วันเวลาปัจจุบัน 20 ก.พ. 2020, 18:39  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 8 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 มิ.ย. 2016, 04:58 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 32421

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


โฮฮับ ร้องหาที่นี่ :b13:

viewtopic.php?f=1&t=52609


อ้างคำพูด:
บอกให้นิมนต์หลวงพ่อมาคุยเอง ทำไมชอบสะแหล่นเสนอหน้า ทั้งที่ไม่รู้น้า :b32:

ไหนๆก็ไหนๆแล้ว ฝากไปบอกหลวงพ่อด้วยแล้วกันว่า

หลวงพ่อปยุตครับท่านกำลังเข้าใจผิดในสิ่งที่ท่านอ้างนะครับ
ที่ว่าเข้าใจผิดอย่างไร นั้นก็คือที่ท่านไม่เข้าใจความเป็นอรรถกถาครับ

ท่านอ้างว่าพระไตรปิฎกแปลไทย อาศัยแปลจากอรรถกถา....มั่วแล้วครับ
คัมภีร์อรรถกถา เป็นคัมภีร์ที่ใช้อธิบายความเนื้อหาในพระไตรปิฎก

พระไตรปิฎกเดิมเป็นบาลี และอรรถกถาเดิมก็เป็นบาลี
พระไตรปิฎกแปลไทยเดิม มันต้องแปลจากบาลีพระไตรปิฎกซิครับ
และคัมภีร์อรรถกถาแปลไทยก็แปลจาก คัมภีร์อรรถกถาบาลี

หลวงพ่อมั่วอย่างจังครับ ที่ว่าพระไตรปิฎกแปลไทยแปลจากคัมภีร์อรรถกถา

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 มิ.ย. 2016, 08:39 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 32421

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


บางคนประณามอรรถกถาหรือปฏิเสธไปเลย กลายเป็นสุดโต่งไปด้วยความไม่รู้

อย่างน้อยจึงควรรู้จักอรรถกถาว่าคืออะไร อรรถกถานั้นชื่อก็บอกอยู่ในตัวแล้วว่าคืออะไร

"อรรถกถา" แปลตรงตัวว่า "คำบอกความหมาย" ถ้าแปลให้ใหญ่ขึ้นอีก ก็ตรงกับ "อัตถสังวรรณนา" คือข้อความที่พรรณนาความหมาย

ว่าโดยพื้นฐาน พูดอย่างสมัยนี้ อรรถกถาก็คือ พจนานุกรม หรือ dictionary นั่นเอง แต่เป็น dictionary ที่ไม่เรียงคำตามลำดับอักษร (ไม่ใช่ alphabetically arranged) แต่เรียงตามลำดับพุทธพจน์ที่อยู่ในพระไตรปิฎก (เรียงตาม text sequence; text นี่คือตัวบทอันได้แก่พุทธพจน์)

แต่ข้อที่ทำให้คนบางทีมองอรรถกถาไม่ออก จับไม่ถูกว่าอะไรคืออรรถกถา ก็อยู่ที่ว่า อรรถกถาเป็นพจนานุกรม หรือ dictionary ที่เรียกได้ว่า superbly illustrated เลยทีเดียว คือมี illustrations อันได้แก่ส่วนเสริมประกอบช่วยอธิบายมากมายเหลือล้น แม้จะมิใช่ภาพประกอบ แต่มีตัวอย่าง มีเรื่องราว มีคำเล่าขาน มีนิทาน ที่ใช้ประกอบและขยายคำอธิบายเกลื่อนไป บางทีเป็นเรื่องเล่าในท้องถิ่น หรือเป็นเหตุการณ์ที่เล่าลือจำติดกันมา บางทีเป็นเรื่องนิยมตามยุคสมัย ซึ่งอาจจะดูพิลึกพิลั่นไปเลยทีเดียว


ที่จริง เนื้อตัวแท้ๆหรือส่วนแกนของอรรถกถา ก็ตรงไปตรงมา คือ "คำบอกความหมาย" คล้าย dictionary ที่ว่าข้างต้น และส่วนนี้แหละที่นักแปลพระไตรปิฎกกล่าวได้ว่าทุกท่านได้ปรึกษาอาศัย


อย่างไรก็ดี ต่อจากส่วนแกนที่เป็นอย่างพจนานุกรมนี้แล้ว อรรถกถามีส่วนที่เหนือขึ้นไปอีก คือการสรุปคำอธิบาย การเชื่อมโยงเรื่องราวหรือสาระกับหลักฐานที่อื่น การแสดงมติของท่านเอง การยกมติของผู้อื่นมาวิจารณ์และเทียบเคียง เป็นต้น และคงเพราะมีส่วนนี้นั่นเองที่ทำให้ฝรั่งแปล "อรรถกถา" ว่า commentary

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 มิ.ย. 2016, 08:45 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 32421

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ทีนี้ ท่านที่ใช้พระไตรปิฎกฉบับแปล หรือหนังสือแปลจากพระไตรปิฎก (ไม่ว่า จะแปลเป็นภาษาไทย ภาษาพม่า ภาษาอังกฤษ หรือภาษาไหนๆ) ในการศึกษา ก็จะต้องทำในใจหรือตระหนักไว้ตลอดเวลาว่า คำแปลที่ดีๆ ที่งดงามนั้น ท่านผู้แปลเป็นผู้เสียสละ ทำสิ่งที่ทำได้ยาก ทำสิ่งที่เป็นคุณประโยชน์ มีคุณูปการอย่างสูงต่อการศึกษาพระพุทธศาสนาของเราและคนมากมาย

แต่กระนั้น ถึงอย่างไรๆ คำแปลพระไตรปิฎกก็เป็นเพียงอุปกรณ์เครื่องช่วยในการศึกษา เพื่อเป็นสื่อช่วยให้เข้าถึงพุทธวจนะได้สะดวกขึ้นเท่านั้น เพราะว่า ในที่สุด เราจะมั่นใจได้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ และถือเป็นเกณฑ์ตัดสินได้ ก็ต่อเมื่อได้ตรวจสอบกับพระไตรปิฎกภาษาบาลีที่เป็นแหล่งต้นเดิม

พระไตรปิฎกแปลนั้น ท่านผู้แปลอาศัยอรรถกถามากบ้าง น้อยบ้าง บางแห่งบางส่วน เมื่อเราไปอ่านไปค้นดู กลายเป็นอ่านคำแปลตามคำอธิบายของอรรถกถา เพราะท่านผู้แปลเอาคำไขความของอรรถกถามาใส่เป็นคำแปล


บางทีอรรถกถาอธิบายไว้กว้างขวางบ้าง แสดงความหมายหลายนัยให้เลือกได้บ้าง ท่านผู้แปลก็จับเอามาส่วนหนึ่ง หรือยุตกับตัวเลือกนัยหนึ่ง

ยิ่งกว่านั้น บางที คำบาลีคำเดียวกัน ปรากฎในพระไตรปิฎกต่างแห่งหลายเล่ม ผู้แปลหลายท่านแบ่งงานแบ่งเล่มกันไปแปล คำแปลที่ออกมา แตกต่างกันกลายเป็นสิ่งของคนละอย่างไปเสีย

ฯลฯ

นอกจากว่าในพระไตรปิฎกแปลชุดเดียวกัน ต่างแห่ง ต่างผู้แปลบ้าง ต่างเวลาแปลบ้าง ทั้งทีีพุทธพจน์ทั้งตอนเหมือนกัน แต่แปลออกมาต่างกัน (บางทีถึงกับขัดแย้งกัน ถ้าที่หนึ่งแปลถูก อีกที่หนึ่งก็ผิด) นอกจากนั้นแล้ว เวลานี้ มีพระไตรปิฎกแปลหลายชุด แม้แต่พุทธพจน์ที่เดียวกัน ก็แปลต่างๆกันไป ถ้าเพียงแค่ต่างสำนวนก็ยังดี แต่บางทีแปลผิดกันคนละความ

ในขณะที่เรายังไม่มีการนำพระไตรปิฎกแปลทุกชุด มาตรวจสอบพร้อมกัน เพื่อปรับแก้ให้ถูกต้องลงตัวกันทั้งหมด มองในแง่ดีก็สามารถใช้ชุดและฉบับที่แตกต่างกันเหล่านี้เป็นเครื่องตรวจสอบซึ่งกันและกัน

แต่รวมแล้ว ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม พอถึงขั้นตัดสินจริง ก็ต้องไปถึงพระไตรปิฎกบาลี

มีประโยคตัวอย่างประกอบความเข้าใจมากมาย จะดูต่อก็ที่

http://group.wunjun.com/whatisnippana/t ... 2957-26570

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 29 มิ.ย. 2016, 16:19 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 32421

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


อรรถกถา “เครื่องบอกความหมาย” ถ้อยคำบอกแจ้งชี้แจงอรรถ, คำอธิบายอัตถะ คือความหมายของพระบาลี อันได้แก่พุทธพจน์ รวมทั้งข้อความและเรื่องราวเกี่ยวข้องแวดล้อมที่รักษาสืบทอดมาในพระไตรปิฎก, คัมภีร์อธิบายความในพระไตรปิฎก;

ในภาษาบาลี เขียน อฏฺฐกถา, มีความเท่ากับคำว่า อตฺถวณฺณนา หรืออตฺถสํวณฺณนา (คัมภีร์สัททนีติ ธาตุมาลา กล่าวว่า อรรถกถา คือเครื่องพรรณนาอธิบายความหมาย ที่ดำเนินไปตามพยัญชนะ และอัตถะ อันสัมพันธ์กับเหตุอันเป็นที่มาและเรื่องราว)

อรรถกถา มีมาเดิมสืบแต่พุทธกาลเป็นของเนื่องอยู่ด้วยกันกับการศึกษาคำสอนของพระพุทธเจ้า ดังที่เข้าใจง่ายๆ ว่า “อรรถกถา” ก็คือคำอธิบายพุทธพจน์ และคำอธิบายพุทธพจน์นั้น ก็เริ่มต้นที่พุทธพจน์ คือพระดำรัสของพระพุทธเจ้านั่นเอง ซึ่งเป็นพระดำรัสที่ตรัสประกอบเสริมขยายความในเรื่องที่ตรัสเป็นหลักในคราวนั้นๆ บ้าง เป็นข้อที่ทรงชี้แจงอธิบายพุทธพจน์อื่นที่ตรัสไว้ก่อนแล้ว บ้าง เป็นพระดำรัสปลีกย่อยที่ตรัสอธิบายเรื่องเล็กๆน้อยๆ ทำนองเรื่องเบ็ดเตล็ดบ้าง

ดังที่ท่านยกตัวอย่างว่า เมื่อพระพุทธเจ้าทรงได้รับนิมนต์เสด็จไปประทับใช้อาคารเป็นปฐม ในคราวที่เจ้าศากยะสร้างหอประชุม (สันถาคาร) เสร็จใหม่ ในพระไตรปิฎกกล่าวไว้เพียงว่าได้ทรงแสดงธรรมกถาแก่เจ้าศากยะอยู่จนดึก เมื่อจะทรงพัก จึงรับสั่งให้พระอานนท์แสดงธรรมเรื่องเสขปฏิปทาแก่เจ้าศากยะเหล่านั้น และในพระสูตรนั้นได้บันทึกสาระไว้เฉพาะเรื่องที่พระอานนท์แสดง

ส่วนธรรมกถาของพระพุทธเจ้าเองมีว่าอย่างไร ท่านไม่ได้รวมไว้ในตัวพระสูตรนี้

เรื่องอย่างนี้ มีบ่อยๆ แม้แต่พระสูตรใหญ่ๆ ก็บันทึกไว้เฉพาะหลักหรือสาระสำคัญ

ส่วนที่เป็นพระดำรัสรายละเอียดหรือข้อปลีกย่อยขยายความ ซึ่งเรียกว่าปกิณกเทศนา (จะเรียกธรรมเทศนา ปกิณกธรรมถถา ปกิณกกถา หรือบาลีมุตธรรมกถา ก็ได้) แม้จะไม่ได้รวมไว้เป็นส่วนของพระไตรปิฎก แต่พระสาวกก็ถือว่าสำคัญยิ่ง คือเป็นส่วนอธิบายขยายความที่ช่วยให้เข้าใจพุทธพจน์ที่บันทึกไว้เป็นพระสูตรเป็นต้นนั้นได้ชัดเจนขึ้น


พระสาวกทั้งหลาย จึงกำหนดจดจำปกิณกเทศนาเหล่านี้ไว้ประกอบพ่วงคู่มากับพุทธพจน์ในพระไตรปิฎก เพื่อเป็นหลักฐานที่ช่วยให้เข้าใจชัดเจนในพระพุทธประสงค์ของหลักธรรมที่ตรัสในคราวนั้นๆ และเฉพาะอย่างยิ่ง จะได้ใช้ในการชี้แจงอธิบายหลักธรรมในพระพุทธพจน์นั้นแก่ศิษย์ เป็นต้น

พระปกิณกเทศนานี้แหละ ที่เป็นแกนหรือเป็นที่ก่อรูปของสิ่งที่เรียกว่า อรรถกถา แต่ในขณะที่ส่วน ซึ่งเรียกว่าพระไตรปิฎก ท่านรักษาไว้ในรูปแบบ และในฐานะที่เป็นหลัก

ส่วนที่เป็นอรรถกถานี้ ท่านนำสืบกันมาในรูปลักษณ์ และในฐานะที่เป็นคำอธิบายประกอบ แต่ก็ถือเป็นสำคัญยิ่ง ดังที่เมื่อสังคายนาพระไตรปิฎก อรรถกถาเหล่านี้ ก็เข้าสู่การสังคายนาด้วย (ดู ตัวอย่างที่ ม.ม.13/25/25....) ทั้งนี้ มิเฉพาะพระพุทธดำรัสเท่านั้น แม้คำอธิบายของพระมหาสาวกบางท่าน ก็มีทั้งที่เป็นส่วนในพระไตรปิฎก (อย่างเช่นพระสูตรหลายสูตรของพระสารีบุตร) และส่วนอธิบายประกอบที่ถือว่าเป็นอรรถกถา คำอธิบายที่สำคัญของพระสาวกผู้ใหญ่ อันเป็นที่ยอมรับนับถือเป็นหลัก ก็ได้รับการถ่ายทอดรักษาผ่านการสังคายนาสืบต่อมาด้วย

คำอธิบายที่เป็นเรื่องใหญ่บางเรื่องสำคัญมากถึงกับว่า ทั้งที่เรียกว่าเป็นอรรถกถา ก็จัดรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งในพระไตรปิฎกด้วย ดังที่ท่านเล่าไว้ คือ “อัฏฐกถากัณฑ์” ซึ่งเป็นภาคหรือคัมภีร์ย่อยที่ ๓ ในคัมภีร์ธัมมสังคณี แห่งพระอภิธรรมปิฎก (พระไตรปิฎก เล่ม ๓๔ อัฏฐกถากัณฑ์นี้ มีอีกชื่อหนึ่งว่า “อัตถุทธารกัณฑ์” และพระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐได้เลือกใช้ชื่อหลัง)

ตามเรื่องที่ท่านบันทึกไว้ว่า (สงฺคณี.อ.466) สัทธิวหาริกรูปหนึ่งของพระสารีบุตรไม่สามารถกำหนดจับคำอธิบายธรรมในภาค หรือคัมภีร์ย่อยที่ ๒ ที่ชื่อว่า นิกเขปกัณฑ์ ในคัมภีร์ธัมมสังคณีนั้น พระสารีบุตรจึงพูดให้ฟังก็เกิดเป็นอัฏฐกถากัณฑ์ หรืออัตถุทธารกัณฑ์นั้นขึ้นมา (แต่คัมภีร์มหาอัฏฐกถากล่าวว่า พระสารีบุตรพาสัทธิวิหาริกรูปนั้นไปเฝ้าพระพุทธเจ้า และพระองค์ตรัสแสดง)

คัมภีร์มหานิทเทส (พระไตรปิฎก เล่น ๒๙) และจูฬนิเทส (พระไตรปิฎก เล่ม ๓๐) ก็เป็นคำอธิบายของพระสารีบุตร ที่ไขและขยายความแห่งพุทธพจน์ในคัมภีร์สุตตนิบาต (พระไตรปิฎก เล่ม ๒๕ อธิบายเฉพาะ ๓๒ สูตร ในจำนวนทั้งหมด ๗๑ สูตร)


อรรถกถาทั้งหลายแต่ครั้งพุทธกาลนั้น ได้พ่วงมากับพระไตรปิฎกผ่านการสังคายนาทั้ง ๓ ครั้ง จนกระทั่งเมื่อพระพระมหินทเถระไปประดิษฐานพระพุทธศาสนาในลังกาทวีป เมื่อ พ.ศ. ๒๓๕ ก็นำอรรถกถาเหล่านั้น ซึ่งยังเป็นภาษาบาลี พ่วงไปกับพระไตรปิฎกบาลีด้วย แต่เพื่อให้พระสงฆ์ตลอดจนพุทธศาสนิกชนทั้งหลายในลังกาทวีปนั้น สามารถศึกษาพระไตรปิฎก ซึ่งเป็นภาษาบาลีได้สะดวก

พระพุทธศาสนา จะได้เจริญมั่นคงด้วยหลักพระธรรมวินัย คัมภีร์เล่าว่า พระมหินทเถระได้แปลอรรถกถาจากภาษาบาลีให้เป็นภาษาของผู้เล่าเรียน คือภาษาสิงหฬ ซึ่งเรียกกันต่อมาว่า “มหาอัฏกถา” และใช้เป็นเครื่องมือศึกษาพระไตรปิฎกบาลีสืบมา ต่อแต่นั้น อรรถกถาทั้งหลาย ก็สืบทอดกันมาในภาษาสิงหล

ต่อมา พระพุทธศาสนาในชมพูทวีปเสื่อมลง แม้ว่าพระไตรปิฎกจะยังคงอยู่ แต่อรรถกถาได้สูญสิ้นหมดไป

ครั้งนั้น มีพระภิกษุรูปหนึ่ง ออกบวชจากตระกูลพราหมณ์ เล่าเรียนพระไตรปิฎกแล้ว มีความเชี่ยวชาญจนปรากฏนามว่า “พุทธโฆส” ได้เรียบเรียงคัมภีร์ชื่อว่า ญาโณทัย (คัมภีร์มหาวงส์กล่าวว่า ท่านเรียบเรียงอรรถกถาแห่งคัมภีร์ธัมมสังคณี ชื่อว่าอัฏฐสาลินีในคราวนั้นด้วย แต่ไม่สมจริง เพราะอัฏฐสาลินีอ้างวิสุทธิมัคค์ และอ้างสมันตปาสาทิกา มากมายหลายแห่ง จึงคงต้องแต่งทีหลัง) เสร็จแล้วเริ่มจะเรียบเรียงอรรถกถาแห่งพระปริตรขึ้น อาจารย์ของท่าน ซึ่งมีชื่อว่าพระเรวตเถระ บอกว่า อรรถกถามีอยู่บริบูรณ์ในลังกาทวีปเป็นภาษาสิงหฬ และให้ท่านไปแปลเป็นภาษาบาลีแล้วนำมายังชมพูทวีป


พระพุทธโฆสได้เดินทางไปยังลังกาทวีปในรัชกาลของพระเจ้ามหานาม (พ.ศ. ๙๕๓ - ๙๗๕ ปีที่ท่านไป หลักฐานบางแห่งว่า พ.ศ.๙๕๖ แต่บางแห่งว่า พ.ศ. ๙๖๕) พระพุทธโฆสพำนักในมหาวิหาร เมื่ออนุราธปุระ ได้สดับอรรถกถาภาษาสิงหฬครบทั้งมหาอฏฏฺฐกถา มหาปจฺจรี (มหาปจฺจริย ก็เรียก) และกุรุนฺที (อรรถกถาเก่าก่อนเหล่านี้ รวมทั้งสงฺเขปฏฺฐกถา ซึ่งเป็นความย่อของมหาปัจจรี และอนฺธกฏฺฐกถาที่พระพุทธโฆสได้คุ้นมาก่อนแต่นั้น จัดเป็นปุราณัฏฐกถา) เมื่อจบแล้ว ท่านก็ได้ขอแปลอรรถกถาภาษาสิงหฬ เป็นภาษามคธ แต่สังฆะแห่งมหาวิหารได้มอบคาถาพุทธพจน์ให้ท่านไปเขียนอธิบายก่อน เป็นการทดสอบความสามารถ

พระพุทธโฆสได้เขียนขยายความภาษานั้น โดยประมวลความในพระไตรปิฎกพร้อมทั้งอรรถกถามาเรียบเรียงตามหลักไตรสิกขา สำเร็จเป็นคัมภีร์วิสุทธิมัคค์ ครั้นเห็นความสามารถแล้ว สังฆะแห่งมหาวิหารจึงได้มอบคัมภีร์แก่ท่าน

พระพุทธโฆสเริ่มงานแปลใน พ.ศ.๘๗๓ ตั้งต้นที่อรรถกถาแห่งพระวินัยปิฎก (คือสมันตปาสาทิกา, คำนวณปีจาก วินย.อ.3/635) เมื่อทำงานแปลเสร็จพอควรแล้ว ก็เดินทางกลับไปยังชมพูทวีป

งานแปลของพระพุทธโฆสนั้น แท้จริงมิใช่เป็นการแปลอย่างเดียว แต่เป็นการแปลและเรียบเรียง ดังที่ท่านเองเขียนบอกไว้ว่า ในการสังวรรณนาพระวินัย ท่านใช้มหาอรรถกถาเป็นเนื้อหาหลัก (เป็นสรีระ) พร้อมทั้งเก็บเอาอรรถะที่ควรกล่าวถึงจากข้อวินิจฉัยที่มีในอรรถกถามหาปัจจรี และอรรถกถากุรุนที เป็นต้น (คือ รวมตลอดถึงอันธกัฏฐกถา และสังเขปัฏฐกถา) อธิบายให้ครอบคลุมประดาเถรวาทะ (คือ ข้อวินิจฉัยของมหาเถระวินัยธรโบราณในลังกาทวีป ถึง พ.ศ.๖๕)

แต่ในส่วนของพระสุตตันตปิฎก และพระอภิธรรมปิฎก อรรถกาโบราณ (โปราณัฏฐกถา) ภาษาสิงหฬ มีเพียงมหาอรรถกถาอย่างเดียว (มีมหาอรรถกถาในส่วนของคัมภีร์แต่ละหมวดนั้นๆ ซึ่งถือว่าเป็นมูลัฏฐกถา)

พระพุทธโฆสจึงใช้มหาอรรถกถานั้น เป็นแกน ข้อความที่ยึดยาวกล่าวซ้ำๆ ก็จับเอาสาระมาเรียบเรียง แปลเป็นภาษามคธ โดยเก็บเอาวาทะ เรื่องราว และข้อวินิจฉัยของพระเถระสิงหฬโบราณ ถึง พ.ศ.๖๕๓ มารวมไว้ด้วย

พระพุทธโฆสาจารย์ เป็นผู้เริ่มต้นยุคอรรถกาถาที่กลับมาเป็นภาษาบาลีขึ้นใหม่ แม้ว่าพระพุทธโฆสจะมิได้จัดทำอรรถกถาขึ้นครบบริบูรณ์

แต่ในระยะเวลาใกล้เคียงกันนั้น และต่อจากนั้นไม่นาน ก็ได้มีพระอรรถกถาจารย์รูปอื่นๆ มาทำงานส่วนที่ยังขาดอยู่จนเสร็จสิ้น

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 29 มิ.ย. 2016, 16:22 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 32421

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


เนื้อตัวแท้ๆ ของอรรถกถา หรือความเป็นอรรถกถา ก็ตรงกับชื่อที่เรียก คือ อยู่ที่เป็นคำบอกความหมาย หรือ เป็นถ้อยคำชี้แจงอธิบายอัตถะของศัพท์ หรือข้อความในพระไตรปิฎก เฉพาะอย่างยิ่ง คือ อธิบายพุทธพจน์ เช่น เราอ่านพระไตรปิฎก พบคำว่า “วิริยสฺส สณฺฐานํ” ก็ไม่เข้าใจ สงสัยว่า ทรวดทรงสัณฐานอะไรของความเพียร จึงไปเปิดดูอรรถกถา ก็พบไขความว่า สัณฐานในที่นี้ หมายความว่า “ฐปนา อปฺปวตฺตนา...” ก็เข้าใจและแปลได้ว่าหมายถึงการหยุดยั้ง การไม่ดำเนินความเพียรต่อไป


ถ้าพูดในขั้นพื้นฐาน ก็คล้ายกับพจนานุกรม ที่เราอาศัยค้นหาความหมายของศัพท์ แต่ต่างกันตรงที่ว่า อรรถกถา มิใช่เรียงตามลำดับอักษร แต่เรียงไปตามลำดับเนื้อความในพระไตรปิฎก

ยิ่งกว่านั้น อรรถกถาอาจจะแปลความหมายให้ทั้งประโยค หรือทั้งท่อนทั้งตอน และความที่ท่านช่ำชองในพระไตรปิฎก ก็อาจจะอ้างอิงหรือโยงคำหรือความตอนนั้น ไปเทียบหรือไปบรรจบกับข้อความเรื่องราวที่อื่นในพระไตรปิฎกด้วย

นอกจากนี้ ในกรณีเป็นข้อปัญหา หรือไม่ชัดเจน ก็อาจจะบอกข้อยุติหรือคำวินิจฉัยที่สังฆะได้ตกลงไว้และรักษากันมา

บางทีก็มีการแสดงความเห็นหรือมติของพระอรรถกถาจารย์ต่อเรื่องที่กำลังพิจารณา และพร้อมนั้น ก็อาจจะกล่าวถึงมติที่ขัดแย้ง หรือที่สนับสนุนของ “เกจิ” (อาจารย์บางพวก) “อญฺเญ” (อาจารย์พวกอื่น) “อปเร” (อาจารย์อีกพวกหนึ่ง) เป็นต้น

นอกจากนั้น ในการอธิบายหลัก หรือสาระบางอย่าง บางทีก็ยกเรื่องราวมาประกอบหรือเป็นตัวอย่าง ประเภทเรื่องปนอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์บ้าง เรื่องในวีถีชีวิต และความเชื่อของชาวบ้านบ้าง ตลอดจนเหตุการณ์ในยุคสมัยต่างๆ ซึ่งมากทีเดียวเป็นเรื่องความเป็นไปของบ้านเมืองในลังกาทวีป ซึ่งในอดีตผ่านยุคสมัยต่างๆ ระหว่างที่พระสงฆ์เล่าเรียนกัน คงมีการนำเอาเรื่องราวในยุคสมัยนั้นๆ มาเล่าสอนและบันทึกไว้สืบกันมา จึงเป็นเรื่องตำนานบ้าง ประวัติศาสตร์บ้าง แห่งกาลเวลาหลายศตวรรษอันเห็นได้ชัดว่า พระอรรถกถาจารย์ดังเช่นพระพุทธโฆสาจารย์ ไม่อาจรู้ไปถึงได้ นอกจากยกเอาจากคัมภีร์ที่เรียกว่า โปราณัฏฐกถาขึ้นมาถ่ายทอดต่อไป

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 29 มิ.ย. 2016, 16:25 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 32421

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


สำหรับผู้ที่เข้าใจรู้จักอรรถกถา สิ่งสำคัญที่เขาต้องการจากอรรถกถา ก็คือ ส่วนที่เป็นคำบอกความหมายไขความ อธิบายเนื้อหาในพระไตรปิฎก ซึ่งก็คือต้องการตัวอรรถกถาแท้ๆ นั่นเอง และก็ตรงกันกับหน้าที่การงานของอรรถกถา อันได้แก่ การรักษาสืบทอดคำบอกความหมายที่เป็นอัตถะในพระไตรปิฎก

ส่วนอื่นนอกเหนือจากนี้ เช่นเรื่องราวเล่าขานต่างๆ เป็นเพียงเครื่องเสริมประกอบ ที่จริง มันไม่ใช่อรรถกถา แต่เป็นสิ่งที่พ่วงมาด้วยในหนังสือหรือคัมภีร์ที่เรียกว่า อรรถกถา

เนื่องจากผู้อ่านพระไตรปิฎกบาลีต้องการศัพท์ที่ตนไม่รู้เข้าใจบ่อยครั้ง และจึงต้องปรึกษาอรรถกถา คล้ายคนปรึกษาพจนานุกรม เมื่อแปลพระไตรปิฎกเป็นภาษาไทย เป็นต้น จึงมักแปลไปตามคำไขความหรืออธิบายของอรรถกถา

พระไตรปิฎกเป็นภาษาไทย เป็นต้นนั้น จึงมีส่วนที่เป็นคำแปลผ่านอรรถกถา หรือเป็นคำแปลของอรรถกถาอยู่เป็นอันมาก และผู้อ่านพระไตรปิฎก ก็ไม่รู้ตัวว่า ตนกำลังอ่านอรรถกถาพร้อมไปด้วย หรือว่าตนอ่านพระไตรปิฎกตามคำแปลของอรรถกถา

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 29 มิ.ย. 2016, 16:30 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 32421

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


มีข้อพึงทราบอีกอย่างหนึ่งว่า เวลานี้ เมื่อพูดถึงอรรถกถา ทุกคนเข้าใจว่า หมายถึงอรรถกถาภาษาบาลีที่พระพุทธโฆสาจารย์ เป็นต้น ได้เรียบเรียงขึ้น ในช่วงระยะใกล้ พ.ศ. ๑๐๐๐ แต่ดังได้เล่าให้ทราบแล้วว่า

พระอรรถกถาจารย์รุ่นใหม่ พ.ศ.ใกล้หนึ่งพันปี ได้เรียบเรียงอรรถกถาภาษาบาลีขึ้นมาจากอรรถกถาเก่าภาษาสิงหฬ ที่ถูกเรียกแยกออกไปให้เป็นต่างหากว่า “โปราณัฏฐกถา” ข้อที่ควรอันสำคัญก็คือ ในอรรถกถาภาษาบาลีรุ่นใหม่นี้ ท่านอ้างอิงโปราณัฏฐกถาบ่อยๆ โดยบางทีก็ออกชื่อเฉพาะของอรรถกถาเก่านั้นชัดออกมา

แต่บางทีก็กล่าวเพียงว่า “ในอรรถกถากล่าวว่า...” คำว่าอรรถกถา ที่อรรถกถาภาษาบาลีกล่าวถึงนั้น โดยทั่วไป หมายถึงอรรถกถาเก่าโปราณัฏฐกถาที่เป็นภาษาสิงหฬ (พระอรรถกถาจารย์รุ่นใหม่นี้ บางท่าน ยังไม่พบว่า ได้เรียกงานที่ท่านเองทำว่าเป็นอรรถกถา)

พูดสั้นๆว่า คนปัจจุบันพูดถึงอรรถกถา หมายถึงอรรถกถาภาษาบาลีที่เกิดมีในยุค พ.ศ.๑๐๐๐
แต่อรรถกถาภาษาบาลีนั้นเอ่ยคำว่า อรรถกถา โดยมักหมายถึงอรรถกถาเก่าภาษาสิงหล

ต่อจากอรรถกถา ยังมีคัมภีร์ ที่อธิบายรุ่นต่อมาอีกหลายชั้นเป็นอันมาก เช่น “ฎีกา” แจงไขขยายความต่อจากอรรถกา
“อนุฎีกา” แจงไขขยายความต่อจากฎีกา แต่ในที่นี้ จะไม่กล่าวถึง เว้นแต่จะขอบอกนามท่านผู้แต่ง “ฎีกา” ที่สำคัญพอให้ทราบไว้

พระอาจารย์ธรรมปาละ ซึ่งเป็นพระอรรถกถาจารย์สำคัญที่เรียบเรียงอรรถกถาไว้มาก รองจากพระพุทธโฆส ได้เปรียบเรียงฎีกาสำคัญ ซึ่งอธิบายอรรถกถาที่พระพุทธโฆสได้เรียบเรียงไว้อีกด้วย คือ ลีนัตถปกาสินี (เป็นฎีกา ซึ่งอธิบายอรรถกถาแห่งนิกายทั้งสี่ คือ ทีฆนิกาย มัชฌิมนิกาย สังยุตตนิกาย และอังคุตตรนิกาย และอธิบายอรรถกถาชาดก)

นอกจากนั้น ก็ยังได้เรียบเรียงปรมัตถทีปนี (ฎีกาอธิบายอรรถกถาแห่งพุทธวงส์ ที่พระพุทธทัตตะเรียบเรียงไว้) และปรมัตถมัญชุสา (ฎีกาแห่งวิสุทธิมัคค์ ที่เรียกกันว่ามหาฎีกา)

ฎีกาจารย์ท่านหนึ่ง ชื่อพระวาจิสสระ รจนา ลีนัตถปกาสินี (ฎีกาอันอธิบายต่อจากอรรถกถาแห่งปฏิสัมภิทามัคค์)

นอกจากนี้ มีฎีกาอีก ๒ เรื่องที่ควรกล่าวไว้ด้วย เพราะกำหนดให้ใช้เล่าเรียนในหลักสูตรพระปริยัติธรรมแผนกบาลีของคณะสงฆ์ไทย คือ สารัตถทีปนี (ฎีกาแห่งวินยัฏฐกถา) ผู้แต่งคือพระอาจารย์ชื่อสารีบุตร (ไม่ใช่สารีบุตรอัครสาวก) และอภิธัมมัตถวิภาวินี (ฎีกาแห่งอภิธัมมัตถสังคหะ) ผู้แต่งคือพระสุมังคละ

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 29 มิ.ย. 2016, 16:32 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 32421

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


โปราณัฏฐกถา อรรถกถาเก่าแก่, คัมภีร์หรือบันทึกคำอธิบายความในพระไตรปิฎก ที่ใช้ในการศึกษาและรักษาต่อกันมาในลังกาทวีป เป็นภาษาสิงหล อันถือว่าสืบแต่ครั้งพระมหินทเถระพร้อมด้วยคณะพระสงฆ์เดินทางมาประดิษฐานพระพุทธศาสนาในลังกาทวีป ซึ่งได้นำพระไตรปิฎก และอรรถกถามาตั้งไว้เป็นหลัก

แต่อรรถกถาเดิมที่นำมานั้น เป็นภาษาบาลี จึงสืบต่อกันมาเป็นภาษาสิงหล เพื่อให้ชาวเกาะลังกาสามารถใช้เป็นสื่อในการศึกษาพระไตรปิฎกที่ต้องรักษาไว้อย่างเดิม เป็นภาษาบาลีรุ่นประมาณ พ.ศ.๑๐๐๐ ที่กล่าวมานี้

บางทีถึงกับเรียกกาลเวลาของพระศาสนาช่วงนี้ ว่าเป็นยุคอรรถกถา ซึ่งแท้จริงนั้น เนื้อตัวของอรรถกถาก็เป็นของที่มีสืบต่อมาแต่เดิม

ส่วนอรรถกถาเก่าแก่ของเดิมในภาษาสิงหล ที่พระพุทธโฆสาจารย์ และพระอรรถกถาจารย์อื่นในเวลาใกล้เคียงกัน ได้ใช้เป็นหลัก และเป็นแนวในการเรียบเรียงอรรถกถาภาษาบาลีขึ้นใหม่ ก็จึงหมายรู้กันโดยใช้คำเรียกว่าเป็น “โปราณัฏฐกถา” (อรรถกถาโบราณ, อรรถกถาของเก่า) ซึ่งมีชื่อที่อ้างอิงหรือกล่าวถึงในอรรถกถาภาษาบาลีบ่อยครั้ง โดยเฉพาะ มหาอัฏฐกถา มหาปัจจรี กุรุนที สังเขปัฏฐกถา อันธกัฏฐกถา

โปราณัฏฐกถาสำคัญที่สุด คือ มหาอัฏฐกถา ซึ่งเป็นอรรถกถาที่อธิบายตลอดพระไตรปิฎกทั้งหมด และเก่าแก่ที่สุด ถือว่าเป็นอรรถกถาเดิมที่พระมหินทเถระนำมาจากชมพูทวีป และท่านได้แปลเป็นภาษาสิงหลด้วยตนเอง เพื่อให้ชาวลังกาทวีปมีเครื่องมือที่จะศึกษาพระไตรปิฎกได้โดยสะดวก เมื่อพระพุทธโฆสาจารย์เรียบเรียงอรรถกถาภาษาบาลีขึ้นใหม่นั้น ก็อาศัยมหาอัฏฐกถานี้เองเป็นหลัก ดังที่ท่านกล่าวถึงการจัดทำอรรถกถาวินัยปิฎก (คือสมันตปาสาทิกา) ว่าท่านนำเอามหาอัฏฐกถานั้นมาเป็นสรีระ คือ เป็นเนื้อหาหลัก หรือเป็นเนื้อเป็นตัวของหนังสือใหม่ที่จะทำ พร้อมทั้งปรึกษาโปราณัฏฐกถา และมติหลักที่ถือกันมาของสังฆะด้วย

พึงทราบดังที่กล่าวแล้วว่า เวลานี้ เมื่อพูดถึงอรรถกถา เราหมายถึงอรรถกถาภาษาบาลี ที่พระพุทธโฆสาจารย์เป็นต้นได้เรียบเรียงไว้ และเราใช้กันอยู่

แต่พึงทราบต่อไปอีกขั้นหนึ่งว่า ในอรรถกถาภาษาบาลีนั้นเอง เมื่อมีการกล่าวอ้างถึงอรรถกถา เช่นบอกว่า “ในอรรถกถาท่านกล่าวว่า....”...” ดังนี้ คำว่า “อรรถกถา” ที่คัมภีร์อรรถกถาภาษาบาลีกล่าวถึงนั้น มักหมายถึงโปราณัฏฐกถาภาษาสิงหล เฉพาะอย่างยิ่ง มหาอัฏฐกถานี้เอง

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 8 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 7 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร