วยแก้ปัญหา

อย่างน้อยให้หลักการของมาฆบูชามาดุลความเพ้อฝันของวาเลนไทน์ แล้วจากนั้นก็ให้หลักแห่งมาฆบูชามาพัฒนาวันวาเลนไทน์ให้มีสาระและความหมายที่ดีงามมาขึ้นต่อไป

มาฆบูชาก็จะมาช่วยวาเลนไทน์ ใน ๒ ขั้น คือ

๑.ให้คนก้าวจากความรักที่ผิด มาสู่ความรักที่ถูก จากความรักแบบใจแคบ มาสู่ความรักที่มีน้ำใจ อย่างน้อยก็ให้ดุลกันไว้ แล้วก็พัฒนาต่อไป ซึ่งจะทำให้เกิดผลดี ที่เรามีความสุขเพิ่มขึ้น เช่นมีความสุขจากการให้ และสุขด้วยกันอย่างร่วมกัน อันเกื้อหนุนต่อชีวิตและสังคม

๒. แม้แต่ความรักที่ถูกต้องมีน้ำใจนั้น ก็จะพัฒนาต่อไปอีก สู่ดุลยภาพในวงกว้าง โดยมีอุเบกขาเข้ามาช่วย ด้วยการใช้ปัญญา ที่รู้จักพิจารณา แล้วปฏิบัติให้เกิดดุลยภาพในความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคนและคนกับธรรม ตามหลักในองค์รวมแห่งธรรม ๔ ประการ ที่ว่ามา

เรื่องนี้พูดเพียงเป็นตัวอย่าง

แสดงธรรมวันนี้ ในเรื่องโอวาทปาฏิโมกข์ โดยเจาะที่หัวข้อ ไม่ทำชั่ว ทำดี ทำใจให้ผ่องใส เป็นการเสริมคุณค่าแก่วันสำคัญวันนี้ ไม่ว่าจะมองในแง่เป็นวันมาฆบูชา หรือวันวาเลนไทน์ก็ตาม

อย่ามัวไปตื่นแต่วัฒนธรรมตะวันออก ถ้าเราปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลักธรรมแล้ว วาเลนไทน์ ก็จะได้ประณีตขึ้น มนุษย์ก็จะพัฒนาขึ้น และเข้าสู่คำสอนของพระพุทธเจ้า คือเข้าสู่หลักของการที่ว่า ไม่ทำชั่ว ทำดี ทำใจให้ผ่องใส ซึ่งเป็นคำสอนที่มีความสมบูรณ์ในตัวเอง มีความครบถ้วนและมีดุลยภาพอย่างบริบูรณ์

ชาวพุทธทุกท่านคงจะได้มองเห็นความสำคัญของหลักธรรม ๓ ประการนี้ ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ ซึ่งครอบคลุมข้อปฏิบัติทั้งหมด และรวมอยู่ในองค์มรรค ๘ ประการ ที่เป็นวิถีชีวิตของชาวพุทธ เมื่อเราปฏิบัติตามหลักมรรคแล้ว ก็จะได้ก้าวหน้าในธรรมของพระพุทธเจ้า จนถึงจุดหมาย คือพระนิพพานได้

ฯลฯ

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 17 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 8 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร