วันเวลาปัจจุบัน 19 ก.ค. 2025, 19:53  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 30 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 มิ.ย. 2015, 06:39 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 8585


 ข้อมูลส่วนตัว


มันต่างกันอย่างไร ระหว่าง โสดาปัตติมรรค กับ โสดาปัตติผล อุปมาก็ได้

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 มิ.ย. 2015, 06:52 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 18 ก.ย. 2011, 21:51
โพสต์: 4941


 ข้อมูลส่วนตัว




IMG_20150611_48322.jpg
IMG_20150611_48322.jpg [ 25.45 KiB | เปิดดู 5454 ครั้ง ]
:b12: :b12: :b12:
เปิดก๊อกน้ำฝักบัว เหมือนโสดาปัตติมรรค

น้ำจากฝักบัวไหลซู่ลงมาให้อาบอิ่มชื่นเย็น เหมือนโสดาปัตติผล

ทำให้รู้วิธีดับร้อนเบื้องต้นได้ แต่ยังไม่เด็ดขาด

"ใจเป็นกูเป็นเรา ตายขาดสนิททั้งพี่ (สักกายทิฏฐิ)
ทั้งน้อง (มานะทิฏฐิ)ได้ ไม่มีผู้มารับรู้ความร้อนเสียแล้ว
จึงจะดับร้อนได้สนิทชั่วนิรันดร์กาล
:b11:
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 มิ.ย. 2015, 07:38 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 8585


 ข้อมูลส่วนตัว


asoka เขียน:
:b12: :b12: :b12:
เปิดก๊อกน้ำฝักบัว เหมือนโสดาปัตติมรรค

น้ำจากฝักบัวไหลซู่ลงมาให้อาบอิ่มชื่นเย็น เหมือนโสดาปัตติผล

ทำให้รู้วิธีดับร้อนเบื้องต้นได้ แต่ยังไม่เด็ดขาด

"ใจเป็นกูเป็นเรา ตายขาดสนิททั้งพี่ (สักกายทิฏฐิ)
ทั้งน้อง (มานะทิฏฐิ)ได้ ไม่มีผู้มารับรู้ความร้อนเสียแล้ว
จึงจะดับร้อนได้สนิทชั่วนิรันดร์กาล
:b11:

:b8: :b8: :b8:

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 มิ.ย. 2015, 20:29 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2009, 02:43
โพสต์: 12232


 ข้อมูลส่วนตัว


:b32: :b32:
หากไม่ถึงผล...ก็ไม่รู้ว่าที่ผ่านมาเป็นแค่มรรค

ผู้ถึงแล้ว...ย่อมรู้..เป็นปัจจัตตัง...

รู้แล้ว...ก็ไม่ยึดในความรู้นั้น...จึงเป็นผลอันสมบูรณ์

รู้แล้ว..ยึด..ว่าเราเป็นนั้น..เราเป็นนี้...อยากบอกคนนั้นคนนี้...มีตัณหาในรู้...ก็หลงดีดี...นี้เอง...ไม่ใช่ผลจริง


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 มิ.ย. 2015, 20:44 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 8585


 ข้อมูลส่วนตัว


กบนอกกะลา เขียน:
:b32: :b32:
หากไม่ถึงผล...ก็ไม่รู้ว่าที่ผ่านมาเป็นแค่มรรค

ผู้ถึงแล้ว...ย่อมรู้..เป็นปัจจัตตัง...

รู้แล้ว...ก็ไม่ยึดในความรู้นั้น...จึงเป็นผลอันสมบูรณ์

รู้แล้ว..ยึด..ว่าเราเป็นนั้น..เราเป็นนี้...อยากบอกคนนั้นคนนี้...มีตัณหาในรู้...ก็หลงดีดี...นี้เอง...ไม่ใช่ผลจริง

มันต้องมีความต่างจริงไหม ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า มรรคผล

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 มิ.ย. 2015, 20:55 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2009, 02:43
โพสต์: 12232


 ข้อมูลส่วนตัว


ช่าย...ชื่อมันต่างกัน


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 21 มิ.ย. 2015, 02:01 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 เม.ย. 2010, 08:10
โพสต์: 2830

แนวปฏิบัติ: ขันธ์5ด้วยการสังเกตุ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ และอินทรีย์22
สิ่งที่ชื่นชอบ: พระสุตตันตปิฎก
อายุ: 0
ที่อยู่: ระยอง อุบลราชธานี

 ข้อมูลส่วนตัว


ความเห็นผมคือ โสดาปัตติมรรค คือแนวทาง หรือเหตุจูงใจในการปฎิบัติในสิ่งที่เป็นความหลุดพ้นจากอำนาจ

โสดาปัตติผล คือ ความเป็นอิสระ ไม่หวนกลับไปยึดถือ หรือให้อำนาจนั้นมีกำลังเหนือตน

เช่น ความเห็นว่าโลกหน้าไม่มี ตายแล้วสูญ เป็นความเห็นที่ผู้นั้นตกอยู่ในอำนาจแห่งความเชื่อ ต้องแจงเหตุผลด้วยปัญญา คนผู้นั้นจึงจะหลุดพ้นจากความเชื่อนี้

.....................................................
อย่าท้อถอยต่อการปฏิบัติ อย่าปล่อยให้ความขุ่นเคืองเข้าแทรก สร้างพลังด้วยคำสอนของพระพุทธเจ้า รำลึกและตอบแทนพระคุณมารดา และบิดา มองโลกด้วยใจเป็นกลาง ระลึกเสมอว่าเรายังด้อยปัญญาหากยังไม่ได้ปัญญา


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 21 มิ.ย. 2015, 07:22 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2009, 02:43
โพสต์: 12232


 ข้อมูลส่วนตัว


student เขียน:
ความเห็นผมคือ โสดาปัตติมรรค คือแนวทาง หรือเหตุจูงใจในการปฎิบัติในสิ่งที่เป็นความหลุดพ้นจากอำนาจ

โสดาปัตติผล คือ ความเป็นอิสระ ไม่หวนกลับไปยึดถือ หรือให้อำนาจนั้นมีกำลังเหนือตน

เช่น ความเห็นว่าโลกหน้าไม่มี ตายแล้วสูญ เป็นความเห็นที่ผู้นั้นตกอยู่ในอำนาจแห่งความเชื่อ ต้องแจงเหตุผลด้วยปัญญา คนผู้นั้นจึงจะหลุดพ้นจากความเชื่อนี้


ประมาณนั้น..ครับ

มรรค..นี้กำลังทำงานในเรื่องนั้นอยู่
ผล...คืองานทำเสร็จแล้ว

อนาคา..กับอรหนต์...นี้..มรรคและผล...จะแตกต่างกันชัด..เห็นง่าย

แต่..โสดาบัน..กับสกิทาคามี..นี้ต่างกันไม่มาก...เห็นยาก..ครับ

โสดาปัตติผล...ถ้าเอาสังโยชน์..มาจับ...ก็...ละสักกายทิฏฐิ..วิจิกิจฉา..สีลพตปรามาส..ได้
โสดาปัตติมรรค....ก็กำลังเพียรเพื่อละสังโยชน์ 3 นี้อยู่...แล้ว...แตกต่างอะไรกับกัลยาณปุถุชน..ละ?..

เมื่อโสดาปัตติมรรค...ไม่ต่างจากกัลยาณปุถุชนสักเท่าไร
โสดาปัตติผล..ก็ไม่ต่างจากกัลยาณปุถุชนมากไปนัก..เช่นกัน

ถ้าไปดูการดำเนินชีวิตประจำวันแล้ว....ก็จะเห็นเป็นประชาชนคนดีดี...ธรรมดา ๆ...

แต่หากได้มาคุยกัน..นั้นแหละ...พอจะรู้ได้ (มีฤทธิ์เห็นจิตใจได้...ก็อีกประมาณหนึ่ง)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 21 มิ.ย. 2015, 08:24 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2009, 02:43
โพสต์: 12232


 ข้อมูลส่วนตัว


หลวงตา..เคยเทศน์ใว้ว่า..ของท่าน...เป็นแบบโลดโผน...คือแบบฟ้าดินสะเทือนเลื่อนลั่นถล่มทลาย(ภายในใจ)..ส่วนพระอาจารย์สิงห์ทอง...จะเรียบๆ..ขาดไปตอนไหนก็ไม่รู้..แต่มารู้ว่ากิเลสมันไม่มีแล้ว..เท่านั้น หลวงตาบอกว่า...นี้แหละแบบสุขวิปัสโก

กลับมาที่..โสดาบัน

กระผมก็ตั้งใจว่า...ของตัวเอง...ต้องรู้ชัด ชัด...ในแบบอย่างของท่าน..สุปปพุทธกุฏฐิ
http://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=25&i=15&p=7
อ้างคำพูด:
สุปปพุทธะกราบทูลคุณวิเศษแด่พระศาสดา
เรื่องสุปปพุทธะนี้มาแล้วในอุทาน๑- นั่นแล.
ก็ในกาลนั้น สุปปพุทธกุฏฐินั่งที่ท้ายบริษัท ฟังธรรมเทศนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว บรรลุโสดาปัตติผล ปรารถนาจะกราบทูลคุณที่ตนได้แล้ว แด่พระศาสดา (แต่) ไม่อาจเพื่อจะหยั่งลงในท่ามกลางบริษัท ได้ไปยังวิหารในเวลามหาชนถวายบังคมพระศาสดากลับไปแล้ว.
____________________________


แบบ..รู้ว่า..อ่อ...ได้แล้วนะ......ซึ่งดูจะต่างไปบ้าง...จาก

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗
ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต

http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B ... 900&Z=2970

จริง.ๆ..ก็อาจมีรู้แบบอื่นๆ..อย่างที่พระอาจารย์สิงห์ทองรู้ในแบบที่ต่างจากหลวงตา..ก็ได้

แต่ความกลัวตัวหลง...ก็ยังตั้งใจ..รู้แบบท่านสุปปพุทธกุฎฐิ...อยู่ดี

หลวงพ่อ..ที่ไปอบรมด้วย....พูดโพล่งขึ้นมาเลยว่า...
" ดูง่ายๆ...ไปดูซิว่า..เรายังเห็นว่า...ฐานะ..ตำแหน่ง..ใดใดในโลกนี้..ว่ามันดีอยู่อีกมั้ย...เป็นกษัตริย์ดี..เป็นเศรษฐีมหาเศรษฐีดี...เป็นหัวหน้าดี...เป็นผู้อำนวยการดี...ยังเห็นว่าสิ่งเหล่านี้มันดีอยู่อีกมั้ย....ถ้าไม่เห็นว่ามันดี....ก็นั้นแหละ"

(ปล....ต้องผู้กำลังเพียรอยู่ในมรรค..นะครับ..และเห็นจริงเห็นแจ้งจากการพิจารณานะครับ...ไม่ใช่จากสัญญาความเชื่อ..และ...ไม่ใช่พวกเบื่อโลกอยากตาย..)

โสดาบัน..คือ..ผู้เที่ยงต่อการตรัสรู้...มีนิพพานเป็นจุดประสงค์เดียว...เมื่อกระจ่างแจ้งว่า..ทางนี้ใช่แล้ว...โสดาปัตติผลจึงไม่เห็นฐานะ...ใดใดในโลกนี้อยู่ในสายตา...การงานก็ทำเพื่อดำรงชีวิต..ทำให้ดีในฐานะที่กำลังทำอยู่..ค้าขายก็ต้องมีกำไร..ไม่โลภมากเกินไปจนจิตใจเดือดร้อน..วุ่นวาย

นี้เป็นความเห็นอันหนึ่ง..นะครับ

ส่วนใครกำลังพิจารณาเรื่องใดอยู่...ก็จะรู้แจ้งจากเรื่องที่กำลังพิจารณา..นั้นแหละคับ

:b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 21 มิ.ย. 2015, 13:23 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 เม.ย. 2010, 08:10
โพสต์: 2830

แนวปฏิบัติ: ขันธ์5ด้วยการสังเกตุ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ และอินทรีย์22
สิ่งที่ชื่นชอบ: พระสุตตันตปิฎก
อายุ: 0
ที่อยู่: ระยอง อุบลราชธานี

 ข้อมูลส่วนตัว


กบนอกกะลา เขียน:
หลวงตา..เคยเทศน์ใว้ว่า..ของท่าน...เป็นแบบโลดโผน...คือแบบฟ้าดินสะเทือนเลื่อนลั่นถล่มทลาย(ภายในใจ)..ส่วนพระอาจารย์สิงห์ทอง...จะเรียบๆ..ขาดไปตอนไหนก็ไม่รู้..แต่มารู้ว่ากิเลสมันไม่มีแล้ว..เท่านั้น หลวงตาบอกว่า...นี้แหละแบบสุขวิปัสโก

กลับมาที่..โสดาบัน

กระผมก็ตั้งใจว่า...ของตัวเอง...ต้องรู้ชัด ชัด...ในแบบอย่างของท่าน..สุปปพุทธกุฏฐิ
http://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=25&i=15&p=7
อ้างคำพูด:
สุปปพุทธะกราบทูลคุณวิเศษแด่พระศาสดา
เรื่องสุปปพุทธะนี้มาแล้วในอุทาน๑- นั่นแล.
ก็ในกาลนั้น สุปปพุทธกุฏฐินั่งที่ท้ายบริษัท ฟังธรรมเทศนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว บรรลุโสดาปัตติผล ปรารถนาจะกราบทูลคุณที่ตนได้แล้ว แด่พระศาสดา (แต่) ไม่อาจเพื่อจะหยั่งลงในท่ามกลางบริษัท ได้ไปยังวิหารในเวลามหาชนถวายบังคมพระศาสดากลับไปแล้ว.
____________________________


แบบ..รู้ว่า..อ่อ...ได้แล้วนะ......ซึ่งดูจะต่างไปบ้าง...จาก

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗
ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต

http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B ... 900&Z=2970

จริง.ๆ..ก็อาจมีรู้แบบอื่นๆ..อย่างที่พระอาจารย์สิงห์ทองรู้ในแบบที่ต่างจากหลวงตา..ก็ได้

แต่ความกลัวตัวหลง...ก็ยังตั้งใจ..รู้แบบท่านสุปปพุทธกุฎฐิ...อยู่ดี

หลวงพ่อ..ที่ไปอบรมด้วย....พูดโพล่งขึ้นมาเลยว่า...
" ดูง่ายๆ...ไปดูซิว่า..เรายังเห็นว่า...ฐานะ..ตำแหน่ง..ใดใดในโลกนี้..ว่ามันดีอยู่อีกมั้ย...เป็นกษัตริย์ดี..เป็นเศรษฐีมหาเศรษฐีดี...เป็นหัวหน้าดี...เป็นผู้อำนวยการดี...ยังเห็นว่าสิ่งเหล่านี้มันดีอยู่อีกมั้ย....ถ้าไม่เห็นว่ามันดี....ก็นั้นแหละ"

(ปล....ต้องผู้กำลังเพียรอยู่ในมรรค..นะครับ..และเห็นจริงเห็นแจ้งจากการพิจารณานะครับ...ไม่ใช่จากสัญญาความเชื่อ..และ...ไม่ใช่พวกเบื่อโลกอยากตาย..)

โสดาบัน..คือ..ผู้เที่ยงต่อการตรัสรู้...มีนิพพานเป็นจุดประสงค์เดียว...เมื่อกระจ่างแจ้งว่า..ทางนี้ใช่แล้ว...โสดาปัตติผลจึงไม่เห็นฐานะ...ใดใดในโลกนี้อยู่ในสายตา...การงานก็ทำเพื่อดำรงชีวิต..ทำให้ดีในฐานะที่กำลังทำอยู่..ค้าขายก็ต้องมีกำไร..ไม่โลภมากเกินไปจนจิตใจเดือดร้อน..วุ่นวาย

นี้เป็นความเห็นอันหนึ่ง..นะครับ

ส่วนใครกำลังพิจารณาเรื่องใดอยู่...ก็จะรู้แจ้งจากเรื่องที่กำลังพิจารณา..นั้นแหละคับ

:b8:


อนุโมทนาครับ

ส่วนตัวผมนั้นไม่รู้ครับว่าไปถึงไหนอย่างไร เพราะไม่มีครูฝึกใกล้ชิด ไม่ได้อยู่สันโดษ ศึกษาด้วยความเพียร และจากที่นี่ที่เป็นแหล่งพักพิงด้านอารมณ์ ให้หมั่นอยู่ในธรรม ไม่ออกนอกทาง

แต่ความเห็นผมเปลี่ยนไปเยอะมาก คิดอยู่เสมอว่า น่าจะศึกษาตั้งแต่เป็นเด็กๆ คงจะไม่ต้องทำอะไรที่ทำให้แม่ต้องเสียใจกับเราในเรื่องเล็กๆทั้งหลายที่เราทำเอาไว้

พอศึกษาต้นๆก็เริ่มความเห็นแรง เริ่มเพ่งเล็งผู้ที่ยังชอบด้านดวง ชีวิต วันเวลาทั้งหลาย แต่นานๆเข้าก็เริ่มวกเข้ากิจของตนเองมากขึ้น ไม่เพ่งเล็งลัทธิอื่น คือ มีชีวิตตามแบบที่ตนเองศึกษาเป็นหลัก เริ่มแยกและจำแนกธรรม คือ ธรรมทั้งหล่ยมีเหตุให้ปรากฎ แต่รู้ว่ากิเลสยังเยอะ รู้ถึงอารมณ์ ที่เกิด เริ่มแยกแยะว่าตนเองเริ่มออกนอกลู่ ก็จะหาทางสลัดตัวกิเลสนั้นให้เจือจางและหมดลง

ผมคงจะไปแบบช้าๆ ไม่เร่งรีบอะไร เพราะไม่มีครูอาจารย์สั่งสอนแบบใกล้ๆ อายุก็เริ่มมาก ตัวมานะเรื่องอายุมันก็แรงตาม จึงต้องหาหนทางเรื่องมานะนี้เสียก่อนครับ

.....................................................
อย่าท้อถอยต่อการปฏิบัติ อย่าปล่อยให้ความขุ่นเคืองเข้าแทรก สร้างพลังด้วยคำสอนของพระพุทธเจ้า รำลึกและตอบแทนพระคุณมารดา และบิดา มองโลกด้วยใจเป็นกลาง ระลึกเสมอว่าเรายังด้อยปัญญาหากยังไม่ได้ปัญญา


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 21 มิ.ย. 2015, 20:22 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2009, 02:43
โพสต์: 12232


 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: :b8:

ตอนเราอธิฐาน (ในอดีต)...อยากเป็นอรหันต์แบบนั้น..แบบนี้...แบบพระพุทธเจ้าบ้างละ..แบบปัจเจกพุทธเจ้าบ้างละ..แบบอัครสาวกเบื้องขวาบ้างละ..แบบอัครสาวกเบื้องซ้ายบ้างละ...จะแบบไหนๆบ้างละ....ก็ล้วนเป็นการอธิฐานที่มีบางอย่าง....เจืออยู่

มันทำให้ปัจจุบัน..เราเรามีวิถีที่ต่างกัน

ทุกข์สั้น..ทุกข์ยาว...ก็เพราะเราอธิฐาน..มา

เพราะเหตุนี้....จึงยังไม่เจอผู้ที่สอนตนได้เสียที...

:b1:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 21 มิ.ย. 2015, 20:39 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2009, 02:43
โพสต์: 12232


 ข้อมูลส่วนตัว


พระพุทธเจ้าเคยกล่าวทำนองว่า...

"ไม่สามารถพยากรณ์ผู้ที่มีอวิชชาอยู่ว่า..จะพ้นทุกข์ได้เมื่อไร.."

แสดงว่า...หากมีวิชชาเมื่อไร..ก็สามารถพยากรณ์ได้...

หากเราหักสิ่งที่อธิฐานกันมา..เมื่อไร...ก็สามารถไปได้..ทุกคน

บางคนอธิฐานไปกับองค์พระศรีบ้างละ...หักเมื่อไร..ก็ไปชาตินี้ได้
บางคนอธิฐานแบบตรัสรู้ด้วยตัวเอง..ไม่ต้องให้ใครมาบอก..หากหักตอนนี้..ก็มีสิทธิ์ไปได้ตอนนี้เมื่อกัน

การหักคำอธิฐานได้นี้...ย่อมมีวิชชาในตัวพอสมควร....ซึ่งมันก็คือ..การหักมานะในตนนั้นเอง

แต่..ใจลึกๆ...มันก็อยากเป็น..ในแบบของตน..ใช่มั้ยละ...

นี้แหละ....เจ้าตัวดี


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 21 มิ.ย. 2015, 21:38 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 เม.ย. 2010, 08:10
โพสต์: 2830

แนวปฏิบัติ: ขันธ์5ด้วยการสังเกตุ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ และอินทรีย์22
สิ่งที่ชื่นชอบ: พระสุตตันตปิฎก
อายุ: 0
ที่อยู่: ระยอง อุบลราชธานี

 ข้อมูลส่วนตัว


กบนอกกะลา เขียน:
พระพุทธเจ้าเคยกล่าวทำนองว่า...

"ไม่สามารถพยากรณ์ผู้ที่มีอวิชชาอยู่ว่า..จะพ้นทุกข์ได้เมื่อไร.."

แสดงว่า...หากมีวิชชาเมื่อไร..ก็สามารถพยากรณ์ได้...

หากเราหักสิ่งที่อธิฐานกันมา..เมื่อไร...ก็สามารถไปได้..ทุกคน

บางคนอธิฐานไปกับองค์พระศรีบ้างละ...หักเมื่อไร..ก็ไปชาตินี้ได้
บางคนอธิฐานแบบตรัสรู้ด้วยตัวเอง..ไม่ต้องให้ใครมาบอก..หากหักตอนนี้..ก็มีสิทธิ์ไปได้ตอนนี้เมื่อกัน

การหักคำอธิฐานได้นี้...ย่อมมีวิชชาในตัวพอสมควร....ซึ่งมันก็คือ..การหักมานะในตนนั้นเอง

แต่..ใจลึกๆ...มันก็อยากเป็น..ในแบบของตน..ใช่มั้ยละ...

นี้แหละ....เจ้าตัวดี


:b8:

กิเลสมันวนเวียนอยู่ เผลอเมื่อไหร่ได้เรื่องทุกที

เราถึงต้องคอยระงับจิตใจที่วุ่นวาย

พอจิตใจวุ่นวาย อะไรมันก็ทำได้ ท้าได้ เล่นได้ หนักๆหน่อย ฆ่าตัวเองตายก็ยังทำได้

พอจิตใจสงบลงปุ๊บ จะฝึกอะไรก็ทำได้ พิจารณาอะไรมันก็คล่อง

จะทำอกุศลอะไร จิตมันจะยั้งไว้ก่อน บอกตนเองว่า ไม่คุ้ม อย่าทำ

แต่จิตที่วุ่นวายเมื่อไหร่ มันไม่มีกำลังจะห้าม ก็ปล่อยให้อาการมันออกอะไรมันเร็วกว่ามันก็ออกทางนั้น มือไม้ก็ปัดป่าย มันควบคุมยาก มีคำคมที่เห็นกันบ่อยและใช้ได้ผลที่สุดคือ ยอมโง่ มีคนฉลาดมันก็ต้องมีคนโง่ มันคือ อุปมาทางโลก เราก็เหมือนเล่นละครไปด้วย คือยอมเป็นคนโง่ เพราะทุกวันนี้ แม้แต่เด็กๆ มันก็ฉลาดเกินไว รู้ไปหมด พอยอมโง่สักพัก จิตมันจะถอยมาตั้งหลัก คือกลับมาเป็นตนเองอีกครั้ง ถ้าคนที่มีวิสัยใผ่ธรรม ก็จะกลับมาสานต่อธรรมตนเอง เอ้า ฝึกสติต่อ เมื่อกี้ได้มือหยิบจับ สมาธิเริ่มตั้งมั่นก็จับธรรมทั้งหลายที่ปรากฎให้ต่อเนื่อง

ถ้าเราไม่ยอมลง จะฉลาด มันก็ต้องงัดกัน ลงให้กันไม่ได้ เพราะมันมีแต่คนฉลาด มันฉลาดในเรื่องทางโลก แต่ทางธรรมเรากำลังจะคลาย สมาธิก็คลาย ปัญญาก็เอาไม่อยู่ เพราะภาระต้องปกป้องความฉลาดมันต้องมาก่อน จิตใจก็วุ่นวาย ธรรมอะไรก็จับไม่ได้ ที่ทำๆไว้เสียหมดเลย ต้องเริ่มต้นใหม่ อะไรแบบนั้น

.....................................................
อย่าท้อถอยต่อการปฏิบัติ อย่าปล่อยให้ความขุ่นเคืองเข้าแทรก สร้างพลังด้วยคำสอนของพระพุทธเจ้า รำลึกและตอบแทนพระคุณมารดา และบิดา มองโลกด้วยใจเป็นกลาง ระลึกเสมอว่าเรายังด้อยปัญญาหากยังไม่ได้ปัญญา


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 มิ.ย. 2015, 00:57 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 18 ก.ย. 2011, 21:51
โพสต์: 4941


 ข้อมูลส่วนตัว




IMG_20150611_27999.jpg
IMG_20150611_27999.jpg [ 28.11 KiB | เปิดดู 5298 ครั้ง ]
:b12:
คำว่า "มรรค" กับ "ผล" ธรรมดาๆนั้น อาจแปลไปได้กว้าง ตีความไปได้ไกล หลากหลายความคิดเห็นเป็นเรื่องคุยสนุกกันได้ ไม่จบง่ายๆ

แต่ โสดาปัตติมรรค นั้นจะเกิดขึ้นได้เพียงครั้งเดียวในคนๆหนึ่งไม่มี 2

โสดาปัตติผล นั้นเป็นสัจจธรรมที่จะมีขึ้นมาตามหลังโสดาปัตติมรรค จะไปกล่าวที่ใดแม้ในนรก สวรรค์หรือพรหมก็จะเป็นความจริงอันเดียวกันเช่นนั้นไม่เปลี่ยนแปลง ตัวอย่างเช่น

ผู้เข้าถึงโสดาปัตติผล สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพัตปรามาส ย่อมตายขาดไปจากจิตใจไม่หวนกลับมาให้พบเห็นได้อีกเป็นต้น
onion
เรื่องของมรรคและผลทั้ง 4 ชั้นนั้นเป็นเรื่องปัจจัตตังเวทิตัพโพ วิญญูหิติ ผู้ที่ถึงจริงๆในแต่ละชั้นย่อมคุยกันรูเรื่องในชั้นของใครของมัน แต่ผู้สูงชั้นย่อมรู้เรื่องของผู้ต่ำชั้นกว่าเป็นธรรมดาเพราะตนเองก็ได้ผ่านอาการเช่นนั้นมาแล้วเช่นกัน

ส่วนคนที่เรียนรู้และได้อริยมรรคอริยผลแต่ละชั้นมาด้วยสัญญาหรือสำเร็จธรรมจากการเชี่ยวชาญอ่านตำรานั้น มักจะมีอหังการ มนังการเกิดขึ้นในใจเงียบๆเป็นมานะทิฏฐิยกตนข่มท่าน
เสมอๆ สังเกตดีๆจะเห็นได้บ่อยๆเนืองๆ ผู้คนเหล่านี้มักจะอธิบายอริยมรรคอริยผลแต่ละชั้นได้อย่างคล่องแคล่วตามที่เรียนรู้และอ้างมาจากตำราดังกับว่าพระพุทธเจ้ามาทรงพยากรณ์ด้วยพระองค์เอง เก่งจริงๆ แต่สังเกตกันให้ดีจะมีอหังการมนังการแทรกปนอยู่เสมอในถ้อยคำที่สวยหรูดูลึกล้ำเหนือธรรมดาเหล่านั้น นี่เป็นการวิเคราะห์ธรรมตามแบบชาวบ้านธรรมด้าธรรมดาสู่กันฟังนะครับ
:b13:
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 มิ.ย. 2015, 10:11 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ต.ค. 2009, 15:06
โพสต์: 7517

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


rolleyes
...ขั้นของการบรรลุธรรม4ระดับในพระพุทธศาสนาเปรียบเหมือนการเดินขึ้นบันไดเพื่อขึ้นตึกทั้ง4ชั้น...
...เปรียบเทียบกับการประพฤติตนตามแนวทางอริยสัจจ์4และอริยมรรค8ของอริยบุคคลทั้ง8จำพวกดังนี้...
...1.จากชั้นล่างเดินขึ้นบันไดจนพ้นบันไดขั้นสุดท้ายก่อนถึงชั้นที่1คือโสดาปัตติมรรค...
...2.พอเท้าทั้งสองข้างเหยียบบนพื้นชั้นที่1ก็คือถึงโสดาปัตติผล...การเดินต่อไปเพื่อไปสู่บันไดชั้น2...
...3.จนถึงเดินขึ้นบันไดชั้นที่2ไปจนพ้นบันไดขั้นสุดท้ายก่อนถึงชั้นที่2คือสกิทาคามิมรรค...
...4.พอเท้าทั้งสองข้างเหยียบบนพื้นชั้นที่2ก็คือถึงสกิทาคามิผล...การเดินต่อไปเพื่อไปสู่บันไดชั้น3...
...5.จนถึงเดินขึ้นบันไดชั้นที่3ไปจนพ้นบันไดขั้นสุดท้ายก่อนถึงชั้นที่3คืออนาคามิมรรค...
...6.พอเท้าทั้งสองข้างเหยียบบนพื้นชั้นที่3ก็คือถึงอนาคามิผล...การเดินต่อไปเพื่อไปสู่บันไดชั้น4...
...7.จนถึงเดินขึ้นบันไดชั้นที่4ไปจนพ้นบันไดขั้นสุดท้ายก่อนถึงชั้นที่4คืออรหัตตมรรค...
...8.พอเท้าทั้งสองข้างเหยียบบนพื้นชั้นที่4ก็คือถึงอรหัตตผล...การเดินอยู่บนชั้นที่4ก็คือพระอรหันต์...
...ระหว่างทางเก็บดอกไม้ริมทางแวะซ้ายแวะขวาเป็นไปตามกิเลสที่มีในจิตแต่ละดวงก็ถ่วงเวลากันไปแล...
:b12: :b4: :b4:


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 30 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร