วันเวลาปัจจุบัน 20 ก.พ. 2020, 19:24  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 5 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 เม.ย. 2016, 14:47 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 32421

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


จากหนังสือเล่มนี้

รูปภาพ

หน้า ๒๗๓

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 เม.ย. 2016, 14:52 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 32421

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ปฏิบัติธรรมก้าวหน้าไป ธรรมกายเจริญเอง

พระพุทธเจ้าจากเราไปแล้ว แต่พระพุทธศาสนาไม่ได้สูญสิ้นไปด้วย ธรรมก็ยังคงอยู่

แม้พระวรกายหรือที่บาลีเรียกว่า รูปกายของพระพุทธเจ้าจะจากไปแล้ว แต่นามกายของพระองค์ในส่วนที่เรียกว่า ธรรมกาย ก็ยังคงอยู่

พระพุทธเจ้าตรัสไว้มีใจความว่า ผู้เห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา แต่ผู้ใดใจมากด้วยกิเลส ไม่เห็นธรรม แม้จะเกาะชายสังฆาฏิติดตามเราไปตลอดเวลา ผู้นั้นกับเราก็ชื่อว่าอยู่ห่างไกลกัน (สํ.ข.17/216,ขุ.สุ. 25/272)

เพราะฉะนั้น ถ้าเราจะเห็นพระพุทธเจ้าที่แท้จริง เราก็ต้องเข้าถึงธรรม

ถึงตอนนี้ ก็เลยมีกาย ๒ อย่าง ดังที่บอกว่ารูปกายของพระพุทธเจ้าจากไปแล้ว แต่ธรรมกายหาจากไปไม่

เราเห็นรูปกายของพระองค์ ด้วยตาเนื้อ แต่เราจะสามารถเห็นพระองค์ที่แท้จริง คือ พระธรรมกาย ด้วยดวงตาปัญญา

รูปกายของพระองค์นั้น เป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง แตกสลายไปเป็นธรรมดา เพราะเป็นรูปธรรม แต่ธรรมกายนั้นคงอยู่ ถึงแม้รูปกายของพระองค์จะแตกสลายแล้ว ธรรมกายก็ยังหาแตกสลายไปด้วยไม่

ชาวพุทธ เมื่อได้มาเรียนรู้พุทธประวัติ รำลึกถึงเหตุการณ์เกี่ยวกับพระองค์แล้ว เราก็เห็นความเป็นไปเกี่ยวกับพระรูปกายที่มาจบสิ้น ณ สถานที่ปรินิพพาน แล้วมาถูกพระเพลิงเผาผลาญที่มกุฎพันธนเจดีย์ คือ ที่ถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระนี้

พระรูปกายของพระองค์กลายเป็นเถ้าเป็นอัฐิไปแล้ว แต่พระธรรมกายยังคงอยู่ พระองค์ได้สอนเราไว้แล้วว่า “ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้น เห็นเรา”

หมายความว่า ถึงแม้ใครจะเกาะชายสังฆาฏิติดตามพระองค์ไป ก็เห็นแค่รูปกาย เราจะต้องมองเห็นธรรม จึงจะเห็นธรรมกายของพระองค์

แต่คำว่า รูปกาย และ ธรรมกาย นั้น จะต้องทำความเข้าใจกันให้ชัดเจน

คำว่า กาย แปลว่า กอง คือที่ชุมนุม หรือที่ประชุม หมายความว่าเป็นที่มารวมกันของสิ่งต่างๆ เช่น รถกาย คือ กองรถ พลกาย คือกองพล หรือกองทหาร เป็นต้น

เพราะฉะนั้น รูปกายทั้งหลาย มีธาตุต่างๆ อย่างที่เรียกกันว่า ดิน น้ำ ลม ไฟ มาประชุมกันเข้า ก็รวมเป็นกาย เรียกว่า รูปกาย

รูปกาย ก็คือ กองแห่งรูป หรือที่ประชุมแห่งรูปธรรม มีดิน น้ำ ลม ไฟ เป็นต้น มารวมกันอยู่

ส่วนธรรมกาย ก็คือ กองแห่งธรรม หรือชุมนุมแห่งธรรม หรือประชุมแห่งธรรม หรือที่มารวมกันของธรรมทั้งหลาย

พระพุทธเจ้านั้น ด้วยรูปกาย คือ พระวรกายของพระองค์ปรากฏอยู่ คนทั้งหลายก็ได้เข้าไปเฝ้า ได้เข้าไปพบเห็น ได้ดู ได้ฟัง

ส่วนธรรมกายของพระองค์ ก็หมายความว่า พระพุทธเจ้า เมื่อตรัสรู้แล้ว พระองค์ได้ค้นพบธรรมแล้ว พระองค์ก็กลายเป็นที่ประชุมแห่งธรรม หรือที่ชุมนุมของธรรม เป็นที่ที่ธรรมทั้งหลายมากมายมารวมกันอยู่

เมื่อพระองค์แสดงธรรมที่ตรัสรู้นั้นออกไป พระองค์ก็กลายเป็นแหล่ง ที่เปล่ง ที่หลั่งไหล ที่เผยแพร่ออกไป แห่งธรรมทั้งหลาย พระพุทธเจ้าก็จึงเป็นพระธรรมกาย ดังที่พระองค์ตรัสว่า

ดูกรวาเสฏฐะและภารัทวาช เธอทั้งหลาย มีชาติ-ชื่อ-โคตร-ตระกูล ต่างๆกัน ออกจากเรือนบวชเป็นอนาคาริก...เป็นสมณศากยบุตรเสมอกัน ผู้ใดมีศรัทธาที่ปลูกฝังลงแล้วในตถาคต...ก็สามารถกล่าวได้ว่า เราเป็นบุตร เป็นโอรสเกิดจากพระโอษฐ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นผู้เกิดจากธรรม อันธรรมนิรมิต เป็นธรรมทายาท ข้อนั้นเพราะอะไร ? ก็เพราะว่า คำว่า ธรรมกาย ก็ดี พรหมกายก็ดี ธรรมภูต ก็ดี พรหมภูต ก็ดี นี้เป็นชื่อของตถาคต

(ที.ปา.11/55)

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 เม.ย. 2016, 14:57 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 32421

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


พระพุทธเจ้าตรัสว่า ผู้ใดแม้จะเกาะมุมผ้าสังฆาฏิของพระองค์ ติดตามพระองค์ไปตลอดเวลา แต่จิตใจถูกกิเลสครอบงำ ก็ไม่ชื่อว่าเห็นพระองค์ ส่วนผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นชื่อว่าเห็นพระองค์

เมื่อพระอรรถกถาจารย์จะอธิบายพุทธพจน์นี้ ก็ต้องใช้คำว่า รูปกาย กับ ธรรมกาย มาเทียบกัน คือ

- เมื่อตามเสด็จเฝ้าดูองค์พระพุทธเจ้า ก็หมายถึงตามดูรูปกายของพระองค์ ด้วยตาเนื้อธรรมดา

- เมื่อมองเห็นคือเข้าใจธรรมที่พระองค์ตรัสสอน ก็เท่ากับเห็นธรรมกายของพระองค์ ด้วยตาปัญญา

การมองเห็นธรรมกายด้วยตาปัญญา ก็มีความหมายทำนองเดียวกับคำว่าได้ดวงตาเห็นธรรม หรือธรรมจักษุนั้นเอง

“ธรรมจักษุ” หรือดวงตาเห็นธรรม ก็คือการเห็นอริสัจ ซึ่งโดยทั่วไปหมายถึงบรรลุโสดาปัตติมรรค แต่กว้างออกไปหมายถึงมรรคทั้ง ๓ ระดับใดระดับหนึ่ง ตั้งแต่โสดาปัตติมรรค ไปจนถึงอนาคามิมรรค แต่บางแห่งหมายถึงมรรค ๔ ผล ๔ ได้ทั้งหมด คือ ตั้งแต่โสดาปัตติมรรค ถึงอรหัตผล (เช่น ม.อ. 4/250 สํ.อ.3/43 วินย.ฎีกา 4/76)

การเห็นธรรมกายในกรณีอย่างนี้ ก็คือการบรรลุโลกุตรธรรม ๙ ขั้นใดขั้นหนึ่ง หมายความว่า เห็นธรรมกาย คือโลกุตรธรรม ๙ (สํ.อ.2/343) ด้วยตาปัญญา ที่เห็นอริยสัจนั่นเอง
(อุ.อ.333 วินย.ฎีกา4/246)

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 เม.ย. 2016, 15:25 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 32421

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ธรรมกาย ไม่ใช่ศัพท์จำเพาะที่มีความหมายเจาะจง แต่เป็นคำสำหรับใช้อธิบายความหมายพิเศษในบางกรณี ดังที่ตัวศัพท์เองก็มีความหมายกว้างว่า กองธรรม หรือชุมนุมธรรม อาจจะเป็นโสดาปัตติมรรคก็ได้ หรือขั้นหนึ่งขั้นใดในโลกุตรธรรม ๙ ก็ได้ ตลอดจนถึงนิพพาน

บางแห่งใช้ในความหมายกว้างมาก ตรงตามศัพท์ที่แปลว่า กองธรรม เช่น หมายถึงธรรมขันธ์ (แปลว่ากองธรรม เหมือนกัน) คือ ศีลขันธ์ สมาธิขันธ์ เป็นต้น (เถร.อ.1/167)

แต่รวมแล้วก็คือ ธรรมกาย เป็นคำศัพท์ที่ใช้บ้างเพียงน้อยแห่ง (ในพระไตรปิฎก มีใช้เพียง ๔ แห่งเท่านั้น) เพราะจะใช้ต่อเมื่อต้องการความหมายเชิงเปรียบเทียบบางอย่าง โดยเฉพาะในกรณีที่เทียบคู่ กับ รูปกาย

ธรรมกาย ในพระไตรปิฎก ที่ว่ามีใช้ ๔ ครั้งนั้น

- ใช้ในพุทธพจน์ที่ตรัสว่าเป็นพระนามหนึ่งของพระองค์ เป็นความร้อยแก้วครั้งเดียว (ที่ยกมากล่าวข้างต้น)

- นอกจากนั้น ใช้ในคำประพันธ์ร้อยกรอง คือ เป็นคาถาพรรณนาคุณความดี (อยู่ในคัมภีร์อปทานทั้งหมด) ดังนี้

- แห่งหนึ่ง กล่าวถึงพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย ผู้มีจิตเป็นอิสระ มีธรรมกายมากมาย (คือ มีสภาวะแห่งธรรมแอนกประการ เป็นดังเรือนร่าง - ขุ.อป.32/2 อป.อ.1/254)

อีกแห่งหนึ่ง เป็นคำพรรณนาคุณของพระพุทธเจ้าปทุมุตตระ เช่นว่า ทรงเป็นแหล่งแห่งรัตนะและทรงแสดงธรรมกาย ฯลฯ (ขุ.อป.32/139)

-อีกแห่งหนึ่ง เป็นคำดำรัสของพระนางมหาปชาบดีโคตมีที่จะพูดถึงต่อไป

ธรรมกาย (ตามความหมายเดิม) คือ กองธรรม หรือชุมนุมแห่งธรรมนี้ ย่อมเกิดแก่บุคคลทุกคนที่ปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระพุทธองค์จนกระทั่งตนเองเป็นที่ชุมนุมแห่งธรรมต่างๆ

หมายความว่า ธรรมทั้งหลาย คือ มรรค ผล นิพพาน มาประชุมหรือชุมนุมกัน ในที่ใด ด้วยดวงตาปัญญาที่มองเห็นอริยสัจ ก็เกิดเป็นธรรมกายในผู้นั้น เหมือนอย่างที่พระมหาปชาบดีโคตมีเถรี ตรัสกะพระพุทธเจ้า เมื่อทูลลาจะปรินิพพานว่า

พระรูปกายของพระองค์นี้ หม่อมฉันได้เลี้ยงดู ให้เจริญเติบโตมา ส่วนธรรมกายของหม่อมฉันนี้ พระองค์ก็ได้ช่วยให้เจริญเติบโตขึ้นแล้ว
(ขุ.อป.33/157)

เป็นอันว่า ธรรมกายนั้น เข้าถึงได้ ด้วยปัญญาที่มองเห็นธรรมแล้วก็ถึงตัวธรรม ธรรมที่รู้ที่บรรลุแล้วก็เหมือนดังมาประชุมกันอยู่ ก็เป็นธรรมกายขึ้นมา ก็เท่านั้นเอง

แต่ว่าเท่านั้นเองนี่แหละ ยากนักหนา แม้กระนั้นก็ไม่ยากเกินไปสำหรับผู้มีศรัทธา และตั้งใจประพฤติปฏิบัติ

ถ้าเราประพฤติปฏิบัติจนเกิดปัญญาเห็นธรรมขึ้นมา เราก็เข้าถึงธรรมกาย เราปฏิบัติธรรมก้าวหน้าไป ธรรมต่างๆเกิดมีเพิ่มขึ้นๆ ธรรมกายก็เจริญเติบใหญ่ขึ้นในตัวเรา

เมื่อเราเห็นความจริงแห่งธรรมทั้งหลาย ล่วงทุลุผ่านประดารูปธรรมที่เป็นรูปกาย ก็คือ “เห็นธรรมกาย” พูดสั้นๆว่ “เห็นธรรม”

เพราะฉะนั้น จึงกล่าวว่า เมื่อเราเห็นธรรม ก็คือ เห็นองค์แท้ของพระพุทธเจ้า ตามคำตรัสว่า “ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 21 เม.ย. 2016, 06:29 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 เม.ย. 2010, 08:10
โพสต์: 2781

แนวปฏิบัติ: ขันธ์5ด้วยการสังเกตุ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ และอินทรีย์22
สิ่งที่ชื่นชอบ: พระสุตตันตปิฎก
อายุ: 0
ที่อยู่: ระยอง อุบลราชธานี

 ข้อมูลส่วนตัว


ครับ

ผู้ศึกษาก็ต้องพิจารณา

บางคำบางบัญญัติ อาจจะเป็นคำเรียกจากคนต่างลัทธิ

เช่นพรหมภูติ ส่วนตัวก็พึ่งเคยได้ยิน เป็นคำเรียกของคนต่างลัทธิหรือปล่าว

ปกติก็เรียกพระพุทธเจ้าว่า พุทธะ

.....................................................
อย่าท้อถอยต่อการปฏิบัติ อย่าปล่อยให้ความขุ่นเคืองเข้าแทรก สร้างพลังด้วยคำสอนของพระพุทธเจ้า รำลึกและตอบแทนพระคุณมารดา และบิดา มองโลกด้วยใจเป็นกลาง ระลึกเสมอว่าเรายังด้อยปัญญาหากยังไม่ได้ปัญญา


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 5 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 6 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร