วันเวลาปัจจุบัน 25 ก.ย. 2020, 23:10  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 18 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 21 ม.ค. 2017, 21:15 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33839

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


สิริ ศรี, มิ่งขวัญ, มงคล, ความน่านิยม, ลักษณะดีงามที่นำโชคหรือต้อนรับเรียกมาซึ่งความเจริญรุ่งเรือง ตรงข้ามกับ กาฬกรรณี

onion


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 21 ม.ค. 2017, 21:18 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33839

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


สายสิญจน์ เส้นด้ายสีขาวที่ใช้โยงในศาสนพิธีเพื่อเป็นสิริมงคลหรือเพื่อความคุ้มครองป้องกัน เป็นต้น เช่นที่พระถือในเวลาสวดมนต์ และที่นำมาวงรอบบ้านเรือนหรือบริเวณที่ต้องการความคุ้มครอง, ตามที่ปฏิบัติสืบกันมา ใช้ด้ายดิบ นำมาจับทบเป็น ๓ หรือ ๙ เส้น,

ถ้าพิจารณาตามรูปศัพท์ “สิญจน์” คือการรดน้ำ ซึ่งคงหมายถึงการรดน้ำในพิธีอภิเษก สายสิญจน์จึงอาจจะหมายถึงสายมงคลหรือสายศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งสืบมาจากเส้นด้าย หรือสายเชือกที่ใช้ในพิธีอภิเษก
บางทีต้นเดิมของสายสิญจน์อาจมาจาก “ปริตฺตสุตฺต” (ปริตตสูตร-สายประปริตร)
ในคัมภีร์บาลีชั้นหลัง ซึ่งหมายถึงเส้นด้ายเพื่อความคุ้มครองป้องกัน หรือเส้นด้ายในการสวดประปริตร


สิบสองตำนาน “สิบสองเรื่อง” คือ พระปริตรที่มีอำนาจคุ้มครองป้องกันตามเรื่องต้นเดิมที่เล่าไว้ ซึ่งได้จัดรวมเป็นชุด รวม ๑๒ พระปริตร

อีกนัยหนึ่งว่า “สิบสองปริตร” แต่ตามความหมายนี้ น่าจะเขียน สิบสองตำนาณ คือ สิบสองตาณ (ตาณ= ปริตต์, แผลงตาณ เป็นตำนาณ)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 21 ม.ค. 2017, 21:31 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33839

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ปริตต์, ปริตร (ปะ-ริด สามความหมาย)


ปริตต์, ปริตร 1. (ปะ-ริด) น้อย, เล็กน้อย, นิดหน่อย, ต่ำต้อย, ด้อย, คับแคบ, ไม่สำคัญ (ตรงข้ามกับมหา หรือมหันต์)

2. (ปะ-ริด) สภาวะที่ด้อยหรือคับแคบ หมายถึงธรรมที่เป็นกามาวจร, พึงทราบว่า ธรรมทั้งปวง หรือสิ่งทั้งหลายประดามีนั้น นัยหนึ่ง ประมวลจัดแยกได้เป็น ๓ ประเภท ได้แก่ ปริตตะ (ธรรมที่ด้อยหรือคับแคบ คือ เป็นกามาวจร) มหัคคตะ หรือมหรคต (ธรรมที่ถึงความยิ่งใหญ่ คือเป็นรูปาวจร หรืออรูปาวจร) และ อัปปมาณะ (ธรรมที่ประมาณมิได้ คือ เป็นโลกุตระ)

3. (ปะ-ริด) “เครื่องคุ้มครองป้องกัน” บทสวดที่นับถือเป็นพระพุทธมนต์ คือ บาลีภาษิตดังเดิมในพระไตรปิฎก ซึ่งได้ยกมาจัดไว้เป็นพวกหนึ่งในฐานะเป็นคำขลัง หรือคำศักดิ์สิทธิ์ ที่มีอานุภาพคุ้มครองป้องกันช่วยให้พ้นจากภยันตราย และเป็นสิริมงคลทำให้เกษมสวัสดีมีความสุขความเจริญ

(ในยุคหลัง มีการเรียบเรียงปริตรเพิ่มขึ้นนอกเหนือจากบาลีภาษิตในพระไตรปิฎกบ้าง พึงทราบตามคำอธิบายต่อไป และพึงแยกว่า บทสวดที่มักสวดเพิ่มหรือพ่วงกับพระปริตรในพิธี หรือในโอกาสเดียวกัน มีอีกมาก มิใช่มาจากพระไตรปิฎก แต่เป็นของนิพนธ์ขึ้นภายหลัง ไม่ใช่พระปริตร แต่เป็นบทสวดประกอบ โดยสวดนำบ้าง สวดต่อท้ายบ้าง)


กล่าวได้ว่า การสวดพระปริตรเป็นการปฏิบัติสืบเนื่องจากความนิยมในสังคม ซึ่งมีการสวดสาธยายร่ายมนต์ (มันตสัชฌายน์, มันตปริชัปปน์) ที่แพร่หลายเป็นหลักสำคัญอย่างหนึ่งในศาสนาพราหมณ์ แต่ได้ปรับแก้จัดและจำกัดทั้งความหมาย เนื้อหา และการปฏิบัติ ให้เข้ากับคติแห่งพระพุทธศาสนา อย่างน้อยเพื่อช่วยให้ชนจำนวนมากที่เคยยึดถือมาตามคติพราหมณ์ และยังไม่เข้มแข็งมั่นคงในพุทธคติ หรืออยู่ในคติบรรยากาศของคติพราหมณ์นั้น และยังอาจหวั่นไหว ให้มีเครื่องมั่นใจ และให้มีหลักเชื่อต่อสิ่งที่จะช่วยพาพัฒนาก้าวต่อไป

ทั้งนี้ ในฝ่ายภิกษุมีพุทธบัญญัติ (วินย. 7/183-4/71) ห้ามมิให้เรียน มิให้บอกดิรัจฉานวิชา หากฝ่าฝืน ต้องอาบัติทุกกฎ โดยมิได้แสดงข้อยกเว้นไว้

ส่วนในฝ่ายภิกษุณี (วินย. 3/322-7/176-178) มีพุทธบัญญัติ ห้ามมิให้เรียน มิให้บอกดิรัจฉานวิชา หากฝ่าฝืน ต้องอาบัติปาจิตตีย์ แต่มีข้อยกเว้นว่า เรียนหรือบอกปริตรเพื่อคุ้มครอง (แก่ตนเองหรือแก่ผู้อื่นก็ตาม) ไม่ต้องอาบัติ

มีคำอธิบายว่า ดิรัจฉานวิชา คือวิชาทำร้ายคนอื่น รวมทั้งมนต์อาถรรพ์ (อาถรรพณมนต์ ตามคัมภีร์อถรรพเวทของพราหมณ์) เช่น มนต์ในการฝังรูปฝังรอย มนต์สะกดคนให้อยู่ใต้อำนาจ มนต์แผดเผาสรีรธาตุให้เขาผอมแห้ง มนต์ทำให้มิตรผิดใจแตกกัน ฯลฯ มนต์เหล่านี้ ภิกษุณีจะเรียนหรือสอนไม่ได้ เป็นการผิดพุทธบัญญัติ แต่เรียนหรือสอนปริตรเพื่อคุ้มครองตนเองหรือผู้อื่นก็ตาม ไม่ผิด

นอกจากนั้น หลายครั้ง พระพุทธเจ้า ทรงแนะนำพระสาวก ให้เจริญเมตตาต่อสัตว์ทั้งหลาย เช่น ต่องู บ้าง ให้ทำสัจกิริยาคืออ้างสัจจะอ้างคุณธรรม บ้าง ให้ระลึกถึงคุณและเคารพนบน้อมพระรัตนตรัย บ้าง เป็นกำลังให้คุ้มครองรักษา แล้วพระดำรัสนั้นก็ได้รับความนับถือจัดเป็นปริตรชื่อต่างๆ ที่กล่าวนี้ พอให้เห็นความเป็นมาของพระปริตร


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 21 ม.ค. 2017, 21:43 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33839

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ต่อไปนี้ จะสรุปข้อควรทราบเกี่ยวกับพระปริตรไว้เป็นความรู้ประกอบ

๑) โดยชื่อ

๒) โดยเนื้อหา

๓) โดยหลักการ

๔) โดยประโยชน์

๕) โดยที่มา

๖) โดยความเป็นมา

๗) โดยการจัดเป็นแบบแผน

๘) โดยเครื่องประกอบเสริม


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 22 ม.ค. 2017, 08:23 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33839

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


๑) โดยชื่อ: เรียกว่า "ปริตร" ตามความหมายที่เป็นเครื่องคุ้มครองป้องกันอันชอบธรรม ซึ่งต่างจากมนต์ ที่ได้มีความหมายโน้มไปในทางเป็นอาถรรพณมนต์ ตามลัทธิของพราหมณ์ อย่างที่เรียกในบัดนี้ว่าเป็นไสยศาสตร์ ซึ่งมักใช้ทำร้ายผู้อื่น และสนองความโลภ เป็นต้น



๒) โดยเนื้อหา: ปริตรเป็นเรื่องของคุณธรรมทั้งในเนื้อหา และการปฏิบัติ คุณธรรมที่เป็นพื้นทั่วไป คือ เมตตา บางปริตรเป็นคำแผ่เมตตาทั้งบท

(เช่น กรณียเมตตปริตร และขันธปริตร) แม้แต่เมื่อจะเริ่มสวดพระปริตร ก็มีคำประพันธ์ที่แต่งขึ้นมาให้สวดสำหรับชุมนุมเทวดาก่อน ซึ่งบอกให้ผู้สวดตั้งจิตแผ่เมตตาแต่ต้น อย่างที่เรียกว่ามีเมตตาเป็นปุเรจาริก (และคำที่เชิญเทวดามาฟัง ก็บอกว่าเชิญมาฟังธรรม) คุณธรรมสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่เป็นแกนของปริตรคือสัจจะ

บางปริตรเป็นคำตั้งสัจกิริยาทั้งบท (เช่น อังคุลิมาลปริตร และวิฏฏกปริตร)

บางปริตรเป็นคำระลึกคุณพระรัตตรัย (รตนปริตร โมรปริตร ธชัคคปริตร อาฏานาฎิยปริตร)

บางปริตรเป็นคำสอนหลักธรรมที่จะปฏิบัติให้ชีวิตสังคมเจริญงอกงามและหลักธรรม ที่เจริญจิต เจริญปัญญา (มงคลสูตร โพชฌังคปริตร โพชฌังคปริตรนั้น ท่านนำสาระจากพระสูตรเดิมมาเรียบเรียง และเติมคำอ้างสัจจะต่อท้ายทุกท่อน)



๓) โดยหลักการ: ปริตรเป็นไปตามหลักพระพุทธศาสนาที่ถือธรรมเป็นใหญ่สูงสุด ไม่มีการร้องขอหรืออ้างอำนาจของเทพเจ้า

(เทพทั้งหลายแม้แต่ที่นับถือว่าสูงสุด ก็ยังทำร้ายกัน ไม่บริสุทธิ์แท้ และไม่เป็นมาตรฐานที่แน่นอน ต้องขึ้นต่อธรรม มีธรรมเป็นตัวตัดสินในที่สุด เช่นว่า ก่อนโน้น พราหมณ์ถือว่าพระพรหมเป็นใหญ่ สร้างทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ต่อมาลัทธินับถือพระศิวะเล่าว่า เดิมที พระพรหมมี ๕ พักตร์ กระทั่งคราวหนึ่ง ถูกพระศิวะกริ้ว และทำลายพักตร์ที่ห้าเสีย จึงเหลือสี่พักตร์)

ปริตรไม่อิงและไม่เอื้อต่อกิเลสโลภะ โทสะ โมหะเลย เน้นแต่ธรรม เฉพาะอย่างยิ่งเมตตา และสัจจะ อย่างที่กล่าวแล้ว และอ้างพุทธคุณ หรือคุณพระรัตนตรัยทั้งหมดเป็นอำนาจคุ้มครองรักษาอำนวยความเกษมสวัสดี ในหลายปริตรมีคำแทรกเสริม บอกให้เทวดามีเมตตาต่อหมู่มนุษย์ ทั้งเตือนเทวดาว่ามนุษย์ได้พากันบวงสรวงบูชาจึงขอให้ทำหน้าที่ดูแลรักษาเขาด้วยดี


๔) โดยประโยชน์: ตามความหมายและการใช้ ประโยชน์จากปริตร ต่างกันไปตามระดับการพัฒนาของบุคคล ตั้งแต่ชาวบ้านทั่วไป ที่มุ่งให้เป็นกำลังอำนาจปกปักรักษาคุ้มครองป้องกัน จนถึงพระอรหันต์ซึ่งใช้เจริญธรรมปีติ แต่ที่ยืนเป็นหลักคือ ช่วยให้จิตของผู้สวดและผู้ฟังเจริญกุศล เช่น ศรัทธาปสาทะ ปีติ ปราโมทย์และความสุข ตลอดจนตั้งมั่นเป็นสมาธิ รวมทั้งเตรียมจิตให้พร้อมที่จะก้าวสู่ภูมิธรรมที่สูงขึ้นไป คือเป็นกุศลภาวนา เป็นจิตตภาวนา


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 22 ม.ค. 2017, 08:32 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33839

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


๕) โดยที่มา: แหล่งที่มาของพระปริตร ได้แก่ คำแนะนำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า กล่าวคือ พระสูตร พุทธานุญาต ชาดก เรื่องไหนตอนใดมีเนื้อความซึ่งได้ความหมายตรงตามที่ต้องการ ก็นำมาสวดและนิยมสืบกันมา เช่น

มหาโจรองคุลิมาล เมื่อกลับใจมาบวชแล้ว วันหนึ่งไปบิณฑบาต พบสตรีครรภ์แก่คลอดยาก มีอาการทุลักทุเลลำบาก ท่านสงสารกลับจากบิณฑบาตแล้วก็มาเฝ้าทูลความแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า

พระองค์จึงทรงแนะนำให้ท่านเข้าไปหาสตรีนั้น และกล่าวคำเป็นสัจกิริยาว่า "ดูกร น้องหญิง ตั้งแต่อาตมาได้เกิดแล้วในอริยชาติ มิได้รู้สึกเลยว่าจะจงใจปลงสัตว์เสยจากชีวิต ด้วยสัจวาจานี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่ท่าน ขอความสวัสดีจงมีแก่ครรภ์ของท่านเถิด" องคุลิมาลได้ปฏิบัติตาม

สตรีนั้น ก็คลอดบุตรได้ง่ายโดยสวัสดี (ม.ม.13/531/485) คำบาลีที่กล่าวสัจกิริยานี้ ก็เป็นที่นิยมนำมาใช้ โดยมีชื่อว่าอังคุลิมาลปริตร ถือว่าเป็นมหาปริตรทีเดียว

บางทีมีเหตุร้ายขึ้น เช่น คราวหนึ่งมีภิกษุถูกงูกัดถึงมรณภาพ เมื่อทรงทราบ ได้ตรัสอนุญาตให้ภิกษุทั้งหลายแผ่เมตตาจิตไปยังพญางูสี่ตระกูล (วิรูปักข์ เอราบถ ฉัพยาบุตร กัณหาโคตมกะ) เพื่อคุ้มครองรักษาและป้องกันตัว และได้ตรัสคาถาแผ่เมตตา แก่ตระกูลพญางูทั้งสี่นั้น ตลอดจนแก่สรรพสัตว์ ลงท้ายด้วยคุณพระรัตนตรัย และมมัสการพระพุทธเจ้า ๗ พระองค์ (วินย. 726/11 ฯลฯ) เป็นที่มาของขันธปริตร (คาถาที่เป็นปริตรนี้มาในขันธปริตรชาดกด้วย, ขุ.ชา.27/255/74) หรือ

อย่างพระพุทธเจ้าตรัสสอนธรรม โดยทรงเล่าเรื่องชาดกเป็นตัวอย่าง แล้วชาดกบางเรื่องที่มีถ้อยคำซึ่งได้ช่วยให้บุคคล หรือสัตว์ในเรื่องรอดพ้นอันตรายก็มาเป็นปริตร ดังเช่น

"คาถานกคุ่ม" ที่ลูกนกคุ่มกล่าวเป็นสัจกิริยา ทำให้ไฟป่าไม่ลุกลามเข้ามาไหม้รัง (ขุ.ชา.27/35/12 มีคาถา แต่ไม่ครบ มาครบใน ขุ.จริยา.33/237/588) ก็มาเป็นวัฏฏกปริตร, หรือ

อย่างมงคลสูตร (ขุ.ขุ.25/5/3 ฯลฯ) ที่ว่า พระพุทธเจ้า เมื่อเหล่าเทวดาทูลขอให้ตรัสแสดงยอดมงคล แทนที่จะตรัสถึงสิ่งที่พบเห็น ได้ยิน ดี ร้าย ว่าเป็นมงคล หรือไม่เป็นมงคลอย่างที่คนยึดถือกัน กลับทรงสอนหลักความประพฤติปฏิบัติในชีวิตและสังคม เช่น

การไม่คบคนพาล การคบบัณฑิต การยกย่องเชิดชูคนที่ควรยกย่องเชิดชู ฯลฯ จนถึงความมีจิตใจเกษมศานต์เป็นอิสระไม่หวั่นไหวด้วยโลกธรรม ว่าเป็นอุดมมงคล

มงคลสูตรนี้ เป็นที่นิยมนับถือ นำมารวมไว้ในชุดพระปริตรเต็มทั้งพระสูตร

พระปริตรที่ชื่อว่า อาฎานาฎิยปริตรจากอาฏานาฎิยสูตร (ที.ปา.11207208) นับว่ามีกำเนิดแปลกออกไป คือ มิใช่เป็นพุทธดำรัสที่ตรัสเอง

แต่มีเรื่องในพระสูตรนั้นว่า ณ ยามดึก ราตรีหนึ่ง ท้าวมหาราชสี่ (จาตุมมหาราช หรือจตุโลกบาล) พร้อมด้วยบริวารจำนวนมาก ได้มาเฝ้าพระพุทธเจ้า ที่เขาคิชฌกูฎ เมืองราชคฤห์

ครั้นแล้ว ท้าวเวสสวัณ ผู้ครองทิศอุดร (ไทยมักเรียก เวสสุวัณ, มีอีกชื่อหนึ่งว่า กุเวร) ได้กราบทูล (ในนามของผู้มาเฝ้าทั้งหมด) ว่า พวกยักษ์ที่ไม่เลื่อมใสพระผู้มีพระภาคเจ้า ก็มี ที่เลื่อมใส ก็มี

ส่วนมากที่ไม่เลื่อมใสเพราะตนเองทำปาณาติบาต เป็นต้น จนถึงดื่มสุราเมรัย เมื่อพระผู้มีพรภาคเจ้าสอนให้งดเว้นกรรมชั่วเหล่านั้น จึงไม่ชอบใจ ท้าวมหาราชทรงห่วงใยว่า มีพระสาวกที่ไปอยู่ในป่าดงเงียบเปลี่ยวห่างไกลอันน่ากลัว จึงขอถวายคาถา "อาฎานาฎิยา รกฺขา" (อาฎานาฎิยรักขา เรียกง่ายๆว่า อาฎานาฎิยารักข์ โดยเรียกตามชื่อเทพนครอาฎานาฎา ที่ท้าวมหาราชประชุมกันประพันธ์อาฎานาฎิยรักขานี้ขึ้น)

โดยขอให้ทรงรับไว้ เพื่อทำให้ยักษ์พวกนั้นเลื่อมใส เป็นเครื่องคุ้มครองรักษาภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ให้อยู่ผาสุก ปลอดจากการถูกเบียดเบียน แล้วท้าวเวสสวัณก็กล่าวคำอารักขานั้น

เริ่มต้น ด้วยคำนมัสการพระพุทธเจ้า ๗ พระองค์ มีพระวิปัสสี เป็นต้น ต่อด้วยเรื่องของท้าว มหาราชสี่รายองค์ที่พร้อมด้วยโอรส และเหล่าอมนุษย์พากันน้อมวันทาพระพุทธเจ้า,

เมื่อจบแล้ว ท้าวเวสสวัณ กราบทูลย้ำว่า คาถาอาฎานาฎิยรักขานี้ เพื่อเป็นเครื่องคุ้มครองรักษา ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ให้อยู่ผาสุก ปลอดจากการถูกเบียดเบียน เมื่อเรียนไว้แม่นยำดีแล้ว หากอมนุษย์เช่นยักษ์ เป็นต้น ตนใดมีใจประทุษร้ายมากล้ำกราย

อมนุษย์ตนนั้น ก็จะถูกต่อต้นและถูกลงโทษ โดยพวกอมนุษย์ทั้งหลาย หากตนใดไม่เชื่อฟัง ก็ถือว่าเป็นขบถต่อท้าวมหาราชสี่นั้น กล่าวแล้วก็พากันกราบทูลลากลับไป

ครั้นผ่านราตรีนั้นไปแล้ว พระพุทธเจ้าได้ตรัสเล่าเรื่องทั้งหมดแก่ภิกษุทั้งหลาย ตรัสว่า อาฎานาฎิยรักขานั้นกอปรด้วยประโยชน์ในการคุ้มครองรักษาดังกล่าวแล้ว และทรงแนะนำให้เรียนไว้

คาถาอาฎานาฎิยรักขานี้เอง ได้มาเป็นอาฎานาฎิยปริตร และอาฎานาฎิยปริตรนี้นับว่า เป็นตัวอย่างอันชัดเจนที่แสดงถึงวิธีสอนที่นำประชาชนให้ฝึกศึกษาพัฒนาชีวิต ขึ้นมาตามลำดับ จากจุดเชื่อมต่อกับความเชื่อถือพื้นฐานของเขา เพื่อก้าวเข้ามาสู่คติแห่งพระพุทธศาสนา คือ ในแง่ความเชื่ออำนาจศักดิ์สิทธิ์ ถือว่าต้องเป็นอำนาจที่ทรงธรรม จึงจะศักดิ์สิทธิ์จริงจังยั่งยืน และชำระอำนาจนั้นให้บริสุทธิ์เป็นกุศลปราศจากการใช้กิเลสเช่น โลภะ และโทสะ ให้อำนาจที่เป็นกุศลชนะอำนาจอกุศล และ

ที่สำคัญยิ่ง คือ ไม่ให้ขัดหลักกรรม แต่ให้สนับสนุนความเพียรในการทำกุศลกรรม โดยมีความหมายในแง่คุ้มครองป้องกันให้ปลอดโปร่งปราศจากสิ่งขัดขวางกังวลทั้งภายนอกและในใจ เพื่อให้พร้อมหรือมั่นใจมีกำลังใจที่จะเพียรทำกิจที่มุ่งหมาย เช่น ภิกษุก็จะเจริญสมณธรรมเต็มที่ (มิใช่รออำนาจศักดิ์สิทธิ์ มาบันดาลผลนั้นให้)

เรื่องราวอันเป็นที่มาของปริตรทั้งหลาย ตามที่เล่าในพระไตรปิฎก มีเพียงสั้นๆ ตรงๆ อย่างที่กล่าวแล้ว

แต่ที่มาของบางปริตรปรากฏในอรรถกถาเป็นเรื่องราวยึดยาวพิสดาร โดยเฉพาะรตนปริตร จากรตนสูตร (ขุ.ขุ. 25/7/5 ฯลฯ) ซึ่งอรรถกถาเล่าว่า คราวหนึ่งที่เมืองเวสาลี ได้เกิดทุพภิกขภัยใหญ่ ผู้คนล้มตาย ซากศพเกลื่อนเมือง พวกอมนุษย์ก็เข้ามา แถมอหิวาตกโรคซ้ำอีก

ในที่สุด กษัตริย์ลิจฉวีตกลงไปอาราธนาพระพุทธเจ้า ซึ่งเวลานั้นประทับที่เมืองราชคฤห์ (ยังอยู่ในรัชกาลของพระเจ้าพิมพิสาร) ขอให้เสด็จมา พระพุทธองค์ ประทับเรือเสด็จมา เมื่อถึงเขตแดน พอย่างพระบาทลงเหยียบฝั่งแม่น้ำคงคา ฝนโบกขรพรรษก็ตกลงมาจนน้ำท่วมพัดพาซากศพลอยลงแม่น้ำคงคาไปหมด และเมื่อเสด็จถึงเมืองเวสาลี

ท้าวสกกะและประดาเทพก็มาชุมนุมรับเสด็จ เป็นเหตุให้พวกอมนุษย์หวาดกลัว กันหนีไป ครั้งนั้น พระพุทธเจ้าได้ตรัสรนตสูตรให้พระอานนท์เรียน และเดินทำปริตรไปในระหว่างกำแพงเมืองทั้ง ๓ ชั้น

พระอานนท์เรียนรตนสูตรนั้นแล้วสวดเพื่อเป็นปริตร คือเป็นเครื่องคุ้มครองป้องกัน พร้อมทั้งถือบาตรของพระพุทธเจ้าใส่น้ำเดินพรมไปทั่วทั้งเมือง เป็นอันว่า ทั้งภัยแล้ง ภัยอมนุษย์ และภัยจากโรค ก็สงบสิ้นไป

พระพุทธเจ้า ประทับที่เมืองเวสาลีครึ่งเดือนจึงเสด็จกลับ เรียกว่า "คงฺโคโรหณสมาคม" (เป็นไทย = คงคาโรหณสมาคม, การชุมนุมในคราวเสด็จลงแม่น้ำคงคา เพื่อเสด็จกลับสู่เมืองราชคฤห์, การชุมนุมใหญ่อย่างนี้มีอีก ๒ ครั้ง คือ ยกมปาฏิหารยิสมาคม และเทโวโรหณสมาคม)


พระสูตรนี้ แสดงคุณของพระรัตนตรัย จึงเรียกว่า รนตสูตร (ในมิลินทปัญหาบางฉบับเรียกว่า สุวัตถิสูตร เพราะแต่ละคาถาลงท้ายว่า "สุวตฺถิ โหตุ" ด้วยสัจจะนี้ ขอความสวัสดีจงมี)

เรื่องที่พระอรรถกถาเล่านี้ น่าจะเป็นที่มาของประเพณีการเอาน้ำใส่บาตรทำน้ำมนต์ แล้วพรมน้ำมนต์เพื่อความสุขสวัสดี


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 22 ม.ค. 2017, 12:57 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33839

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


๖) โดยความเป็นมา: เดิมนั้น "ปริตต์" มีความหมายว่า "เครื่องคุ้มครองป้องกัน" เช่นกล่าวข้อความนั้นๆ เพื่อเป็นปริตร หรือให้เป็นปริตร (เป็นเครื่องคุ้มครองป้องกัน) ยังไม่เรียกข้อความนั้นว่าปริตร จึงใช้คำว่า "ทำปริตต์" (ปริตตกรณะ) เช่น ทำการแผ่เมตตา หรือทำการน้อมรำลึกหรือนมัสการอย่างนั้นๆ ให้เป็นเครื่องคุ้มครองป้องกัน

ไม่ใช้คำว่า กล่าวหรือสวดปริตต์ ต่อมา จึงค่อยๆเรียกข้อความที่สวด หรือบทสวดนั้นเองว่า ปริตร แล้วปริตรก็มีความหมายว่า "บทสวดเพื่อเป็นเครื่องคุ้มครองป้องกัน" ดังที่ในบัดนี้ ใช้คำว่า "กล่าวปริตร" หรือ "สวดพระปริตร (ปริตตภณนะ) เป็นพื้น

ปริตรได้เป็นคำเรียกบทสวด โดยมีรายชื่อปรากฏในคัมภีร์ชั้นหลังจากพระไตรปิฎก เริ่มแต่มิลินทปัญหา ซึ่งถือกันว่า เกิดขึ้นประมาณ พ.ศ.๕๐๐

ในมิลินทปัญหานั้น มีรายชื่อ ๕-๗ ปริตร (ฉบับหนึ่งที่เป็นอักษรพม่า มี ๗ ปริตร คือ รตนสูตร เมตตสูตร ขันธปริตร โมรปริตร ธชัคคปริตร อาฎานาฎิยปริตร องคุลิมาลปริตร ฉบับอักษรไทย มี ๕ ปริตรคือ ขันธปริตร สุวัตถิปริตร (= รตนสูตร) โมรปริตร ธชัคคปริตร อาฎานาฎิยปริตร)
ต่อมาในชั้นอรรถกถา (ถึง พ.ศ.๙๐๐ เศษ) พบรายชื่ออย่างมาก ๘ ปริตร คือ อาฎานาฎิยปริตร อิสิคิลิปริตร ธชัคคปริตร โพชฌังคปริตร ขันธปริตร โมรปริตร เมตตปริตร รตนปริตร (องฺ.อ.2/210 นิท.อ.336)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 ม.ค. 2017, 08:01 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33839

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ต่อนี้ไป จะกล่าวข้อสังเกตตามลำดับ ดังนี้

ก. ปริตรที่ยืนตัวอยู่ในทุกรายชื่อตั้งแต่มิลินทปัญหามาจนวิสุทธิมัคค์ กระทั่งถึง คัมภีร์แม้แต่ชั้นฎีกา มีเพียง ๕ คือ รตนปริตร ขันธปริตร ธชัคคปริตร อาฎานาฎิยปริตร และ โมรปริตร


ข. ตลอดยุคที่กล่าวมา รายชื่อหลักขึ้นต้นด้วยรตนปริตร ซึ่งบางทีเรียกชื่อเดิมเป็นรตนสูตร และในรายชื่อทุกบัญชี ไม่มีมงคลสูตรเลย


ค. ไม่ชัดว่ามีมงคลสูตรเพิ่มเข้ามาในรายชื่อปริตรเมื่อใด แต่คงเพิ่มในยุคสมัยที่ไม่นานนัก น่าสังเกตว่า ท่านเพิ่มเข้ามา โดยจัดเป็นปริตรแรกทีเดียวนำหน้ารตนปริตร อีกทั้งเป็นบทเดียวที่คงเรียกชื่อเป็นสูตรคงที่ยืนตัว ไม่เรียกชื่อว่าปริตร ทั้งนี้ พอเห็นเหตุผลได้ชัดว่า


เนื้อความในมงคลสูตรไม่มีลักษณะเป็นปริตรโดยตรง คือ มิใช่มุ่งจะป้องกันภัยใดๆ อย่างปริตรอื่น แต่เป็นเรื่องของสิริมงคล คือ เป็นไปเพื่อความสุขความเจริญงอกงามกว้างๆ ครอบคลุมทั่วไปหมด ถึงจะไม่เป็นปริตร ก็ดีมีคุณไม่น้อยกว่าปริตร และควรเอามาและสวดนำก่อนด้วยซ้ำ เพื่อให้เกิดสิริมงคลเป็นพื้นฐานหรือเป็นบรรยากาศไว้ก่อน แล้วจะแก้หรือกันอันตรายอย่างไหนก็ค่อยว่ากันต่อไป

(และในแง่เนื้อความ มงคลสูตรก็ครอบคลุมความดีงามสุขสวัสดีทุกประการ โดยมีหลักธรรมที่เหมาะแก่ทุกบุคคล ครบทุกขั้นตอนของชีวิต)


อีกทั้งท่านเอามาใช้เต็มทั้งพระสูตร ไม่ได้คัดตัดมาเพียงบางส่วน จึงเป็นอันได้เหตุผลที่นำมาสวดเข้าชุดปริตร และจัดเป็นบทแรก โดยเรียกชื่อคงเดิมว่ามงคลสูตร, ในคัมภีร์ขุททกปาฐะแห่งพระไตรปิฎก ท่านเรียงลำดับมงคลสูตร และรตนสูตรไว้ถัดกัน โดยถือมงคลสูตรเป็นสูตรแรก อรรถกถาอธิบายว่าลำดับนี้เข้ากับเหตุผลว่า มงคลสูตรเป็นอัตตรักษ์ (รักษาตัว) รตนสูตรเป็นปรารักษ์ (รักษาผู้อื่น)


ง. ส่วนปริตรอื่นนั้นชัดอยู่แล้วว่า ปริตรใดเดิมเป็นพระสูตร และนำมาใช้สวดเต็มทั้งสูตร ปริตรนั้นจะเรียกชื่อเป็นสูตร หรือเรียกเป็นปริตร ก็ได้ คือ รตนสูตร/ปริตร กรณียเมตตสูตร/ปริตร (บางทีเรียกสั้นๆว่า เมตตสูตร/ปริตร) และธชัคคสูตร/ปริตร,

ปริตรนอกนี้ มิใช่มาจากพระสูตร (เช่น มาจากชาดก) หรือถ้ามาจากพระสูตร ก็ไม่นำมาเต็มทั้งสูตร แต่คัดตัดมาเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้อง จึงเรียกว่าปริตรอย่างเดียว


จ. อาฎานาฎิยปริตร มาจาก อาฎานาฎิยสูตร แต่นำมาใช้เฉพาะคาถา "อาฎานาฎิยา รกฺขา" ที่ท้าวมหาราชสี่ถวาย ไม่นำมาเต็มทั้งสูตร (คือนำมาเพียงเอกเทศของพระสูตร) จึงเรียกว่าปริตรเท่านั้น ไม่เรียกว่าสูตร ในแง่นี้ อาฎานาฎิยปริตรก็เหมือนกับปริตรอื่นๆ ที่เรียกว่าปริตรอย่างเดียว แต่แง่ที่แปลกกว่านั้นก็คือ นำมาเฉพาะคาถานมัสการพระพุทธเจ้าเจ็ดพระองค์ ๖ คาถา

ส่วนคาถาต่อจากนั้น ซึ่งว่าด้วยเรื่องของท้าวมหาราชสี่ท่านตัดออก แล้วประพันธ์คาถาใหม่ ซึงส่วนใหญ่พรรณนาพระคุณของพระพุทธเจ้ามากมายหลายพระองค์ นบวันทาพระพุทธเจ้าเหล่านั้น ขอให้พระคุณของพระองค์ปกปักรักษา และขอให้ท้าวมหาราชทั้งสี่มารักษาด้วย,


การที่โบราณาจารย์กระทำ เช่นนี้ คงเป็นเพราะท่านเห็นว่า คาถาอาฎานาฎิยรักษา มิใช่เป็นพระพุทธวจนะ แต่เป็นคำของเทพเท่านั้น เมื่อจะนำมาใช้ในกิจนอกพระไตรปิฎก ท่านจึงแต่งเพิ่มและเติมแทนได้ โดยเฉพาะคาถาที่ท่านแต่งนั้น ก็เป็นการเสริมเจตนารมณ์ของท้าวมหาราชทั้งสี่ที่แสดงออกใน ๖ คาถาแรก ให้ปริตรหนักแน่นมีกำลังมากยิ่งขึ้น,

โพชฌังคปริตร มีลักษณะพิเศษต่างออกไปอีก เนื่องจากว่า เรื่องที่พระพุทธองค์เอง พระมหากัสสปะ และพระมหาโมคคัลลานะ สดับคำแสดงโพชฌงค์แล้วหายจากอาพาธนั้น กระจายอยู่ในสามพระสูตรต่างหากกัน (สํ.ม.19/415-428/113-7) โบราณาจารย์ จึงใช้วิธีประพันธ์คาถาประมวลเรื่องสรุปความรวมไว้เป็นปริตรเดียวกัน โพชฌังคปริตร จึงมิใช่เป็นบาลีภาษิตจากพระไตรปิฎกโดยตรง,

เรื่องของอาฎานาฎิยปริตร (รวมทั้งโพชฌังคปริตร) นี้ น่าจะเป็นตัวอย่างให้ในยุคหลังมีการแต่งคาถาใหม่ขึ้นเป็นปริตรชื่อใหม่ๆ โดยนำเอาพุทธพจน์หรือข้อความในพระไตรปิกมาตั้งเป็นแกน ก็มี ได้แก่ อภยปริตร และชยปริตร ในประมวลบทสวดที่เรียกว่า "สิบสองตำนาน"


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 ม.ค. 2017, 08:03 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33839

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


๗) โดยการจัดเป็นแบบแผน: ต่อมาในบ้านเมืองที่พระพุทธศาสนาเจริญแพร่หลาย มีคนทุกหมู่เหล่านับถือแล้ว ความนิยมสวดพระปริตร ก็แพร่หลายมากขึ้นๆ จนเกิดเป็นประเพณีขึ้นโดยมีพิธีกรรมเกี่ยวกับการสวดพระปริตรนั้น และประเพณีนั้นก็พัฒนาต่อๆ มา เช่น มีการสวดปริตรนี้ในโอกาสนั้น สวดปริตรนั้นในโอกาสนี้ มีการสวดปริตรเป็นชุดในงานสำคัญ มีการแยกว่าพึงสวดชุดใดในงานไหนระดับใด ตลอดจนจัดลำดับในชุดพร้อมด้วยบทสวดประกอบต่างๆ เป็นต้น

ในคัมภีร์มิลินทปัญหา ซึ่งเล่าเรื่องราวเมื่อใกล้ พ.ศ. ๕๐๐ แม้จะมิได้กล่าวถึงพิธีสวดพระปริตรโดยตรง แต่ปัญหาหนึ่งที่พญามิลินท์ตรัสถามพระนาคเสนว่า

ถ้าปริตรทำให้คนพ้นจากบ่วงมัจจุราชได้ จะไม่ขัดกันหรือกับคำสอนที่ว่า ถึงจะเหาะหนีไปในฟากฟ้า ถึงจะซ่อนตัวลึกถึงกลางมหาสมุทร หรือจะหนีไปที่ไหน ก็หาพ้นจากบ่วงมัจจุราชไปได้ไม่ และระบุชื่อปริตรไว้ด้วยหลายบท (ฉบับอักษรพม่าระบุไว้ ๗, ฉบับอักษรไทยระบุไว้ ๕ ดังกล่าวข้างต้น)

นี้แสดงว่า การสวดพระปริตรคงจะเป็นที่นิยมทั่วไปแล้วในชมพูทวีป รวมทั้งแคว้นโยกนก (โยนกเวลานั้น ขยายกว้างตั้งแต่แถบเหนือของอัฟกานิสถาน และปากีสถาน มาจนถึงตะวันตกเฉียงเหนือของอินเดียปัจจุบัน)

ต่อมา ในลังกาทวีป มีเรื่องราวเป็นหลักฐานชัดเจนตามคัมภีร์มหาวงส์ (พงศาวดารลังกายุคต้น) ว่า ในรัชกาลพระเจ้าอุปติสสะ ที่ ๑ (พ.ศ. ๙๐๕-๙๕๒) เกิดทุพภิกขภัย พระองค์ได้โปรดให้นิมนต์พระสงฆ์ประชุมใหญ่ สวดปริตร แล้วฝนตกหายแล้ง ในสมัยหลังต่อมา ก็มีเหตุการณ์เช่นนี้อีก

พิธีสวดอย่างนี้ นอกจากเป็นงานใหญ่แล้ว ก็กลายเป็นประเพณี การสวดบางอยู่ก็ทำเป็นประจำทุกปี อย่างน้อยก็ทำนองเป็นการบำรุงขวัญ

ในบางคัมภีร์ อย่างวินยสังคหะ ถึงกับอธิบายวิธีจัดเตรียมการในการสวดพระปริตรในบางโอกาส เช่น เมื่อไปสวดให้คนเจ็บไข้ฟัง พึงให้เขารับสิกขาบท (เราเรียกว่าให้ศีล) แล้วกล่าวธรรมแก่เขา พึงทำปริตรให้แก่ผู้ที่ตั้งอยู่ในศีล ถ้าคนถูกผีเข้า ไม่ควรสวดอาฎานาฎิยปริตรก่อน แต่พึงสวดเมตตสูตร ธชัคคสูตร และรนตสูตรตลอดสัปดาห์

ถ้าผีไม่ยอมออก จึงควรสวดอาฎานาฎิยปริตร ดังนี้เป็นต้น

ปริตรที่จัดเป็นหมวดหรือเป็นชุด ต่อมาก็มีการแยกเป็นชุดเล็ก และชุดใหญ่ ดังที่เรียกว่า "เจ็ดตำนาน" (ใช้คำบาลีว่า สัตตปริตต์) และ "สิบสองตำนาน" (ทวาทสปริตต์)

แต่มีข้อน่าสงสัยว่า "ตำนาน" ในที่นี้ หมายถึงเรื่องราวเล่าขานสืบกันมาใช่แน่หรือไม่ พอดีว่า "ปริตต์" คือ เครื่องคุ้มครองป้องกันนี้ มีคำบาลีที่เป็นไวพจน์ว่า รักขา ตาณ เลณ ทีปะ นาถ สรณะ เป็นต้น โดยเฉพาะ "ตาณ" นั้น บางทีใช้อธิบายหรือใช้แทน "ปริตฺต" อย่างชัดเจน (เช่น ในโยชนา แห่งอรรถกถาวินัยว่า ยกฺขปริตฺตนฺติ ยกฺเขหิ สมนฺตโต ตาณํ)

จึงน่าสันนิษฐานว่า อาจเป็น "ตำนาณ" ที่แผลงจาก "ตาณ" นี้เอง (คือเป็น เจ็ดตำนาณ และ สิบสองตำนาณ) และเมือใช้เป็นแบบแผนในพระราชพิธี ก็ได้มีชื่อเป็นคำศัพท์เฉพาะขึ้นว่า "ราชปริตร" เรียกสัตตปริตต์ว่า จุลราชปริตร (ปริตรหลวงชุดเล็ก) และเรียกทวาทสปริตต์ว่า มหาราชปริตร (ปริตรหลวงชุดใหญ่)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 ม.ค. 2017, 08:08 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33839

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


๘. โดยเครื่องประกอบเสริม: อย่างที่ได้กล่าวแล้ว นอกจากตัวปริตรเองแล้ว มีบทสวดเสริมประกอบที่แต่งหรือจัดเติมเพิ่มขึ้นมาตามกาลเวลาอีกมาก ใช้สวดนำก่อนก็มี สวดแทรกก็มี สวดต่อท้ายก็มี เช่น

ก่อนเริ่มสวด ก็มีการชุมนุมเทวดา คือกล่าวคำเชิญชวนเทวดามาฟัง เรียกว่ามาฟังธรรม หรือมาฟังพุทธวจนะ และเมื่อเริ่มสวด ก่อนจะถึงตัวพระปริตร ก็สวดต้นตำนาน ซึ่งมีประมาณ ๔ บท แล้วจะสวดตัวตำนาน คือ พระปริตรไปตามลำดับ

ครั้นจบปริตรทั้งหมดแล้ว สวดท้ายตำนาน ทำนองบทแถมอีกจำนวนหนึ่ง (อาจจะถึง ๑๐ บท) เสร็จแล้วจึงเป็นอันจบการสวด


ยิ่งกว่านั้น ถ้ามีเวลา ที่จะสวดอย่างเต็มพิธีจริงๆ นอกจากชุมนุมเทวดา (เรียกว่าขัดนำ) ตอนจะเริ่มสวดแล้ว ในช่วงที่สวดตัวตำนาน ก็มีการขัดตำนานแทรกคั่นไปตลอดด้วย คือ ระหว่างที่สวดปริตรหนึ่งจบแล้ว ก่อนจะสวดปริตรลำดับต่อไป ก็หยุดให้หัวหน้า

(บัดนี้นิยมให้รูปที่ ๓ ผู้ขัดนำ คือ รูปที่ชุมนุมเทวดา) ขัดตำนาน คือสวดบทแนะนำให้รู้จักปริตรบทที่จะสวดต่อไปนั้น (บทขัดของปริตรใด ก็เรียกตามชื่อของปริตรนั้น เช่น บทขัดมงคลสูตร บทขัดรตนปริตร ฯลฯ ซึ่งบอกให้รู้ว่า ปริตรนั้นเกิดขึ้นมาอย่างไร มีคุณหรืออานิสงส์ในการสวดอย่างไร และเชิญชวนให้สวด)

ขัดคั่นอย่างนี้ไปจนจบปริตรทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้ แม้แต่ในพิธีใหญ่ๆ ก็น้อยนักที่จะมีการขัดตำนานในการสวดเจ็ดตำนานหรือสิบสองตำนาน เพราะจะทำให้การสวดยาวมาก แต่ที่ยังนิยมปฏิบัติกันอยู่ ก็คือ ในกรณีที่มีการสวดบทพิเศษเพิ่มเข้ามา เช่น สวดธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ในงานทำบุญอายุครั้งสำคัญ เมื่อขัดนำตำนาน คือชุมนุมเทวดาแล้ว ก็ต่อด้วยบทขัดธัมมจักกัปปวัตตนสูตรติดไปเลย จากนั้น สวดธัมมจักกัปปวัตตนสูตร และเจ็ดตำนานย่อไปจนจบ โดยไม่มีการขัดตำนานใดๆอีก

ที่กล่าวมานี้ เป็นเรื่องของแบบแผนในพิธีที่เพิ่มขบวนขึ้นมาเป็นเรื่องของประเพณีและเนื่องด้วยสังคม แต่ผู้ปฏิบัติในทางส่วนตัว เมื่อมุ่งสาระ พึงกำหนดชัดอยู่ที่ตัวปริตร

นอกจากแบบแผนพิธีในการสวดแล้ว เครื่องประกอบสำคัญที่รู้กันดีก็คือน้ำมนต์ และสายสิญจน์ ซึ่งมีมาแต่โบราณ
แต่ในคัมภีร์ภาษาบาลี ท่านเรียกว่า ปริตโตทก (น้ำปริตร) และปริตตสูตร (สายหรือด้ายปริตร) ตามลำดับ

รวมแล้ว ในเรื่องปริตรนี้ ข้อสำคัญอยู่ต้องมีจิตใจเป็นกุศล นอกจากมีเมตตานำหน้าและมั่นในสัจจะบนฐานแห่งธรรมแล้ว

ก็พึงรู้เข้าใจสาระขอปริตรนั้นๆ โดยมีกัมมัสสกตาปัญญาอันมองเห็นความมีกรรม (การกระทำ) เป็นของตน ซึ่งผลที่ประสงค์จะสำเร็จด้วยความพากเพียรในการกระทำของตน

เมื่อมีจิตใจโล่งเบาสดชื่นผ่องใสด้วยมั่นใจในคุณพระปริตร ที่คุ้มครองป้องกันภัยอันตรายให้แล้ว ก็จะได้มีสติมั่น มีสมาธิแน่วมุ่งหน้าทำการนั้นๆ ให้ก้าวต่อไปด้วยความเข้มแข็งมีกำลังหนักแน่นและแจ่มใสชัดเจนจนถึงความ สำเร็จ

สำหรับพระภิกษุ ต้องตั้งใจปฏิบัติในเรื่องปริตรนี้ต่อคฤหัสถ์ด้วยจิตเมตตากรุณา พร้อมไปกับความสังวรระวัง มิให้ผิดพลาดจากพระวินัย ในแง่ดิรัจฉานวิชา และเวชกรรม เป็นต้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 ม.ค. 2017, 08:10 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33839

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


เจ็ดตำนาน

๑. มงคลสูตร

๒ รตนปริตร (มักเรียก รตนสูตร)

๓. เมตตปริตร (มักเรียก กรณียเมตตสูตร)

๔/ - ขันธปริตร

๕/ - โมรปริตร

๖/- ธชัคคปริตร (มักเรียก ธชัคคสูตร)

๗/- อาฎานาฎิยปริตร

-/๗. โพชฌังคปริตร มีอังคุลิมาลปริตรนำ

(ลำดับสุดท้ายนี้ อาจเข้าแทนลำดับใดหนึ่งใน ๔-๗)


สิบสองตำนาน

๑. มงคลสูตร

๒. รตนปริตร (มักเรียก รตนสูตร)

๓. เมตตปริตร (มักเรียก กรณียเมตตสูตร)

๔. ขันธปริตร มีฉัททันตปริตร ตาม

๕. โมรปริตร

๖. วัฏฏกปริตร

๗. ธชัคคปริตร (มักเรียก ธชัคคสูตร)

๘. อาฎานาฎิยปริตร

๙. อังคุลิมาลปริตร

๑๐. โพชฌังคปริตร

๑๑. อภยปริตร (มีขึ้นในยุคหลัง)

๑๒. ชยปริตร (มีขึ้นในยุคหลัง)

(พึงทราบว่า องคุลิมาลปริตฺต และโพชฺฌงฺคปริตฺต นั้น เรียกเป็นภาษาไทยว่า อังคุลิมาลปริตร หรือองคุลิมาลปริตร และโพชฌังคปริตร หรือ โพชฌงคปริตร ก็ได้ ยังไม่มีกำหนดเป็นยุติ)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 ม.ค. 2017, 08:13 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33839

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ตำนาน โมรปริตร

โมรปริตร คือ โมรปริตรของนกยูงทอง เป็นพระปริตรที่กล่าวคุณของพระพุทธเจ้าแล้วน้อมพระพุทธคุณมาพิทักษ์คุ้มครอง ให้มีความสวัสดี

มีประวัติว่าสมัยหนึ่ง ครั้งพระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นนกยูงทอง อาศัยอยู่บนเขาทัณฑกหิรัญบรรพตในป่าหิมพานต์

พระโพธิสัตว์จะเพ่งดูพระอาทิตย์ในเวลาพระอาทิตย์อุทัย แล้วร่ายมนต์สาธยายกล่าวนมัสการพระอาทิตย์สองคาถาแรกว่า “อุเทตะยัญจักขุมา เอกะราชา” เป็นต้น แล้วจึงออกแสวงหาอาหาร

ครั้นกลับจากการแสวงหาอาหาร ในเวลาพระอาทิตย์อัสดง ก็เพ่งดูพระอาทิตย์ พร้อมกับร่ายมนต์สาธยายสองคาถาหลังว่า

อะเปตะยัญจักขุมา เอกะราชา” เป็นต้น ด้วยอานุภาพพระปริตร ที่กล่าวนมัสการอยู่ทุกเช้า เย็น เช่นนี้ นกยูงทองจึงอยู่เป็นสุข และปลอดภัยแคล้วคลาดจากอันตรายทุกอย่างด้วยมนต์บทนี้

วันหนึ่ง พรานป่าจากหมู่บ้านใกล้เมืองพาราณสี ได้พบนกยูงทองโดยบังเอิญ จึงบอกความนั้นแก่บุตรของตน

ขณะนั้น พระนางเขมาเทวี มเหสีพระเจ้าพาราณสี ทรงพระสุบินว่า พระนางเห็นนกยูงทอง แสดงธรรมอยู่ จึงกราบทูลพระสวามีว่า ทรงประสงค์จะฟังธรรมของนกยูงทอง

ท้าวเธอจึงรับสั่งให้พรานป่าสืบหา พรานป่าที่เคยได้ยินคำบอกเล่าของบิดา ได้มากราบทูลว่า นกยูงทองมีอยู่จริง ที่เขาทัณฑกหิรัญบรรพต

ท้าวเธอจึงทรงมอบหมายให้เขาจับนกยูงทองมาถวาย พรานป่าคนนั้น ได้เดินทางไปป่าหิมพานต์ แล้ววางบ่วงดักนกยูงทองไว้ทุกแห่งในที่แสวงหาอาหาร

เวลาผ่านไปถึง ๗ ปี เขาก็ยังจับไม่ได้ เพราะนกยูงทองแคล้วคลาดบ้าง ป่วงไม่แล่นบ้าง จนในที่สุดต้องเสียชีวิตอยู่ในป่านั้น

ฝ่ายพระนางเขมาเทวี ก็ทรงประชวรสิ้นพระชนม์ เพราะเสียพระทัยไม่สมประสงค์

พระเจ้าพาราณสีจึงพิโรธ ได้รับสั่งให้จารึกอักษรลงในแผ่นทองว่า ผู้กินเนื้อนกยูงทองที่เขาทัณฑกหิรัญบรรพตจะไม่แก่ไม่ตาย

หลังจากนั้นไม่นาน พระองค์ก็สิ้นพระชนม์

พระราชาองค์อื่นที่ครองราชย์สืบต่อมา ได้พบข้อความนั้น จึงส่งพรานป่าไปจับนกยูงทอง แต่ก็ไม่มีใครสามารถจับได้

กาลเวลาได้ล่วงเลยไปจนเปลี่ยนพระราชาถึง ๖ พระองค์

ครั้นถึงสมัย พระราชาองค์ที่ ๗ พระองค์ก็รับสั่งให้พรานป่าไปจับนกยูงทองนั้นอีก

พรานป่าคนนี้ฉลาดหลักแหลม สังเกตการณ์อยู่หลายวัน ก็รู้ว่า นกยูงทอง ไม่ติดบ่วง เพราะมีมนต์ขลัง คือ ก่อนออกไปหาอาหาร จะทำพิธีร่ายมนต์ จึงไม่มีใครสามารถจับได้

เขาคิดว่า จะต้องจับนกยูงทองก่อนที่จะร่ายมนต์ จึงได้นำนางนกยูงตัวหนึ่งมาเลี้ยงให้เชื่อง ฝึกหัดให้ฟ้อนรำขับร้องชำนาญดี แล้วก็นำไปปล่อยไว้ที่เชิงเขา โดนดักบ่วงอยู่ใกล้ๆ จากนั้นได้ทำสัญญาณให้นางนกยู่รำแพนส่งเสียง

พระโพธิสัตว์ เมื่อได้ยินเสียงนางนกยูง ก็มีใจเร่าร้อนด้วยกิเลส จึงลืมสาธยายมนต์คุ้มครองตน เผลอตัวบินไปหานางนกยูงโดยเร็ว เป็นเหตุให้ติดบ่วงที่ดักไว้

ครั้นแล้ว พรานป่าก็นำพระโพธิสัตว์ไปถวายพระเจ้าพาราณสี

เมื่อพระโพธิสัตว์เข้าเฝ้าพระเจ้าพาราณสีแล้ว ได้ทูลถามว่า

“เพราะเหตุไร พระองค์จึงจับหม่อมฉันมา”

ท้าวเธอตรัสว่า “เพราะมีจารึกว่าผู้กินเนื้อนกยูงทองจะไม่แก่ ไม่ตาย”

พระโพธิสัตว์ทูลว่า “ผู้กินเนื้อหม่อมฉันจะไม่ตาย” แต่หม่อมฉันจะต้องตายมิใช่หรือ”

“ถูกแล้วเจ้าต้องตาย”

“เมื่อหม่อมฉันจะต้องตายแล้ว ผู้กินเนื้อหม่อมฉันจะไม่ตายได้อย่างไร”

ท้าวเธอตรัสว่า “เพราะเจ้ามีขนสีทอง จึงทำให้ผู้กินเนื้อเจ้าไม่ตาย”

พระโพธิสัตว์ทูลว่า “หม่อมฉันมีขนสีทอง ก็เพราะภพก่อน เคยเกิดเป็นพระเจ้าจักรพรรดิในพระนครพาราณสีนี้ได้รักษาเบญจศีลเป็นนิตย์ และชักชวนให้ราษฎรรักษาด้วย”

ท้าวเธอตรัสว่า “ที่ท่านพูดว่า เคยเป็นพระเจ้าจักรพรรดิใครเป็นพยาน “ พระโพธิสัตว์จึงได้ทูลเรื่องที่พระองค์เคยฝังราชรถที่ประทับของพระเจ้าจักรพรรดิไว้ที่สระมงคลโบกขรณี พระเจ้าพาราณสี จึงรับสั่งให้ไขน้ำออกจากสระ แล้วกู้ราชรถนั้นขึ้นมา

ครั้นพระราชาได้ทอดพระเนตรเห็น ก็ทรงเชื่อคำพระโพธิสัตว์

หลังจากนั้น พระโพธิสัตว์ จึงแสดงธรรมถวายแก่พระราชาว่า “ดูก่อนมหาราช นอกจากอมตะมหานิพพานแล้ว สิ่งทั้งหลายนอกนั้น ล้วนเป็นสิ่งผสมปรุงแต่งขึ้นเป็นของไม่ยั่งยืนถาวร เพราะมีขึ้นแล้วก็มีไม่ เป็นของสิ้นไป เสื่อมไปโดยธรรมชาติ”

พระเจ้าพาราณสี ทรงทำสักการะพระโพธิสัตว์ ด้วยความเลื่อมใส ทรงยกราชสมบัติมอบให้แก่พระโพธิสัตว์ แล้วกล่าวเชิญชวนให้อยู่ในพระราชวังด้วยกัน

พระพระโพธิสัตว์ ถวายคืนราชสมบัตินั้น และพักอยู่สองสามราตรี เมื่อจะกลับสู่ป่าหิมพานต์ พระโพธิสัตว์ได้ถวายโอวาทกำชับพระราชาให้ดำรงอยู่ในความไม่ประมาท (ชา.อฏ.2/35)

รูปภาพ


แก้ไขล่าสุดโดย กรัชกาย เมื่อ 01 ก.พ. 2017, 19:03, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 ม.ค. 2017, 08:17 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33839

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ตำนาน ขันธปริตร

ขันธปริตร หรืออหิราชสูตร คือ พระปริตรที่กล่าวถึง การเจริญเมตตาแก่พญางูทั้ง ๔ ตระกูล และเจริญเมตตาแก่สรรพสัตว์ มีประวัติว่า เมื่อพระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่วัดพระเชตวัน กรุงสาวัตถี มีภิกษุรูปหนึ่งถูกงูกัด เหล่าภิกษุได้กราบทูลความนี้แด่พระพุทธองค์

พระพุทธองค์ ตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย งูไม่น่าจะขบกัดภิกษุเลย เพราะโดยปกติ ภิกษุย่อมอยู่ด้วยเมตตา ชะรอยภิกษุนั้นไม่ได้แผ่เมตตาก่อนเป็นปุเรจาริก จึงถูกงูขบกัดถึงมรณะได้ หากภิกษุแผ่เมตตาจิตในพญางูทั้ง ๔ ตระกูลแล้ว จะไม่ถูกงูกัด”

แล้วตรัสสอนให้แผ่เมตตาให้พญางูทั้ง ๔ ตระกูล คือ งูตระกูลวิรูปักษ์ งูตระกูลเอราบถ งูตระกูลฉัพยาบุตร และงูตระกูลกัณหาโคดม
(องฺ.จตุกฺก. 21/6783...)

ในอรรถกถาชาดก (ชา. อฏ.3/144) มีประวัติ ดังนี้ เมื่อภิกษุรูปหนึ่งถูกงูกัด พระพุทธเจ้าตรัสว่า

“เราตถาคต เคยสอนขันธปริตร ในขณะที่ยังเป็นพระโพธิสัตว์อยู่” กล่าวคือ เมื่อพระพุทธองค์เสวยพระชาติเป็นฤๅษีที่ป่าหิมพานต์ ได้พำนักอยู่ร่วมกับฤๅษีเป็นอันมาก ขณะนั้น มีฤๅษีตนหนึ่งถูกงูกัดเสียชีวิต จึงได้สอนขันธปริตรแก่พวกฤๅษีเพื่อป้องกันภัยจากอสรพิษ

..........

ปุเรจาริก “อันดำเนินไปก่อน” เป็นเครื่องนำหน้า, เป็นตัวนำ, เป็นเครื่องชักพาให้มุ่งให้แล่นไป เช่น ในคำว่า “ทำเมตตาให้เป็นปุเรจาริก แล้วสวดพระปริตร” “ความเพียรอันมีศรัทธาเป็นปุเรจาริก”


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 25 ม.ค. 2017, 11:43 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ก.ค. 2008, 21:56
โพสต์: 3924

ชื่อเล่น: เช่นนั้น
อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ลงต่อสิ กำลังสนุก

.....................................................
ธรรมะอันยิ่งใหญ่ ไม่อาจเอื้อนเอ่ย
บัญญัติ เป็นเพียงสิ่งต่ำต้อยแบกรับความยิ่งใหญ่


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 ก.พ. 2017, 17:18 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33839

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ตำนาน วัฏฏกปริตร

วัฏฏกปริตร คือ ปริตรของนกคุ่ม เป็นพระปริตรที่กล่าวถึงสัจวาจาของพระพุทธเจ้า ที่เคยกระทำเมื่อเสวยพระชาติเป็นนกคุ่ม แล้วอ้างสัจวาจานั้นมาพิทักษ์คุ้มครอง ให้พ้นจากอัคคีภัย

มีประวัติปรากฏ ๒ แห่ง .... พระปริตรที่นิยมสวดเฉพาะสี่คาถาหลังโดยเว้นเจ็ดคาถาแรก เนื่องจากสี่คาคาเหล่านั้นแสดงสัจวาจาของพระโพธิสัตว์

ในคัมภีร์จริยาปิฎกแสดงว่า พระพุทธเจ้าได้ตรัสพระปริตรนี้แก่พระสารีบุตรเพื่อแสดงบารมีที่พระองค์เคยสั่งสมในภพต่างๆ

ส่วนในคัมภีร์อรรถกถาชาดก (ชา.อฏ.1/291) มีประวัติว่า สมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าร่วมกับภิกษุสงฆ์เสด็จจาริกอยู่ในแคว้นมคธ ทรงพบไฟป่าโดยบังเอิญ เมื่อไฟป่าลุกลามล้อมมาถึงสถานที่ ๑๖ กรีสะ นับเป็นพื้นที่หว่านเมล็ดพืชได้ ๗๐๔ ทะนาน ไฟป่านั้น ได้ดับลงทันที เหมือนถูกน้ำดับไป

พระพุทธเจ้าตรัสว่า ไฟป่านี้มิใช่ดับลงด้วยอานุภาพของตถาคตในภพนี้ แต่ดับลงด้วยอานุภาพของสัจวาจาที่ตถาคตเคยกระทำในชาติที่เกิดเป็นนกคุ่ม สถานที่นี้ จะเป็นสถานที่ ที่ไม่มีไฟไหม้ตลอดกัป แล้วตรัสพระปริตรแก่ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น

(มนต์บทนี้ ถือว่าป้องกันไฟได้ นิยมกันมาก เรียกว่า คาถานกคุ่ม)

รูปภาพ


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 18 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 5 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร