วันเวลาปัจจุบัน 27 ก.พ. 2024, 02:01  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 95 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3, 4, 5 ... 7  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 ก.ค. 2015, 08:36 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 7
สมาชิก ระดับ 7
ลงทะเบียนเมื่อ: 09 เม.ย. 2009, 19:25
โพสต์: 579

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ทางสายกลางที่พระพุทธองค์ทรงสอนสั่ง คือ อริยมรรคมีองค์8
ไม่ได้มีอยู่แล้วในตัวคนหรือตัวใคร

แต่บุคคลทั้งปวงถ้าต้องการลุถึงความสิ้น ราคะโทสะโมหะ ต้องอบรมมรรค ให้มีขึ้นเป็นขึ้นในตนเอง
มีมรรคอยู่เป็นเนื้อตัวชีวิตให้ได้

ส่วนสิ่งที่จะต้องอบรมสร้างให้เกิดขึ้น ถ้าเป็นตัวความรู้ตัวปัญญาญาณชั้นรู้แจ้งคนนั้นจะศึกษาค้นคว้าได้
ที่กายยาววา พร้อมทั้งสัญญาและใจนี้

onion


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 ก.ค. 2015, 09:38 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มิ.ย. 2012, 14:54
โพสต์: 2805


 ข้อมูลส่วนตัว


:b13:
บัวศกล เขียน:
ทางสายกลางที่พระพุทธองค์ทรงสอนสั่ง คือ อริยมรรคมีองค์8
ไม่ได้มีอยู่แล้วในตัวคนหรือตัวใคร

แต่บุคคลทั้งปวงถ้าต้องการลุถึงความสิ้น ราคะโทสะโมหะ ต้องอบรมมรรค ให้มีขึ้นเป็นขึ้นในตนเอง
มีมรรคอยู่เป็นเนื้อตัวชีวิตให้ได้

ส่วนสิ่งที่จะต้องอบรมสร้างให้เกิดขึ้น ถ้าเป็นตัวความรู้ตัวปัญญาญาณชั้นรู้แจ้งคนนั้นจะศึกษาค้นคว้าได้
ที่กายยาววา พร้อมทั้งสัญญาและใจนี้

onion
:b27:ปลุกมันขึ้นมาทุกคนมีอยู่แล้ว พระองค์เพียงบอกขุมทรัพย์บอกทางที่มีอยู่ในทุกคนให้เรารู้ ปลุกมันขึ้นมา เราโง่มานานที่ไปให้ค่าให้ราคากับมัน

.....................................................
อย่าลืมทำกิจในอริยสัจ
เราจะเดินให้สุดทาง http://www.thaidhamma.net


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 ก.ค. 2015, 11:56 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ต.ค. 2009, 15:06
โพสต์: 7503

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


Kiss
กบนอกกะลา เขียน:
ต่ออีกนิด... :b16:

อ้างคำพูด:
จตุตถฌาน หรือ จตุตถสมาบัติ

จตุตถะ แปลว่าที่ ๔ จตุตถฌานจึงแปลว่าฌานที่ ๔ ฌานที่ ๔ นี้มีอารมณ์ ๒ เหมือนฌาน ๓ แต่ผิดกันที่ฌาน ๓ มีสุขกับเอกัคคตา สำหรับฌานที่ ๔ นี้ ตัดความสุข ออกเสียเหลือแต่ เอกัคคตา และเติมอุเบกขาเข้ามาแทน ฉะนั้น อารมณ์ของฌาน ๔ จึงมีอารมณ์ผิดแผกจากฌาน ๓ ตรงที่ตัดความสุขออกไป และเพิ่มการวางเฉยเข้ามา แทนที่

อาการของฌาน ๔

ฌาน ๔ เมื่อนักปฏิบัติ ปฏิบัติถึงมีอาการดังนี้

จะไม่ปรากฏลมหายใจเหมือนสภาพฌานอื่นๆ เพราะลมละเอียดจน ไม่ปรากฏว่ามีลมหายใจ ในวิสุทธิมรรคท่านว่า ลมหายใจไม่มีเลย แต่บางอาจารย์ ท่านว่า ลมหายใจนั้นมี แต่ลมหายใจละเอียดจนไม่มีความรู้สึกว่าหายใจ ตามนัยวิสุทธิ- มรรคท่านกล่าวถึงคนที่ไม่มีลมหายใจไว้ ๔ จำพวกด้วยกัน คือ ๑. คนตาย ๒. คนดำน้ำ ๓. เด็กในครรภ์มารดา ๔.ท่านที่เข้าฌาน ๔ รวมความว่า ข้อสังเกตที่สังเกตได้ชัดเจน ในฌาน ๔ ที่เข้าถึงก็คือ ไม่ปรากฏว่ามีลมหายใจการที่ฌาน ๔ เมื่อเข้าถึงแล้ว และ ขณะที่ทรงอยู่ในระดับของฌาน ๔ ไม่ปรากฏว่ามีลมหายใจนี้เป็นความจริง มีนักปฏิบัติ หลายท่านที่พบเข้าแบบนี้ถึงกับร้องเอะอะโวยวายบอกว่าไม่เอาแล้วเพราะเกรงว่าจะตาย เพราะไม่มีลมหายใจบางรายที่อารมณ์สติสมบูรณ์หน่อยก็ถึงกับค้นคว้าควานหาลมหายใจ เมื่ออารมณ์จิตตกลงระดับต่ำกว่าฌานที่ ๔ ในที่สุดก็พบลมหายใจที่ปรากฏอยู่กับปลาย จมูกนั่นเอง

อารมณ์จิตเมื่อเข้าสู่ระดับฌาน ๔ จะมีอารมณ์สงัดเงียบจากอารมณ์ ภายนอกจริง ๆ ดับเสียง คือ ไม่ได้ยินเสียง ดับสุข ดับทุกข์ทางกายเสียจนหมดสิ้น มี อารมณ์โพลงสว่างไสวเกินกว่าฌานอื่นใด มีอารมณ์สงัดเงียบ ไม่เกี่ยวข้องด้วยร่างกาย เลย กายจะสุข จะทุกข์ มดจะกิน ริ้นจะกัดอันตรายใดๆ จะเกิด จิตในระหว่างตั้งอยู่สมาธิ ที่มีกำลังระดับฌาน ๔ จะไม่รับรู้อะไรทั้งสิ้น เพราะฌานนี้กายกับจิตแยกกันเด็ดขาดจริงๆ ไม่สนใจข้องแวะกันเลย ดังจะเห็นในเรื่องของลมหายใจ ความจริงร่างกายนี้จำเป็นมาก ในเรื่องหายใจเพราะลมหายใจเป็นพลังสำคัญของร่างกาย พลังอื่นใดหมดไป แต่อัสสาสะ ปัสสาสะ คือลมหายใจยังปรากฏ ที่เรียกกันตามภาษาธรรมว่า ผัสสาหารยังมีอยู่ ร่างกาย ก็ยังไม่สลายตัว ถ้าลมหายใจที่เรียกว่าผัสสาหารหยุดเมื่อไร เมื่อนั้นก็ถึงอวสานของการ ทรงอยู่ของร่างกาย ฉะนั้น ผลการปฏิบัติที่เข้าถึงระดับฌาน ๔ จึงจัดว่าลมหายใจยังคงมี ตามปกติที่ไม่รู้ว่าหายใจก็เพราะว่าจิตแยกออกจากกายอย่างเด็ดขาดโดยไม่รับรู้อาการ ของร่างกายเลย


อาการที่จิตแยกจากร่างกาย

เพื่อให้เข้าใจชัดว่า จิตแยกออกจากร่างกายได้จริงเพียงใด เมื่อท่านเจริญสมาธิถึง ฌาน ๔ จนคล่องแคล่วชำนิชำนาญดีแล้ว ให้ท่านเข้าสู่ฌาน ๔ แล้วถอยจิตออกมาหยุดอยู่ เพียงอุปจารฌาน แล้วอธิษฐานว่า ขอร่างกายนี้จงเป็นโพรงและกายอีกกายหนึ่งจงปรากฏ แล้วเข้าฌาน ๔ ใหม่ ออกจากฌาน ๔ มาหยุดอยู่เพียงอุปจารฌาน ท่านจะเห็นกายเป็น โพรงใหญ่ มีกายของเราเองปรากฏขึ้นภายในกายเดิมอีกกายหนึ่ง ที่ท่านเรียกในมหาสติ- ปัฏฐานว่ากายในกาย จะบังคับให้กายในกายท่องเที่ยวไปในร่างกายทุกส่วน แม้แต่เส้น ประสาทเล็กๆ กายในกายก็จะไปได้สะดวกสบายเหมือนเดินในถ้ำใหญ่ ๆ ต่อไปจะบังคับ กายใหม่นี้ออกไปสู่ภพใด ๆ ก็ไปได้ตามประสงค์ ที่ท่านเรียกว่า "มโนมยิทธิ แปลว่า มีฤทธิ์ทางใจนั่นเอง" พลังของฌาน ๔ มีพลังมากอย่างนี้ ท่านที่ได้ฌาน ๔ แล้วท่าน จะฝึกวิชชาสาม อภิญญาหกหรือปฏิสัมภิทาญาณ ก็ทำได้ทั้งนั้น เพราะวิชชาการที่จะฝึก ต่อไปนั้น ก็ใช้พลังจิตระดับฌาน ๔ นั่นเอง จะแตกต่างกันอยู่บ้างก็เพียงอาการในการ เคลื่อนไปเท่านั้น ส่วนอารมณ์ที่จะใช้ก็เพียงฌาน ๔ ซึ่งเป็นของที่มีอยู่แล้วเปรียบเสมือน นักเพาะกำลังกาย ถ้ามีกำลังกายสมบูรณ์แล้วจะทำอะไรก็ทำได้เพราะกำลังพอจะมีสะดุด บ้างก็ตรงเปลี่ยนแนวปฏิบัติใหม่ จะยุ่งใจบ้างในระยะต้นพอเข้าใจเสียแล้วก็ทำได้คล่อง เพราะกำลังพอ ท่านที่ได้ฌาน ๔ แล้วก็เช่นเดียวกัน เพราะงานส่วนอภิญญาหรือวิชชาสาม ก็ใช้พลังจิตเพียงฌาน ๔ เท่านั้น ท่านที่ได้ฌาน ๔ จึงเป็นผู้มีโอกาสจะทำได้โดยตรง

เสี้ยนหนามของฌาน ๔

เสี้ยนหนาม หรือศัตรูตัวสำคัญของฌาน ๔ ก็คือ "ลมหายใจ" เพราะถ้าปรากฏว่า มีลมหายใจปรากฏเมื่อเข้าฌาน ๔ ก็จงทราบเถิดว่า จิตของท่านมีสมาธิต่ำกว่าฌาน ๔ แล้วจงอย่าสนใจกับลมหายใจเลยเป็นอันขาด

อานิสงส์ของฌาน ๔

ท่านที่ทรงฌาน ๔ ไว้ได้ ในขณะที่มีชีวิตอยู่ จะมีอารมณ์แช่มชื่นตลอดวัน เวลาจะแก้ปัญหาของตนเองได้อย่างอัศจรรย์
ท่านที่ได้ฌาน ๔ สามารถจะทรงวิชชาสาม อภิญญาหก ปฏิสัมภิทาญาณได้ ถ้าท่านต้องการ
ท่านที่ได้ฌาน ๔ สามารถจะเอาฌาน ๔ เป็นกำลังของวิปัสสนาญาณชำระ กิเลสให้หมดสิ้นไป อย่างช้าภายใน ๗ ปี อย่างกลางภายใน ๗ เดือน อย่างเร็วภายใน ๗ วัน

หากท่านไม่เจริญวิปัสสนา ท่านทรงฌาน ๔ ไว้มิให้เสื่อม ขณะตาย ตาย ในระหว่างฌานที่จะได้ไปเกิดในพรหมโลกสองชั้นคือ ชั้นที่ ๑๐ และชั้นที่ ๑๑

:b16:
...ขอบพระคุณและอนุโมทนาความรู้ที่ให้มาเป็นธรรมทานค่ะ...อาจารย์กบ...
...ให้ความรู้วันเดียวก็นับเป็นครูว่าไหม...เหมือนใส่บาตรทัพพีเดียวเลย...
...กินแล้วเมื่อิ่มก็รู้...ถึงธรรมแล้วนั่นแหละคือรู้...หาตำรามาอ่านยังไม่เชื่อเลย...
...พอดีได้ไปเล่าให้ครูบาอาจารย์สายพระป่าท่านฟังท่านพูดรับรองว่าบรรลุฌาน3...
...ถ้าไม่มีครูรับรองก็ไม่เชื่อตัวเองค่ะ...เพราะปกติไม่ขยันนั่งสมาธิ...แต่เวลานั่ง...
...จิตจะตรงแน่วดิ่งในรสพระธรรม...เหมือนมีแรงดึงดูดอาการตามที่เกิดตามตำราเดะ...
...ในจุดที่รู้ถึงลมหายใจหายไปหมดนี่แหละจึงรู้ว่าจิตรวมเป็น1เดียว...จิตแยกจากกาย...
...รู้ว่ามีกายแต่ไม่รู้ว่ายังหายใจป่าว...พยายามสูดลมหายใจเข้าออกเพื่อสัมผัสก็ไม่ได้...
...รับรู้ว่าฉันนั่งอยู่ที่วัดบนศาลาคนน่าจะนับพัน...เพื่อนที่ไปด้วยกันก็นั่งสมาธิอยู่ข้างๆ...
...จิตเบาเหมือนมีอากาศอยู่รอบตัว...นี่ฉันไม่หายใจหรือหายใจทางผิวหนังเลยหรือเนี่ย...
...ตอนที่เกิดไม่รู้ค่ะว่าถึงขั้นไหน...แต่รู้ว่าเป็นสมาธิที่เด่นภายในไม่ออกไปรู้เห็นภายนอก...
...ทุกวันนี้จะออกแนววิปัสนามากกว่านั่งสมาธิ...ความจำนี้แม่นมาก...ถึงอารมณ์เอกัคตา...
...ชีวิตมีปกติในศีล5แต่การปฏิบัติมากกว่า5เพราะไม่ติดครีมบำรุงอยู่ในเพศพรหมจรรย์เพราะโสด...
...แต่ข้าพเจ้าว่าปฏิบัติไม่ผิดทางสายกลางและคิดว่าจิตแน่วสู่โสดาปัตติมรรคจิตน่าจะเข้าข่ายอริยะ...
...มีชีวิตอยู่ก็มีจิตแช่มชื่น...แม้เวลานอนก็อมยิ้มไม่ทุกข์ใจ...ปรารถนาอะไรเป็นอย่างที่คิดไปหมด...
...เรื่องอภิญญา วิชชา3 ยังไม่เคยฝึก แต่รู้ว่าจิตมีพลังมากเช่นไปตลาดตอนเช้าซื้ออาหารพอแล้ว...
...เดินมาเจอข้าจี่อยากกิน...แต่ไม่ซื้ออาหารเต็มมือแล้ว...ถึงที่ทำงานหัวหน้าเอาห่ออาหารมาฝาก...
...บอกว่าสามีห่ออาหารเช้าให้ไม่รู้ว่าอะไรเอาไปทานหน่อย...เปิดออกมาเป็นข้าวจี่กะนมกล่องอิอิ...
...วันหลังอยากกินแหนมเนืองคือคิดตอนเช้านะไม่ได้พูดกะใคร...หัวหน้าไปประชุมกลับมา11โมง...
...อิอิ...ก็ซื้อแหนมเนืองเข้ามาเลี้ยงกินกันอย่างอิ่มหนำสำราญ...แบบอิ่มจังตังค์อยู่ครบเลยขอบอก...
...มีปาฎิหาริย์ในชีวิตเยอะมาก...มีเหตุการณ์แปลกเกิดในชีวิตประจำ...ใครมาคิดพูดไม่ดีด้วยไม่ได้น๊า...
:b1: :b12:
:b43:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 ก.ค. 2015, 12:35 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มิ.ย. 2012, 14:54
โพสต์: 2805


 ข้อมูลส่วนตัว


Rosarin เขียน:
Kiss
กบนอกกะลา เขียน:
ต่ออีกนิด... :b16:

อ้างคำพูด:
จตุตถฌาน หรือ จตุตถสมาบัติ

จตุตถะ แปลว่าที่ ๔ จตุตถฌานจึงแปลว่าฌานที่ ๔ ฌานที่ ๔ นี้มีอารมณ์ ๒ เหมือนฌาน ๓ แต่ผิดกันที่ฌาน ๓ มีสุขกับเอกัคคตา สำหรับฌานที่ ๔ นี้ ตัดความสุข ออกเสียเหลือแต่ เอกัคคตา และเติมอุเบกขาเข้ามาแทน ฉะนั้น อารมณ์ของฌาน ๔ จึงมีอารมณ์ผิดแผกจากฌาน ๓ ตรงที่ตัดความสุขออกไป และเพิ่มการวางเฉยเข้ามา แทนที่

อาการของฌาน ๔

ฌาน ๔ เมื่อนักปฏิบัติ ปฏิบัติถึงมีอาการดังนี้

จะไม่ปรากฏลมหายใจเหมือนสภาพฌานอื่นๆ เพราะลมละเอียดจน ไม่ปรากฏว่ามีลมหายใจ ในวิสุทธิมรรคท่านว่า ลมหายใจไม่มีเลย แต่บางอาจารย์ ท่านว่า ลมหายใจนั้นมี แต่ลมหายใจละเอียดจนไม่มีความรู้สึกว่าหายใจ ตามนัยวิสุทธิ- มรรคท่านกล่าวถึงคนที่ไม่มีลมหายใจไว้ ๔ จำพวกด้วยกัน คือ ๑. คนตาย ๒. คนดำน้ำ ๓. เด็กในครรภ์มารดา ๔.ท่านที่เข้าฌาน ๔ รวมความว่า ข้อสังเกตที่สังเกตได้ชัดเจน ในฌาน ๔ ที่เข้าถึงก็คือ ไม่ปรากฏว่ามีลมหายใจการที่ฌาน ๔ เมื่อเข้าถึงแล้ว และ ขณะที่ทรงอยู่ในระดับของฌาน ๔ ไม่ปรากฏว่ามีลมหายใจนี้เป็นความจริง มีนักปฏิบัติ หลายท่านที่พบเข้าแบบนี้ถึงกับร้องเอะอะโวยวายบอกว่าไม่เอาแล้วเพราะเกรงว่าจะตาย เพราะไม่มีลมหายใจบางรายที่อารมณ์สติสมบูรณ์หน่อยก็ถึงกับค้นคว้าควานหาลมหายใจ เมื่ออารมณ์จิตตกลงระดับต่ำกว่าฌานที่ ๔ ในที่สุดก็พบลมหายใจที่ปรากฏอยู่กับปลาย จมูกนั่นเอง

อารมณ์จิตเมื่อเข้าสู่ระดับฌาน ๔ จะมีอารมณ์สงัดเงียบจากอารมณ์ ภายนอกจริง ๆ ดับเสียง คือ ไม่ได้ยินเสียง ดับสุข ดับทุกข์ทางกายเสียจนหมดสิ้น มี อารมณ์โพลงสว่างไสวเกินกว่าฌานอื่นใด มีอารมณ์สงัดเงียบ ไม่เกี่ยวข้องด้วยร่างกาย เลย กายจะสุข จะทุกข์ มดจะกิน ริ้นจะกัดอันตรายใดๆ จะเกิด จิตในระหว่างตั้งอยู่สมาธิ ที่มีกำลังระดับฌาน ๔ จะไม่รับรู้อะไรทั้งสิ้น เพราะฌานนี้กายกับจิตแยกกันเด็ดขาดจริงๆ ไม่สนใจข้องแวะกันเลย ดังจะเห็นในเรื่องของลมหายใจ ความจริงร่างกายนี้จำเป็นมาก ในเรื่องหายใจเพราะลมหายใจเป็นพลังสำคัญของร่างกาย พลังอื่นใดหมดไป แต่อัสสาสะ ปัสสาสะ คือลมหายใจยังปรากฏ ที่เรียกกันตามภาษาธรรมว่า ผัสสาหารยังมีอยู่ ร่างกาย ก็ยังไม่สลายตัว ถ้าลมหายใจที่เรียกว่าผัสสาหารหยุดเมื่อไร เมื่อนั้นก็ถึงอวสานของการ ทรงอยู่ของร่างกาย ฉะนั้น ผลการปฏิบัติที่เข้าถึงระดับฌาน ๔ จึงจัดว่าลมหายใจยังคงมี ตามปกติที่ไม่รู้ว่าหายใจก็เพราะว่าจิตแยกออกจากกายอย่างเด็ดขาดโดยไม่รับรู้อาการ ของร่างกายเลย


อาการที่จิตแยกจากร่างกาย

เพื่อให้เข้าใจชัดว่า จิตแยกออกจากร่างกายได้จริงเพียงใด เมื่อท่านเจริญสมาธิถึง ฌาน ๔ จนคล่องแคล่วชำนิชำนาญดีแล้ว ให้ท่านเข้าสู่ฌาน ๔ แล้วถอยจิตออกมาหยุดอยู่ เพียงอุปจารฌาน แล้วอธิษฐานว่า ขอร่างกายนี้จงเป็นโพรงและกายอีกกายหนึ่งจงปรากฏ แล้วเข้าฌาน ๔ ใหม่ ออกจากฌาน ๔ มาหยุดอยู่เพียงอุปจารฌาน ท่านจะเห็นกายเป็น โพรงใหญ่ มีกายของเราเองปรากฏขึ้นภายในกายเดิมอีกกายหนึ่ง ที่ท่านเรียกในมหาสติ- ปัฏฐานว่ากายในกาย จะบังคับให้กายในกายท่องเที่ยวไปในร่างกายทุกส่วน แม้แต่เส้น ประสาทเล็กๆ กายในกายก็จะไปได้สะดวกสบายเหมือนเดินในถ้ำใหญ่ ๆ ต่อไปจะบังคับ กายใหม่นี้ออกไปสู่ภพใด ๆ ก็ไปได้ตามประสงค์ ที่ท่านเรียกว่า "มโนมยิทธิ แปลว่า มีฤทธิ์ทางใจนั่นเอง" พลังของฌาน ๔ มีพลังมากอย่างนี้ ท่านที่ได้ฌาน ๔ แล้วท่าน จะฝึกวิชชาสาม อภิญญาหกหรือปฏิสัมภิทาญาณ ก็ทำได้ทั้งนั้น เพราะวิชชาการที่จะฝึก ต่อไปนั้น ก็ใช้พลังจิตระดับฌาน ๔ นั่นเอง จะแตกต่างกันอยู่บ้างก็เพียงอาการในการ เคลื่อนไปเท่านั้น ส่วนอารมณ์ที่จะใช้ก็เพียงฌาน ๔ ซึ่งเป็นของที่มีอยู่แล้วเปรียบเสมือน นักเพาะกำลังกาย ถ้ามีกำลังกายสมบูรณ์แล้วจะทำอะไรก็ทำได้เพราะกำลังพอจะมีสะดุด บ้างก็ตรงเปลี่ยนแนวปฏิบัติใหม่ จะยุ่งใจบ้างในระยะต้นพอเข้าใจเสียแล้วก็ทำได้คล่อง เพราะกำลังพอ ท่านที่ได้ฌาน ๔ แล้วก็เช่นเดียวกัน เพราะงานส่วนอภิญญาหรือวิชชาสาม ก็ใช้พลังจิตเพียงฌาน ๔ เท่านั้น ท่านที่ได้ฌาน ๔ จึงเป็นผู้มีโอกาสจะทำได้โดยตรง

เสี้ยนหนามของฌาน ๔

เสี้ยนหนาม หรือศัตรูตัวสำคัญของฌาน ๔ ก็คือ "ลมหายใจ" เพราะถ้าปรากฏว่า มีลมหายใจปรากฏเมื่อเข้าฌาน ๔ ก็จงทราบเถิดว่า จิตของท่านมีสมาธิต่ำกว่าฌาน ๔ แล้วจงอย่าสนใจกับลมหายใจเลยเป็นอันขาด

อานิสงส์ของฌาน ๔

ท่านที่ทรงฌาน ๔ ไว้ได้ ในขณะที่มีชีวิตอยู่ จะมีอารมณ์แช่มชื่นตลอดวัน เวลาจะแก้ปัญหาของตนเองได้อย่างอัศจรรย์
ท่านที่ได้ฌาน ๔ สามารถจะทรงวิชชาสาม อภิญญาหก ปฏิสัมภิทาญาณได้ ถ้าท่านต้องการ
ท่านที่ได้ฌาน ๔ สามารถจะเอาฌาน ๔ เป็นกำลังของวิปัสสนาญาณชำระ กิเลสให้หมดสิ้นไป อย่างช้าภายใน ๗ ปี อย่างกลางภายใน ๗ เดือน อย่างเร็วภายใน ๗ วัน

หากท่านไม่เจริญวิปัสสนา ท่านทรงฌาน ๔ ไว้มิให้เสื่อม ขณะตาย ตาย ในระหว่างฌานที่จะได้ไปเกิดในพรหมโลกสองชั้นคือ ชั้นที่ ๑๐ และชั้นที่ ๑๑

:b16:
...ขอบพระคุณและอนุโมทนาความรู้ที่ให้มาเป็นธรรมทานค่ะ...อาจารย์กบ...
...ให้ความรู้วันเดียวก็นับเป็นครูว่าไหม...เหมือนใส่บาตรทัพพีเดียวเลย...
...กินแล้วเมื่อิ่มก็รู้...ถึงธรรมแล้วนั่นแหละคือรู้...หาตำรามาอ่านยังไม่เชื่อเลย...
...พอดีได้ไปเล่าให้ครูบาอาจารย์สายพระป่าท่านฟังท่านพูดรับรองว่าบรรลุฌาน3...
...ถ้าไม่มีครูรับรองก็ไม่เชื่อตัวเองค่ะ...เพราะปกติไม่ขยันนั่งสมาธิ...แต่เวลานั่ง...
...จิตจะตรงแน่วดิ่งในรสพระธรรม...เหมือนมีแรงดึงดูดอาการตามที่เกิดตามตำราเดะ...
...ในจุดที่รู้ถึงลมหายใจหายไปหมดนี่แหละจึงรู้ว่าจิตรวมเป็น1เดียว...จิตแยกจากกาย...
...รู้ว่ามีกายแต่ไม่รู้ว่ายังหายใจป่าว...พยายามสูดลมหายใจเข้าออกเพื่อสัมผัสก็ไม่ได้...
...รับรู้ว่าฉันนั่งอยู่ที่วัดบนศาลาคนน่าจะนับพัน...เพื่อนที่ไปด้วยกันก็นั่งสมาธิอยู่ข้างๆ...
...จิตเบาเหมือนมีอากาศอยู่รอบตัว...นี่ฉันไม่หายใจหรือหายใจทางผิวหนังเลยหรือเนี่ย...
...ตอนที่เกิดไม่รู้ค่ะว่าถึงขั้นไหน...แต่รู้ว่าเป็นสมาธิที่เด่นภายในไม่ออกไปรู้เห็นภายนอก...
...ทุกวันนี้จะออกแนววิปัสนามากกว่านั่งสมาธิ...ความจำนี้แม่นมาก...ถึงอารมณ์เอกัคตา...
...ชีวิตมีปกติในศีล5แต่การปฏิบัติมากกว่า5เพราะไม่ติดครีมบำรุงอยู่ในเพศพรหมจรรย์เพราะโสด...
...แต่ข้าพเจ้าว่าปฏิบัติไม่ผิดทางสายกลางและคิดว่าจิตแน่วสู่โสดาปัตติมรรคจิตน่าจะเข้าข่ายอริยะ...
...มีชีวิตอยู่ก็มีจิตแช่มชื่น...แม้เวลานอนก็อมยิ้มไม่ทุกข์ใจ...ปรารถนาอะไรเป็นอย่างที่คิดไปหมด...
...เรื่องอภิญญา วิชชา3 ยังไม่เคยฝึก แต่รู้ว่าจิตมีพลังมากเช่นไปตลาดตอนเช้าซื้ออาหารพอแล้ว...
...เดินมาเจอข้าจี่อยากกิน...แต่ไม่ซื้ออาหารเต็มมือแล้ว...ถึงที่ทำงานหัวหน้าเอาห่ออาหารมาฝาก...
...บอกว่าสามีห่ออาหารเช้าให้ไม่รู้ว่าอะไรเอาไปทานหน่อย...เปิดออกมาเป็นข้าวจี่กะนมกล่องอิอิ...
...วันหลังอยากกินแหนมเนืองคือคิดตอนเช้านะไม่ได้พูดกะใคร...หัวหน้าไปประชุมกลับมา11โมง...
...อิอิ...ก็ซื้อแหนมเนืองเข้ามาเลี้ยงกินกันอย่างอิ่มหนำสำราญ...แบบอิ่มจังตังค์อยู่ครบเลยขอบอก...
...มีปาฎิหาริย์ในชีวิตเยอะมาก...มีเหตุการณ์แปลกเกิดในชีวิตประจำ...ใครมาคิดพูดไม่ดีด้วยไม่ได้น๊า...
:b1: :b12:
:b43:
ทำไมนึกอยากกินล่ะ ข้าวจี แหนมเนือง มีด้วยเหรอคุณสมบัติโสดาบัน นึกอยากจะกินอะไรแล้วได้กิน ไปกันใหญ่แล้วนักบฎิบัติธรรมหลงทาง. มีแต่คุณสมบัติแรกเลย มือจะต้องชุ่มด้วยการให้ ไม่ใช่นั่งนึกอยากกินอะไรแล้วมีคนกามาให้กิน. โอ้ย!ปวดใจจัง อิ่มจังตังอยู่ครบ อวดความตระหนี่อีก

.....................................................
อย่าลืมทำกิจในอริยสัจ
เราจะเดินให้สุดทาง http://www.thaidhamma.net


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 ก.ค. 2015, 13:14 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ต.ค. 2009, 15:06
โพสต์: 7503

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


Kiss
ทำไมนึกอยากกินล่ะ ข้าวจี แหนมเนือง มีด้วยเหรอคุณสมบัติโสดาบัน นึกอยากจะกินอะไรแล้วได้กิน ไปกันใหญ่แล้วนักบฎิบัติธรรมหลงทาง. มีแต่คุณสมบัติแรกเลย มือจะต้องชุ่มด้วยการให้ ไม่ใช่นั่งนึกอยากกินอะไรแล้วมีคนกามาให้กิน. โอ้ย!ปวดใจจัง

...ท่านบิ๊กทู่...เขียนตามน้องนงเรียก ...ท่านอยู่ในภพภูมิไหนล่ะหรือจะกินหญ้า...
...พระอรหันต์ท่านก็ฉันข้าวนะ...เพียงแต่สายวัดป่าท่านฉันมื้อเช้ามื้อเดียว...
...แต่ข้าพเจ้าแล้วแต่ความพอใจไม่ผิดศีล5อ่ะนะ...บรรลุธรรมเขาบรรลุที่ใจเด้อ...
...รู้ความจริงก็รู้ที่ใจ...ไปนรก สวรรค์ พรหมโลกก็ไปด้วยใจ...ร่างกายไม่ตามไปนะจ๊ะ...
...เคยได้ยินไหม มนุษยพรหมมา มนุษยเทโว มนุษยเปโต...เค้ามีแบบฉบับของจิตน๊า...
:b11: :b16:
:b44:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 ก.ค. 2015, 13:21 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มิ.ย. 2012, 14:54
โพสต์: 2805


 ข้อมูลส่วนตัว


Rosarin เขียน:
Kiss
ทำไมนึกอยากกินล่ะ ข้าวจี แหนมเนือง มีด้วยเหรอคุณสมบัติโสดาบัน นึกอยากจะกินอะไรแล้วได้กิน ไปกันใหญ่แล้วนักบฎิบัติธรรมหลงทาง. มีแต่คุณสมบัติแรกเลย มือจะต้องชุ่มด้วยการให้ ไม่ใช่นั่งนึกอยากกินอะไรแล้วมีคนกามาให้กิน. โอ้ย!ปวดใจจัง

...ท่านบิ๊กทู่...เขียนตามน้องนงเรียก ...ท่านอยู่ในภพภูมิไหนล่ะหรือจะกินหญ้า...
...พระอรหันต์ท่านก็ฉันข้าวนะ...เพียงแต่สายวัดป่าท่านฉันมื้อเช้ามื้อเดียว...
...แต่ข้าพเจ้าแล้วแต่ความพอใจไม่ผิดศีล5อ่ะนะ...บรรลุธรรมเขาบรรลุที่ใจเด้อ...
...รู้ความจริงก็รู้ที่ใจ...ไปนรก สวรรค์ พรหมโลกก็ไปด้วยใจ...ร่างกายไม่ตามไปนะจ๊ะ...
...เคยได้ยินไหม มนุษยพรหมมา มนุษยเทโว มนุษยเปโต...เค้ามีแบบฉบับของจิตน๊า...
:b11: :b16:
:b44:
ที่ถามนะ ทำไมถึงดีใจที่นึกอะไรแล้วได้กิน มันไม่ใช่คุณสมบัติของอริยะชนเลย. คุณสมบัติแรกคือมือต้องชุ่มด้วยการให้. ไม่ใช่นึกอย่กกินอะไรแล้วได้กินเดี๋ยวจะหลงทาง

.....................................................
อย่าลืมทำกิจในอริยสัจ
เราจะเดินให้สุดทาง http://www.thaidhamma.net


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 ก.ค. 2015, 13:30 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ต.ค. 2009, 15:06
โพสต์: 7503

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


rolleyes
bigtoo เขียน:
Rosarin เขียน:
Kiss
ทำไมนึกอยากกินล่ะ ข้าวจี แหนมเนือง มีด้วยเหรอคุณสมบัติโสดาบัน นึกอยากจะกินอะไรแล้วได้กิน ไปกันใหญ่แล้วนักบฎิบัติธรรมหลงทาง. มีแต่คุณสมบัติแรกเลย มือจะต้องชุ่มด้วยการให้ ไม่ใช่นั่งนึกอยากกินอะไรแล้วมีคนกามาให้กิน. โอ้ย!ปวดใจจัง

...ท่านบิ๊กทู่...เขียนตามน้องนงเรียก ...ท่านอยู่ในภพภูมิไหนล่ะหรือจะกินหญ้า...
...พระอรหันต์ท่านก็ฉันข้าวนะ...เพียงแต่สายวัดป่าท่านฉันมื้อเช้ามื้อเดียว...
...แต่ข้าพเจ้าแล้วแต่ความพอใจไม่ผิดศีล5อ่ะนะ...บรรลุธรรมเขาบรรลุที่ใจเด้อ...
...รู้ความจริงก็รู้ที่ใจ...ไปนรก สวรรค์ พรหมโลกก็ไปด้วยใจ...ร่างกายไม่ตามไปนะจ๊ะ...
...เคยได้ยินไหม มนุษยพรหมมา มนุษยเทโว มนุษยเปโต...เค้ามีแบบฉบับของจิตน๊า...
:b11: :b16:
:b44:
ที่ถามนะ ทำไมถึงดีใจที่นึกอะไรแล้วได้กิน มันไม่ใช่คุณสมบัติของอริยะชนเลย. คุณสมบัติแรกคือมือต้องชุ่มด้วยการให้. ไม่ใช่นึกอย่กกินอะไรแล้วได้กินเดี๋ยวจะหลงทาง

...พระโสดาบันแต่งงานมีลูกเต็มบ้านมีหลานเต็มเมืองมีไหมล่ะ...อย่างนางวิสาขามหาอุบาสิกา...
...ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีก็เป็นผู้ครองเรือน...อย่างข้าพเจ้าน่ะทำโรงทานเป็นประจำเรื่องกินไม่เคยอด...
...ก็เหมือนอย่างที่คิดว่า...อยากได้มีโอกาสเผยแผ่ธัมมะของพระพุทธองค์นั่นแหละ...สมดั่งใจจริงๆ...
:b12: :b20:
:b16:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 ก.ค. 2015, 13:32 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ต.ค. 2009, 15:06
โพสต์: 7503

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


rolleyes
...อย่างน้อยการนั่งสมาธิของข้าพเจ้าก็ยืนยันเป็นพยานให้กับพระพุทธเจ้าเพราะมาอ่านตำราภายหลังนะ...
:b20: :b8:
:b39:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 ก.ค. 2015, 13:39 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มิ.ย. 2012, 14:54
โพสต์: 2805


 ข้อมูลส่วนตัว


Rosarin เขียน:
rolleyes
bigtoo เขียน:
Rosarin เขียน:
Kiss
ทำไมนึกอยากกินล่ะ ข้าวจี แหนมเนือง มีด้วยเหรอคุณสมบัติโสดาบัน นึกอยากจะกินอะไรแล้วได้กิน ไปกันใหญ่แล้วนักบฎิบัติธรรมหลงทาง. มีแต่คุณสมบัติแรกเลย มือจะต้องชุ่มด้วยการให้ ไม่ใช่นั่งนึกอยากกินอะไรแล้วมีคนกามาให้กิน. โอ้ย!ปวดใจจัง

...ท่านบิ๊กทู่...เขียนตามน้องนงเรียก ...ท่านอยู่ในภพภูมิไหนล่ะหรือจะกินหญ้า...
...พระอรหันต์ท่านก็ฉันข้าวนะ...เพียงแต่สายวัดป่าท่านฉันมื้อเช้ามื้อเดียว...
...แต่ข้าพเจ้าแล้วแต่ความพอใจไม่ผิดศีล5อ่ะนะ...บรรลุธรรมเขาบรรลุที่ใจเด้อ...
...รู้ความจริงก็รู้ที่ใจ...ไปนรก สวรรค์ พรหมโลกก็ไปด้วยใจ...ร่างกายไม่ตามไปนะจ๊ะ...
...เคยได้ยินไหม มนุษยพรหมมา มนุษยเทโว มนุษยเปโต...เค้ามีแบบฉบับของจิตน๊า...
:b11: :b16:
:b44:
ที่ถามนะ ทำไมถึงดีใจที่นึกอะไรแล้วได้กิน มันไม่ใช่คุณสมบัติของอริยะชนเลย. คุณสมบัติแรกคือมือต้องชุ่มด้วยการให้. ไม่ใช่นึกอย่กกินอะไรแล้วได้กินเดี๋ยวจะหลงทาง

...พระโสดาบันแต่งงานมีลูกเต็มบ้านมีหลานเต็มเมืองมีไหมล่ะ...อย่างนางวิสาขามหาอุบาสิกา...
...ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีก็เป็นผู้ครองเรือน...อย่างข้าพเจ้าน่ะทำโรงทานเป็นประจำเรื่องกินไม่เคยอด...
...ก็เหมือนอย่างที่คิดว่า...อยากได้มีโอกาสเผยแผ่ธัมมะของพระพุทธองค์นั่นแหละ...สมดั่งใจจริงๆ...
:b12: :b20:
:b16:
อย่างน้อยการอยากเผยแผ่ธรรมมะก็น่าจะรู้ไว้ว่า การอยากกินอะไรแล้วมีคนหามาให้ตรงใจอยากกินไม่ใช่คุณสมบัติของโสดาบันนะครับ
คุณสมบัติโสดาบันที่ควรรู้ ธรรม ๔ ประการนั้น เป็นอย่างไรเล่า ? ๔ ประการ คือ :- อริยสาวกในธรรมวินัยนี้
(๑) ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า
(๒) ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระธรรม
(๓) ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระสงฆ์
(๔) มีใจปราศจากความตระหนี่อันเป็นมลทิน มีจาคะ อันปล่อยแล้ว มีฝ่ามืออันชุ่ม ยินดีในการสละ ควรแก่การขอ ยินดีในการจำแนกทาน อยู่ครองเรือน.
ช่างไม้ ทั้งหลาย ! อริยสาวกผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการเหล่านี้ แล ย่อมเป็นพระโสดาบัน มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงแท้ที่จะตรัสรู้ในเบื้องหน้า.
คู่มือโสดาบัน หน้า ๒๑๕
มหาวาร. สํ. ๑๙/๓๕๒/๑๔๕๑.

.....................................................
อย่าลืมทำกิจในอริยสัจ
เราจะเดินให้สุดทาง http://www.thaidhamma.net


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 ก.ค. 2015, 14:34 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ต.ค. 2009, 15:06
โพสต์: 7503

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


huh
bigtoo เขียน:
Rosarin เขียน:
rolleyes
bigtoo เขียน:
Rosarin เขียน:
Kiss
ทำไมนึกอยากกินล่ะ ข้าวจี แหนมเนือง มีด้วยเหรอคุณสมบัติโสดาบัน นึกอยากจะกินอะไรแล้วได้กิน ไปกันใหญ่แล้วนักบฎิบัติธรรมหลงทาง. มีแต่คุณสมบัติแรกเลย มือจะต้องชุ่มด้วยการให้ ไม่ใช่นั่งนึกอยากกินอะไรแล้วมีคนกามาให้กิน. โอ้ย!ปวดใจจัง

...ท่านบิ๊กทู่...เขียนตามน้องนงเรียก ...ท่านอยู่ในภพภูมิไหนล่ะหรือจะกินหญ้า...
...พระอรหันต์ท่านก็ฉันข้าวนะ...เพียงแต่สายวัดป่าท่านฉันมื้อเช้ามื้อเดียว...
...แต่ข้าพเจ้าแล้วแต่ความพอใจไม่ผิดศีล5อ่ะนะ...บรรลุธรรมเขาบรรลุที่ใจเด้อ...
...รู้ความจริงก็รู้ที่ใจ...ไปนรก สวรรค์ พรหมโลกก็ไปด้วยใจ...ร่างกายไม่ตามไปนะจ๊ะ...
...เคยได้ยินไหม มนุษยพรหมมา มนุษยเทโว มนุษยเปโต...เค้ามีแบบฉบับของจิตน๊า...
:b11: :b16:
:b44:
ที่ถามนะ ทำไมถึงดีใจที่นึกอะไรแล้วได้กิน มันไม่ใช่คุณสมบัติของอริยะชนเลย. คุณสมบัติแรกคือมือต้องชุ่มด้วยการให้. ไม่ใช่นึกอย่กกินอะไรแล้วได้กินเดี๋ยวจะหลงทาง

...พระโสดาบันแต่งงานมีลูกเต็มบ้านมีหลานเต็มเมืองมีไหมล่ะ...อย่างนางวิสาขามหาอุบาสิกา...
...ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีก็เป็นผู้ครองเรือน...อย่างข้าพเจ้าน่ะทำโรงทานเป็นประจำเรื่องกินไม่เคยอด...
...ก็เหมือนอย่างที่คิดว่า...อยากได้มีโอกาสเผยแผ่ธัมมะของพระพุทธองค์นั่นแหละ...สมดั่งใจจริงๆ...
:b12: :b20:
:b16:
อย่างน้อยการอยากเผยแผ่ธรรมมะก็น่าจะรู้ไว้ว่า การอยากกินอะไรแล้วมีคนหามาให้ตรงใจอยากกินไม่ใช่คุณสมบัติของโสดาบันนะครับ
คุณสมบัติโสดาบันที่ควรรู้ ธรรม ๔ ประการนั้น เป็นอย่างไรเล่า ? ๔ ประการ คือ :- อริยสาวกในธรรมวินัยนี้
(๑) ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า
(๒) ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระธรรม
(๓) ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระสงฆ์
(๔) มีใจปราศจากความตระหนี่อันเป็นมลทิน มีจาคะ อันปล่อยแล้ว มีฝ่ามืออันชุ่ม ยินดีในการสละ ควรแก่การขอ ยินดีในการจำแนกทาน อยู่ครองเรือน.
ช่างไม้ ทั้งหลาย ! อริยสาวกผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการเหล่านี้ แล ย่อมเป็นพระโสดาบัน มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงแท้ที่จะตรัสรู้ในเบื้องหน้า.
คู่มือโสดาบัน หน้า ๒๑๕
มหาวาร. สํ. ๑๙/๓๕๒/๑๔๕๑.

:b9:
...ทฤษฎีจ๋าขนาดนี้...ถ้าไปเทศน์คนฟังจะรู้เรื่องไหมนี่...ละสักกายทิฐิ20พิจารณาแบบนี้นะ...
...1)กายไม่มีในเรา.....2)เราไม่มีกาย......3)กายไม่เป็นเรา.....4)เราไม่เป็นกาย...
...5)เวทนาไม่มีในเรา 6เราไม่มีในเวทนา........7)เวทนาไม่เป็นเรา 8)เราไม่เป็นเวทนา...
...9)สัญญาไม่มีในเรา 10)เราไม่มีในสัญญา.......11)สัญญาไม่เป็นเรา 12)เราไม่เป็นสัญญา...
...13)สังขารไม่มีในเรา 14)เราไม่มีในสังขาร........15)สังขารไม่เป็นเรา 16เราไม่เป็นสังขาร...
...17)วิญญานไม่มีในเรา 18)เราไม่มีในวิญญาน....19)วิญญานไม่เป็นเรา 20)เราไม่เป็นวิญญาน...
...มีวิธีปฏิบัติกันได้ทั่วไปแบบไหนยังไง...ต้องพิจารณาเรื่องกายกับจิตแยกกันเป็นก่อนนะ...
...รู้กะไม่รู้...ฟ้ากะเหวน๊า...
:b12: :b29:
:b39:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 ก.ค. 2015, 16:03 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มิ.ย. 2012, 14:54
โพสต์: 2805


 ข้อมูลส่วนตัว


Rosarin เขียน:
huh
bigtoo เขียน:
Rosarin เขียน:
rolleyes
bigtoo เขียน:
Rosarin เขียน:
Kiss
ทำไมนึกอยากกินล่ะ ข้าวจี แหนมเนือง มีด้วยเหรอคุณสมบัติโสดาบัน นึกอยากจะกินอะไรแล้วได้กิน ไปกันใหญ่แล้วนักบฎิบัติธรรมหลงทาง. มีแต่คุณสมบัติแรกเลย มือจะต้องชุ่มด้วยการให้ ไม่ใช่นั่งนึกอยากกินอะไรแล้วมีคนกามาให้กิน. โอ้ย!ปวดใจจัง

...ท่านบิ๊กทู่...เขียนตามน้องนงเรียก ...ท่านอยู่ในภพภูมิไหนล่ะหรือจะกินหญ้า...
...พระอรหันต์ท่านก็ฉันข้าวนะ...เพียงแต่สายวัดป่าท่านฉันมื้อเช้ามื้อเดียว...
...แต่ข้าพเจ้าแล้วแต่ความพอใจไม่ผิดศีล5อ่ะนะ...บรรลุธรรมเขาบรรลุที่ใจเด้อ...
...รู้ความจริงก็รู้ที่ใจ...ไปนรก สวรรค์ พรหมโลกก็ไปด้วยใจ...ร่างกายไม่ตามไปนะจ๊ะ...
...เคยได้ยินไหม มนุษยพรหมมา มนุษยเทโว มนุษยเปโต...เค้ามีแบบฉบับของจิตน๊า...
:b11: :b16:
:b44:
ที่ถามนะ ทำไมถึงดีใจที่นึกอะไรแล้วได้กิน มันไม่ใช่คุณสมบัติของอริยะชนเลย. คุณสมบัติแรกคือมือต้องชุ่มด้วยการให้. ไม่ใช่นึกอย่กกินอะไรแล้วได้กินเดี๋ยวจะหลงทาง

...พระโสดาบันแต่งงานมีลูกเต็มบ้านมีหลานเต็มเมืองมีไหมล่ะ...อย่างนางวิสาขามหาอุบาสิกา...
...ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีก็เป็นผู้ครองเรือน...อย่างข้าพเจ้าน่ะทำโรงทานเป็นประจำเรื่องกินไม่เคยอด...
...ก็เหมือนอย่างที่คิดว่า...อยากได้มีโอกาสเผยแผ่ธัมมะของพระพุทธองค์นั่นแหละ...สมดั่งใจจริงๆ...
:b12: :b20:
:b16:
อย่างน้อยการอยากเผยแผ่ธรรมมะก็น่าจะรู้ไว้ว่า การอยากกินอะไรแล้วมีคนหามาให้ตรงใจอยากกินไม่ใช่คุณสมบัติของโสดาบันนะครับ
คุณสมบัติโสดาบันที่ควรรู้ ธรรม ๔ ประการนั้น เป็นอย่างไรเล่า ? ๔ ประการ คือ :- อริยสาวกในธรรมวินัยนี้
(๑) ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า
(๒) ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระธรรม
(๓) ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระสงฆ์
(๔) มีใจปราศจากความตระหนี่อันเป็นมลทิน มีจาคะ อันปล่อยแล้ว มีฝ่ามืออันชุ่ม ยินดีในการสละ ควรแก่การขอ ยินดีในการจำแนกทาน อยู่ครองเรือน.
ช่างไม้ ทั้งหลาย ! อริยสาวกผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการเหล่านี้ แล ย่อมเป็นพระโสดาบัน มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงแท้ที่จะตรัสรู้ในเบื้องหน้า.
คู่มือโสดาบัน หน้า ๒๑๕
มหาวาร. สํ. ๑๙/๓๕๒/๑๔๕๑.

:b9:
...ทฤษฎีจ๋าขนาดนี้...ถ้าไปเทศน์คนฟังจะรู้เรื่องไหมนี่...ละสักกายทิฐิ20พิจารณาแบบนี้นะ...
...1)กายไม่มีในเรา.....2)เราไม่มีกาย......3)กายไม่เป็นเรา.....4)เราไม่เป็นกาย...
...5)เวทนาไม่มีในเรา 6เราไม่มีในเวทนา........7)เวทนาไม่เป็นเรา 8)เราไม่เป็นเวทนา...
...9)สัญญาไม่มีในเรา 10)เราไม่มีในสัญญา.......11)สัญญาไม่เป็นเรา 12)เราไม่เป็นสัญญา...
...13)สังขารไม่มีในเรา 14)เราไม่มีในสังขาร........15)สังขารไม่เป็นเรา 16เราไม่เป็นสังขาร...
...17)วิญญานไม่มีในเรา 18)เราไม่มีในวิญญาน....19)วิญญานไม่เป็นเรา 20)เราไม่เป็นวิญญาน...
...มีวิธีปฏิบัติกันได้ทั่วไปแบบไหนยังไง...ต้องพิจารณาเรื่องกายกับจิตแยกกันเป็นก่อนนะ...
...รู้กะไม่รู้...ฟ้ากะเหวน๊า...
:b12: :b29:
:b39:
สัพเพธรรมาอนัตตา

.....................................................
อย่าลืมทำกิจในอริยสัจ
เราจะเดินให้สุดทาง http://www.thaidhamma.net


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 ก.ค. 2015, 21:32 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2009, 02:43
โพสต์: 12233


 ข้อมูลส่วนตัว


Rosarin เขียน:
Kiss
...
...เรื่องอภิญญา วิชชา3 ยังไม่เคยฝึก แต่รู้ว่าจิตมีพลังมากเช่นไปตลาดตอนเช้าซื้ออาหารพอแล้ว...
...เดินมาเจอข้าจี่อยากกิน...แต่ไม่ซื้ออาหารเต็มมือแล้ว...ถึงที่ทำงานหัวหน้าเอาห่ออาหารมาฝาก...
...บอกว่าสามีห่ออาหารเช้าให้ไม่รู้ว่าอะไรเอาไปทานหน่อย...เปิดออกมาเป็นข้าวจี่กะนมกล่องอิอิ...
...วันหลังอยากกินแหนมเนืองคือคิดตอนเช้านะไม่ได้พูดกะใคร...หัวหน้าไปประชุมกลับมา11โมง...
...อิอิ...ก็ซื้อแหนมเนืองเข้ามาเลี้ยงกินกันอย่างอิ่มหนำสำราญ...แบบอิ่มจังตังค์อยู่ครบเลยขอบอก.
..
...มีปาฎิหาริย์ในชีวิตเยอะมาก...มีเหตุการณ์แปลกเกิดในชีวิตประจำ...ใครมาคิดพูดไม่ดีด้วยไม่ได้น๊า...
:b1: :b12:
:b43:


เป็นบุญกุศลที่ทำมา...นะครับ

ทำให้ผมคิดถึง....ขนมไม่มี...ของพระอนุรุทถะสมัยเป็นเด็กๆ... :b12: :b12:

viewtopic.php?f=70&t=27057


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 ก.ค. 2015, 21:38 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2009, 02:43
โพสต์: 12233


 ข้อมูลส่วนตัว


bigtoo เขียน:

ที่ถามนะ ทำไมถึงดีใจที่นึกอะไรแล้วได้กิน มันไม่ใช่คุณสมบัติของอริยะชนเลย. คุณสมบัติแรกคือมือต้องชุ่มด้วยการให้. ไม่ใช่นึกอย่กกินอะไรแล้วได้กินเดี๋ยวจะหลงทาง


:b32: :b32: :b32:

จะอะไรกับแค่...การดีใจ...การอยากกิน...จึงจะเป็นอริยะบุคคลไม่ได้

ที..กินเหล้าไม่บ่อย...เล่นพนันไม่บ่อย..เที่ยวที่อโคจรไม่บ่อย...Bigtoo ยังเข้าใจว่า...เป็นอริยะบุคคลได้เลย..นิ

แล้วกับแค่..การดีใจ...การอยากกิน..กลับมีปัญหา.. :b32: :b32: :b32:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 ก.ค. 2015, 21:43 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2009, 02:43
โพสต์: 12233


 ข้อมูลส่วนตัว


bigtoo เขียน:
อย่างน้อยการอยากเผยแผ่ธรรมมะก็น่าจะรู้ไว้ว่า การอยากกินอะไรแล้วมีคนหามาให้ตรงใจอยากกินไม่ใช่คุณสมบัติของโสดาบันนะครับ
คุณสมบัติโสดาบันที่ควรรู้ ธรรม ๔ ประการนั้น เป็นอย่างไรเล่า ? ๔ ประการ คือ :- อริยสาวกในธรรมวินัยนี้
(๑) ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า
(๒) ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระธรรม
(๓) ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระสงฆ์
(๔) มีใจปราศจากความตระหนี่อันเป็นมลทิน มีจาคะ อันปล่อยแล้ว มีฝ่ามืออันชุ่ม ยินดีในการสละ ควรแก่การขอ ยินดีในการจำแนกทาน อยู่ครองเรือน.
ช่างไม้ ทั้งหลาย ! อริยสาวกผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการเหล่านี้ แล ย่อมเป็นพระโสดาบัน มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงแท้ที่จะตรัสรู้ในเบื้องหน้า.
คู่มือโสดาบัน หน้า ๒๑๕
มหาวาร. สํ. ๑๙/๓๕๒/๑๔๕๑.


มีฝ่ามืออันชุ่ม

ตรงนี้....ผู้โพสต์...พอจะบอกได้มั้ยคับว่า..หมายถึงอะไร

ขอบคุณล่วงหน้า :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 ก.ค. 2015, 06:22 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มิ.ย. 2012, 14:54
โพสต์: 2805


 ข้อมูลส่วนตัว


กบนอกกะลา เขียน:
bigtoo เขียน:

ที่ถามนะ ทำไมถึงดีใจที่นึกอะไรแล้วได้กิน มันไม่ใช่คุณสมบัติของอริยะชนเลย. คุณสมบัติแรกคือมือต้องชุ่มด้วยการให้. ไม่ใช่นึกอย่กกินอะไรแล้วได้กินเดี๋ยวจะหลงทาง


:b32: :b32: :b32:

จะอะไรกับแค่...การดีใจ...การอยากกิน...จึงจะเป็นอริยะบุคคลไม่ได้

ที..กินเหล้าไม่บ่อย...เล่นพนันไม่บ่อย..เที่ยวที่อโคจรไม่บ่อย...Bigtoo ยังเข้าใจว่า...เป็นอริยะบุคคลได้เลย..นิ

แล้วกับแค่..การดีใจ...การอยากกิน..กลับมีปัญหา.. :b32: :b32: :b32:

ตรงนี้ไม่ใช่ปัญหารอกนะ ปัญหามันอยู่ที่ว่าคิดว่าตนเองมีญาณคิดนึกอยากกินอะไร. แล้วมีคนเอามาให้กินดั่งใจหมาย.

.....................................................
อย่าลืมทำกิจในอริยสัจ
เราจะเดินให้สุดทาง http://www.thaidhamma.net


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 95 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3, 4, 5 ... 7  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 18 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร