วันเวลาปัจจุบัน 28 ก.พ. 2020, 13:03  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 5 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 ต.ค. 2016, 08:06 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 32443

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ตีแตกก็จะเข้าใจพระพุทธศาสนาชัด และปฏิบัติได้ถูก

หลักคู่ อนิจจัง กับ ความไม่ประมาท

พระพุทธศาสนาสอนหลักความจริงว่า สิ่งทั้งหลายไม่เที่ยง มีความเกิดขึ้นเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา เกิดขึ้นแล้ว ก็ต้องดับไป

แต่อีกหลักธรรมหนึ่งบอกว่า ถ้าเราไม่ประมาทแล้ว จะมีแต่ความเจริญเท่านั้น ไม่มีความเสื่อมเลย

คำสอนทั้งสองนี้เป็นพุทธพจน์ใหญ่ด้วยกันทั้งคู่ และนี่ขัดกันไหม ที่จริงไม่ขัดกัน แถมสนับสนุนกันด้วย แต่สนับสนุนกันอย่างไร ถ้าไม่สามารถมองพระพุทธศาสนาได้ครบสองด้านนี้แล้ว จะพลาด

ในแง่ความจริง คือหลักอนิจจังว่า สิ่งทั้งหลายเกิดดับเป็นธรรมดา แต่ในแง่การปฏิบัติของมนุษย์ คือความไม่ประมาท จะรักษาความเจริญไว้ได้ ไม่ให้เสื่อม ๒ อย่างนี้ไม่ขัดกัน แถมสนับสนุนกันด้วย


(หนังสือเล่มนี้ หน้า 488)

https://stanglibrary.files.wordpress.co ... .jpg?w=640

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 ต.ค. 2016, 08:22 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 32443

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ

พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมสั่งสอนประชาชนมากมาย รวบรวมเป็นพระธรรมที่จัดเป็นหมวดหมู่ เราเรียกกันมาว่า มี ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ จัดเป็นเล่มพระไตรปิฎกฉบับอักษรไทย ๔๕ เล่ม

หลังจากทรงสั่งสอนธรรมเป็นเวลายาวนานถึง ๔๕ พรรษาแล้ว ในที่สุด เมื่อจะเสด็จดับขันธปรินิพพาน ก็ได้ตรัสวาจาสุดท้ายเรียกว่า ปัจฉิมวาจาเพียงสั้นๆว่า

วยธมฺมา สงฺขารา อปฺปมาเทน สมฺปาเทถ

แปลว่า “สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา เธอทั้งหลายจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อม” (ที.ม.10/143)

ชาวพุทธจะต้องระลึกตะหนักตลอดเวลาว่า พระดำรัสสุดท้ายนี้ เป็นพุทธพจน์ที่สำคัญยิ่ง

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 ต.ค. 2016, 08:25 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 32443

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


จะเจริญอย่างเดียวไม่เสื่อมก็ได้ ปัจจัยสำคัญที่สุดคือตัวมนุษย์ และในตัวมนุษย์ ปัจจัยสำคัญที่สุดคือกรรมแห่งความไม่ประมาท


เรื่องอัปปมาทธรรม คือ ความไม่ประมาท นี้ ที่จริงพระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสเฉพาะเป็นปัจฉิมโอวาทเท่านั้น ขณะที่พระองค์ประทับอยู่ที่เมืองสาวัตถี ก็เคยตรัสกับพระเจ้าปเสนทิโกศล

คราวนั้น ตรัสถึงความเจริญงอกงามและความมั่นคงของแว่นแคว้น ซึ่งเป็นเรื่องของฝ่ายบ้านเมืองว่า การที่บ้านเมืองจะเจริญรุ่งเรืองมั่นคงอยู่ได้ ต้องอาศัยพระราชา ซึ่งต้องมีกัลยาณมิตร เช่น มีมหาอำมาตย์ มีข้าราชบริพาร ที่มีความสามารถ มีสติปัญญา เปี่ยมด้วยคุณธรรม ความซื่อสัตว์ และต้องมีความไม่ประมาท

พระพุทธองค์ตรัสกับพระเจ้าปเสนทิโกศล โดยทรงเน้นหลักความไม่ประมาท (สํ.ส.15/384)

นอกจากนั้น ในที่อื่นๆ พระองค์ยังได้ตรัสอีกว่า ความไม่ประมาทนั้นเป็นดุจรอยเท้าช้าง กล่าวคือรอยเท้าสัตว์บกทั้งหลาย ไม่มีรอยเท้าใดใหญ่เกิน รอยเท้าช้าง รอยเท้าทุกอย่างลงในรอยเท้าช้างได้ทั้งหมด ฉันใด ธรรมทุกอย่างที่พระพุทธเจ้าตรัส ก็รวมลงในความไม่ประมาทได้ทั้งสิ้น ฉันนั้น (สํ.ส.19/253)

ทำไม พระพุทธเจ้าทรงย้ำนักหนาในเรื่องความไม่ประมาท ในแง่หนึ่งเท่ากับเป็นการสรุปคำสอนของพระพุทธเจ้าไปด้วย เพราะว่าธรรมทุกข้อรวมลงได้ในความไม่ประมาท และเรื่องความไม่ประมาท ก็มีพุทธพจน์ที่ตรัสที่เมืองสาวัตถีด้วย

ขอให้พิจารณาถึงความเป็นไปของสิ่งทั้งหลาย ที่เราบอกว่ามีความไม่เที่ยง มีการเกิดขึ้นตั้งอยู่และดับไป

ในเรื่องของความไม่เที่ยง มีการเกิดขึ้นตั้งอยู่และดับไปนี้ ก็รวมถึงสังคมมนุษย์ด้วย สังคมมนุษย์ของเรา แม้แต่สังคมที่เล็กที่สุดคือครอบครัววงศ์ตระกูล ขยายไปจนกระทั่งเป็นชุมชน ถิ่นฐาน แว่นแคว้น ประเทศชาติ และอารยธรรมของมนุษย์ทั้งหมด เราจะเห็นว่าล้วนตกอยู่ในคตินี้ คือเจริญขึ้น แล้วก็เสื่อมลง เป็นอย่างนี้กันมาเรื่อยตลอดเวลา

อย่างไรก็ตาม ความเจริญและความเสื่อม ที่เป็นเรื่องของความไม่เที่ยงเปลี่ยนแปลงเหล่านี้นั้น เราก็เห็นได้ตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า ว่ามันไม่ใช่เป็นไปอย่างเลื่อนลอย แต่มันเป็นไปตามเหตุปัจจัย

เหตุปัจจัยแห่งความเสื่อมและความเจริญเหล่านั้น ส่วนหนึ่ง ซึ่งสำคัญที่สุด ก็คือการกระทำของมนุษย์เอง หมายความว่า มนุษย์นี้เป็นเหตุปัจจัยอย่างหนึ่ง ในบรรดาเหตุปัจจัยทั้งหลาย แต่ไม่ใช่ทั้งหมด ขยายความว่า ที่จะเจริญและจะเสื่อมไปนั้น เหตุปัจจัยอย่างอื่นก็มี แต่เหตุปัจจัยที่สำคัญยิ่ง ก็คือตัวมนุษย์เอง ซึ่งได้แก่การกระทำของมนุษย์นั้น

การกระทำของมนุษย์เป็นปัจจัยที่สำคัญมาก คือกรรมที่จะทำให้เกิดความเสื่อมและความเจริญ

ปัจจัยในส่วนของมนุษย์ คือกรรมของมนุษย์นั้น เป็นปัจจัยใหญ่ที่จะไปจัดการกับเหตุปัจจัยอื่นได้ด้วย รวมทั้งจัดการกับเหตุปัจจัยในธรรมชาติ สิ่งทั้งหลายจะเป็นอย่างไร เป็นเพราะมนุษย์ไปจัดไปทำนั้นมากมาย

อย่างเรื่องธรรมชาติแวดล้อมที่เปลี่ยนไปในทางเสื่อมก็ดี ทางเจริญก็ดี มนุษย์ทำได้มาก เช่น ต้นไม้ มนุษย์จะไปปลูกก็ได้ จะไปตัดไปโคนก็ได้ ป่าไม้ที่หมดไปในยุคนี้ ส่วนใหญ่ก็เกิดจากมนุษย์เป็นผู้ทำลาย

ด้วยเหตุนี้ ปัจจัยในส่วนของมนุษย์จึงมีความหมายไม่เฉพาะการกระทำที่ด้วยมนุษย์เอง หรือในส่วนของมนุษย์ กับ มนุษย์ด้วยกันเองทำนั้น แต่รวมถึงแรงผลักดันที่มนุษย์ไปจัดการสิ่งอื่นๆทั่วไปด้วย เช่น ต่อธรรมชาติแวดล้อม เป็นต้น เพราะฉะนั้น เราจะต้องให้ความสำคัญแก่เหตุปัจจัยในส่วนของมนุษย์ให้มาก

ทีนี้เรามามองด้านสังคมว่า สังคมมนุษย์มีความเสื่อมความเจริญ และความเสื่อมความเจริญนี้เป็นไปตามเหตุปัจจัย และเหตุปัจจัยที่สำคัญก็คือตัวมนุษย์เอง

ตัวมนุษย์เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดความเสื่อมความเจริญ เพราะฉะนั้น ถ้าจะดูว่าสังคมหรือโลกจะเสื่อมหรือเจริญ ก็ต้องดูที่ตัวมนุษย์เป็นสำคัญ เราก็คอยตรวจดูว่าตัวมนุษย์นี้เป็นอย่างไร เป็นมนุษย์ที่จะทำให้เสื่อมหรือทำให้เจริญ

ที่ว่าจะเจริญหรือเสื่อมอยู่ที่มนุษย์ เช่นว่า ถ้าสมัยใดมนุษย์มีความเข้มแข็ง มีความเอาใจใส่ ใช้สติปัญญา ตั้งใจทำการงาน มีความเพียรพยายาม ตั้งใจเรียนรู้และสร้างสรรค์ สังคมตั้งแต่ครอบครัวขึ้นไปจนถึงประเทศชาติ ก็เจริญมั่นคง แต่สมัยใดมนุษย์เกียจคร้าน ไร้ความเพียร มีแต่ความหลงมัวเมา ฝากชีวิตและความสุขไว้กับการเสพบริโภค ไม่ใฝ่รู้และคิดถึงจุดหมายอะไรที่ดีงามสูงขึ้นไป เมื่อนั้น สังคมก็เสื่อม

จะเห็นว่า อารยะธรรมต่างๆได้เป็นมาอย่างนี้ อารยธรรมหลายอารยธรรมที่เจริญขึ้นมานั้น สมัยก่อนก็ยังไม่มีความเจริญ คนอยู่กันอย่างลำบากยากแค้น ต้องเร่ร่อนหาที่ทำกิน แต่ปรากฏว่าบรรพบุรุษมีความขยันหมั่นเพียร ตั้งใจสร้างสรรค์ความเจริญ อารยธรรมนั้นๆก็รุ่งเรืองขึ้นมา

แต่พอเจริญรุ่งเรืองแล้ว ถึงยุคที่มีความสุขสำราญ พรั่งพร้อมทุกอย่าง คนในยุคนั้นก็เริ่มหลงมัวเมาติดเพลินในความสุข ไม่ขยันหมั่นเพียร ไม่ตั้งใจทำกิจหน้าที่ สังคมก็กลับเสื่อมลงไป

พอเสื่อมแล้ว เจอความทุกข์ ก็กลับดิ้นรนขวนขวาย แล้วก็เจริญขึ้นมาใหม่ เป็นอย่างนี้สลับกันไป (แต่บางสังคมหรือบางอารยธรรมก็เสื่อมสิ้นหรือสูญไปเลย)

เราเลยได้เห็นวงจรแห่งความเจริญและความเสื่อมของสังคมมนุษย์ เข้าหลักที่ว่า มนุษย์เมื่อถูกทุกข์บีบคั้นภัยคุกคาม ก็จะกระตือรือร้นขวนขวาย แล้วก็เจริญขึ้นมา แต่เมื่อไรมีความสุขสบาย ก็มีความโน้มเอียงไปในทางที่จะเพลิดเพลิน ลุ่มหลง มัวเมา เกียจคร้าน เฉื่อยชา แล้วก็กลับเสื่อมโทรมลงไป

พูดสั้นๆว่า เมื่อถูกทุกข์บีบคั้นถูกภัยคุกคาม ก็ลุกขึ้นดิ้นรนขวนขวาย เมื่อสุขสบาย ก็หลงระเริงมัวเมานอนเสพหาความสุข

(หน้า 373)

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 ต.ค. 2016, 04:18 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2009, 02:43
โพสต์: 12215


 ข้อมูลส่วนตัว


นกแก้ว..นกขุ่นทอง..


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 ต.ค. 2016, 05:52 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 32443

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


กบนอกกะลา เขียน:
นกแก้ว..นกขุ่นทอง..



กบต่างดาว ไม่ต้องรีบใจเย็นๆ นกขุนทอง ไม่ใช่นกขุ่นทอง คิกๆๆๆ เสียเวลาเปล่า :b32:

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 5 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 3 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร