วันเวลาปัจจุบัน 22 ต.ค. 2020, 17:07  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 59 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2, 3, 4  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 พ.ค. 2016, 20:11 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33853

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


อัตตา - อนัตตา พูดถึงกันบ่อยเช่นกัน "อนตฺตา" เป็นศัพท์ปฏิเสธ อตฺต

อนัตตา = น+อตฺต น = ไม่ สนธิ กับ อตฺต แปลง น เป็น อน = อนตฺต (อนัตตา) ไม่ใช่อัตตา

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 พ.ค. 2016, 20:13 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33853

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


อัตตา - อนัตตา เป็นหลักทางปัญญาที่สำคัญยิ่ง

พระพุทธศาสนาสอนเรื่องนี้ไว้ ถ้าพูดเป็นภาษาธรรมดา ก็ว่าอัตตาที่ไม่มีนั้น ใช้มันไปเถอะ ได้ประโยชน์ดีจริงๆ ท่านสอนให้พัฒนาไปจนถึงที่สุด แล้วจะประสบพบสิ่งที่เลิศประเสริฐยิ่ง แต่อัตตามีขึ้นเมื่อไรเป็นปัญหาทุกที เกิดอัตตาขึ้นมาเมื่อไรก็ยุ่งเมื่อนั้น มีปัญหา เกิดทุกข์ เกิดการกระทบกระทั่งอะไรต่างๆ

พระพุทธศาสนามีคำสอนว่าด้วยอัตตา หรือตัวตนนี้มากมาย เช่น

อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นทีพึ่งของตน

อตฺตทีปา อตฺตสรณา จงมีตนเป็นเกาะ จงมีตนเป็นที่พึ่ง

อตฺตานํ ทมยนฺติ ปณฺฑิตา บัณฑิตทั้งหลายย่อมฝึกตน

สุทฺธิ อสุทฺธิ ปจฺจตฺตํ ความบริสุทธิ์ ไม่บริสุทธิ์เป็นของเฉพาะตัว

อตฺตานญฺจ ปิยํ ชญฺญา น นํ ปาเปน สํยุเช หากรู้ว่าตัวนี้เป็นที่รัก ก็ไม่ควรเอาตัวนั้นไปเกลือกกลั้วกับความชั่ว

ฯลฯ

เรื่องตัวเรื่องตนนี้ พระพุทธศาสนาสอนไว้มากมาย ในระดับตัวตนสมมตินี้ ที่มันไม่มีนี่แหละ พระพุทธศาสนาพูดเต็มที่เลย ให้ใช้ ให้ปฏิบัติ ให้พัฒนามัน จะเป็นประโยชน์ดีเหลือเกิน ท่านไม่มาเที่ยวพูดยุ่งในระดับสมมติ ว่าไม่มีอัตตา

แต่ในระดับปรมัตถ์ ท่านให้รู้เท่าทันว่าอัตตามันไม่ใช่เป็นของจริง ถ้ามันมีขึ้นมาเมื่อไร เกิดยึดถือขึ้นเมื่อไร เป็นเกิดโทษทุกที ปัญหาจะมา

จึงบอกว่า อัตตาที่ไม่มีนั้น พัฒนาไปเถิด จะประสบสิ่งที่เลิศประเสริฐยิ่ง แต่อัตตามีเมื่อไร เกิดปัญหาทุกที

อัตตาที่ไม่มีนั้น ใช้มันไปเถิดอย่างรู้กันและรู้ทัน ส่วนอัตตาที่จะมีก็ให้รู้แจ้งรู้ทัน มันจะได้ไม่เกิดขึ้นมา

ยิ่งพัฒนาอัตตาที่ไม่มีขึ้นไป อัตตาที่จะมีก็ยิ่งไม่เกิดขึ้นมา อันนี้ ก็ตีให้แตกด้วย

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 27 พ.ค. 2016, 18:38 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2009, 02:43
โพสต์: 12217


 ข้อมูลส่วนตัว


:b9: :b9: :b9:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 28 พ.ค. 2016, 02:41 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 18 ก.ย. 2011, 21:51
โพสต์: 4939


 ข้อมูลส่วนตัว




เหตุ ปัจจัย นิพพาน_82kb_resize.jpg
เหตุ ปัจจัย นิพพาน_82kb_resize.jpg [ 35.2 KiB | เปิดดู 1077 ครั้ง ]
:b12:
ตั้งกระทู้ได้ดี มีค่า น่าสนใจ
ให้ถามหน่อยได้ไหมกรัชกาย
ชีวิตนี้เคยสัมผัส อัตต์จริงๆ
ที่มันสิงอยู่ในใจแล้วบ้างไหม
หรือได้แต่คิดเอาตามเขาไป
กู ในใจมองไม่เห็น สู้ไม่เป็นไปจนตาย

s006
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 28 พ.ค. 2016, 05:39 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33853

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


asoka เขียน:

ตั้งกระทู้ได้ดี มีค่า น่าสนใจ
ให้ถามหน่อยได้ไหมกรัชกาย
ชีวิตนี้เคยสัมผัส อัตต์จริงๆ
ที่มันสิงอยู่ในใจแล้วบ้างไหม
หรือได้แต่คิดเอาตามเขาไป
กู ในใจมองไม่เห็น สู้ไม่เป็นไปจนตาย



ขรรมท่านอโศกจริงๆ :b32:

อ้างคำพูด:
กรัชกายชีวิตนี้เคยสัมผัส อัตต์จริงๆ
ที่มันสิงอยู่ในใจ
แล้วบ้างไหม


ถ้าจำได้ เคยพูดหลายครั้งแล้วว่า อโศกเสียเวลาเปล่า (เสียดายก็เพียงเวลาผ่านมา ปลูกผักปลูกหญ้าขายยังได้เฮิน ตอนนี้ผักแพง :b32: )

เมื่อพูดในแง่ปรมัตถ์ อัตต์หรืออัตตาจริงๆมันไม่มี (อนัตตา) แต่ท่านอโศก ยังมีอัตต์สิงอยู่ในใจอีก (นี่แหละความเชื่อของพราหมณ์ เรื่องอาตมัน) มันจบแล้วครับนาย

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 28 พ.ค. 2016, 07:56 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33853

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ทั่วๆไป เอาแค่ว่า ทำดี ไปสวรรค์ ทำชั่ว ลงนรกก็พอ อย่าเพิ่งพูดเพิ่งคิดไปไกลถึงเรื่องอัตตา อนัตตาเลย

หากเป็นคนรุ่นใหม่หัวสมัยใหม่ มักตั้งข้อสังเกตว่า นรก สวรรค์ มีจริงหรือ ทำดี ขึ้นสวรรค์ ทำชั่วตกนรกจริงหรือ หลอกกันหรือเปล่า ก็เอาแค่ว่าเราใช้ชีวิตนี้ คือชีวิตนี้จะไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนก็พอได้ ตายแล้วจะไปไหนก็ช่างมัน ก็พอได้

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 28 พ.ค. 2016, 07:59 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33853

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


"อัตตา" เป็นคำบาลี รูปสันสกฤต เป็น "อาตมัน" แปลว่า ตน, ตัว หรือตัวตน พุทธธรรมสอนว่า ตัวตน หรืออัตตานี้ ไม่มีอยู่จริง แต่เป็นสิ่งที่สมมติขึ้นเพื่อสะดวกในการสื่อสาร เพื่อความหมายรู้ร่วมกันของมนุษย์ในความเป็นอยู่ประจำวัน กำหนดตามชื่อที่บัญญัติขึ้น หรือตั้งขึ้น สำหรับเรียกหน่วยรวมหรือภาพรวมหนึ่งๆ


อัตตานี้จะเป็นปัญหาขึ้น ก็ต่อเมื่อคนหลงผิดเกิดความยึดถือขึ้นมา ว่ามีตัวตนจริงๆ หรือเป็นตัวตนจริงๆ เรียกว่ารู้ไม่เท่าทันความเป็นจริง หรือหลงสมมติ


ในการแก้ปัญหาเกี่ยวกับอัตตานี้ พึงทราบว่า อัตตาไม่ใช่เป็นกิเลส มิใช่สิ่งที่จะต้องละ เพราะอัตตาไม่มีอยู่จริง จึงไม่มีอัตตาทีใครจะละได้ อัตตามีอยู่เพียงในความยึดถือ สิ่งที่จะต้องทำก็มีเพียงการรู้เท่าทันตามเป็นจริงว่า ไม่มีอัตตา หรือไม่เป็นอัตตา อย่างที่เรียกว่า รู้ทันสมมติเท่านั้น พูดอีกนัยหนึ่งว่า ละความยึดถือในอัตตา ละความยึดถือว่าเป็นอัตตา หรือถอนความหลงผิดในภาพของอัตตา หรือในบัญญัติแห่งอัตตาเสียเท่านั้น เรื่องอัตตาและการปฏิบัติต่ออัตตาในความหมายที่ใช้ทั่วไป มีเพียงเท่านี้

ใจความของเรื่องนี้อยู่ที่ว่า อัตตา เป็นปัญหาของปัญญา เป็นเรื่องของความรู้ ว่าจริงหรือเท็จ มีจริงหรือไม่ เป็นเรื่องของสภาวะหรือสภาพความเป็นจริงที่จะต้องรู้เข้าใจด้วยปัญญา ถ้ารู้ไม่ถึงสภาวะที่แท้ ก็เกิดความเข้าใจผิด เห็นผิดว่ามีตัวมีตน มีอัตตาจริงๆ ก็เป็นทิฏฐิขึ้นมา จึงว่าเป็นปัญหาของปัญญา คือ จะต้องแก้ด้วยปัญญา หน้าที่ของเราก็เพียงแค่รู้เข้าใจ หรือรู้ความจริง พอเกิดปัญญารู้เข้าใจถูกต้องตามความเป็นจริงว่า อัตตาไม่มีจริง มีแค่สมมติกัน สิ่งทั้งปวงเป็นอนัตตา ไม่มีไม่เป็นอัตตา เท่านั้นเรื่ยงก็จบ.

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 28 พ.ค. 2016, 08:22 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33853

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


เอาอีกหน่อยน่าจะพอ เดี๋ยวท่านอโศกหลงไปใหญ่ :b32:

อัตตา-อนัตตา และ อัตตา- นิรัตตา

ในสุตตนิบาต มีพุทธพจน์หลายแห่งตรัสถึงพระอรหันต์ คือ ผู้บรรลุจุดหมายแห่งชีวิตประประเสริฐแล้ว หรือท่านผู้ปฏิบัติถูกต้องแล้วว่า เป็นผู้ที่ ไม่มีทั้งอัตตา และนิรัตตา หรือทั้งอตฺตํ และนิรตฺตํ แปลเป็นไทยว่า ไม่มีทั้งอัตตาและไร้อัตตา หรือไม่มีทั้งตัวและไร้ตัว


คัมภีร์มหานิทเทสอธิบาย “อตฺตา” หรือ “อตฺตํ” ว่าได้แก่ อัตตทิฏฐิ คือความเห็นว่าเป็นตัวตน หรือสัสสตทิฏฐิ คือความเห็นว่า มีตัวตนที่เที่ยงแท้ยั่งยืนคงอยู่ตลอดไป และ “นิรตฺตา” หรือ “นิรตฺตํ” ว่า ได้แก่ อุจฺเฉททิฏฐิ คือ ความเห็นว่า (ตัวตน) ขาดสูญ

อีกนัยหนึ่งอธิบาย “อตฺตา” หรือ “อตฺตํ” ว่าได้แก่ สิ่งที่ถือไว้หรือสิ่งที่ยึดถือ และ “นิรตฺต” หรือ “นิรตฺตํ” ว่าได้แก่ สิ่งที่จะต้องละหรือปล่อย

ถือเอาใจความว่า พระอรหันต์ ท่านผู้ปฏิบัติถูกต้อง หรือท่านผู้มีปัญญาเข้าใจถูกต้องแล้ว ย่อมไม่มีทั้งความยึดถือตัวตน และทั้งความยึดถือว่าไม่มีตัวตน (ตัวตนขาดสูญ) ไม่มีทั้งสิ่งที่ยึดถือเอาไว้ และทั้งสิ่งที่จะต้องละต้องปล่อยหรือต้องสลัดทิ้ง

คัมภีร์มหานิทเทสอธิบายต่อไปอีกว่า ผู้ใดมีสิ่งที่ยึดถือไว้ ผู้นั้น ก็มีสิ่งที่จะต้องปล่อยละ ผู้ใด มีสิ่งที่จะต้องปล่อยละ ผู้นั้นก็มีสิ่งที่ยึดถือไว้ พระอรหันต์ล่วงพ้นการยึดถือและการปล่อยละไปแล้ว

(ตัดชื่อคัมภีร์ที่ใช้อ้างอิงออก)

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 28 พ.ค. 2016, 08:31 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33853

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


asoka เขียน:

ตั้งกระทู้ได้ดี มีค่า น่าสนใจ
ให้ถามหน่อยได้ไหมกรัชกาย
ชีวิตนี้เคยสัมผัส อัตต์จริงๆ
ที่มันสิงอยู่ในใจแล้วบ้างไหม
หรือได้แต่คิดเอาตามเขาไป
กู ในใจมองไม่เห็น สู้ไม่เป็นไปจนตาย


อ้างคำพูด:
หรือได้แต่คิดเอาตามเขาไป
กูในใจมองไม่เห็น สู้ไม่เป็นไปจนตาย


ท่านอโศกยังไม่ได้เริ่ม สู้ไปก็ตายเปล่า :b13: สู้แบบหัวชนฝา สู้ทื่อๆ สู้แบบนิครนถ์ ทำไปทำมาไม่รู้เอาไงดี แก้ผ้าเลย :b32:

อย่างน้อยๆ ท่านอโศกต้องเจริญมรรค (วิธีปฏิบัติ) ไปไปให้ถึงจุดนี้

ตอนดิฉันเดินจงกรม ช่วงนาที ที่เห็นเป็นกายมันเดินเอง ร้องให้เลย ตอนนั้นรู้สึกว่า แม้ร่างกายมันยังไม่ใช่ของเรา จะมีอะไรเป็นของเราบ้างหนอ

แล้วความเห็นผิดจะค่อยๆทุเลาเบาบางลง

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 28 พ.ค. 2016, 15:28 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 ก.พ. 2010, 17:53
โพสต์: 4999

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


กรัชกาย เขียน:
"อัตตา" เป็นคำบาลี รูปสันสกฤต เป็น "อาตมัน" แปลว่า ตน, ตัว หรือตัวตน พุทธธรรมสอนว่า ตัวตน หรืออัตตานี้ ไม่มีอยู่จริง แต่เป็นสิ่งที่สมมติขึ้นเพื่อสะดวกในการสื่อสาร เพื่อความหมายรู้ร่วมกันของมนุษย์ในความเป็นอยู่ประจำวัน กำหนดตามชื่อที่บัญญัติขึ้น หรือตั้งขึ้น สำหรับเรียกหน่วยรวมหรือภาพรวมหนึ่งๆ


อัตตาและอาตมัน....มันเป็นคนละเรื่อง
ในศาสนาพุทธมีแต่คำว่าอัตตาซึ่งเป็นคำที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติขึ้นจากสภาวธรรมที่มีอยู่จริง
ส่วคำว่าอาตมันเป้นเรื่องของพราหมณ์

อัตตา ไม่ได้มีลักษณะเป็นตัวหรือเป้นตน อัตตาเป็นลักษณะของสภาวธรรม
อันเกิดจากกายใจไปยึดมั่นถือมั่นใน สังขตธรรม(รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาน)
จนเกิดเป็นขันธ์ห้า กล่าวได้ว่าขันธืห้าเกิจากอัตตานั้นเอง


กรัชกาย เขียน:
อัตตานี้จะเป็นปัญหาขึ้น ก็ต่อเมื่อคนหลงผิดเกิดความยึดถือขึ้นมา ว่ามีตัวตนจริงๆ หรือเป็นตัวตนจริงๆ เรียกว่ารู้ไม่เท่าทันความเป็นจริง หรือหลงสมมติ


ความยึดมั่นถือมั่นกับอัตตาเป็นสภาพธรรมเดียวกัน อัตตาไม่ใช่เกิดจากความหลงผิด
แต่อัตตาเกิดจากความไม่รุ้ว่า สังขตธรรมที่มากระทบมันเป็นอนัตตา เมื่อไม่รู้ก็เข้ายึด
จนเกิดเป็นอัตตาหรือขันธืห้าขึ้น.....เนืนย้ำว่าเพราะความไม่รู้ไม่ใช่หลงผิด ความไม่รู้เป็นกฎเกณท์ทางธรรมชาติ
กรัชกาย เขียน:
ในการแก้ปัญหาเกี่ยวกับอัตตานี้ พึงทราบว่า อัตตาไม่ใช่เป็นกิเลส มิใช่สิ่งที่จะต้องละ เพราะอัตตาไม่มีอยู่จริง จึงไม่มีอัตตาทีใครจะละได้ อัตตามีอยู่เพียงในความยึดถือ สิ่งที่จะต้องทำก็มีเพียงการรู้เท่าทันตามเป็นจริงว่า ไม่มีอัตตา หรือไม่เป็นอัตตา อย่างที่เรียกว่า รู้ทันสมมติเท่านั้น พูดอีกนัยหนึ่งว่า ละความยึดถือในอัตตา ละความยึดถือว่าเป็นอัตตา หรือถอนความหลงผิดในภาพของอัตตา หรือในบัญญัติแห่งอัตตาเสียเท่านั้น เรื่องอัตตาและการปฏิบัติต่ออัตตาในความหมายที่ใช้ทั่วไป มีเพียงเท่านี้


อัตตาเป็นสภาพธรรมที่มีอยู่จริง อัตตาแม้ไม่ใช่กิเลสแต่อัตตาเกิดจากกิเลส
การปฏิบัติ ท่านให้ละกิเลส(เหตุ)เพื่อไม่ให้เกิดอัตตา.....กิเลสหรือสังโยชน์เป็นเหตุแห่งอัตตาหรือขันธ์ห้า


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 28 พ.ค. 2016, 15:32 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33853

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


โฮฮับ เขียน:
กรัชกาย เขียน:
"อัตตา" เป็นคำบาลี รูปสันสกฤต เป็น "อาตมัน" แปลว่า ตน, ตัว หรือตัวตน พุทธธรรมสอนว่า ตัวตน หรืออัตตานี้ ไม่มีอยู่จริง แต่เป็นสิ่งที่สมมติขึ้นเพื่อสะดวกในการสื่อสาร เพื่อความหมายรู้ร่วมกันของมนุษย์ในความเป็นอยู่ประจำวัน กำหนดตามชื่อที่บัญญัติขึ้น หรือตั้งขึ้น สำหรับเรียกหน่วยรวมหรือภาพรวมหนึ่งๆ


อัตตาและอาตมัน....มันเป็นคนละเรื่อง
ในศาสนาพุทธมีแต่คำว่าอัตตาซึ่งเป็นคำที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติขึ้นจากสภาวธรรมที่มีอยู่จริง
ส่วคำว่าอาตมันเป้นเรื่องของพราหมณ์

อัตตา ไม่ได้มีลักษณะเป็นตัวหรือเป้นตน อัตตาเป็นลักษณะของสภาวธรรม
อันเกิดจากกายใจไปยึดมั่นถือมั่นใน สังขตธรรม(รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาน)
จนเกิดเป็นขันธ์ห้า กล่าวได้ว่าขันธืห้าเกิจากอัตตานั้นเอง


กรัชกาย เขียน:
อัตตานี้จะเป็นปัญหาขึ้น ก็ต่อเมื่อคนหลงผิดเกิดความยึดถือขึ้นมา ว่ามีตัวตนจริงๆ หรือเป็นตัวตนจริงๆ เรียกว่ารู้ไม่เท่าทันความเป็นจริง หรือหลงสมมติ


ความยึดมั่นถือมั่นกับอัตตาเป็นสภาพธรรมเดียวกัน อัตตาไม่ใช่เกิดจากความหลงผิด
แต่อัตตาเกิดจากความไม่รุ้ว่า สังขตธรรมที่มากระทบมันเป็นอนัตตา เมื่อไม่รู้ก็เข้ายึด
จนเกิดเป็นอัตตาหรือขันธืห้าขึ้น.....เนืนย้ำว่าเพราะความไม่รู้ไม่ใช่หลงผิด ความไม่รู้เป็นกฎเกณท์ทางธรรมชาติ
กรัชกาย เขียน:
ในการแก้ปัญหาเกี่ยวกับอัตตานี้ พึงทราบว่า อัตตาไม่ใช่เป็นกิเลส มิใช่สิ่งที่จะต้องละ เพราะอัตตาไม่มีอยู่จริง จึงไม่มีอัตตาทีใครจะละได้ อัตตามีอยู่เพียงในความยึดถือ สิ่งที่จะต้องทำก็มีเพียงการรู้เท่าทันตามเป็นจริงว่า ไม่มีอัตตา หรือไม่เป็นอัตตา อย่างที่เรียกว่า รู้ทันสมมติเท่านั้น พูดอีกนัยหนึ่งว่า ละความยึดถือในอัตตา ละความยึดถือว่าเป็นอัตตา หรือถอนความหลงผิดในภาพของอัตตา หรือในบัญญัติแห่งอัตตาเสียเท่านั้น เรื่องอัตตาและการปฏิบัติต่ออัตตาในความหมายที่ใช้ทั่วไป มีเพียงเท่านี้


อัตตาเป็นสภาพธรรมที่มีอยู่จริง อัตตาแม้ไม่ใช่กิเลสแต่อัตตาเกิดจากกิเลส
การปฏิบัติ ท่านให้ละกิเลส(เหตุ)เพื่อไม่ให้เกิดอัตตา.....กิเลสหรือสังโยชน์เป็นเหตุแห่งอัตตาหรือขันธ์ห้า



เลอะเทอะ ผักบุ้งเต็มหนอง :b32:

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 29 พ.ค. 2016, 07:00 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 18 ก.ย. 2011, 21:51
โพสต์: 4939


 ข้อมูลส่วนตัว


โฮฮับ เขียน:
กรัชกาย เขียน:
"อัตตา" เป็นคำบาลี รูปสันสกฤต เป็น "อาตมัน" แปลว่า ตน, ตัว หรือตัวตน พุทธธรรมสอนว่า ตัวตน หรืออัตตานี้ ไม่มีอยู่จริง แต่เป็นสิ่งที่สมมติขึ้นเพื่อสะดวกในการสื่อสาร เพื่อความหมายรู้ร่วมกันของมนุษย์ในความเป็นอยู่ประจำวัน กำหนดตามชื่อที่บัญญัติขึ้น หรือตั้งขึ้น สำหรับเรียกหน่วยรวมหรือภาพรวมหนึ่งๆ


อัตตาและอาตมัน....มันเป็นคนละเรื่อง
ในศาสนาพุทธมีแต่คำว่าอัตตาซึ่งเป็นคำที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติขึ้นจากสภาวธรรมที่มีอยู่จริง
ส่วคำว่าอาตมันเป้นเรื่องของพราหมณ์

อัตตา ไม่ได้มีลักษณะเป็นตัวหรือเป้นตน อัตตาเป็นลักษณะของสภาวธรรม
อันเกิดจากกายใจไปยึดมั่นถือมั่นใน สังขตธรรม(รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาน)
จนเกิดเป็นขันธ์ห้า กล่าวได้ว่าขันธืห้าเกิจากอัตตานั้นเอง


กรัชกาย เขียน:
อัตตานี้จะเป็นปัญหาขึ้น ก็ต่อเมื่อคนหลงผิดเกิดความยึดถือขึ้นมา ว่ามีตัวตนจริงๆ หรือเป็นตัวตนจริงๆ เรียกว่ารู้ไม่เท่าทันความเป็นจริง หรือหลงสมมติ


ความยึดมั่นถือมั่นกับอัตตาเป็นสภาพธรรมเดียวกัน อัตตาไม่ใช่เกิดจากความหลงผิด
แต่อัตตาเกิดจากความไม่รุ้ว่า สังขตธรรมที่มากระทบมันเป็นอนัตตา เมื่อไม่รู้ก็เข้ายึด
จนเกิดเป็นอัตตาหรือขันธืห้าขึ้น.....เนืนย้ำว่าเพราะความไม่รู้ไม่ใช่หลงผิด ความไม่รู้เป็นกฎเกณท์ทางธรรมชาติ
กรัชกาย เขียน:
ในการแก้ปัญหาเกี่ยวกับอัตตานี้ พึงทราบว่า อัตตาไม่ใช่เป็นกิเลส มิใช่สิ่งที่จะต้องละ เพราะอัตตาไม่มีอยู่จริง จึงไม่มีอัตตาทีใครจะละได้ อัตตามีอยู่เพียงในความยึดถือ สิ่งที่จะต้องทำก็มีเพียงการรู้เท่าทันตามเป็นจริงว่า ไม่มีอัตตา หรือไม่เป็นอัตตา อย่างที่เรียกว่า รู้ทันสมมติเท่านั้น พูดอีกนัยหนึ่งว่า ละความยึดถือในอัตตา ละความยึดถือว่าเป็นอัตตา หรือถอนความหลงผิดในภาพของอัตตา หรือในบัญญัติแห่งอัตตาเสียเท่านั้น เรื่องอัตตาและการปฏิบัติต่ออัตตาในความหมายที่ใช้ทั่วไป มีเพียงเท่านี้


อัตตาเป็นสภาพธรรมที่มีอยู่จริง อัตตาแม้ไม่ใช่กิเลสแต่อัตตาเกิดจากกิเลส
การปฏิบัติ ท่านให้ละกิเลส(เหตุ)เพื่อไม่ให้เกิดอัตตา.....กิเลสหรือสังโยชน์เป็นเหตุแห่งอัตตาหรือขันธ์ห้า

:b4:
เรื่องนี้โฮฮับตอบได้ดีมาก สาธุ กรัชกายจะยอมรับได้หรือเปล่า?

จริงอยู่อัตตาไม่มีอยู่จริง แต่ความเห็นผิดยึดผิดว่ากายใจนี้เป็นอัตตาตัวตนเราเขานั้นมีอยู่จริงในใจของปุถุชนทุกคน มันเป็นสภาวธรรมอย่างที่โฮฮับว่า

ถ้าไม่มีอยู่จริงอย่างที่กรัชกายอ้างตำรามาพูด หากมีใครมากล่าวดีกล่าวร้ายถึงคนชื่อ กรัชกาย คงไม่มีใครมารับคำกล่าวว่าเหล่านั้นเพราะกรัชกายไม่มี

แต่นี่แค่นี้กรัชกายก็เอาอัตตากรัชกายนั่นแหละมาอ่านมาฟังมารับความรู้สึกที่กำลังถูกวิตกวิจารณ์

การปฏิบัติธรรมหรือเจริญมรรคท่านจึงมีเป้าหมายสำคัญอันดับที่ 1 หรืออันดับแรกที่จะต้องเอาความเห็นผิดยึดผืดซึ่งเป็นมิจฉาทิฏฐินี้ออกให้ได้เสียก่อน ที่เหลืออีก 9 อย่างจึงจะไม่เป็นของยาก

กรัชกายภาวนาไม่พุ่งประเด็นไปสู่ อัตตา ความเห็นผิดตัวนี้ กรัชกายก็สู้ไม่ถูกกับเหตุคือไปหลงสู้ปัจจัยและผลอยู่ตลอดเวลาการปฏิบัติธรรมของกรัชกายจึงเป็นสิ่งที่ยากมากเรื่องเต็มไปด้วยบัญญัติปริยัติจนน่าเวียนหัวแทน

ปรับจิตเปลี่ยนใจเสียใหม่ยังทันนะกรัชกาย ยังไม่สายเกินไป

จงโยนตำราความรู้ที่เฝือมากไปทั้งหลายทิ้งให้หมด มาทำเหมือนอย่างพระป่าบ้านนอกหลายรูปที่ เอากรรมฐานพุทโธคำเดียวจนจิตเป็นหนึ่งเข้าฌาณ 4 ลงภวังค์ได้จนคล่องหลังจากนั้นจึงค่อยมาเจริญปัญญาพิจารณาสติปัฏฐาน 4 บรรลุธรรมตามกันไปเป็นแถวๆ

"หยุดคิดถึงจะรู้ (ปรมัตถธรรมและเข้าถึงธรรม) แต่จะรู้ก็ต้องกลับมาคิด(ตามบัญญัติธรรมในตำราและคัมภีร์ทั้งหลาย)"

onion


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 29 พ.ค. 2016, 07:04 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33853

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


กรัชกาย เขียน:
อัตตา - อนัตตา เป็นหลักทางปัญญาที่สำคัญยิ่ง

พระพุทธศาสนาสอนเรื่องนี้ไว้ ถ้าพูดเป็นภาษาธรรมดา ก็ว่าอัตตาที่ไม่มีนั้น ใช้มันไปเถอะ ได้ประโยชน์ดีจริงๆ ท่านสอนให้พัฒนาไปจนถึงที่สุด แล้วจะประสบพบสิ่งที่เลิศประเสริฐยิ่ง แต่อัตตามีขึ้นเมื่อไรเป็นปัญหาทุกที เกิดอัตตาขึ้นมาเมื่อไรก็ยุ่งเมื่อนั้น มีปัญหา เกิดทุกข์ เกิดการกระทบกระทั่งอะไรต่างๆ

พระพุทธศาสนามีคำสอนว่าด้วยอัตตา หรือตัวตนนี้มากมาย เช่น

อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นทีพึ่งของตน

อตฺตทีปา อตฺตสรณา จงมีตนเป็นเกาะ จงมีตนเป็นที่พึ่ง

อตฺตานํ ทมยนฺติ ปณฺฑิตา บัณฑิตทั้งหลายย่อมฝึกตน

สุทฺธิ อสุทฺธิ ปจฺจตฺตํ ความบริสุทธิ์ ไม่บริสุทธิ์เป็นของเฉพาะตัว

อตฺตานญฺจ ปิยํ ชญฺญา น นํ ปาเปน สํยุเช หากรู้ว่าตัวนี้เป็นที่รัก ก็ไม่ควรเอาตัวนั้นไปเกลือกกลั้วกับความชั่ว

ฯลฯ

เรื่องตัวเรื่องตนนี้ พระพุทธศาสนาสอนไว้มากมาย ในระดับตัวตนสมมตินี้ ที่มันไม่มีนี่แหละ พระพุทธศาสนาพูดเต็มที่เลย ให้ใช้ ให้ปฏิบัติ ให้พัฒนามัน จะเป็นประโยชน์ดีเหลือเกิน ท่านไม่มาเที่ยวพูดยุ่งในระดับสมมติ ว่าไม่มีอัตตา

แต่ในระดับปรมัตถ์ ท่านให้รู้เท่าทันว่าอัตตามันไม่ใช่เป็นของจริง ถ้ามันมีขึ้นมาเมื่อไร เกิดยึดถือขึ้นเมื่อไร เป็นเกิดโทษทุกที ปัญหาจะมา

จึงบอกว่า อัตตาที่ไม่มีนั้น พัฒนาไปเถิด จะประสบสิ่งที่เลิศประเสริฐยิ่ง แต่อัตตามีเมื่อไร เกิดปัญหาทุกที

อัตตาที่ไม่มีนั้น ใช้มันไปเถิดอย่างรู้กันและรู้ทัน ส่วนอัตตาที่จะมีก็ให้รู้แจ้งรู้ทัน มันจะได้ไม่เกิดขึ้นมา

ยิ่งพัฒนาอัตตาที่ไม่มีขึ้นไป อัตตาที่จะมีก็ยิ่งไม่เกิดขึ้นมา อันนี้ ก็ตีให้แตกด้วย



ย้อนกลับมาที่เดิมอีกที :b32: ตีให้แตก

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 29 พ.ค. 2016, 07:07 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33853

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ท่านอโศกจะเอานิยมนิยายอะไรกับลุงโฮ คิกๆๆ

ทวนความคิดเรื่องคนให้ฟังอีกที

โฮฮับเห็นว่า ที่เรียกว่า คน นั้นๆ ได้แก่คนบ้า คนบ้าเรียกว่า คน คนไม่บ้า เรียกบุคคล

ทีนี้ก็หันมาถามท่านอโศก ว่า อโศกเป็น คน หรือ เป็นบุคคล :b10:

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 29 พ.ค. 2016, 09:06 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 18 ก.ย. 2011, 21:51
โพสต์: 4939


 ข้อมูลส่วนตัว


กรัชกาย เขียน:
ท่านอโศกจะเอานิยมนิยายอะไรกับลุงโฮ คิกๆๆ

ทวนความคิดเรื่องคนให้ฟังอีกที

โฮฮับเห็นว่า ที่เรียกว่า คน นั้นๆ ได้แก่คนบ้า คนบ้าเรียกว่า คน คนไม่บ้า เรียกบุคคล

ทีนี้ก็หันมาถามท่านอโศก ว่า อโศกเป็น คน หรือ เป็นบุคคล :b10:

:b12: :b12: :b12: :b13: :b13: :b13:
อโศกะไม่เป็นอะไรซักอย่าง..........
5555555555555


onion
โฮฮับ บางทีก็ดูเหมือนขวางโลก แต่สังเกตพิจารณาลึกๆ เขาก็มีอะไรดีๆซ่อนอยู่เยอะแยะเหมือนกันนะท่านกรัชกาย ไม่มีโฮฮับรวมไปถึงแม้กระทั่งกบ ก็ไม่มีกระจกเงาให้เราสะท้อนดูตัวเองพัฒนาตนเอง โฮฮับกับกบจึงเป็นคนดีผู้มีบุญคุณต่อชาวลานธรรมจักรทถกคนนะครับ ช่วยกันค้นหาให้เจอ สังเกตง่ายๆ กระทู้เกือบทุกหน้ามีชื่อใครอยู่เสมอๆ ดูกันดีๆนะครับ
onion
:b53:


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 59 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2, 3, 4  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 11 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร