วันเวลาปัจจุบัน 23 ก.ย. 2019, 04:22  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 40 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 มิ.ย. 2015, 13:07 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มิ.ย. 2012, 14:54
โพสต์: 2805


 ข้อมูลส่วนตัว


nongkong เขียน:
bigtoo เขียน:
กบนอกกะลา เขียน:
บิ๊กทูละเมอเพ้อพก...เพราะนอนมาก... grin

รึไม่ก็..กินยาผิดซอง.... :b32:

ผมนี้ขี้ลืมก็จริง....แต่คนที่พูดว่า..ธรรมดับไปต่อหน้าต่อตา..นี้...ผมเกิดอาการรู้แปลกๆขึ้นมาทันที..อิอิ

มีก็แต่..อโสกะที่ออกมารับรองวิทยฐานะ..ทันทีแบบไม่ดูตาม้าตาเรือ...อิอิ
ลืมไปแล้วว่าผ่านมากี่ปีแล้ว..

s006
เอาเถอะ ไม่ว่ากันพราะไม่อยากเป็นอาจารย์ใครหรอก. ส่วนเรื่องธรรมดับไปต่อหน้าต่อตา. กบเองยังไม่เคย ก็ไม่รู้หรอก่ามันเป็นอย่างไรว่าการดับสังขารมันคืออะไร. ก็ต้องพยามต่อไป นึกเอาไม่ได้หรอก

โป๊ะแตก :b32: บิ๊กทู่ดับสังขาร..ดับธรรมไปต่อหน้า..สอนวิธีดับหน่อย..บังเอิญคุนน้องกับบิ๊กทู่น่าจะคนละสาย..เพราะสายคุนน้องไม่ชี้โพลงว่าพระอริยะก้าวล่วงอกุศลกรรม..แบบเนืองๆได้ไม่ผิดศีล :b14: ..พระพุทธองค์ทรงไม่สรรเสริญ..จริงๆนะบิ๊กทู่ประกาศธรรมไปแบบนั้น..
เข้าเรื่อง..ดับสังขารใครๆก็ดับได้ แค่มีพื้นฐานทางสมถะ..แต่ดับอวิชานี่ดับยังไง..สอนหน่อย..แบบว่ายังมี รัก โลภ โกรธ หลง อยู่เลย..ซึ่งไม่ใช่ตัวสังขารเจ้าความคิด..แต่มันเป็นเจ้าตัวที่แอบซ่อนในจิต..มันหลบในหลืบ..ดับไม่ได้ซะที..อยากนั่นอยากนี่ไปหมด..สอนวิธีดับตัณหาราคะคุนน้องหน่อยจิ...ดับความโลภด้วย..หุหุ.. :b32:

ถ้าคุณน้องพอมีความรู้อริยสัจสี่แล้ว. ที่นี้คุณต้องฝึกสมถะใหัได้ระดับฌานเมื่อได้ระดับฌาน1เป็นต้นไปแต่ถ้าจะให้เข้าถึงณานที่4ก็จะแทงตลอดธาตุเป็นอเนกปริยาย ก็จะบรรลุธรรมจากการอาศัยปัญญาที่รู้อริยสัจสี่มานั้นแหล่ะ เรียกว่าแทงตลอดด้วยนามกาย และปัญญา. ส่วนเรื่องมีสติตามรู้ปัจจุบันก็ขอให้มันเป็นไปตามเหตุปัจจัย

.....................................................
อย่าลืมทำกิจในอริยสัจ
เราจะเดินให้สุดทาง http://www.thaidhamma.net


แก้ไขล่าสุดโดย bigtoo เมื่อ 16 มิ.ย. 2015, 13:38, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 มิ.ย. 2015, 13:08 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 ก.พ. 2012, 12:27
โพสต์: 2372

แนวปฏิบัติ: ปฏิจจสมุปบาท และกรรมฐาน
งานอดิเรก: สวดมนต์รภาวนา
อายุ: 27

 ข้อมูลส่วนตัว


ใช่อโสกะไม่ดูตาม้าตาเรือ..เข้าข้างบิ๊กทู่..มีการบอกว่าบิ๊กทู่เข้าถึงสภาวะนั้นแล้ว..มาว่าคุนน้องอีก..ทั้งทึ่คุนน้องรู้อยู่เต็มอกว่าบิ๊กทู่ไม่ใช่..
คุนน้องกำลังทำหน้าที่ตำรสจจับผู้ร้าย..แต่มีพลเมืองเห็นใจผู้ร้าย..แล้วปล่อยให้ลอยนวลโดยนิ่งเฉย..แถมรู้เต็มอกว่าบิดเบือนธรรมพระศาสดา..ย่อมไม่มีในฐานะอริยะสาวกของพระองค์..ถ้ามีใครกล่าวธรรมผิดบิดเบือน..อริยสาวกจะปกป้องพระรัตนตรัย..มิให้แปดเปื้อน..และกล่าวแต่ธรรมที่เป็นประโยชน์มิใช่โทษที่เป็นข้าศึกต่อพรหมจรรย์ของเหล่าอริยะ..คือคุนน้องไม่ห่วงหรอกพระอริยะ..แต่ห่วงปุถุชนที่จะมีความเห็นผิด..ว่าอริยะสามารถเล่นอบายมุขได้..ถ้านานๆที ไม่ผิดศีล.. :b14: (อริยะบิ๊กทู่ต้องลืมกินยาแน่ๆ)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 มิ.ย. 2015, 13:12 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มิ.ย. 2012, 14:54
โพสต์: 2805


 ข้อมูลส่วนตัว


กบนอกกะลา เขียน:
พูดถึงอโสกะ..แล้ว...ก็นึกเห็นใจอโสกะอยู่เหมือนกัน...แกไม่โผล่ไปกระทู้โน้น..เลย...แกคงเสียว..อริยะกิน..เที่ยว..เล่น...ฯ..ได้...คงเสียความรู้สึกแย่เลย...ผลั้งรับรองไปแล้วนี้...

จงจาร..จัง

กบ ต้องเปิดใจอีกหน่อยนะ เรื่องการบรรบุธรรมเป็นอริยะ. พระโสดาบันมีตั้งหลายขั้น. บางขั้นเกิดอีกชาติเดียว. บางครั้งต้องเกิดอีกกี่คราว. แต่อย่างไรก็ไม่เกิน7 ชาติ. ลองไปหาดูเอานะจำไม่ค่อยได้. มีอะไรถึงทำให้โสดาบันถึงมีความต่างกัน ก็เพราะเหตุแห่งอินทรีย์ที่ไม่เท่ากัน. นี่ไง กบ. อริยชนไม่ได้เป็นอย่างที่กบคิดหรอกมีหลายแบบ. เปิดใจแล้วจะรู้ ถ้าไม่เปิดใจ กบจะมีอริยะแบบเดียว ซึ่งแตกต่างจากพระองึ์แสดง

.....................................................
อย่าลืมทำกิจในอริยสัจ
เราจะเดินให้สุดทาง http://www.thaidhamma.net


แก้ไขล่าสุดโดย bigtoo เมื่อ 16 มิ.ย. 2015, 17:37, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 มิ.ย. 2015, 13:25 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มิ.ย. 2012, 14:54
โพสต์: 2805


 ข้อมูลส่วนตัว


nongkong เขียน:
ใช่อโสกะไม่ดูตาม้าตาเรือ..เข้าข้างบิ๊กทู่..มีการบอกว่าบิ๊กทู่เข้าถึงสภาวะนั้นแล้ว..มาว่าคุนน้องอีก..ทั้งทึ่คุนน้องรู้อยู่เต็มอกว่าบิ๊กทู่ไม่ใช่..
คุนน้องกำลังทำหน้าที่ตำรสจจับผู้ร้าย..แต่มีพลเมืองเห็นใจผู้ร้าย..แล้วปล่อยให้ลอยนวลโดยนิ่งเฉย..แถมรู้เต็มอกว่าบิดเบือนธรรมพระศาสดา..ย่อมไม่มีในฐานะอริยะสาวกของพระองค์..ถ้ามีใครกล่าวธรรมผิดบิดเบือน..อริยสาวกจะปกป้องพระรัตนตรัย..มิให้แปดเปื้อน..และกล่าวแต่ธรรมที่เป็นประโยชน์มิใช่โทษที่เป็นข้าศึกต่อพรหมจรรย์ของเหล่าอริยะ..คือคุนน้องไม่ห่วงหรอกพระอริยะ..แต่ห่วงปุถุชนที่จะมีความเห็นผิด..ว่าอริยะสามารถเล่นอบายมุขได้..ถ้านานๆที ไม่ผิดศีล.. :b14: (อริยะบิ๊กทู่ต้องลืมกินยาแน่ๆ)
ต้องศึกษาสะสมสุตตะเยอะๆ. พระองค์ไม่ส่งเสริมอะไรที่เป็นข้าศึกแก่พรหมจรรย์อยู่แล้ว. แต่การละเว้นอะไรได้ในระดับไหนไม่เกี่ยวกับการส่งเสริมหรือไม่ส่งเสริม. ผมเองก็ไม่เคยส่งเสริมให้ใครทำอะไรอย่างนั้น เพียงที่ผมกล่าวธรรมความจริงว่าใครลดละอะไรได้ตามฐานะ. การกล่าวธรรมมีได้ทั้งการบอกกล่าวหนทางการเข้าถึงธรรม. กับการกล่าวธรรมตามจริงตามเหตุปัจจัยของฐานะไดทำอะไรไดต่างหาก พอเข้าใจนะ. อย่าเอามาบนกัน. พระองค์จะไม่กล่าวธรรมที่เป็นข้าศึกแก่พรหมจรรย์. และพระศาสดาจะตอบธรรมตรงตามความจริงแก่ฐานะ. ถ้ามีคนไปถาม. อย่างเรื่องศิลห้าพระองค์แสดงว่าใครรักษาศิลห้าจะได้สู่สุคติภพ. แต่มีปริพาชกที่สามารถทำสมาธิได้ไปพบคนรักษาศิลห้า. แต่ตกนรก. ปริพาชกจึงมาถามพระพุทธเจ้า. พระพุทธทรงนิ่ง และเมื่อปริพาชกกลับไป พระอานนท์ถามว่าพอรับฟังได้มั้ย. พระองค์ตรัสตอบว่าพอรับฟังได้.และพระองค์ก็แสดงความรู้เรื่องกรรมแก่พระอานนท์ เห็นมั้ยครับ ถ้าเราบอกว่าการรักษาศิลห้าลงนรกได้ใครจะรักษาศิลล่ะครับ. บริบทจึงต่างกันครับ. ในการกล่าวให้มีความเพียร. กับการกล่าวตามความเป็นจริง. พอเข้าใจนะ

.....................................................
อย่าลืมทำกิจในอริยสัจ
เราจะเดินให้สุดทาง http://www.thaidhamma.net


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 มิ.ย. 2015, 14:05 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ก.ค. 2006, 22:20
โพสต์: 5962

โฮมเพจ: http://walaiblog.blogspot.com/
แนวปฏิบัติ: กายคตาสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: สมุทรปราการ

 ข้อมูลส่วนตัว


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 268

๖. มหากัมมวิภังคสูตร

[๕๙๘] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้:-

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่พระวิหารเวฬุวัน อันเคยเป็น

สถานที่พระราชทานเหยื่อแก่กระแต เขตพระนครราชคฤห์. สมัยนั้นแล ท่าน

พระสมิทธิอยู่ในกระท่อมในป่า. ครั้งนั้น ปริพาชกโปตลิบุตรเดินเล่นไปโดย

ลำดับเข้าไปหาท่านพระสมิทธิยังที่อยู่แล้ว ได้ทักทายปราศรัยกับท่านพระสมิทธิ

ครั้น ผ่านคำทักทายปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้าง

หนึ่ง.

[๕๙๙] ปริพาชกโปตลิบุตร พอนึ่งเรียบร้อยแล้ว ได้กล่าวกะท่าน

พระสมิทธิดังนี้ว่า ดูก่อนท่านสมิทธิ ข้าพเจ้าได้สดับรับมาเฉพาะพระพักตร์

พระสมณโคดมดังนี้ว่า กายกรรมเป็นโมฆะ วจีกรรมเป็นโมฆะ มโนกรรม

เท่านั้น จริง และว่าสมาบัติที่บุคคลเข้าแล้วไม่เสวยเวทนาอะไร ๆ นั้น มีอยู่.

ท่านพระสมิทธิกล่าวว่า ดูก่อนโปตลิบุตรผู้มีอายุ ท่านอย่ากล่าวอย่าง

นี้ อย่ากล่าวตู่พระผู้มีพระภาคเจ้า การกล่าวตู่พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ดีเลย เพราะ

พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ตรัสอย่างนี้ว่า กายกรรมเป็นโมฆะ วจีกรรมเป็นโมฆะ

มโนกรรมเท่านั้น จริง และว่าสมาบัติที่บุคคลเข้าแล้วไม่เสวยเวทนาอะไร ๆ

นั้น มีอยู่.

ปริพาชก. ดูก่อนท่านสมิทธิ ท่านบวชมานานเท่าไรแล้ว.

สมิทธิ. ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ไม่นาน เพียง ๓ พรรษา.

ปริพาชก. ในเมื่อภิกษุไหนเข้าใจการระแวดระวังศาสดาถึงอย่างนี้แล้ว

คราวนี้พวกเราจักพูดอะไรก่อนภิกษุผู้เถระได้ ดูก่อนท่านสมิทธิ บุคคลทำกรรม

ชนิดที่ประกอบด้วยความจงใจแล้วด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ เขาจะเสวยอะไร.

สมิทธิ. ดูก่อนโปตลิบุตรผู้มีอายุ เขาจะเสวยทุกข์

ลำดับนั้น ปริพาชกโปตลิบุตรไม่ยินดี ไม่คัดค้านภาษิตของท่านพระ

สมิทธิ แล้วลุกจากอาสนะหลีกไป.

[๖๐๐] ครั้นปริพาชกโปตลิบุตรหลีกไปแล้วไม่นาน ท่านพระสมิทธิ

เข้าไปหาท่านพระอานนท์ยังที่อยู่ แล้วได้ทักทายปราศรัยกับท่านพระอานนท์

ครั้นผ่านคำทักทายปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้าง

หนึ่ง พอนั่งเรียบร้อยแล้ว จึงบอกเรื่องเท่าที่ได้สนทนา กับ ปริพาชกโปตลิบุตร

ทั้งหมด แก่ท่านพระอานนท์. เมื่อท่านพระสมิทธิบอกแล้วอย่างนี้ ท่านพระ-

อานนท์จึงได้กล่าวกะท่านพระสมิทธิดังนี้ว่า ดูก่อนท่านสมิทธิ เรื่องนี้มีเค้าพอ

จะเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ มาเถิด เราทั้งสองพึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า

ยังที่ประทับ แล้วกราบทูลเรื่องนี้แด่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพยากรณ์แก่เรา

อย่างไร เราพึงทรงจำคำพยากรณ์นั้นไว้อย่างนั้น . ท่านพระสมิทธิรับคำท่าน

พระอานนท์ว่า ชอบแล้วท่านผู้มีอายุ.

ต่อจากนั้น ท่านพระสมิทธิและท่านพระอานนท์ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มี

พระภาคเจ้ายังที่ประทับ แล้วถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้านั่ง ณ ที่ควรส่วน

ข้างหนึ่ง พอนั่งเรียบร้อยแล้ว ท่านพระอานนท์ได้กราบทูลเรื่องเท่าที่ท่านพระ-

สมิทธิ ได้สนทนากับปริพาชกโปตลิบุตรทั้งหมด แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า.

[๖๐๑] เมื่อท่านพระอานนท์กราบทูลแล้วอย่างนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า

ได้ตรัสกะพระอานนท์ดังนี้ว่า ดูก่อนอานนท์แม้ความเห็นของปริพาชกโปตลิ-

บุตร เราก็ไม่ทราบชัด ไฉนเล่า จะทราบชัดการสนทนากันเห็นปานนี้ ได้

โมฆบุรุษสมิทธินี้แล ได้พยากรณ์ปัญหาที่ควรแยกแยะพยากรณ์ของปริพาชก-

โปตลิบุตรแต่แง่เดียว.

เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วอย่างนี้ ท่านพระอุทายีได้กราบทูล

พระผู้มีพระภาคเจ้าดังนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ถ้าท่านพระสมิทธิกล่าว

หมายทุกข์นี้แล้ว ไม่ว่าการเสวยอารมณ์ใด ๆ ต้องจัดเข้าในทุกข์ทั้งนั้น.

[๖๐๒] เมื่อท่านพระอุทายีกล่าวแล้วอย่างนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าได้

ตรัสกะท่านพระอานนท์ว่า ดูก่อนอานนท์ เธอจงเห็นความนอกลู่นอกทางของ

โมฆบุรุษอุทายีนี้เถิด เรารู้แล้วละ เดี๋ยวนี้แหละ โมฆบุรุษอุทายีนี้โพล่งขึ้น

โดยไม่แยบคาย ดูก่อนอานนท์ เบื้องต้นทีเดียว ปริพาชกโปตลิบุตรถามถึง

เวทนา ๓ ถ้าโมฆบุรุษสมิทธิผู้ถูกถามนี้ จะพึงพยากรณ์อย่างนี้ว่า ดูก่อน

โปตลิบุตรผู้มีอายุ บุคคลทำกรรมชนิดที่ประกอบด้วยความจงใจแล้ว ด้วยกาย

ด้วยวาจา ด้วยใจ อันให้ผลเป็นสุข เขาย่อมเสวยสุข บุคคลทำกรรมชนิดที่

ประกอบด้วยความจงใจแล้ว ด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ อันให้ผลเป็นทุกข์

เขาย่อมเสวยทุกข์ บุคคลทำกรรมชนิดที่ประกอบด้วยความจงใจแล้ว ด้วยกาย

ด้วยวาจา ด้วยใจ อันให้ผลไม่ทุกข์ไม่สุข เขาย่อมเสวยอทุกขมสุข ดูก่อนอานนท์

โมฆบุรุษสมิทธิเมื่อพยากรณ์อย่างนี้แล ชื่อว่าพยากรณ์โดยชอบแก่ปริพาชก-

โปตลิบุตร ก็แต่ว่าพวกปริพาชกผู้ถือลัทธิอื่นนั้น เป็นคนโง่ ไม่ฉลาด ใคร

เล่าจักรู้มหากัมมวิภังค์ของตถาคต ถ้าพวกเธอฟังตถาคตจำแนกมหากัมมวิภังค์

อยู่.

ท่านพระอานนท์กราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้พระสุคต เป็น

กาลสมควรแล้ว ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าจะทรงจำแนกมหากัมมวิภังค์ ภิกษุทั้งหลาย

สดับต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วจักได้ทรงจำไว้.

พ. ดูก่อนอานนท์ ถ้าเช่นนั้น เธอจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว

ต่อไป. ท่านพระอานนท์ทูลรับพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ชอบแล้ว พระ

พุทธเจ้าข้า.

[๖๐๓] พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้ตรัสดังนี้ว่า ดูก่อนอานนท์ บุคคล

๔ จำพวกนี้ มีปรากฏอยู่ในโลก. ๔ จำพวกเหล่าไหน คือ

(๑) บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้มักทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วงไป มัก

ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของมิได้ให้ มักประพฤติผิดในกาม มักพูดเท็จ มักพูดส่อ

เสียด มักพูดคำหยาบ มักเจรจาเพ้อเจ้อ มากด้วยอภิชฌา มีจิตพยาบาท มี

ความเห็นผิดอยู่ในโลกนี้ เขาตายไปแล้ว ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต

นรก ก็มี.

(๒) บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้มักทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วงไป มัก

ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของมิได้ให้ มักประพฤติผิดในกาม มักพูดเท็จ มักพูดส่อ

เสียด มักพูดคำหยาบ มักเจรจาเพ้อเจ้อ มากด้วยอภิชฌา มีจิตพยาบาท มีความ

เห็นผิดอยู่ในโลกนี้ เขาตายไปแล้วย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ก็มี.

(๓) บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้เว้นขาดจากปาณาติบาต เว้นขาด

จากอทินนาทาน เว้นขาดจากกาเมสุมิจฉาจาร เว้นขาดจากมุสาวาท เว้นขาด

จากพูดส่อเสียด เว้นขาดจากพูดคำหยาบ เว้นขาดจากการเจรจาเพ้อเจ้อ ไม่

มากด้วยอภิชฌา มีจิตไม่พยาบาท มีความเห็นชอบอยู่ในโลกนี้ เขาตายไปแล้ว

ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ก็มี.

(๔) บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้เว้นขาดจากปาณาติบาต เว้นขาด

จากอทินนาทาน เว้นขาดจากกาเมสุมิจฉาจาร เว้นขาดจากมุสาวาท เว้นขาด

จากพูดส่อเสียด เว้นขาดจากพูดคำหยาบ เว้นขาดจากการเจรจาเพ้อเจ้อ ไม่

มากด้วยอภิชฌา มีจิตไม่พยาบาท มีความเห็นชอบอยู่ในโลกนี้ เขาตายไปแล้ว

ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ก็มี.

[๖๐๔] ดูก่อนอานนท์ สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ อาศัย

ความเพียรเครื่องเผากิเลส ความตั้งใจมั่น ความประกอบเนือง ๆ ความไม่

ประมาท ความใส่ใจโดยชอบ ย่อมถูกต้องเจโตสมาธิมีรูปทำนองที่เมื่อจิตตั้งมั่น

แล้ว ย่อมเล็งเห็นบุคคลโน้น ผู้มักทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วง มักถือเอาสิ่งของที่

เจ้าของมิได้ให้ มักประพฤติผิดในกาม มักพูดส่อเสียด มักพูดคำหยาบ มัก

เจรจาเพ้อเจ้อ มากด้วยอภิชฌา มีจิตพยาบาท มีความเห็นผิดในโลกนี้ และ

เล็งเห็นผู้นั้นตายไปแล้ว เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรกได้ ด้วยจักษุเพียง

ดังทิพย์ อันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์ สมณะหรือพราหมณ์นั้นจึงกล่าว

อย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ เป็นอันว่ากรรมชั่วมี วิบากของทุจริตมี ข้าพเจ้าได้

เห็นบุคคลโน้น ผู้มักทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วง ฯลฯ มีความเห็นผิดในโลกนี้ และ

ผู้นั้นตายไป เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ข้าพเจ้าก็เห็น แล้ว กล่าวต่อ

ไปอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ เป็นอันว่า ผู้ใดมักทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วง ฯลฯ มี

ความเห็นผิด ผู้นั้นทุกคนตายไปแล้วย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก.

ชนเหล่าใดรู้อย่างนี้ ชนเหล่านั้น ชื่อว่ารู้ชอบ ชนเหล่าใดรู้โดยประการอื่น ความ.

รู้ของชนเหล่านั้นผิด. สมณะหรือพราหมณ์นั้นจะพูดปักลงไปถึงเรื่องที่เขารู้เอง

เห็นเอง ทราบเอง โดยประการนั้นแหละ. ในที่นั้น ๆ ตามกำลังและความแน่

ใจว่า นี้เท่านั้นจริง อื่นเปล่า.

[๖๐๕] ดูก่อนอานนท์ ส่วนสมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้

อาศัยความเพียรเครื่องเผากิเลส ความตั้งใจมั่น ความประกอบเนือง ๆ ความ

ไม่ประมาท ความใส่ใจโดยชอบ ย่อมถูกต้องเจโตสมาธินี้รูปทำนองที่เมื่อจิต

ตั้งมั่นแล้ว ย่อมเล็งเห็นบุคคลโน้น ผู้มักทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วง ฯลฯ มีความ

เห็นผิดในโลกนี้ และเล็งเห็นผู้นั้นตายไปแล้ว เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ได้ ด้วย

จักษุเพียงดังทิพย์ อันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์ สมณะหรือพราหมณ์นั้น

จึงกล่าวอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ เป็นอันว่ากรรมชั่วไม่มี วิบากของทุจริตไม่มี

ข้าพเจ้าได้เห็นบุคคลโน้น ผู้มักทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วง ฯลฯ มีความเห็นผิดใน

โลกนี้ และผู้นั้นตายไป เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ข้าพเจ้าก็เห็น แล้วกล่าวต่อ

ไปอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ เป็นอันว่าผู้ใดมักทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วง ฯลฯ มี

ความเห็นผิด ผู้นั้นทุกคนตายไปแล้ว ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ชนเหล่าใด

รู้อย่างนี้ ชนเหล่านั้นชื่อว่ารู้ชอบ ชนเหล่าใดรู้โดยประการอื่น ความรู้ของ

ชนเหล่านั้นผิด. สมณะหรือพราหมณ์นั้น จะพูดปักลงไปถึงเรื่องที่เขารู้เอง

เห็นเอง ทราบเอง โดยประการนั้นแหละ ในที่นั้น ๆ ตามกำลังและความ

แน่ใจว่า นี้เท่านั้นจริง อื่นเปล่า.

[๖๐๖] ดูก่อนอานนท์ สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ อาศัย

ความเพียรเครื่องเผากิเลส ความตั้งใจมั่น ความประกอบเนือง ๆ ความไม่

ประมาท ความใส่ใจโดยชอบ ย่อมถูกต้องเจโตสมาธิมีรูปทำนองที่เมื่อจิตตั้งมั่น

แล้ว ย่อมเล็งเห็นบุคคลโน้น ผู้เว้นขาดจากปาณาติบาตเว้นขาดจากอทินนาทาน

เว้นขาดจากกาเมสุมิจฉาจาร เว้นขาดจากมุสาวาท เว้นขาดจากพูดส่อเสียด

เว้นขาดจากพูดคำหยาบ เว้นขาดจากการเจรจาเพ้อเจ้อ ไม่มากด้วยอภิชฌา

มีจิตไม่พยาบาท มีความเห็นชอบในโลกนี้ และเล็งเห็นผู้นั้นเมื่อตายไปแล้ว

เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ได้ ด้วยจักษุเพียงดังทิพย์ อันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของ

มนุษย์. สมณะหรือพราหมณ์นั้นจึงกล่าวอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ เป็นอันว่า

กรรมดีมี วิบากของสุจริตมี ข้าพเจ้าได้เห็นบุคคลโน้น ผู้เว้นขาดจากปาณา-

ติบาต ฯลฯ มีความเห็นชอบในโลกนี้ และผู้นั้นตายไปแล้ว เข้าถึงสุคติ

โลกสวรรค์ ข้าพเจ้าก็เห็น แล้วกล่าวต่อไปอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ เป็นอันว่า

ผู้ใดเว้นขาดจากปาณาติบาต ฯลฯ มีความเห็นชอบ ผู้นั้นทุกคนตายไปแล้ว

ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์. ชนเหล่าใดรู้อย่างนี้ ชนเหล่านั้นชื่อว่ารู้ชอบ

ชนเหล่าใดรู้โดยประการอื่น ความรู้ของชนเหล่านั้นผิด. สมณะหรือพราหมณ์

นั้น จะพูดปักลงไปถึงเรื่องที่เขารู้เอง เห็นเอง ทราบเอง โดยประการนั้นแหละ

ในที่นั้น ๆ ตามกำลังและความแน่ใจว่า นี้เท่านั้นจริง อื่นเปล่า.

[๖๐๗] ดูก่อนอานนท์ ส่วนสมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้

อาศัยความเพียรเครื่องเผากิเลส ความตั้งใจนั้น ความประกอบเนือง ๆ ความ

ไม่ประมาท ความใส่ใจโดยชอบ ย่อมถูกต้องเจโตสมาธิมีรูปทำนองที่เมื่อจิต

ตั้งมั่นแล้ว ย่อมเล็งเห็นบุคคลโน้น ผู้เว้นขาดจากปาณาติบาต ฯลฯ มีความ

เห็นชอบในโลกนี้ และเล็งเห็นผู้นั้นตายไปแล้ว เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต

นรกได้ ด้วยจักษุเพียงดังทิพย์ อันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์. สมณะ

หรือพราหมณ์นั้นจึงกล่าวอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ เป็นอันว่า กรรมดีไม่มี

วิบากของสุจริตไม่มี ข้าพเจ้าได้เห็นบุคคลโน้น ผู้เว้นขาดจากปานาจิบาต ฯลฯ

มีความเห็นชอบในโลกนี้ และผู้นั้นตายไป เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก

ข้าพเจ้าก็เห็น แล้วกล่าวต่อไปอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ เป็นอันว่า ผู้ใดเว้นขาด

จากปาณาติบาต ฯลฯ มีความเห็นชอบ ผู้นั้น ทุกคนตายไป ย่อมเข้าถึงอบาย

ทุคติ วินิบาต นรก. ชนเหล่าใดรู้อย่างนี้ ชนเหล่านั้นชื่อว่ารู้ชอบ ชนเหล่าใด

รู้โดยประการอื่น ความรู้ของชนเหล่านั้นผิด. สมณะหรือพราหมณ์นั้นจะพูด

ปักลงไปถึงเรื่องที่เขารู้เอง เห็นเอง ทราบเอง โดยประการนั้นแหละ ในที่

นั้น ๆ ตามกำลังและความแน่ใจว่า นี้เท่านั้นจริง อื่นเปล่า.

[๖๐๘] ดูก่อนอานนท์ ในสมณะหรือพราหมณ์ ๘ จำพวกนั้น เรา

อนุมัติวาทะของสมณะหรือพราหมณ์ที่กล่าวอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ เป็นอันว่า

กรรมชั่วมี วิบากของทุจริตมี แม้วาทะของเขาที่กล่าวอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้าได้

เห็นบุคคลโน้น ผู้มักทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วง ฯลฯ มีความเห็นผิดในโลกนี้

และผู้นั้นตายไปแล้ว เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ข้าพเจ้าก็เห็น นี้เรา

ก็อนุมัติ ส่วนวาทะของเขาที่กล่าวอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ เป็นอันว่า ผู้ใด

มักทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วง ฯลฯ มีความเห็นผิด ผู้นั้นทุกคนตายไปแล้ว ย่อม

เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก นี้เรายังไม่อนุมัติ แม้วาทะของเขาที่กล่าว

อย่างนี้ว่า ชนเหล่าได้รู้อย่างนี้ ชนเหล่านั้นชื่อว่ารู้ชอบ ชนเหล่าใดรู้โดย

ประการอื่น ความรู้ของชนเหล่านั้นผิด นี้เราก็ยังไม่อนุมัติ แม้วาทะของเขา

ที่พูดปักลงไปถึงเรื่องที่เขารู้เอง เห็นเอง ทราบเอง นั้นแหละในที่นั้น ๆ ตาม

กำลังและความแน่ใจว่า นี้เท่านั้นจริง อื่นเปล่า นี้เราก็ยังไม่อนุมัติ นั้น

เพราะเหตุไร ดูก่อนอานนท์ เพราะตถาคตมีญาณในมหากัมมวิภังค์เป็นอย่างอื่น

[๖๐๙] ดูก่อนอานนท์ ในสมณะหรือพราหมณ์ จำพวกนั้น เรา

ไม่อนุมัติวาทะของสมณะหรือพราหมณ์ที่กล่าวอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ เป็นอันว่า

กรรมชั่วไม่มี วิบากของทุจริตไม่มี แต่วาทะของเขาที่กล่าวอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้า

ได้เห็นบุคคลโน้น ผู้มักทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วง ฯลฯ มีความเห็นผิดในโลกนี้

และผู้นั้นตายไปแล้ว เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ข้าพเจ้าก็เห็น นี้เราอนุมัติ

ส่วนวาทะของเขาที่กล่าวอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ เป็นอันว่า ผู้ใดมักทำชีวิตสัตว์

ให้ตกล่วง ฯลฯ มีความเห็นผิด ผู้นั้นทุกคนตายไปแล้ว ย่อมเข้าถึงสุคติ

โลกสวรรค์ นี้เรายังไม่อนุมัติ แม้วาทะของเขาที่กล่าวอย่างนี้ว่า ชนเหล่าใดรู้

อย่างนี้ ชนเหล่านั้นชื่อว่ารู้ชอบ ชนเหล่าใดรู้โดยประการอื่น ความรู้ของ

ชนเหล่านั้นผิด นี้เราก็ยังไม่อนุมัติ แม้วาทะของเขาที่พูดปักลงไปถึงเรื่องที่เขา

รู้เอง เห็นเอง ทราบเองนั้นแหละ ในที่นั้น ๆ ตามกำลังและความแน่ใจว่า

นี้เท่านั้นจริง อื่นเปล่า นี้เราก็ยังไม่อนุมัติ นั่นเพราะเหตุไร ดูก่อนอานนท์

เพราะตถาคตมีญาณในมหากัมมวิภังค์เป็นอย่างอื่น.

[๖๑๐] ดูก่อนอานนท์ ในสมณะหรือพราหมณ์ ๕ จำพวกนั้น เรา

อนุมัติวาทะของสมณะหรือพราหมณ์ที่กล่าวอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ เป็นอันว่า

กรรมดีมี วิบากของสุจริตมี แม้วาทะของเขาที่กล่าวอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้าเห็น

บุคคลโน้น ผู้เว้นขาดจากปาณาติบาต ฯลฯ มีความเห็นชอบในโลกนี้ และ

ผู้นั้นตายไปแล้ว เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ข้าพเจ้าก็เห็น นี้เราก็อนุมัติ ส่วน

วาทะของเขาที่กล่าวอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ เป็นอันว่า ผู้ใดเว้นขาดจาก

ปาณาติบาต ฯลฯ มีความเห็นชอบ ผู้นั้นทุกคนตายไปแล้ว ย่อมเข้าถึงสุคติ

โลกสวรรค์ นี้เรายังไม่อนุมัติ แม้วาทะของเขาที่กล่าวอย่างนี้ว่า ชนเหล่าใด

รู้อย่างนี้ ชนเหล่านั้น ชื่อว่ารู้ชอบ ชนเหล่าใดรู้โดยประการอื่น ความรู้ของ

ชนเหล่านั้นผิด นี้เราก็ยังไม่อนุมัติ แม้วาทะของเขาที่พูดปักลงไปถึงเรื่องที่เขา

รู้เอง เห็นเอง ทราบเอง นั่นแหละในที่นั้น ๆ ตามกำลังและความแน่ใจว่า

นี้เท่านั้นจริง อื่นเปล่า นี้เราก็ยังไม่อนุมัติ นั้นเพราะเหตุไร ดูก่อนอานนท์

เพราะตถาคตมีญาณในมหากัมมวิภังค์เป็นอย่างอื่น.

[๖๑๑] ดูก่อนอานนท์ ในสมณะหรือพราหมณ์ จำพวกนั้น เรา

ไม่อนุมัติวาทะของสมณะหรือพราหมณ์ที่กล่าวอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญเป็นอันว่า

กรรมดีไม่มี วิบากของสุจริตไม่มี แต่วาทะของเขาที่กล่าวอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้า

ได้เห็นบุคคลโน้น ผู้เว้นขาดจากปาณาติบาต ฯลฯ มีความเห็นชอบในโลกนี้

และผู้นั้นตายไปแล้วเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ข้าพเจ้าก็เห็น นี้เรา

อนุมัติ ส่วนวาทะของเขาที่กล่าวอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ เป็นอันว่า ผู้ใดเว้น

ขาดจากปาณาติบาต ฯลฯ มีความเห็นชอบ ผู้นั้นทุกคนตายไปแล้วย่อมเข้าถึง

อบาย ทุคติ วินิบาต นรก นี้เรายังไม่อนุมติ แม้วาทะของเขาที่กล่าวอย่าง

นี้ว่า ชนเหล่าใดรู้อย่างนี้ ชนเหล่านั้นชื่อว่ารู้ชอบ ชนเหล่าใดรู้โดยประการ

อื่น ความรู้ของชนเหล่านั้นผิด นี้เราก็ยังไม่อนุมัติ แม้วาทะของเขาที่พูดปัก

ลงไปถึงเรื่องที่เขารู้เอง เห็นเอง ทราบเอง นั้นแหละ ในที่นั้น ๆ ตามกำลัง

และความแน่ใจว่านี้เท่านั้นจริง อื่นเปล่า นี้เราก็ยังไม่อนุมัติ นั่นเพราะเหตุไร

ดูก่อนอานนท์ เพราะตถาคตมีญาณในมหากัมมวิภังค์เป็นอย่างอื่น.

[๖๑๒] ดูก่อนอานนท์ ในบุคคล จำพวกนั้น บุคคลที่เป็นผู้มักทำ

ชีวิตสัตว์ให้ตกล่วง ฯลฯ มีความเห็นผิดในโลกนี้ ตายไปแล้ว เข้าถึงอบาย

ทุคติ วินิบาต นรก เป็นอันว่า เขาทำกรรมชั่วที่ให้ผลเป็นทุกข์ไว้ในกาล

ก่อน หรือในกาลภายหลัง หรือว่ามีมิจฉาทิฐิพรั่งพร้อม สมาทานแล้วในเวลา

จะตาย เพราะฉะนั้น เขาตายไป จึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ก็

แหละบุคคลที่เป็นผู้มักทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วง ฯลฯ มีความเห็นผิดในโลกนี้นั้น

เขาย่อมเสวยวิบากของกรรมนั้นในชาตินี้ หรือในชาติหน้า หรือในชาติต่อไป.

[๖๑๓] ดูก่อนอานนท์ ในบุคคล ๔ จำพวกนั้น บุคคลที่เป็นผู้มัก

ทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วง ฯลฯ มีความเห็นผิดในโลกนี้ ตายไปแล้ว เช้าถึงสุคติ

โลกสวรรค์นี้ เป็นอันว่า เขาทำกรรมดีที่ไห้ผลเป็นสุขไว้ในกาลก่อน ๆ หรือ

ในกาลภายหลัง หรือว่ามีสัมมาทิฐิพรั่งพร้อม สมาทานแล้วในเวลาจะตาย

เพราะฉะนั้น เขาตายไปจึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ก็แหละบุคคลที่เป็นผู้มักทำ

ชีวิตสัตว์ให้ตกล่วง ฯลฯ มีความเห็นผิดในโลกนี้นั้น เขาย่อมเสวยวิบากของ

กรรมนั้นในชาตินี้ หรือในชาติหน้า หรือในชาติต่อไป.

[๖๑๔] ดูก่อนอานนท์ ในบุคคล ๔ จำพวกนั้น บุคคลที่เว้นขาดจาก

ปาณาติบาต ฯลฯ มีความเห็นชอบในโลกนี้ ตายไปแล้วเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์

นี้ เป็นอันว่า เขาทำกรรมดีที่ให้ผลเป็นสุขไว้ในกาลก่อน ๆ หรือในกาลภาย

หลัง หรือว่ามีสัมมาทิฐิพรั่งพร้อม สมาทานแล้วในเวลาจะตาย เพราะฉะนั้น

เขาตายไป จึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ก็แหละบุคคลที่เว้นขาดจากปาณาติบาต

ฯลฯ มีความเห็นชอบในโลกนี้นั้น เขาย่อมเสวยวิบากของกรรมนั้นในชาตินี้

หรือในชาติหน้า หรือในชาติต่อไป.

[๖๑๕] ดูก่อนอานนท์ ในบุคคล ๔ จำพวกนั้น บุคคลที่เว้นขาดจาก

ปาณาติบาต ฯลฯ มีความเห็นชอบในโลกนี้ ตายไปแล้ว เข้าถึงอบาย ทุคติ

วินิบาต นรก นี้ เป็นอันว่า เขาทำกรรมชั่วที่ให้ผลเป็นทุกข์ไว้ในกาลก่อนๆ

หรือในกาลภายหลัง หรือว่ามีมิจฉาทิฐิพรั่งพร้อม สมาทานแล้วในเวลาจะตาย

เพราะฉะนั้น เขาตายไปจึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ก็แหละบุคคล

ที่เว้นขาดจากปาณาติบาต ฯลฯ มีความเห็นชอบในโลกนี้นั้น เขาย่อมเสวย

วิบาก ของกรรมนั้นในชาตินี้ หรือในชาติหน้า หรือในชาติต่อไป.

[๖๑๖] ดูก่อนอานนท์ ด้วยประการนี้แล กรรมไม่ควรส่องให้เห็นว่า

ไม่ควรก็มี. กรรมไม่ควร ส่องให้เห็นว่าควรก็มี กรรมที่ควรแท้และส่องให้

เห็นว่าควรก็มี กรรมที่ควรส่องให้เห็นว่าไม่ควรก็มี.

พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระภาษิตนี้แล้ว ท่านพระอานนท์จึงชื่นชม

ยินดี พระภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล.

จบ มหากัมมวิภังคสูตรที่ ๖

.....................................................
มิจฉาปณิหิตจิต จิตที่ตั้งไว้ผิด ย่อมตามพิชิตตัวเอง

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ตามการกระทำของแต่ละคน (ตามความเป็นจริง)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 มิ.ย. 2015, 16:17 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 1
สมาชิก ระดับ 1
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ก.ย. 2013, 02:31
โพสต์: 12

แนวปฏิบัติ: อ่านศึกษาและดีวิดีโอเกี่ยวกับการทำความดีและเกรงกลัวต่อบาป
งานอดิเรก: เล่นบาส
สิ่งที่ชื่นชอบ: การที่ทำความดีโดยตั้งใจไม่ใช่การทำดีเพื่อได้หน้าตา
ชื่อเล่น: ก้าน
อายุ: 15
ที่อยู่: ไม่ขอบอกนะค้าบบ

 ข้อมูลส่วนตัว


อย่ามาเถียงกันเลยพี่ 555 tongue tongue รักกันนะๆ

.....................................................
https://www.facebook.com/profile.php?id=1000055712


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 มิ.ย. 2015, 16:38 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2009, 02:43
โพสต์: 12213


 ข้อมูลส่วนตัว


:b12:
เขาไม่ได้ทะเลาะกัน..หรอกน้อง..อิอิ

ธัมมะสากัจฉา..พูดไป...มันก็ทดสอบตัวเองไป...ความไม่ได้ดั่งใจ...ถูกดูถูก..ถูกเยียดบ้าง...มันก็ทดสอบใจผู้สนทนาได้เป็นอย่างดี

โกรธมั้ย?..แล้วโกรธอะไร
พอใจรึ?...พอใจอะไร

เห็นอะไรผิดปกติเกิดขึ้นที่ใจมั้ย?

ล้วนเป็นธรรมสอนตนได้หมดเลย...หสกมีปัญญา..นะ..อิอิ...

หากหลงอารมณ์ไป....วันหลังก็ให้รู้ว่าต้องตั้งสติให้ดี..


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 มิ.ย. 2015, 17:35 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มิ.ย. 2012, 14:54
โพสต์: 2805


 ข้อมูลส่วนตัว


กบนอกกะลา เขียน:
:b12:
เขาไม่ได้ทะเลาะกัน..หรอกน้อง..อิอิ

ธัมมะสากัจฉา..พูดไป...มันก็ทดสอบตัวเองไป...ความไม่ได้ดั่งใจ...ถูกดูถูก..ถูกเยียดบ้าง...มันก็ทดสอบใจผู้สนทนาได้เป็นอย่างดี

โกรธมั้ย?..แล้วโกรธอะไร
พอใจรึ?...พอใจอะไร

เห็นอะไรผิดปกติเกิดขึ้นที่ใจมั้ย?

ล้วนเป็นธรรมสอนตนได้หมดเลย...หสกมีปัญญา..นะ..อิอิ...

หากหลงอารมณ์ไป....วันหลังก็ให้รู้ว่าต้องตั้งสติให้ดี..

ต้องเขกกะบานแบบนั้นป่าว กบ

.....................................................
อย่าลืมทำกิจในอริยสัจ
เราจะเดินให้สุดทาง http://www.thaidhamma.net


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 มิ.ย. 2015, 16:31 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ม.ค. 2015, 21:55
โพสต์: 606

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ถ้ารู้ไม่ทันก็เป็นรากเหง้าของบาปแล้ว จะคิดดับๆ รูปรามกก็ไม่อยากจะดูแล้ว เพราะดูไปก็ทำให้ตัวเองเดือดร้อนซะเปล่าๆ มันเป็นสิ่งที่เสพย์ติดที่ถอนออกได้ยาก ติดอยู่ในชอบ ชัง เฉย แบบงมงาย มันเดือดร้อนเพราะไปยึดถือยากยิ่งต่อการถอนออกตลอดชีวิต อยากรู้อารมณ์นารกก็คืออารมณ์แห่งความยึดถือในความเดือดร้อนอย่างนี้แหละ
ไม่มีบุญอะไรที่จะได้มากเกินกว่าความรู้ทันเป็นไม่มี เพราะฉะนั้น เราควรขยันรู้ทันทั้งวันและทั้งคืน ทั้งหลับ ตื่น ยืน เดิน นั่ง นอน ลมหายใจเข้า กำหนดเข้าดับ ลมหายใจออกดับ เวลาจะคิดกำหนดจะคิดดับๆ แล้วเราจะได้พบกับของที่วิเศษณ์ที่สุดในชีวิต ชีวิตจะไม่พบกับคำว่าผิดหวังอีก จากสายสืบนิสัยคน จะคิดดับๆ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 มิ.ย. 2015, 14:05 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 2
สมาชิก ระดับ 2
ลงทะเบียนเมื่อ: 15 ก.พ. 2015, 21:06
โพสต์: 84

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


kanminiza เขียน:
สวัสดีครับ คือ ผมไม่เข้าใจเรื่องของการที่เราดูวิดีโอสื่อลามกอนาจารต่างๆนะครับ ซึ้งถ้าตามตอนเราเป็นเด็กเราก็จะรู้ว่าอ่อตอนที่เราเกิดมาได้ก็เป็นเช่นนี้ นี้เองแล แบบนี่เองหรอ อะครับ แต่พอโตมาก็ดูเพราะความบันเทิงไม่มีอะไรมาก มันบาปหรอครับ ผมไม่เข้าใจ มันบาปมากเลยหรอ เราไม่ได้ไปทำอะไรให้ใครเดือดร้อนสักหน่อยหนิ่ครับเราเป็นคนทั่วไปตื่นเช้าใส่บาตร ออกไปทำงานกลับบ้านดึกหาเช้ากินค่ำ แล้วสรุป แล้วนะครับ การที่เราดูสือลามกอะครับ หนัง 18+ มันเป็นบาปหรอครับ ?




:b1: หนังโป้ สื่อลามกอนาจาร เป็นสิ่งสนองตัณหา คำว่าสนองตัณหาก็เครื่องดองกิเลศดีๆนี่เองถ้าคุณเป็นผู้ที่จะมุ่งข้ามกระแสแห่งโลกเข้าสู่กระแสแห่งธรรม คุณจะข้ามไปได้ยากมากอาจจะหลายภพหลายชาติตามกิเลศที่คุณดองไว้ แต่ถ้าคุณจะชอบอยู่ในกระแสโลกก็ถือเป็นเรื่องธรรมดาค่ะ ดิฉันเคยได้ยินครูบาอาจารย์ท่านเคยกล่าวสอนว่าผู้ที่จะเห็นธรรมได้อย่างหนึ่งที่ต้องละคือความคิดอันลามก ถ้าเราบริโภคมากๆ จิตเราจะหมกมุ่นแต่สิ่งนั้น เชื่อเถอะว่าสายตาที่คุณมองสบตาคนอื่นเขาจะสัมผัสรู้ ในสิ่งนั้นของคุณ ดิฉันเคยสัมผัสค่ะถึงพูดได้ แล้วจะถอยห่างสายตานั้น การที่จะภาวนาให้ก้าวหน้ายากค่ะ :b48:
:b1: ลองนึกง่ายๆ ถ้าคุณดูหนังโป้เป็นเรื่องปกติ และคุณสามารถควบคุมจิตใต้สำนึกให้อยู่ในขอบเขตของศีลธรรมได้ สมมุติบางทีคนในครอบครัวคุณมาเห็นเข้า (ดิฉันเคยเห็นหลายครอบครัวแล้วที่พ่อแม่เปฺิดหนังโป้ค้างไว้ในเครื่องคอม แล้วเขาไปเปิดหนังโป้ให้เพื่อนดูบอกเคยเห็นพ่อ) แล้วเห็นเป็นเรื่องธรรมดาเหมือนคุณแต่ระดับการควบคุมจิตใต้สำนึกเขาไม่ดีเท่าคุณ ถึงได้มีคดีข่มขืนนับวันระดับอายุจะลดลงเรื่อยๆ แล้วถ้าสมมุติเป็นญาติที่เกี่ยวข้องกับคุณเป็นทั้งผู้กระทำ และ ผู้ถูกกระทำ จากการที่ควบคุมจิตใต้สำนึกกิเลศที่ดองไว้ในใจไม่ได้หล่ะ พอจะชั่งน้ำหนักระหว่างบุญ กับ บาป ในเรื่องหนังโป้ ได้กี่เปอร์เซ็นต์ คะ :b12:


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 40 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 6 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร