วันเวลาปัจจุบัน 27 ก.พ. 2024, 00:27  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 105 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2, 3, 4, 5 ... 7  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 มิ.ย. 2015, 20:34 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 5
สมาชิก ระดับ 5
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 ม.ค. 2011, 17:26
โพสต์: 353


 ข้อมูลส่วนตัว


ถ้าทุกสิ่งทุกอย่างล้วน เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป

รูปธรรม นามธรรม ล้วนแต่เป็นสิ่งสมมุติ

แบบนี้ จิตเรานี้ ก็ ไม่เที่ยง แต่คำว่าไม่เที่ยงนี้ มักใช้กับคำว่า เกิด และดับ เกิด และดับ

ผมเลยสงสัย แล้วจิตเรานี้มีวันดับ แล้วไม่เกิด อีกไหมครับ
:b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 มิ.ย. 2015, 20:52 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ต.ค. 2010, 12:11
โพสต์: 5013


 ข้อมูลส่วนตัว


:b1:

นั่นสิ่ มันก็เป็นคำถามที่เอกอนก็
แอบสงสัยอยู่ในใจเหมือนกัน

หากมันเป็นไปในลักษณะ มีสิ่งหนึ่ง และ มีการเข้าถือครอง

มันอยู่ที่ว่า ทัศนะผู้ปฏิบัติเห็นอย่างไร

ถ้าเห็นว่าเราเป็นสิ่งหนึ่ง สิ่งหนึ่งนั้นเป็นเรา หรือ เราเป็นจิต จิตเป็นเรา
นั่นคือ จิตก็ยังเป็นสิ่งที่มีการหมายมั่นถือครองอยู่
ซึ่งเมื่อการหมายมั่นยังมีอยู่ มันก็เป็นไปตามเรื่องราวแห่งการหมายมั่นจะเป็นไป
มันก็อาจจะ ดับไปเพียงชั่วคราวได้ แล้วกลับมาปรากฎก็ได้

ซึ่งถ้าหากมีผู้ที่มีทัศนะเห็นว่า มีสิ่งหนึ่ง และ การเข้าถือครองสิ่งหนึ่ง
และการปรากฎแห่งการไม่เข้าเข้าถือครองเกิดขึ้นได้...

...

ซึ่งเอกอนก็ รอ ผู้ที่มีทัศนะเช่นนั้น ออกมาแสดงความเห็นอยู่เหมือนกัน

:b1:

เพราะสำหรับเอกอน เอกอนตอบได้อย่างมั่นใจเลยตอนนี้ว่า ไม่รู้
เพราะ ยังไม่รู้

:b32: :b32: :b32:


แก้ไขล่าสุดโดย eragon_joe เมื่อ 19 มิ.ย. 2015, 21:51, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 มิ.ย. 2015, 21:26 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ต.ค. 2010, 12:11
โพสต์: 5013


 ข้อมูลส่วนตัว


ตัดลูก ตัดสามี ตัดภรรยา ตัดครอบครัว ยังเป็นสิ่งที่ตัดได้ง่ายมาก
เมื่อเทียบกับการตัดซึ่งปัจจัยแห่งการปรากฎเกิด

เพราะถ้าเราจะสละปัจจัยแห่งการปรากฎ
อย่างน้อย ผู้ปฏิบัติต้องเข้าไปเห็นปัจจัยแห่งการปรากฎเสียก่อน
และต้องเห็นอารมณ์ที่เข้าไปหมายมั่นในปัจจัย
และถอดถอนอารมณ์นั้น ๆ

อาจจะต้องทรงตัวอยู่กับอารมณ์ที่ ปัจจัยก็สักแต่ว่าปัจจัย
...ถ้าวางความเข้าไปหมายมั่นข้องเกี่ยวกับปัจจัยลงได้ จะเป็นยังไงน๊ออออ

มันจะเป็นไปได้มั๊ยน๊อออออ....

:b10: :b10: :b10:

:b32: :b32: :b32:

:b1: :b1: :b1:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 มิ.ย. 2015, 06:58 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 18 ก.ย. 2011, 21:51
โพสต์: 4941


 ข้อมูลส่วนตัว




IMG_20150611_15832.jpg
IMG_20150611_15832.jpg [ 17.64 KiB | เปิดดู 4903 ครั้ง ]
deecup เขียน:
ถ้าทุกสิ่งทุกอย่างล้วน เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป

รูปธรรม นามธรรม ล้วนแต่เป็นสิ่งสมมุติ

แบบนี้ จิตเรานี้ ก็ ไม่เที่ยง แต่คำว่าไม่เที่ยงนี้ มักใช้กับคำว่า เกิด และดับ เกิด และดับ

ผมเลยสงสัย แล้วจิตเรานี้มีวันดับ แล้วไม่เกิด อีกไหมครับ
:b8:

:b12:
จิต ดับสนิทที่ อนุปาทิเสสนิพพาน
s006
1. สอุปาทิเสสสะนิพพาน นิพพานธาตุมีอุปาทิเหลือ หรือนิพพานยังมีเชื้อเหลือ. 2. อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ เรียกว่า นิพพานตาย คือ นิพพานธาตุไม่มีอุปาทิเหลือ หรือนิพพานไม่มีเชื้อเหลือ.
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 มิ.ย. 2015, 22:14 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2009, 02:43
โพสต์: 12233


 ข้อมูลส่วนตัว


ของจริง..ไม่มีหาย..

ที่หาย..เป็นของไม่จริง..เป็นส่วนเกิน..ที่มีเพราะมีเกิด


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 21 มิ.ย. 2015, 09:24 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ต.ค. 2010, 12:11
โพสต์: 5013


 ข้อมูลส่วนตัว


:b10:

...กองฟืน กับ ไฟ บางครั้ง มันก็ปรากฎแต่ กองฟืน
บางครั้งมันก็ปรากฎทั้ง กองฟืน และไฟ


กองฟืน 10 กอง
ก่อไฟกองนี้ แล้วดับ ... และไปก่อไฟกองนั้น แล้วดับ
แล้วไปก่อไฟกองนั้น ๆ แล้ว ดับ

นัยยะประมาณนี้ ประมาณว่าไฟดับไปแล้วไปปรากฎที่ไหนอีกหรือไม่
ปรากฎอยู่ที่พระสูตรหนึ่ง แต่เอกอนจำไม่ได้

:b1: smiley ... ใครช่วยหามาที ถ้าเจอ... Kiss

แบบว่าอยากอ่านแต่หาไม่เจออออ....

Kiss Kiss Kiss


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 21 มิ.ย. 2015, 12:17 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2009, 02:43
โพสต์: 12233


 ข้อมูลส่วนตัว


ไม่ปรากฎ...เพราะมันไม่ได้อยู่ในมิตินี้.


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 21 มิ.ย. 2015, 12:26 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ต.ค. 2010, 12:11
โพสต์: 5013


 ข้อมูลส่วนตัว


:b1: ...

ลักษณะแห่ง สังขตะ และ อสังขตะ :b1:

พุทธวจนะ พุทธภาษิต นี่มันเหมือนง่ายเน๊อะ
แต่ การเข้าถึงเพื่อจำแนกธรรมต่าง ๆ ตามภาษิตได้ ภายใต้สภาวะที่ รู้แจ้ง ในธรรม
มันไม่ง่ายเลยเน๊อะ

...

:b30: :b30: :b30:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 21 มิ.ย. 2015, 12:27 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ต.ค. 2010, 12:11
โพสต์: 5013


 ข้อมูลส่วนตัว


กบนอกกะลา เขียน:
ไม่ปรากฎ...เพราะมันไม่ได้อยู่ในมิตินี้.


:b10: :b10: :b10:

:b32: :b32: :b32:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 21 มิ.ย. 2015, 13:08 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ต.ค. 2010, 12:11
โพสต์: 5013


 ข้อมูลส่วนตัว


https://dhamaprateep9.wordpress.com/tag ... %E0%B8%B0/

อ้างคำพูด:
สังขตธรรมและอสังขตธรรม
คำว่า สังขตะ แปลว่า มีเหตุปัจจัยผสมปรุงแต่งให้มีขึ้น ระหว่าง ธาตุ ๖ คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ อากาศธาตุ และวิญญาณธาตุ (ธาตุรู้ = จิต) จึงกลายเป็นธาตุผสมระหว่างธาตุเหล่านั้น
คำว่า อสังขตะ แปลว่า ไม่มีเหตุปัจจัยผสมปรุงแต่งให้มีขึ้น หมายถึง แม่ธาตุที่มีอยู่แต่ดั้งเดิม ที่ยังไม่มีเหตุปัจจัยให้เข้าผสมปรุงแต่งกัน จึงรักษาคุณสมบัติของตนเองไว้ตลอดทุกกาลสมัย

ดังนั้น คำว่า สังขตธรรม จึงมีความหมายว่า เป็นธรรมที่มีขึ้น โดยมีเหตุปัจจัยผสมปรุงแต่งให้เกิดขึ้น

และคำว่า อสังขตธรรม ก็มีความหมายตรงกันข้ามคือ เป็นธรรมที่มีอยู่ โดยมิได้มีเหตุปัจจัยผสมปรุงแต่งให้เกิดขึ้น คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ อากาศธาตุ และวิญญาณธาตุ (ธาตุรู้=จิต) ซึ่งเป็น ธาตุประธานของสังขตธรรม ทั้งปวงในโลกนี้

ถ้าไม่มีธาตุ ๖ เป็นธาตุประธานอยู่แต่เดิมแล้ว บรรดาสรรพสิ่งของทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิตรวมทั้งภูเขา ต้นไม้ พืชพันธุ์ุไม้ ฯลฯ ย่อมไม่มีอย่างแน่แท้

ดังที่กล่าวไว้แล้วว่า ธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศธาตุ ย่อลงเหลือธาตุ ๔ เรียก มหาภูตรูป ๔ เป็นธาตุผสมปรุงแต่งกันให้เกิด รูป
รูป คือ อารมณ์ (รูป เสียง กลิ่น รส กายสัมผัส ความนึกคิดทางใจ)

และ วิญญาณธาตุ เป็น ธาตุประธานที่ปรุงแต่งกับมหาภูตรูป ๔ ให้เกิดเป็น นาม ๔ ประการ
นาม คือ อาการของจิตอันเนื่องด้วยอารมณ์ (เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ)

กล่าวโดยข้อเท็จจริงแล้ว แม่ธาตุแต่ละอย่างที่กล่าวนี้ ไม่ได้ดำรงตัวอยู่โดยอิสระในโลก และไม่อาจแลเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่รวมตัวกันเป็น ธาตุผสม หรือ สังขตธรรม เสมอ เมื่อแตกสลายจากสิ่งหนึ่งเมื่อใด ก็จะต้องเข้าผสมกันกลายเป็นธาตุผสมอย่างอื่นต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

ทั้งนี้หมายความว่า บรรดาสรรพสิ่งของทั้งหลายที่มีอยู่ในโลกนี้ ย่อมมีธาตุทั้ง ๔ (ดิน น้ำ ลม ไฟ) รวมตัวเข้าผสมเหมือนกันหมด จะต่างกันก็ที่จำนวนธาตุ หรือส่วนผสมของแต่ละธาตุ รูปร่าง ทรวดทรง วรรณะ สัณฐาน ลักษณะ สมบัติ และกิริยาอาการเท่านั้น ในพุทธศาสนาเรียกธาตุที่ผสมกันว่า สังขารธรรม หรือ สังขตธรรม

สรุปแล้ว ตัวแม่ธาตุ คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ อากาศธาตุ วิญญาณธาตุ (ธาตุรู้=จิต) เป็นธาตุที่มีอยู่แล้วตั้งแต่เดิม ซึ่งต่างก็รักษาคุณสมบัติของตัวเองไว้ทุกกาลสมัย ไม่มีการเปลี่ยนแปรหรือดับตายหายสูญไปไหน ใครๆจะทำให้แต่ละธาตุเพิ่มหรือลดปริมาณไปจากเดิม,ไม่ได้เลย เป็นธาตุแท้ที่ไม่ได้เกิดจากเหตุปัจจัยใดๆ ปรุงแต่ง จึงเรียกว่า อสังขตธรรม


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 21 มิ.ย. 2015, 13:17 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2009, 02:43
โพสต์: 12233


 ข้อมูลส่วนตัว


ผมคิดว่า..ดิน..น้ำ..ลม..ไฟ..ยังเป็นธาตุที่ปรากฎมีในวัฏฏะสงสาร...เป็นส่วนที่ยังเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมา...คงจะเป็นสิ่ง
แรกๆ..ที่ถูกสร้าง...หาไม่แง้ว. มันก็ต้องปรากฎในนิพพานด้วย...แต่ในนิพพาน..ไม่มี


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 21 มิ.ย. 2015, 13:24 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ต.ค. 2010, 12:11
โพสต์: 5013


 ข้อมูลส่วนตัว


กบนอกกะลา เขียน:
ผมคิดว่า..ดิน..น้ำ..ลม..ไฟ..ยังเป็นธาตุที่ปรากฎมีในวัฏฏะสงสาร...เป็นส่วนที่ยังเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมา...คงจะเป็นสิ่ง
แรกๆ..ที่ถูกสร้าง...หาไม่แง้ว. มันก็ต้องปรากฎในนิพพานด้วย...แต่ในนิพพาน..ไม่มี


เอกอนเห็นว่า มันมีสภาวะหนึ่งที่ เราอาศัยสิ่งนั้นในการปรากฏเกิด
การปรุงแต่งให้ปรากฎการเกิดเป็นไปต่าง ๆ อาศัยสิ่งนั้น

และมันมีความเป็นไปได้ที่จะไม่ปรากฎการปรุงแต่งน่ะ

แต่...เราต้อง...ตัดเยื้อใยต่อสิ่ง :b1: สิ่งที่เราเฝ้ามองอยู่นั้นลงให้สิ่น ... น่ะ

เพื่อจะไม่หวนกลับไปตั้งอาศัยและครอบครองสิ่งนั้นอีก น่ะ

:b1: :b1: :b1:


แก้ไขล่าสุดโดย eragon_joe เมื่อ 21 มิ.ย. 2015, 14:13, แก้ไขแล้ว 2 ครั้ง.

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 21 มิ.ย. 2015, 16:03 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 8123


 ข้อมูลส่วนตัว


deecup เขียน:
ถ้าทุกสิ่งทุกอย่างล้วน เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป

รูปธรรม นามธรรม ล้วนแต่เป็นสิ่งสมมุติ

แบบนี้ จิตเรานี้ ก็ ไม่เที่ยง แต่คำว่าไม่เที่ยงนี้ มักใช้กับคำว่า เกิด และดับ เกิด และดับ

ผมเลยสงสัย แล้วจิตเรานี้มีวันดับ แล้วไม่เกิด อีกไหมครับ
:b8:

คำถามที่ตั้งขึ้นนั้นแม้จะไม่ถามเรื่องนิพพาน แต่มันก็เป็นเรื่องนิพพานเข้ามาเกี่ยวข้อง
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ถกเถียงกันมานาน ที่หาข้อยุติไม่ได้ต่างฝ่ายต่างก็เชื่อมันในสิ่งที่ตนเชื่อ
บางคนก็ว่าจิตไม่เกิดไม่ดับตั้งอยู่แบบถาวรเพราะเป็นธาตุรู้ เพราะไม่ใช่ขันธ์ ๕
โดยยกหลักฐานมาอ้างอิง เพื่อให้เห็นคล้อยตามดังที่ตัวเองเข้าใจ บางคนเชื่อว่าจิตเกิดดับ
และดับถาวรไปด้วย เมื่อเข้าสู่ปรินิพพาน และทั้งยกหลักบาลีในหลายสูตรมาแสดง
ถ้าเราจะคุยกันในเรื่องนี้ก็ย่อมหนีไม่พ้นเรื่องจะต้องมาถกเถียงกัน และการถกเถียงกันนี้ก็ใช่ว่า
จะเพิ่งมีมาในสมัยหลังๆ มันมีมาตั้งแตในสมัยพุทธกาลโน้นที่หลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพานไม่นาน

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 21 มิ.ย. 2015, 17:01 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ต.ค. 2010, 12:11
โพสต์: 5013


 ข้อมูลส่วนตัว


ลุงหมาน เขียน:
deecup เขียน:
ถ้าทุกสิ่งทุกอย่างล้วน เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป

รูปธรรม นามธรรม ล้วนแต่เป็นสิ่งสมมุติ

แบบนี้ จิตเรานี้ ก็ ไม่เที่ยง แต่คำว่าไม่เที่ยงนี้ มักใช้กับคำว่า เกิด และดับ เกิด และดับ

ผมเลยสงสัย แล้วจิตเรานี้มีวันดับ แล้วไม่เกิด อีกไหมครับ
:b8:

คำถามที่ตั้งขึ้นนั้นแม้จะไม่ถามเรื่องนิพพาน แต่มันก็เป็นเรื่องนิพพานเข้ามาเกี่ยวข้อง
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ถกเถียงกันมานาน ที่หาข้อยุติไม่ได้ต่างฝ่ายต่างก็เชื่อมันในสิ่งที่ตนเชื่อ
บางคนก็ว่าจิตไม่เกิดไม่ดับตั้งอยู่แบบถาวรเพราะเป็นธาตุรู้ เพราะไม่ใช่ขันธ์ ๕
โดยยกหลักฐานมาอ้างอิง เพื่อให้เห็นคล้อยตามดังที่ตัวเองเข้าใจ บางคนเชื่อว่าจิตเกิดดับ
และดับถาวรไปด้วย เมื่อเข้าสู่ปรินิพพาน และทั้งยกหลักบาลีในหลายสูตรมาแสดง
ถ้าเราจะคุยกันในเรื่องนี้ก็ย่อมหนีไม่พ้นเรื่องจะต้องมาถกเถียงกัน และการถกเถียงกันนี้ก็ใช่ว่า
จะเพิ่งมีมาในสมัยหลังๆ มันมีมาตั้งแตในสมัยพุทธกาลโน้นที่หลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพานไม่นาน


:b14: :b14: :b14:

ถกเถียงกันมานานป่านนั้นเชียวหรือเนี๊ยะ

ขนาดสมัยนั้น พระอรหันต์ยังเพียบนะนั่น

:b14: :b14: :b14:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 21 มิ.ย. 2015, 17:15 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 8123


 ข้อมูลส่วนตัว


eragon_joe เขียน:
ลุงหมาน เขียน:
deecup เขียน:
ถ้าทุกสิ่งทุกอย่างล้วน เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป

รูปธรรม นามธรรม ล้วนแต่เป็นสิ่งสมมุติ

แบบนี้ จิตเรานี้ ก็ ไม่เที่ยง แต่คำว่าไม่เที่ยงนี้ มักใช้กับคำว่า เกิด และดับ เกิด และดับ

ผมเลยสงสัย แล้วจิตเรานี้มีวันดับ แล้วไม่เกิด อีกไหมครับ
:b8:

คำถามที่ตั้งขึ้นนั้นแม้จะไม่ถามเรื่องนิพพาน แต่มันก็เป็นเรื่องนิพพานเข้ามาเกี่ยวข้อง
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ถกเถียงกันมานาน ที่หาข้อยุติไม่ได้ต่างฝ่ายต่างก็เชื่อมันในสิ่งที่ตนเชื่อ
บางคนก็ว่าจิตไม่เกิดไม่ดับตั้งอยู่แบบถาวรเพราะเป็นธาตุรู้ เพราะไม่ใช่ขันธ์ ๕
โดยยกหลักฐานมาอ้างอิง เพื่อให้เห็นคล้อยตามดังที่ตัวเองเข้าใจ บางคนเชื่อว่าจิตเกิดดับ
และดับถาวรไปด้วย เมื่อเข้าสู่ปรินิพพาน และทั้งยกหลักบาลีในหลายสูตรมาแสดง
ถ้าเราจะคุยกันในเรื่องนี้ก็ย่อมหนีไม่พ้นเรื่องจะต้องมาถกเถียงกัน และการถกเถียงกันนี้ก็ใช่ว่า
จะเพิ่งมีมาในสมัยหลังๆ มันมีมาตั้งแตในสมัยพุทธกาลโน้นที่หลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพานไม่นาน


:b14: :b14: :b14:

ถกเถียงกันมานานป่านนั้นเชียวหรือเนี๊ยะ

ขนาดสมัยนั้น พระอรหันต์ยังเพียบนะนั่น

:b14: :b14: :b14:


ก็นับตั้งแต่เริ่มสังคายนานั่นเลย ภิกษุเริ่มแตกแยกออกเป็นหลายฝ่าย หลายนิกาย มีทั้งฝ่ายเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ลองอ่านการทำสังคายนาดูแล้วจะทราบดี

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 105 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2, 3, 4, 5 ... 7  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 7 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร