วันเวลาปัจจุบัน 22 เม.ย. 2021, 19:34  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 พ.ย. 2015, 08:50 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 4111


 ข้อมูลส่วนตัว


เรื่องคนค่อนขอดการภาวนาก็เท่ากับว่าแมลงวันบอกว่ามึงอย่ากินเกสรดอกไม้แมลง‬ ภู่เอ๋ย มึงบินสูงยากจะตาย กูไปเที่ยวกินมูตรคูตมันไม่ได้บินสูง บินต่ำๆ เลย และก็ไม่ได้หาอยากเหมือนมึง มึงโง่กว่ากูมาก ดังนี้เป็นต้น อีกประการหนึ่ง พระบรมศาสดาไม่ใช่คนโง่ขนาดนั้น ผู้ไปนั่งหลับตาภาวนาเป็นผู้ฉิบหายเสียแล้ว ทำโลกไม่ให้เจริญก็คล้ายๆ กับว่าพระบรมศาสดาเป็นคนโง่กว่าคนที่ไปค่อนขอดคนที่ไปค่อนขอดก็ต้องเป็นพระ พุทธเจ้าแทนซิ เราก็ต้องปฏิญญาณว่าท่านเป็นผู้คัดค้านธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าขอเป็นลูกศิษย์ท่านอีกคนหนึ่ง ข้าพเจ้าจึงถือท่านเป็นสรณะ

และอีกประการหนึ่ง พระบรมศาสดามองเห็นแล้วว่าจะมีคนรักใคร่ปฏิบัติเพื่อพ้นทุกข์เพียงเขาโคเท่า นั้น ส่วนขนโคไม่มีเลย เราจะส่งเสริมเขาโคเท่านั้น ส่วนขนโคเอาไว้ตามบุญกรรมไม่ให้คะแนนเลยขอฝากไว้กับพระพุทธเจ้าอนาคตตะพึด ตะพือ และคนที่ค่อนขอดอย่างนี้มันก็ตกนรกในปัจจุบันนั้นเอง เพราะมันมีนรกอยู่ที่จิตเขาไม่ให้เห็นทางถูกทางผิด เขาเป็นคนตาบอดมาอวดสนเข็มให้เราผู้ตาดี เราก็ไม่จำเป็นต้องได้คิดมากตัดสินเองเลยว่าคนตาบอดมาอวดสนเข็มให้เราผู้ตา ดี คนขาหักมาอวดวิ่งกับเราผู้มีกำลังดี ตัดสินเพียงเท่านี้มันไม่ยากอะไรนัก ปลอกกล้วยสุกงอมยังยากกว่านี้

หลวงปู่หล้า. เขมปัตโต


จิตก็ดี‬ ‪#‎ธาตุก็ดี‬ ‪#‎ปัจจัยก็ดี‬ หรือภพภูมิโยงถึงกันได้ก็ดี ก็เพราะมีกิเลสเข้าไปสิงว่าตัวกู ของกู ดังกล่าวแล้วนั้น ส่วนที่จะมีเครื่องบอกให้ทราบว่าเราละกิเลสได้นั้นคือ สิ่งที่เคยโลภมันไม่โลภ สิ่งที่เคยโกรธมันไม่โกรธ สิ่งที่เคยหลงว่าเป็นตัวตน เราเขาสัตว์บุคคล มันไม่หลงว่าเป็นตัวเราเขา ก็แปลว่ามันบอกให้เราทราบแล้ว แต่หากว่ามันหลงมันก็บอกให้เราทราบได้อีกเหมือนกัน
หลวงปู่หล้า เขมปัตโต


การทำบุญทำน้อยทำมากก็ดีได้บุญเสมอกันหรือไม่‬ ข้อนี้ได้ตอบยาวเหยียดดังต่อไปนี้

ผู้ที่รวยเป็นล้านๆ แต่บริจาคทานเพื่อประชดแดกดันท่านผู้อื่น เพื่อโล่ห์อันนั้นเป็นเกียรติเป็นอำนาจ เพื่ออวดคน อันนี้บุญก็ไม่ได้มาก ถ้าไม่มีเจตนาอย่างนั้นมีเจตนาทำเพื่อให้สมเกียรติของตนอันนี้ก็ได้บุญ มากกว่าบ้าง และการให้ทานอธิบายมากเรียกว่าทักขิณาวิสุทธิ 4

ทักขิณาบางอย่างบริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก แต่ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายทายก
ทักขิณาบางอย่างบริสุทธิ์ฝ่ายทายก แต่ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก
ทักขิณาบางอย่างไม่บริสุทธิ์ทั้ง 2 ฝ่าย
ทักขิณาบางอย่างบริสุทธิ์ทั้ง 2 ฝ่าย

ยกอุทาหรณ์อีก กล้าดีนาไม่ดีก็พอได้ผลบ้าง กล้าไม่ดีนาดีก็ได้รับผลบ้าง นาไม่ดีกล้าไม่ดีก็ไม่ได้รับผล (เลวมาก) นาก็ดีกล้าก็ดีเป็นชั้นหนึ่งมีผลมาก

เรื่องติณบาลในครั้งพุทธกาลของพระกัสสปะสัมมาสัมพุทธเจ้า ชายคนหนึ่งเป็นคนยากไร้มาก ไม่มีวิชาจะทำอะไร มีผ้านุ่งผืนเดียวเอากาบไม้มาทำต่างเสื่อแล้วก็เอาใบไม้มาปูอีก เพื่อให้พอนอนได้ เศรษฐีให้นอนเฝ้าสวนหญ้าคา เศรษฐีให้ข้าวกินวันละหนึ่งทะนาน แล้วแกก็แบ่งเป็น 3 ส่วน ส่วนหนึ่งไว้กิน ส่วนหนึ่งให้กระยาจกพวกขอ ส่วนหนึ่งใส่บาตรให้พระเณร เมื่อเศรษฐีได้ทราบก็ให้ขึ้นอีกเป็น 2 ทะนาน แกก็แบ่งอย่างนั้นอีก แล้วเศรษฐีก็ให้ขึ้นอีกเป็น 3 ทะนาน แกก็แบ่งอย่างนั้นอีก ครั้นอยู่มาเศรษฐีก็สร้างกฐิน อะไรก็ครบหมดในกฐินก็ยังเหลือแต่ด้ายจะเย็บผ้า

ชายคนจนคนนั้นได้ทราบเข้าก็นึกสังเวชตัวเองว่า "ผ้านี้กว่าจะเป็นผืนก็ต้องเย็บเสียก่อน เออ...ดีละทีนี้เรามีโอกาสจะได้ทำบุญจะไปขอเอากับเศรษฐีในส่วนด้ายนี้ จะรับรองหามาเอง ขอให้คนจนได้ทำบุญด้วย เพราะปางแต่ชาติก่อนๆ ชะรอยจะไม่ได้สร้างกุศลเลย จึงเกิดมาเป็นคนจนถึงเพียงนี้" ว่าแล้วก็เย็บใบไม้มานุ่งแทนผ้าผืนที่นุ่งอยู่แล้วเอาไปซักให้สะอาดเสร็จ แล้วก็พับเรียบร้อยเอาไปขายในตลาด คงจะเป็นชายหนุ่มเพราะหญิงสาวพูดเล่นว่า

"คุณพี่เอ๋ยผ้าของคุณพี่นั้นทำไมถึงไม่นุ่งเล่า จะนุ่งใบตองทำไม ดูแล้วขี้เหร่เหลือเกิน" ทีนี้แกก็ตอบเขาว่า "มันจะขี้เหร่แต่ชาตินี้ ชาติหน้ามันจะสวยดอกคุณน้องเอ๋ย คุณพี่ไม่โกรธดอก" ว่าแล้วก็เอาไปขายได้เงินมา 1 มาสก ถ้าเทียบในปัจจุบันของเราก็คงจะเพียงราคาบาทเดียวเท่านั้น แกก็ไปซื้อด้ายมาในกองกฐินพอแกเอาไปถวายร่วมกองกฐินแล้ว เศรษฐีก็ให้ผ้านุ่งอันสวยงาม เทวบุตรเทวดาก็บรรลือในสรวงสวรรค์ ใครก็อยากจะมาซื้อเอากองบุญของแก แกก็บอกว่า "ธรรมดาบุญแล้วไม่เป็นหน้าที่จะซื้อขายจะให้เท่าใดก็ไม่เอา"

นี้พูดแบบย่อเกินไปแล้วตอนสุดท้าย ก็ได้เป็นเศรษฐีด้วยผลทานอันนั้น เพราะเศรษฐีแบ่งมรดกให้ด้วยอำนาจวาสนาผลบุญอันนั้นเอง นี้อย่างไรเล่า ผู้เขียนเข้าใจว่าแกมีเจตนาดี เชื่อบุญและผลของบุญเห็นโทษในตนที่ไม่ได้ให้ทานในชาติก่อนๆ โดยหวนคิดด้วยเจตนาอันคาดคะเน ศรัทธาแก่กล้าก็เชื่อผลบุญผลบาปอย่าเต็มภูมิ เพราะไม่ได้บริจาคทานเพื่อจะแข่งดีกับใคร และก็ไม่ได้อวดอ้างว่าเป็นผู้ใจถึง และพระที่รับทานนั้นเป็นผู้บริสุทธิ์ด้วยส่อแสดงให้เห็นว่า กล้าก็ดี นาก็ดี ก็ได้รับผลมาก ดังนี้ คำว่ากล้าหมายถึงเจตนาผู้บริสุทธิ์

หลวงปู่หล้า เขมปัตโต


การทำบุญเราจะเลือกพระนั้นมันก็ต้องขึ้นอยู่กับใจของเรา‬ แต่ส่วนหลวงปู่ต้องพิจารณาว่าข้อวัตรปฏิบัติของพระเหล่านั้นไปแถวใด ไปแถวไสยศาสตร์ หรือพุทธศาสตร์ ท่านเหล่านั้นเท่าที่สังเกตบวชเพื่อเลี้ยงชีวิต หรือเพื่อลาภยศ หรือเพื่อพ้นทุกข์ในวัฏสงสาร เราก็คงพออ่านออก เรื่องแผ่ๆ ขอๆ เรี่ยๆ ไรๆ มีหรือไม่ มีข้อวัตรรักใคร่ในการปฏิบัติหรือไม่คำพูดคำสอนของท่านหนักไปในทางอามิส หรือในทางโลกุตรเพื่อหลุดเพื่อพ้นเสนาสนะที่อยู่ที่อาศัยวิเวกบ้างหรือไม่ เราดูก็คงรู้แพล็บเดียวกระมัง (แต่เท่าที่ลูกๆ หลานๆ ทำบุญมาแล้วนั้นมันก็เท่ากับว่าเลือกครูบาอาจารย์ และพระเจ้าพระสงฆ์ถูกแล้ว)
หลวงปู่หล้า เขมปัตโต


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 20 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร