วันเวลาปัจจุบัน 28 ก.พ. 2020, 13:06  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 3 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 ก.ค. 2016, 15:05 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 32443

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


หัตถบาส บ่วงมือ คือที่ใกล้ตัวชั่วคนหนึ่ง (นั่งตัวตรง) เหยียดแขนออกไปจับตัวอีกคนหนึ่งได้
อรรถกา (เช่น วินย.อ.2/404) อธิบายว่า เท่ากับช่วงสองศอกคืบ (๒ ศอก ๑ คืบ หรือ ๒ ศอกครึ่ง) วัดจากส่วนสุดด้านหลังของผู้เหยียดมืออกไป (เช่น ถ้ายืน วัดจากส้นเท้า, ถ้านั่ง วัดจากสุดหลังอวัยวะที่นั่ง, ถ้านอน วัดจากสุดข้างด้านที่นอน) ถึงส่วนสุดด้านไกล้แหงกายของอีกคนหนึ่งนั้น (ไม่นับมือที่เหยียดออกมา)

โดยนัยนี้ ตามพระมติทีทรงไว้ในวินัยมุขเล่ม ๑ และ ๒ สรุปได้ว่า ให้ห่างกันไม่เกิน ๑ ศอก คือมีช่องระหว่างกันไม่เกิน ๑ ศอก


หายนะ ความเสื่อม


หิตานุหิต ประโยชน์เกื้อกุลน้อยใหญ่

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 ก.ค. 2016, 20:09 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 32443

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


หินยาน, หีนยาน “ยานเลว” “ยานที่ด้อย” (คำเดิมในภาษาบาลี และสันสกฤต เป็น หีนยาน ในภาษาไทย นิยมเขียน หินยาน)
เป็นคำที่นิกายพุทธศาสนา ซึ่งเกิดภายหลัง เมื่อประมาณ พ.ศ. ๕๐๐-๖๐๐ คิดขึ้น โดยเรียกตนเองว่า มหายาน (ยานพาหนะใหญ่มีคุณภาพใหญ่ ที่จะช่วยขนพาสัตว์ออกไปจากสังสารวัฏ ได้มากมายและอย่างได้ผลดี)

แล้วเรียกพระพุทธศาสนาแบบอื่นที่มีอยู่ก่อนรวมกันไปว่าหีนยาน (ยานพาหนะต่ำต้อย ด้อยคุณภาพที่ขนพาสัตว์ออกไปจากสังสารวัฏ ได้น้อยและด้อยผล)

พุทธศาสนาแบบเถรวาท (อย่างที่บัดนี้ นับถือกันอยู่ในไทย พม่า, ลังกา เป็นต้น) ก็ถูกเรียกรวมไว้ในชื่อว่านิกายหินยานด้วย

ปัจจุบัน พุทธศาสนาหีนยานที่เป็นนิกายย่อยๆ ทั้งหลายได้สูญสิ้นไปหมด (ตัวอย่างนิกายย่อยหนึ่งของหินยาน ที่เคยเด่นในอดีตบางสมัย คือ สรวาสติวาท หรือเรียกแบบบาลีว่า สัพพัตถิกวาท แต่ก็สูญไปนานแล้ว) เหลือแต่เถรวาทอย่างเดียว

เมื่อพูดถึงหินยานจึงหมายถึงเถรวาท จนคนทั่วไปมักเข้าใจว่าหินยานกับเถรวาทมีความหมายเป็นอันเดียวกัน

บางที จึงถือว่าหินยานกับ เถรวาทเป็นคำที่ใช้แทนกันได้ แต่เมื่อคนรู้เข้าใจเรื่องราวดีขึ้น บัดนี้ จึงนิยมเรียก เถรวาท ไม่เรียก หินยาน

เนื่องจาก เนื่องจากคำว่า “มหายาน” และ “หินยาน” เกิดขึ้นในยุคที่พุทธศาสนาแบบเดิมเลือนรางไปจากชมพูทวีป หลังพุทธกาลนานถึง ๕-๖ ศตวรรษ

คำทั้งสองนี้ จึงไม่มีในคัมภีร์บาลีแม้แต่รุ่นหลัง ในขั้นฎีกาและอนุฎีกา
ปัจจุบัน ขณะที่นิกายย่อยของหีนยานหมดไป เหลือเพียงเถรวาทอย่างเดียว

แต่มหายาน กลับแตกแยกเป็นนิกายย่อยเพิ่มขึ้นมากมาย

บางนิกายย่อยถึงกับไม่ยอมรับที่ได้ถูกจัดเป็นมหายาน แต่ถือตนว่าเป็นนิกายใหญ่อีกนิกายหนึ่งต่างหาก คือ พุทธศาสนาแบบทิเบต ซึ่งเรียกตนว่าเป็น วัชรยาน และถือตนว่าประเสริฐเลิศกว่ามหายาน

ถ้ายอมรับคำว่า มหายาน และหินยานแล้วเทียบจำนวนรวมของศาสนิก ตามตัวเลขในปี ๒๕๔๘ ว่า มีพุทธศาสนิกชนทั่วโลก ๓๗๘ ล้านคน แบ่งเป็นมหายาน ๕๖ % เป็นหินยาน ๓๘ % (วัชรยานนับต่างหากจากมหายานเป็น ๖%)

แต่ถ้า เทียบระหว่างประดานิกายย่อยของสองยานนั้น (ไม่นับประเทศจีน แผ่นดินใหญ่ที่มีตัวเลขไม่ชัด)
ปรากฏว่า เถรวาทเป็นนิกายที่ใหญ่มีผู้นับถือมากที่สุด,

บางทีเรียกมหายานว่า อุตรนิกาย เพราะมีศาสนิกส่วนใหญ่อยู่ในแถบเหนือของทวีปเอเชีย และเรียกหินยานว่า ทักษิณนิกาย เพราะมีศาสนิกส่วนใหญ่อยู่ในแถบใต้ของทวีปเอเชีย

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 ก.ค. 2016, 20:14 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 32443

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


หิมพานต์ มีหิมะ, ปกคลุมด้วยหิมะ, ชื่อภูเขาใหญ่ที่อยู่ทางทิศเหนือของประเทศอินเดีย บัดนี้ เรียกภูเขาหิมาลัย, ป่าที่อยู่รอบบริเวณภูเขานี้ ก็เรียกกันว่า ป่าหิมพานต์
หิมวันตะ ก็เรียก

หิริ ความละอายแก่ใจ คือ ละอายต่อความชั่ว (ข้อ ๑ ในธรรมคุ้มครองโลก ๒ ข้อ ๓ ในอริยทรัพย์ ๗ ข้อ ๒ ในสัทธรรม ๗)


เหตุ สิ่งที่ให้เกิดผล, เค้ามูล, เรื่องราว, สิ่งที่ก่อเรื่อง


เหตุผลสนธิ “ต่อเหตุเข้ากับผล” หมายถึง หัวเงื่อนระหว่างเหตุในอดีตกับผลในปัจจุบัน หรือหัวเงื่อนระหว่างเหตุในปัจจุบัน กับผลในอนาคต
ในวงจรปฏิจจสมุปบาท (เหตุในอดีต คือ อวิชชา และสังขาร , ผลในปัจจุบัน คือวิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา,
เหตุ ในปัจจุบัน คือ ตัณหา อุปาทาน ภพ,
ผล ในอนาคต คือ ชาติ ชรา มรณะ)

เทียบ ผลเหตุสนธิ


ให้กล่าวธรรมโดยบท สอนธรรมโดยให้ว่าพร้อมกันกับตน คือ ว่าขึ้นพร้อมกัน จบลงพร้อมกัน (สิกขาบทที่ ๓ แห่งมุสาวาทวรรค ปาจิตตียกัณฑ์)


ให้ทานโดยเคารพ ตั้งใจให้อย่างดี เอื้อเฟื้อแก่ของที่ตัวให้และผู้รับทาน ไม่ทำอาการดุจทิ้งเสีย


หิรัญญวดี แม่น้ำสายสุดท้ายที่พระพุทธเจ้าเสด็จข้าม เมื่อเสด็จไปเมืองกุสินารา ในวันที่จะปรินิพพาน สาลวโนทยานของมัลลกษัตริย์ ที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานอยู่ริมฝั่งแม่น้ำนี้ ปัจจุบันเรียกแม่น้ำคัณฑักน้อย (Little Gundak) อยู่ห่างจากแม่น้ำคัณฑักใหญ่ไปทางตะวันตกประมาณ ๑๓ กิโลเมตร และไหลลงไปบรรจบแม่น้ำสรภู ซึ่งปัจจุบันเรียก Gogru

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 3 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 6 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร