วันเวลาปัจจุบัน 28 ก.พ. 2020, 13:47  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 10 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 29 มี.ค. 2016, 19:58 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 32443

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


"ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไม่มีความสุขใดเสมอด้วยความสงบ ความสุขชนิดนี้สามารถหาได้ในตัวเรานี้เอง ตราบใดที่มนุษย์ยังวิ่งวุ่นแสวงหาความสุขจากที่อื่น เขาจะไม่พบความสุขที่แท้จริงเลย มนุษย์ได้สรรค์สร้างสิ่งต่างๆ ขึ้นไว้เพื่อให้ตัวเองวิ่งตาม แต่ก็ไม่เคยทัน การแสวงหาความสุขโดยปล่อยใจ ให้ไหลเลื่อนไปตามอารมณ์ที่ปรารถนานั้น เป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มเหนื่อย เหมือนบุคคลลงทุนวิดน้ำในบึงใหญ่เพื่อต้องการปลาเล็กๆ เพียงตัวเดียว มนุษย์ส่วนใหญ่ มัววุ่นวายอยู่กับเรื่องกาม เรื่องกิน และเรื่องเกียรติ จนลืมนึกถึงส่ิ่งหนึ่ง ซึ่งสามารถให้ความสุขแก่ตนได้ทุกเวลา สิ่งนั้น คือ ดวงจิตที่ผ่องแผ้ว เรื่องกามเป็นเรื่องที่ต้องดิ้นรน เรื่องกินเป็นเรื่องที่ต้องแสวงหา และเรื่องเกียรติเป็นเรื่องที่ต้องแบกไว้ เมื่อมีเกียรติมากขึ้น ภาระที่จะต้องแบกเกียรติเป็นเรื่องใหญ่ยิ่งของมนุษย์ผู้หลงตนว่าเจริญ แล้ว ในหมู่ชนที่เพ่งมองแต่ความเจริญทางด้านวัตถุนั้น จิตใจของเขาเร่าร้อนอยู่ตลอดเวลา ไม่เคยประสบความสงบเย็นเลย เขายินดีที่จะมอบตัวให้จมอยู่ในคาวของโลกอย่างหลับหูหลับตา เขาพากันบ่นว่าหนัก และเหน็ดเหนื่อย พร้อมๆกันนั้น เขาได้แบกก้อนหินวิ่งไปบนถนนแห่งชีวิตอย่างไม่รู้จักวาง"

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 29 มี.ค. 2016, 20:03 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 32443

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ตย. เพื่อให้เข้ากับกระทู้จึงตัดแต่สาระมา

อ้างคำพูด:
ท่านว่า ให้กำหนดรู้ลมหายใจเสมือนว่าลมหายใจเป็นกัลยาณมิตร ให้เรายึดกัลยาณมิตรนี้ไว้
หลังจากนั้น ผมก็พยายามกำหนดรู้ลมหายใจในชีวิตประจำวัน เวลาเดิน ก็รู้สึกดี รู้สึกเพลินกับการยึดลมหายใจ

วันหนึ่ง ผมเกิดนึกอยากนั่งสมาธิขึ้นมา เลยนั่งสมาธิกำหนดลมหายใจ
นั่งสมาธิครั้งนี้ สามารถรับรู้ลมหายใจได้ตลอดสายเป็นเวลานาน
กำหนดคำบริกรรมในใจแผ่เมตตาให้สัตว์ทั้งหลายไม่มีประมาณในทิศเบื้องหน้า จากนั้นก็เบื้องหลัง จากนั้นก็เบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องซ้าย แล้วก็เบื้องขวา
พอครบทุกทิศแล้ว ก็กำหนดแผ่ไปในทุกทิศพร้อมกันไม่มีประมาณ กำหนดแค่ครั้งเดียวเท่านั้น จากนั้นผมก็รู้สึกเหมือนกาย ขยายตามที่กำหนดแผ่เมตตาไปด้วย รู้สึกว่ากายขยายไปทุกทิศ ความรู้สึกนี้มันเกิดในเวลาแค่แปปเดียว กายขยายไปทุกทิศจนรู้สึกว่ากายหายไป คือไม่มีกาย เวลานี้รู้สึกว่าความรู้สึกของเราเหมือนจุ่มอยู่ในปิติ มีแต่ความสุขไปหมด

จากนั้น ผมก็คิดขึ้นมาว่า "มีความสุขขนาดนี้ในโลกด้วยหรือ ความสุขนี้ดีกว่าความสุขในโลกที่เราเคยพบมาทั้งหมด โอ ความสุขนี้แค่นั่งก็ได้แล้ว คนทั้งโลก มัวแต่วุ่นวายทำอะไรกันอยู่ บางคนทำทุจริตต่างๆเพื่อหาเงินมาสนองความสุขตน ทำไปทำไมนะ มันเทียบกับความสุขที่เกิดจากความสงบนี้ไม่ได้เลย ความสุขนี้ไม่ต้องไขว่คว้ามาก อยู่กับตัวเองแท้ๆ คนในโลกกลับไม่รู้"

ผมสังเกตลมหายใจก็รู้สึกว่า ลมหายใจตอนนี้มันละเอียดมาก ถึงค่อยเข้าใจคำว่าลมหายใจหยาบลมหายใจละเอียดว่าเป็นยังไง
ก่อนหน้านี้เข้าใจว่าคือลมหายใจแรงๆเบาๆซะอีก :)

ความรู้สึกจากการเกิดสมาธิครั้งแรกนี้ มันเหมือนจุ่มค้างอยู่ปิติ คือปิติเกิดค้างอยู่ แต่ไม่เห็นนิมิตอะไรทั้งสิ้น แต่รู้สึกจิตเวลานี้ไม่มีนิวรณ์เลย คือมีความรู้พร้อมอยู่
จากนั้น ผมรู้สึกยินดีกับสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วคิดไปเรื่อยว่า "นี่คือปฐมฌาณหรือเปล่านี่ ปฐมฌาณเกิดกับเราหรือ"

จนจิตเริ่มไม่เป็นสมาธิ เริ่มปั่นป่วน หลังจากนั้นก็ได้ยินเสียงห้องข้างๆตะโกนเสียงดัง (คาดว่าน่าจะดูบอล) ก็เลยหลุดออกมาจากสภาวะนั้น

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 29 มี.ค. 2016, 20:09 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 32443

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


เบาๆ อีกซัก ตย.

อ้างคำพูด:
มันมีอาการแบบเดิมๆอีกแล้วคือมันมีความทุกข์เรื่องความรัก เราทำไม่ได้อย่างที่พูด คือ ถ้าเราไม่มีใครในใจจะมีความสุขมาก แต่พอตอนนี้มีคนคุยแล้วมันก็ทุกข์อีกแล้ว ยังไม่พอ ยังพาลให้ไม่มีสติ สื่อสารในเชิงลบ และเล่าเรื่องส่วนด้อยของตัวเองให้คนอื่นรู้ แต่หากเราไม่มีใครในใจ และสวดมนต์ทำสมาธิ เราจะเป็นคนละคนกับที่พูด คือ ร่าเริง ใช้คำพูดทันคน มีสติ มนุษยสัมพันธ์กับคนรอบข้างดี

หรือคนอย่างเราจะไม่เหมาะกับการมีคู่ เหมาะกับชีวิตทางธรรมมากกว่า
เราอายุยังน้อย แต่ทำไมต้องเป็นแบบนี้ด้วย บางทีก็อยากมีความรักไปตามวัย หรือมันจะมีคนที่ใช่สักคนที่จะไม่ทำให้เราทุกข์ใจได้หรอค่ะร้องไห้

หรือว่ามันเป็นกรรม แต่ปัจจุบันนี้เราพยายามรักษาศีลอยู่นะ

ช่วยหนูที

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 29 มี.ค. 2016, 21:02 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 32443

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


คำสอนภิกษุ แต่คฤหัสถ์ก็ศึกษาเทียบเคียงได้ เช่น ตย. บน


"ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความรักเป็นความร้าย ความรักเป็นสิ่งทารุณ และเป็นเครื่องทำลายความสุขของปวงชน ทุกคนต้องการความสมหวังในชีวิต แต่ความรักไม่เคยให้ความสมหวังแก่ใครถึงครึ่งหนึ่งแห่งความต้องการ ยิ่งความรักที่ฉาบทาด้วยความเสน่หาด้วยแล้ว ก็เป็นพิษแก่จิตใจ ทำให้ทุรนทุรายดิ้นรนไม่รู้จักจบสิ้น ความสุขที่เกิดจากความรักนั้นเหมือนความสบายของคนป่วยที่ได้กินของแสลง เธอทั้งหลายอย่าพอใจในความรักเลย เมื่อจิตใจยึดไว้ด้วยความรัก จิตใจนั้นจะสร้างความหวังขึ้นอย่างเจิดจ้า แต่ทุกครั้งที่เราหวัง ความผิดหวังก็จะรอเราอยู่


คำสอนของพุทธเจ้าเป็นสัจธรรม

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 29 มี.ค. 2016, 21:08 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 32443

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


มนุษย์ปุถุชน ที่จะพ้นจากทุกข์หามีไม่ เอาแค่บรรเทาๆว่า เรารู้จักมันแค่ไหนเพียงไร รับได้ไหม รับไม่ได้ก็ทุกข์


"ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความทุกข์เป็นความจริงประการหนึ่งที่ชีวิตทุกชีวิตจะต้องประสบไม่มากก็น้อย ความทุกข์ที่กล่าวนี้ มีอะไรบ้าง ภิกษุ ทั้งหลาย ความเกิดเป็นความทุกข์ ความแก่ ความเจ็บ ความตายก็เป็นทุกข์ ความแห้งใจ หรือความโศก ความพิไรรำพันจนน้ำตานองหน้า ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ ความคับแค้นใจ ความพลัดพรากจากบุคคลหรือสิ่งของอันเป็นที่รัก ความต้องประสบกับบุคคลหรือสิ่งของอัน ไม่เป็นที่รัก ปรารถนาอะไร มิได้ดังใจหมาย ทั้งหมดนี้ ล้วนเป็นความทุกข์ ที่บุคคลต้องประสบทั้งสิ้น เมื่อกล่าวโดยสรุป การยึดมั่นในขันธ์ ๕ ด้วยตัณหาอุปาทานนั่นเอง เป็นความทุกข์อันยิ่งใหญ่"

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 30 มี.ค. 2016, 05:57 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2009, 02:43
โพสต์: 12215


 ข้อมูลส่วนตัว


กรัชกาย เขียน:
โฮฮับ เขียน:

ฟังแล้วตลกดี เหมือนตำรวจไม่กล้าจับโจร แล้วอ้างว่าโจรมันผิดตำรวจไม่ผิด
โจรอย่างไรมันก็ผิดอยู่แล้ว แต่ปัญหามันอยู่ที่คนมีหน้าที่ไม่กล้าและไม่ยอมจับโจร

ถึงได้บอกไงว่า เป็นรัฐบาลมีหน้าที่บังคับใช้กหมาย ที่สำคัญอย่าปล่อยให้คนทำผิดกฎหมาย
ถ้าทำไม่ได้ ก็ไม่ต้องไม่โทษคนอื่น ปล่อยให้คนที่เขากล้าที่จะบังคับใช้กฎหมายปกครองประเทศ
บ้านเมืองจะได้ไม่วุ่นวาย :b32:


เหมือนให้ดูหลายรอบแล้ว แต่เหมือนไม่เข้าใจ ความคิดอยู่ในกะลาครอบจริงๆ คิกๆๆ

อ้างคำพูด:
1. เมื่อรัฐบาลสั่งงานทหาร ทหารตอบกลับมาว่าลำบากใจ... แล้วไม่ทำหน้าที่..เป็นเหตุให้รัฐล้มเหลวหรือไม่

2. ศาลมีคำสั่งห้ามรัฐบาลปราบปรามกบฎ ในการเข้ายึดสถานที่ราชการ ยึดทำเนียบ หน่วยงาน ของรัฐ ปิดการจราจร โดยได้รับความคุ้มครองจากศาล ทำให้รัฐล้มเหลวใช่หรือไม่

3. ทหารออกไปตั้งกองกำลัง ไว้ทั่วกรุงเทพ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุรุนแรง ในขณะเดียวกันก็มีกกำลังพลส่วนหนึ่งแฝงตัวอยู่ในม๊อป ทำหน้าที่เป็นการ์ด ให้กบฎ ใช่หรือไม่


4. องค์กรอิสระที่มีอยู่ไม่ทำหน้าที่ แต่กลับวางตัวเฉยเสียต่อการกระทำของม๊อปที่มีที่มาจากคนในพรรคการเมืองที่ แพ้โหวตในสภา บางส่วนขององค์กรอิสระถึงกลับลงไปให้การดูแลสนับสนุนม๊อป... ปกป้องคุ้มครองม๊อป ในขณะที่รัฐบาลไม่มีความคิดที่จะกระทำรุนแรงใดๆต่อม๊อป

การสั่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ในที่ตั้งไม่ใช้ปืนไม่ใช้กระสุนจริง ไม่บุกเข้าโจมตีม๊อป แต่ม๊อปเองกลับบุกเข้าตีจะยึดกองบัญชาการตำรวจ เป็นเรื่องที่ไม่ยากที่จะสังเกตุเห็นถ้ายังเป็นคน... มีความคิดปกติไม่คิดเอาแต่ในส่วนของตัวเองจนเกินไป องค์กรอิสระวางตัวไม่เป็นกลางเป็นเหตุให้รัฐล้มเหลวหรือไม่


:b32:


สงบ..สงบ...สงบ..

:b32: :b32: :b32:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 30 มี.ค. 2016, 07:51 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 ก.พ. 2010, 17:53
โพสต์: 4999

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


กรัชกายหนีทางโลก เข้าหาพระธรรมแล้ว สาธุ!


..................................รูปภาพ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 30 มี.ค. 2016, 08:43 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 32443

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


โฮฮับ เขียน:
กรัชกายหนีทางโลก เข้าหาพระธรรมแล้ว สาธุ!



มนุษย์ทุกรูปทุกนาม ไม่มีทางหนีโลกหนีสังคมพ้นดอก :b1: แม้แต่พระพุทธเจ้าเอง เมื่อยังทรงพระชนม์อยู่ก็ต้องอยู่กับโลก อยู่กับสังคมมนุษย์ จริงมะอ่ะ :b13:

แต่เคล็ดอยู่ตรงนี้ คือ พระพุทธเจ้าเปรียบพระองค์เหมือนบัวที่เกิดในน้ำ เจริญในน้ำ แต่น้ำไม่กำซาบ

คนที่ปฏิญาณตนว่าเป็นพุทธมามกะ ต้องเพียรพยายามดำเนินตามรอยบรมครู จริงมะอ่ะ :b32:

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 30 มี.ค. 2016, 09:17 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 เม.ย. 2010, 08:10
โพสต์: 2781

แนวปฏิบัติ: ขันธ์5ด้วยการสังเกตุ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ และอินทรีย์22
สิ่งที่ชื่นชอบ: พระสุตตันตปิฎก
อายุ: 0
ที่อยู่: ระยอง อุบลราชธานี

 ข้อมูลส่วนตัว


กรัชกาย เขียน:
"ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไม่มีความสุขใดเสมอด้วยความสงบ ความสุขชนิดนี้สามารถหาได้ในตัวเรานี้เอง ตราบใดที่มนุษย์ยังวิ่งวุ่นแสวงหาความสุขจากที่อื่น เขาจะไม่พบความสุขที่แท้จริงเลย มนุษย์ได้สรรค์สร้างสิ่งต่างๆ ขึ้นไว้เพื่อให้ตัวเองวิ่งตาม แต่ก็ไม่เคยทัน การแสวงหาความสุขโดยปล่อยใจ ให้ไหลเลื่อนไปตามอารมณ์ที่ปรารถนานั้น เป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มเหนื่อย เหมือนบุคคลลงทุนวิดน้ำในบึงใหญ่เพื่อต้องการปลาเล็กๆ เพียงตัวเดียว มนุษย์ส่วนใหญ่ มัววุ่นวายอยู่กับเรื่องกาม เรื่องกิน และเรื่องเกียรติ จนลืมนึกถึงส่ิ่งหนึ่ง ซึ่งสามารถให้ความสุขแก่ตนได้ทุกเวลา สิ่งนั้น คือ ดวงจิตที่ผ่องแผ้ว เรื่องกามเป็นเรื่องที่ต้องดิ้นรน เรื่องกินเป็นเรื่องที่ต้องแสวงหา และเรื่องเกียรติเป็นเรื่องที่ต้องแบกไว้ เมื่อมีเกียรติมากขึ้น ภาระที่จะต้องแบกเกียรติเป็นเรื่องใหญ่ยิ่งของมนุษย์ผู้หลงตนว่าเจริญ แล้ว ในหมู่ชนที่เพ่งมองแต่ความเจริญทางด้านวัตถุนั้น จิตใจของเขาเร่าร้อนอยู่ตลอดเวลา ไม่เคยประสบความสงบเย็นเลย เขายินดีที่จะมอบตัวให้จมอยู่ในคาวของโลกอย่างหลับหูหลับตา เขาพากันบ่นว่าหนัก และเหน็ดเหนื่อย พร้อมๆกันนั้น เขาได้แบกก้อนหินวิ่งไปบนถนนแห่งชีวิตอย่างไม่รู้จักวาง"


อนุโมทนาครับ

.....................................................
อย่าท้อถอยต่อการปฏิบัติ อย่าปล่อยให้ความขุ่นเคืองเข้าแทรก สร้างพลังด้วยคำสอนของพระพุทธเจ้า รำลึกและตอบแทนพระคุณมารดา และบิดา มองโลกด้วยใจเป็นกลาง ระลึกเสมอว่าเรายังด้อยปัญญาหากยังไม่ได้ปัญญา


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 30 มี.ค. 2016, 09:37 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 32443

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ยกเอาพุทธโอวาทก่อนปรินิพพาน 3 เดือน ตอนหนึ่งให้ดู อ่านแล้ว คิดหลายๆมุมๆหลายๆด้าน อย่าให้ความคิดจมดิ่งสุดโต่งไปข้างเดียว :b1:
เกี่ยวกับอารมณ์คือสิ่งสวยงามภายนอก (สอนภิกษุนะ แต่ชาวบ้านทั่วๆไปจับเอาสาระได้) ดูนะ


"ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ในพรหมจรรย์นี้ มีสุภาพสตรีเป็น อันมากเข้ามาเกี่ยวข้องอยู่ในฐานะต่างๆ เป็นมารดาบ้าง เป็นพี่หญิงน้องหญิงบ้าง เป็นเครือญาติบ้าง และเป็นผู้เลื่อมใสในพระรัตนตรัยบ้าง ภิกษุจะพึงปฏิบัติต่อสตรีอย่างไร ?"

"อานนท์ การที่ภิกษุจะไม่ดูไม่แลสตรีเพศเสียเลยนั้นเป็นการดี"

"ถ้าจำเป็นต้องดูต้องเห็นเล่าพระเจ้าข้า" พระอานนท์ทูลซัก

"ถ้าจำเป็นต้องดูต้องเห็น ก็อย่าพูดด้วย อย่าสนทนาด้วยเป็นการดี" พระศาสดาตรัสตอบ

"ถ้าจำเป็นต้องสนทนาด้วยเล่าพระเจ้าข้า จะปฏิบัติอย่างไร"

"ถ้าจำเป็นต้องสนทนาด้วยก็จงมีสติไว้ ควบคุมสติให้ดี สำรวมอินทรีย์ วาจาให้เรียบร้อย อย่าให้ความกำหนัดยินดี หรือความหลงใหลครอบงำจิตใจได้ อานนท์ เรากล่าวว่าสตรีที่บุรุษเอาใจเข้าไปเกาะเกี่ยวนั้น เป็นมลทินของพรหมจรรย์"

"แล้วสตรีที่บุรุษมิได้เอาใจเข้าไปเกี่ยวเกาะเล่าพระเจ้าข้า จะเป็นมลทินของพรหมจรรย์หรือไม่"

"ไม่เป็นอานนท์ เธอระลึกได้อยู่หรือ เราเคยพูดไว้ว่า อารมณ์อันวิจิตร สิ่งสวยงามในโลกนี้มิใช่กาม แต่ความกำหนัดที่เกิดขึ้น เพราะการดำริต่างหากเล่าเป็นกามของคน เมื่อกระชากความพอใจออกเสียได้แล้ว สิ่งวิจิตรสวยงามก็อยู่อย่างเก้อๆ ทำพิษอะไรมิได้อีกต่อไป"

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 10 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: Google [Bot] และ บุคคลทั่วไป 7 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร