วันเวลาปัจจุบัน 22 ก.ค. 2018, 13:48  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 64 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3, 4, 5  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 27 ม.ค. 2015, 06:13 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5553


 ข้อมูลส่วนตัว




El hombre que corre tras la fortuna, y el que la aguarda en su cama.gif
El hombre que corre tras la fortuna, y el que la aguarda en su cama.gif [ 204.41 KiB | เปิดดู 611 ครั้ง ]
เมื่อกล่าวถึง จิต + เจตสิก และรูป มีลักษณะสามัญตามธรรมชาติ (สามัญลักษณะ)
อยู่ ๓ ประการคือ
๑. อนิจจลักษณะ คือมีลักษณะที่ไม่เที่ยงไม่คงที่ ต้องเปลี่ยนแปลงอยู่ ตลอดเวลา
๒. ทุกขลักษณะ คือมีลักษณะที่ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ เกิดขึ้นแล้ว ต้องดับไปอยู่ตลอดเวลา
๓. อนัตตลักษณะ คือมีลักษณะที่มิใช่ตัว มิใช่ตน ไม่สามารถบังคับบัญชาได้

สามัญลักษณะทั้ง ๓ นี้ เป็นสิ่งจริงแท้แน่นอน เป็นกฎธรรมชาติ เรียกว่า ไตรลักษณ์

โดยสรุปแล้ว จิต + เจตสิก และรูป ที่ประกอบขึ้นเป็นบุคคล หรือเป็นสัตว์ใดๆ ก็ตามนั้น
แท้จริงแล้ว ไม่ได้มีแก่นสารอะไรเลย เป็นเพียงการ ประชุมกันของส่วนประกอบ
ที่มีความไม่เที่ยง เกิดดับ เกิดดับสืบต่อกันอย่าง รวดเร็ว (ชั่วลัดนิ้วมือ จิตมีการเกิดดับ
แสนโกฏิขณะ หรือหนึ่งล้านล้านครั้ง) เป็นสภาพที่หาเจ้าของมิได้ ไม่เป็นของใคร
ไม่มีใครเป็นเจ้าของ ไม่เป็นไปตามความปรารถนา ไม่ขึ้นต่อการบังคับบัญชาของผู้ใด

ว่างเปล่าจากความเป็นคนนั้นคนนี้ ว่างเปล่าจากความเป็นตัวตน ว่างเปล่าจากความเป็นนั่น
เป็นนี่ตามที่สมมุติกันขึ้นมา แต่เป็นสภาวธรรม อันเป็นไปตามเหตุ ตามปัจจัย ขึ้นกับเหตุ
ขึ้นกับปัจจัย พระพุทธเจ้าจะอุบัติขึ้นหรือไม่ก็ตาม ปรมัตถธรรมเหล่านี้ ก็คงมีอยู่ตามธรรมชาติ
พระพุทธองค์ เป็นแต่เพียงผู้ทรงค้นพบ และนำมาเปิดเผย ให้เราทั้งหลายได้ทราบเท่านั้น

(หากต้องการทราบเนื้อหาอันลึกซึ้งของปรมัตถธรรมทั้ง ๔ ก็ต้องศึกษาพระอภิธรรมโดยละเอียดต่อไป)

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 27 ม.ค. 2015, 12:40 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5553


 ข้อมูลส่วนตัว




V63S1kw.gif
V63S1kw.gif [ 240.27 KiB | เปิดดู 611 ครั้ง ]
ประวัติพระอภิธรรม

ในสัปดาห์ที่ ๔ หลังจากที่พระพุทธองค์ได้ตรัสรู้แล้ว พระองค์ทรง พิจารณารายละเอียด เกี่ยวกับพระอภิธรรม ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับ ปรมัตถธรรม (จิต เจตสิก รูป นิพพาน) อันเป็นแก่นของธรรมะ ในพระพุทธศาสนา อยู่ตลอด ๗ วัน ในขณะที่ทรงพิจารณา เรื่องของเหตุ เรื่องของปัจจัย ในปรมัตถธรรม อันเป็นที่มาของคัมภีร์ปัฏฐานอยู่นั้น ก็ปรากฏฉัพพรรณรังสี (รัศมี ๖ ประการ) มีสีเขียว สีเหลือง สีแดง สีขาว สีม่วง และสีเลื่อมพราย เหมือนแก้วผลึก แผ่ออกจากพระวรกาย อย่างน่าอัศจรรย์

ในช่วง ๖ พรรษาแรก ของการประกาศศาสนา พระพุทธองค์ยังมิได้ ทรงตรัสสอนพระอภิธรรมแก่ผู้ใด เพราะพระอภิธรรม เป็นธรรมะที่เกี่ยวข้อง กับปรมัตถธรรมล้วนๆ ยากแก่การที่จะอธิบาย ให้เข้าใจได้โดยง่าย บุคคลที่ จะรับอรรถรส ของพระอภิธรรมได้นั้น ต้องเป็นบุคคลที่ประกอบด้วย ศรัทธาอันมั่นคง และได้เคยสั่งสมบารมี อันเกี่ยวกับปัญญาในเรื่องนี้ มาบ้างแล้วแต่กาลก่อน แต่ในช่วงต้น ของการประกาศศาสนานั้น คนส่วนใหญ่ยังมีศรัทธา และมีความเชื่อ ในพระพุทธศาสนาน้อย ยังไม่พร้อมที่จะรับคำสอน เกี่ยวกับปรมัตถธรรม ซึ่งเป็นธรรมะอันลึกซึ้งได้ พระองค์จึงยังไม่ทรงแสดงให้ ทราบเพราะถ้าทรงแสดงไปแล้ว ความสงสัยไม่เข้าใจ หรือความไม่เชื่อย่อมจะ เกิดแก่ชนเหล่านั้น เมื่อมีความสงสัยไม่เข้าใจ หรือไม่เชื่อแล้ว ก็จะเป็นเหตุให้เกิดการดูหมิ่น ดูแคลนต่อพระอภิธรรมได้ ซึ่งจะเป็นผลร้ายมากกว่าผลดี

ล่วงมาถึงพรรษาที่ ๗ พระพุทธองค์จึงได้ทรงแสดงพระอภิธรรม เป็นครั้งแรก โดยเสด็จขึ้นไปจำพรรษา บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพื่อทดแทนคุณ ของพระมารดา ด้วยการแสดงพระอภิธรรม เทศนาโปรดพุทธมารดา ซึ่งได้ สิ้นพระชนม์ไปตั้งแต่ประสูติพระองค์ได้ ๗ วัน และได้อุบัติเป็นเทพบุตร อยู่บนสวรรค์ชั้นดุสิต มีพระนามว่า สันดุสิตเทพบุตร ในการแสดงธรรมครั้งนี้ได้มีเทวดาและพรหม จากหมื่นจักรวาลจำนวนหลายแสนโกฏิ มาร่วมฟังธรรมด้วย โดยมีสันดุสิตเทพบุตรเป็นประธาน ณ ที่นั้น พระพุทธองค์ทรงแสดงพระอภิธรรม แก่เหล่าเทวดาและพรหมด้วย วิตถารนัย คือ แสดงโดยละเอียดพิสดาร ตลอดพรรษากาล คือ ๓ เดือนเต็ม

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 27 ม.ค. 2015, 17:22 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ก.พ. 2011, 08:23
โพสต์: 1325


 ข้อมูลส่วนตัว




3808159.gif
3808159.gif [ 291.7 KiB | เปิดดู 611 ครั้ง ]
ลุงหมาน เขียน:
ประวัติพระอภิธรรม

ในสัปดาห์ที่ ๔ หลังจากที่พระพุทธองค์ได้ตรัสรู้แล้ว พระองค์ทรง พิจารณารายละเอียด เกี่ยวกับพระอภิธรรม ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับ ปรมัตถธรรม (จิต เจตสิก รูป นิพพาน) อันเป็นแก่นของธรรมะ ในพระพุทธศาสนา อยู่ตลอด ๗ วัน ในขณะที่ทรงพิจารณา เรื่องของเหตุ เรื่องของปัจจัย ในปรมัตถธรรม อันเป็นที่มาของคัมภีร์ปัฏฐานอยู่นั้น ก็ปรากฏฉัพพรรณรังสี (รัศมี ๖ ประการ) มีสีเขียว สีเหลือง สีแดง สีขาว สีม่วง และสีเลื่อมพราย เหมือนแก้วผลึก แผ่ออกจากพระวรกาย อย่างน่าอัศจรรย์

ในช่วง ๖ พรรษาแรก ของการประกาศศาสนา พระพุทธองค์ยังมิได้ ทรงตรัสสอนพระอภิธรรมแก่ผู้ใด เพราะพระอภิธรรม เป็นธรรมะที่เกี่ยวข้อง กับปรมัตถธรรมล้วนๆ ยากแก่การที่จะอธิบาย ให้เข้าใจได้โดยง่าย บุคคลที่ จะรับอรรถรส ของพระอภิธรรมได้นั้น ต้องเป็นบุคคลที่ประกอบด้วย ศรัทธาอันมั่นคง และได้เคยสั่งสมบารมี อันเกี่ยวกับปัญญาในเรื่องนี้ มาบ้างแล้วแต่กาลก่อน แต่ในช่วงต้น ของการประกาศศาสนานั้น คนส่วนใหญ่ยังมีศรัทธา และมีความเชื่อ ในพระพุทธศาสนาน้อย ยังไม่พร้อมที่จะรับคำสอน เกี่ยวกับปรมัตถธรรม ซึ่งเป็นธรรมะอันลึกซึ้งได้ พระองค์จึงยังไม่ทรงแสดงให้ ทราบเพราะถ้าทรงแสดงไปแล้ว ความสงสัยไม่เข้าใจ หรือความไม่เชื่อย่อมจะ เกิดแก่ชนเหล่านั้น เมื่อมีความสงสัยไม่เข้าใจ หรือไม่เชื่อแล้ว ก็จะเป็นเหตุให้เกิดการดูหมิ่น ดูแคลนต่อพระอภิธรรมได้ ซึ่งจะเป็นผลร้ายมากกว่าผลดี

ล่วงมาถึงพรรษาที่ ๗ พระพุทธองค์จึงได้ทรงแสดงพระอภิธรรม เป็นครั้งแรก โดยเสด็จขึ้นไปจำพรรษา บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพื่อทดแทนคุณ ของพระมารดา ด้วยการแสดงพระอภิธรรม เทศนาโปรดพุทธมารดา ซึ่งได้ สิ้นพระชนม์ไปตั้งแต่ประสูติพระองค์ได้ ๗ วัน และได้อุบัติเป็นเทพบุตร อยู่บนสวรรค์ชั้นดุสิต มีพระนามว่า สันดุสิตเทพบุตร ในการแสดงธรรมครั้งนี้ได้มีเทวดาและพรหม จากหมื่นจักรวาลจำนวนหลายแสนโกฏิ มาร่วมฟังธรรมด้วย โดยมีสันดุสิตเทพบุตรเป็นประธาน ณ ที่นั้น พระพุทธองค์ทรงแสดงพระอภิธรรม แก่เหล่าเทวดาและพรหมด้วย วิตถารนัย คือ แสดงโดยละเอียดพิสดาร ตลอดพรรษากาล คือ ๓ เดือนเต็ม


:b8: สาธุค่ะลุง
เทวดาและพรหมที่ฟังใน3 เดือนนั้นที่ยังไม่บรรลุก็มีค่ะ
ใช่ว่าฟังธรรมพระพุทธเจ้าแล้วจะบรรลุได้ทั้งหมด
มนุษย์จึงต้องเตรียมตัวด้วยการเรียนพระอภิธรรมเพื่ออ่านคัมภีร์เองได้
เพื่อศึกษาคัมภีร์ให้เข้าใจ เพราะเราไม่รู้ว่าเราจะบรรลุได้ด้วยการฟังคัมภีร์ใดค่ะ

.....................................................
พระพุทธศาสนามี ๒ นัย ดังนี้...นัยที่ ๑ คือคำสอนของพระพุทธองค์มี ๓ ประการ...เพื่อประโยชน์ในภพนี้ ในภพหน้า เพื่อเข้าถึงความสุขโดยส่วนเดียวคือพระนิพพาน...นัยที่ ๒ คือแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาคืออริยสัจจ ๔ ซึ่งเป็นสภาวะธรรมที่ทำให้ผู้เห็นแจ้ง พ้นทุกข์ทั้งปวงได้ การศึกษาพระอภิธรรมว่าด้วยสภาวะธรรมทั้งสิ้น ผู้เห็นประโยชน์ย่อมได้รับประโยชน์ค่ะ
(เกิดมาไม่ได้เป็นผู้สร้าง ก็จงเป็นผู้ที่รักษา แต่จงอย่าเป็นผู้ที่ทำลาย)
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 27 ม.ค. 2015, 19:36 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5553


 ข้อมูลส่วนตัว




falar-ao-telemovel.gif
falar-ao-telemovel.gif [ 183.63 KiB | เปิดดู 611 ครั้ง ]
อ้างคำพูด:
สาธุค่ะลุง
เทวดาและพรหมที่ฟังใน3 เดือนนั้นที่ยังไม่บรรลุก็มีค่ะ
ใช่ว่าฟังธรรมพระพุทธเจ้าแล้วจะบรรลุได้ทั้งหมด
มนุษย์จึงต้องเตรียมตัวด้วยการเรียนพระอภิธรรมเพื่ออ่านคัมภีร์เองได้
เพื่อศึกษาคัมภีร์ให้เข้าใจ เพราะเราไม่รู้ว่าเราจะบรรลุได้ด้วยการฟังคัมภีร์ใดค่ะ


สำหรับในโลกมนุษย์นั้น พระองค์ได้ทรงแสดงแก่ พระสารีบุตรเป็นองค์ แรก
คือในระหว่างที่ทรงแสดงธรรมอยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์นั้น พอได้เวลาบิณฑบาต
พระองค์ก็ทรงเนรมิตพุทธนิมิตขึ้น แสดงธรรมแทนพระองค์ แล้วพระองค์ก็เสด็จไปบิณฑบาต
ในหมู่ชนชาวอุตตรกุรุ เมื่อบิณฑบาตเสร็จแล้ว ก็เสด็จไปยังป่าไม้จันทน์ ซึ่งอยู่ในบริเวณป่าหิมวันต์
ใกล้กับสระ อโนดาต เพื่อเสวยพระกระยาหาร โดยมีพระสารีบุตรเถระ มาเฝ้าทุกวัน

หลังจากที่ทรงเสวยแล้ว ก็ทรงสรุปเนื้อหาของพระอภิธรรม ที่พระองค์ได้ทรงแสดงแก่เหล่าเทวดา
และพรหม ให้พระสารีบุตรฟังวันต่อวัน ๕ เสร็จ แล้วพระองค์จึงเสด็จกลับขึ้นสู่ดาวดึงส์เทวโลก
เพื่อแสดงธรรมต่อไป ทรง กระทำเช่นนี้ทุกวันตลอด ๓ เดือน เมื่อการแสดงพระอภิธรรมบนเทวโลก
จบสมบูรณ์แล้ว การแสดงพระอภิธรรมแก่พระสารีบุตร ก็จบสมบูรณ์ด้วยเช่นกัน
เมื่อจบพระอภิธรรมเทศนาเทวดา และพรหม ๘๐๐,๐๐๐ โกฏิได้ บรรลุธรรม และสันดุสิตเทพบุตร
(พุทธมารดา) ได้สำเร็จเป็นพระโสดาบันบุคคล

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 28 ม.ค. 2015, 07:08 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5553


 ข้อมูลส่วนตัว




unnamed (7).gif
unnamed (7).gif [ 192.45 KiB | เปิดดู 611 ครั้ง ]
“พระอภิธรรม เป็นพุทธวจนะ”
คือตรัสออกจากพระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้า ในคราวที่ทรงแสดงโปรดพวกเทวดา
โดยมีสันดุสิตเทพบุตรพุทธมารดาเป็นประธาน อันเป็นพุทธจริยาแสดงกตัญญูกตเวทิตาธรรม

ส่วนในโลกมนุษย์นี้พระพุทธองค์ทรงแสดงพระอภิธรรมโดยย่อแก่พระสารีบุตรเถระ
ผู้เป็นอัครสาวกเบื้องขาวเป็นครั้งแรก ณ ริมสระอโนดาต
และพระสารีบุตรเถระได้นำพระอภิธรรมนั้นมาแสดงแก่พระภิกษุที่เป็นศิษย์โดยไม่ย่อและไม่พิสดารเกินไป
ส่งผลให้พระอภิธรรมได้รับการศึกษาเผยแผ่นำสืบกันมาตราบเท่าทุกวันนี้


จาก ลานธรรมจักร post โดยคุณกุหลาบสีชา
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=66&t=28770

http://www.bloggang.com/mainblog.php?id ... =1&gblog=1

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 30 ม.ค. 2015, 07:35 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5553


 ข้อมูลส่วนตัว




HAPPY_TEACHER_WITH_APPLE.gif
HAPPY_TEACHER_WITH_APPLE.gif [ 213.11 KiB | เปิดดู 611 ครั้ง ]
กล่าวกันว่า พระพุทธองค์ทรงแสดง พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์
ณ เทวโลก ชั้นดาวดึงส์ ทั้งกลางคืนและกลางวันมิมีระหว่างว่างเว้น เป็นเวลาถึง ๓ เดือนเต็ม
ตามเวลาโลกมนุษย์ ในระหว่างที่ทรงแสดง เมื่อถึงเวลาเสด็จบิณฑบาตเพื่อเสวยพระภัตตาหาร
และเวลาทรงพักผ่อนกลางวัน พระองค์ก็เสด็จไปทรงกระทำพุทธกิจนั้น
โดยทรงเนรมิตพระพุทธเจ้าจำลองไว้ให้แสดงพระอภิธรรมแทน

พระพุทธองค์ทรงแสดงพระอภิธรรมโดยย่อแก่พระสารีบุตร
ผู้เป็นอัครสาวกเบื้องขาวเป็นครั้งแรก ณ ริมสระอโนดาต
และพระสารีบุตรเถระได้นำพระอภิธรรมนั้นมาแสดงแก่พระภิกษุที่เป็นศิษย์
โดยไม่ย่อและไม่พิสดารเกินไป
ส่งผลให้พระอภิธรรมได้รับการศึกษาเผยแผ่นำสืบกันมาตราบเท่าทุกวันนี้

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 30 ม.ค. 2015, 17:48 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5553


 ข้อมูลส่วนตัว




unnamed (6).gif
unnamed (6).gif [ 29.55 KiB | เปิดดู 611 ครั้ง ]
การแสดงธรรมครั้งนี้ได้มีเทวดาและพรหมจากหมื่นจักรวาล
จำนวนหลายแสนโกฎิมาร่วมฟังธรรมด้วย โดยมีสันตุสิตเทพบุตรเป็นประธาน ณ ที่นั้น
พระพุทธองค์ทรงแสดงพระอภิธรรมแก่เหล่าเทวดาและพรหมด้วย วิตถารนัย คือ
แสดงโดยละเอียดพิสดารตลอดพรรษา คือ ๓ เดือนเต็ม

ตลอด ๓ เดือน เมื่อการแสดงบนเทวโลกจบสมบูรณ์แล้ว
การแสดง พระอภิธรรมแก่พระสารบุตรก็จบสมบูรณ์ด้วยเช่นกัน
เมื่อจบพระอภิธรรมเทศนา เทวดาและพรหม ๘๐๐,๐๐๐ โกฎิได้บรรลุธรรม
และสันตุสิตเทพบุตร (พุทธมารดา) ได้สำเร็จ เป็นพระโสดาบันบุคคล

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 31 ม.ค. 2015, 07:42 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ก.พ. 2011, 08:23
โพสต์: 1325


 ข้อมูลส่วนตัว




skolelaere (4).gif
skolelaere (4).gif [ 61.08 KiB | เปิดดู 611 ครั้ง ]
อนุโมทนาสาธุ ในบุญกุศลที่ลุงเผยแผ่ธรรมะพระพุทธองค์ค่ะ
:b8:

เป็นประโยชน์อย่างมากต่อผู้ที่เคยสั่งสมมาทางด้านพระอภิธรรมนะคะ

การศึกษาพระอภิธรรมไม่ใช่แค่ศึกษาเท่านั้น แต่ยังเน้นให้นำมาปฏิบัติตนได้ถูกต้องด้วยค่ะ
ผู้ที่สนใจพระอภิธรรมได้นั้น ก็คงต้องอาศัยว่าเคยมีความคุ้นเคยมาก่อน ถ้าไม่คุ้นเคยกันมาก่อน ก็ไม่เห็นว่ามีความสำคัญต้องศึกษา จึงมีผู้ไม่เห็นความสำคัญมีมาก มีเพียงคนจำนวนน้อยเท่านั้นที่เห็นว่าสำคัญค่ะ

.....................................................
พระพุทธศาสนามี ๒ นัย ดังนี้...นัยที่ ๑ คือคำสอนของพระพุทธองค์มี ๓ ประการ...เพื่อประโยชน์ในภพนี้ ในภพหน้า เพื่อเข้าถึงความสุขโดยส่วนเดียวคือพระนิพพาน...นัยที่ ๒ คือแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาคืออริยสัจจ ๔ ซึ่งเป็นสภาวะธรรมที่ทำให้ผู้เห็นแจ้ง พ้นทุกข์ทั้งปวงได้ การศึกษาพระอภิธรรมว่าด้วยสภาวะธรรมทั้งสิ้น ผู้เห็นประโยชน์ย่อมได้รับประโยชน์ค่ะ
(เกิดมาไม่ได้เป็นผู้สร้าง ก็จงเป็นผู้ที่รักษา แต่จงอย่าเป็นผู้ที่ทำลาย)
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 31 ม.ค. 2015, 13:02 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5553


 ข้อมูลส่วนตัว




22370653.png
22370653.png [ 551.67 KiB | เปิดดู 611 ครั้ง ]
SOAMUSA เขียน:
อนุโมทนาสาธุ ในบุญกุศลที่ลุงเผยแผ่ธรรมะพระพุทธองค์ค่ะ
:b8:

เป็นประโยชน์อย่างมากต่อผู้ที่เคยสั่งสมมาทางด้านพระอภิธรรมนะคะ

การศึกษาพระอภิธรรมไม่ใช่แค่ศึกษาเท่านั้น แต่ยังเน้นให้นำมาปฏิบัติตนได้ถูกต้องด้วยค่ะ
ผู้ที่สนใจพระอภิธรรมได้นั้น ก็คงต้องอาศัยว่าเคยมีความคุ้นเคยมาก่อน ถ้าไม่คุ้นเคยกันมาก่อน ก็ไม่เห็นว่ามีความสำคัญต้องศึกษา จึงมีผู้ไม่เห็นความสำคัญมีมาก มีเพียงคนจำนวนน้อยเท่านั้นที่เห็นว่าสำคัญค่ะ

อ่านหนังสือทำความเข้าใจและจดจำบทเรียนนี้ เป็นเทคนิคง่ายๆ นักเรียนนักศึกษาสามารถนำไปปฏิบัติได้ทุกคน ขอแต่เพียงเข้าใจเคล็ดลับวิธีการเท่านั้นเอง หัวใจสำคัญของการทำความเข้าใจและจดจำบทเรียน คือ การหมั่นฝึกฝนตามขั้นตอนให้เกิดความเคยชินจนติดกลายเป็นนิสัยการอ่านเพื่อทำความเข้าใจนี้จะแตกต่างจากการอ่านเพียงเพื่อท่องจำ

๑. เวลาอ่านบทเรียนหรือตำรา ให้อ่านอย่างตั้งใจ แต่ทว่าเราจะไม่อ่านไปเรื่อยๆ คือเราจะหยุดอ่านเมื่อจบย่อหน้าหรือหยุดเมื่ออ่านไปได้พอสมควรแล้ว
๒. จากนั้นให้ปิดหนังสือ แล้วลองอธิบายสิ่งที่ตนเองได้อ่านมาให้ตัวเองฟังคือ เราสามารถอธิบายให้ตัวเองฟังด้วยภาษาสำนวนของเราเอง ฟังแล้วเข้าใจหรือเปล่า หากเราสามารถอธิบายให้ตัวเองฟังรู้เรื่อง แสดงว่าเราเข้าใจแล้ว ให้อ่านต่อไปได้
๓. หากตอนใดเราอ่านแล้ว แต่ไม่สามารถอธิบายให้ตัวเองรู้เรื่อง แสดงว่ายังไม่เข้าใจ ให้กลับไปอ่านทบทวนใหม่อีกครั้ง
๔. หากเราพยายามอ่านหลายรอบแล้ว แต่ยังไม่เข้าใจจริงๆให้จดโน้ตไว้เพื่อนำไปถามอาจารย์ จากนั้นให้อ่านต่อไป
๕ ข้อมูลบางอย่างในตำราจำเป็นที่จะต้องท่องจำ เช่น ตัวเลข สถิติ ชื่อสถานที่ บุคคล หรือ สูตรต่างๆ ฯลฯ ก็ควรท่องจำไว้ด้วย เพื่อทำให้เกิดความเข้าใจ ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น
๖. การเรียนด้วยวิธีท่องจำ โดยปราศจากความเข้าใจ เรียนไปก็ลืมไป สูญเสียเวลาเปล่าประโยชน์ เสียเงินทอง
๗. การเรียนที่เน้นแต่ความเข้าใจ โดยไม่ยอมท่องจำ ก็จะทำให้เราเข้าใจเรื่องต่างๆไม่ชัดเจน คลุมเครือ
๘. ดังนั้นควรมีเทคนิคง่ายๆ สั้นๆ ดังต่อไปนี้
ก.ให้อ่านหนังสือ สลับกับ การอธิบายให้ตัวเองฟัง
ข.ให้ท่องจำเฉพาะข้อมูลที่จำเป็นต้องจำจริงๆ เช่น ตัวเลข ชื่อเฉพาะต่างๆ

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 ก.พ. 2015, 08:53 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ก.พ. 2011, 08:23
โพสต์: 1325


 ข้อมูลส่วนตัว


ทำไมต้องเรียนพระอภิธรรม ขอเชิญฟังค่ะ

ไขพระอภิธรรม โดย พระมหาประนอม ธมฺมาลงฺกาโร
ชมรมเผยแพร่พระธรรมตามพระไตรปิฎกวัดจากแดง



ภตสูตร

[๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ ย่อมถูกนำมาทิ้งไว้ในนรก เหมือนสิ่งของที่เขานำมาทิ้งไว้ฉะนั้น ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน
คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้
เป็นผู้ไม่มีศรัทธา ๑
ไม่มีหิริ ๑
ไม่มีโอตตัปปะ ๑
เกียจคร้าน ๑
มีปัญญาทราม ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๕
ประการนี้แลย่อมถูกนำมาทิ้งไว้ในนรกเหมือนสิ่งของที่เขานำมาทิ้งไว้ฉะนั้น.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ ย่อมเป็นผู้ได้รับเชิญมา
ไว้บนสวรรค์เหมือนสิ่งของที่เขานำมาวางไว้ฉะนั้น
ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน
คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้
เป็นผู้มีศรัทธา ๑
มีหิริ ๑
มีโอตตัปปะ ๑
ปรารภความเพียร ๑
มีปัญญา ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการนี้แลย่อมเป็นผู้ได้รับเชิญมาไว้บนสวรรค์ เหมือนสิ่งของ
ที่เขานำมาวางไว้ฉะนั้น ฯ

องฺ.ปญฺจก. ปฐมปัณณาสก์ เสขพลวรรค
:b8: :b8: :b8:

การเรียนพระอภิธรรม นั้นได้ครบทั้ง. ๕ ประการดังกล่าวมาในพระสูตรนี้ค่ะว่าเหมือนสิ่งของที่เขานำมาวางไว้บนสวรรค์ นี้ก็เป็นอีกทางหนึ่งที่เป็นส่วนที่ดีให้ท่านทำ ซึ่งจะช่วยให้ท่านสามารถหนีอบายภูมิได้อีกทางหนึ่งค่ะ

.....................................................
พระพุทธศาสนามี ๒ นัย ดังนี้...นัยที่ ๑ คือคำสอนของพระพุทธองค์มี ๓ ประการ...เพื่อประโยชน์ในภพนี้ ในภพหน้า เพื่อเข้าถึงความสุขโดยส่วนเดียวคือพระนิพพาน...นัยที่ ๒ คือแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาคืออริยสัจจ ๔ ซึ่งเป็นสภาวะธรรมที่ทำให้ผู้เห็นแจ้ง พ้นทุกข์ทั้งปวงได้ การศึกษาพระอภิธรรมว่าด้วยสภาวะธรรมทั้งสิ้น ผู้เห็นประโยชน์ย่อมได้รับประโยชน์ค่ะ
(เกิดมาไม่ได้เป็นผู้สร้าง ก็จงเป็นผู้ที่รักษา แต่จงอย่าเป็นผู้ที่ทำลาย)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 ก.พ. 2015, 07:32 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5553


 ข้อมูลส่วนตัว




tumblr_static_tumblr_n270tcetgv1rdijxoo1_250.gif
tumblr_static_tumblr_n270tcetgv1rdijxoo1_250.gif [ 847.28 KiB | เปิดดู 611 ครั้ง ]
พระอภิธรรม ๓ ฉบับ

จากประวัติความเป็นมาของพระอภิธรรมดังกล่าว
เราอาจแบ่งพระอภิธรรมตามลักษณะโวหารที่แสดงได้ ๓ ฉบับ คือ

๑. อติวิตถารอภิธรรม พระอภิธรรมฉบับพิสดารที่สุด
๒. อติสังเขปอภิธรรม พระอภิธรรมฉบับย่อที่สุด
๓. นาติสังเขปนาติวิตถารอภิธรรม พระอภิธรรมฉบับกลางๆไม่ย่อ ไม่พิสดารนัก

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 ก.พ. 2015, 06:59 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5553


 ข้อมูลส่วนตัว




20170717_102002.jpg
20170717_102002.jpg [ 224.36 KiB | เปิดดู 611 ครั้ง ]
๑. อติวิตถารอภิธรรม พระอภิธรรมฉบับที่พิสดารที่สุด

หมายถึง พระอภิธรรมที่พระพุทธองค์ทรงแสดงโปรดพวกเทวดา
มีสันดุสิต เทพบุตรพุทธมารดาเป็นประธาน
ณ เทวโลกชั้นดาวดึงส์ ในพรรษาที่ ๗ แห่งการตรัสรู้

ทรงแสดงนานถึง ๓ เดือน (ตามเวลาในโลกมนุษย์)
ติดต่อกันทั้งกลางวันกลางคืน ดังที่ คัมภีร์อัฏฐสาลินี กล่าวไว้ว่า

“อภิธรรมที่พระพุทธเจ้าได้แสดงติตด่อกัน ๓ เดือนนั้น
เป็นอนันต์ (ไม่รู้จักจบสิ้น) ไม่อาจคำนวณได้
จะเรียนสักร้อยปีพันปี ก็เรียนไม่จบ”

พระอภิธรรมฉบับพิสดารที่สุดนั้น
พระพุทธองค์ทรงแสดงโปรดพวกเทวดาโดยเฉพาะ
เพราะเทวดาสามารถฟังด้วยอริยาบถเดียวถึง ๓ เดือน
โดยไม่ต้องเปลี่ยนอิริยาบถ และไม่ง่วงนอน

สำหรับมนุษย์เรานั้น ไม่อาจฟังพระอภิธรรมพิสดารนานถึง ๓ เดือน
ด้วยอิริยาบถเดียว คือ จะนั่งฟังติตด่อกันทั้งกลางวันและกลางคืน
นานถึง ๓ เดือน ไม่ได้โดยเด็ดขาด

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 ก.พ. 2015, 07:52 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5553


 ข้อมูลส่วนตัว




angry_businessman_jum_a_hc.gif
angry_businessman_jum_a_hc.gif [ 113.52 KiB | เปิดดู 611 ครั้ง ]
๒. อติสังเขปอภิธรรม
พระอภิธรรมฉบับย่อที่สุด หมายถึง พระอภิธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่พระสารีบุตร
ในป่าหิมพานต์ ใกล้ฝั่งอโนดาต กล่าวคือ แม้พระพุทธองค์จะทรงแสดงพระอภิธรรม
โปรดพระพุทธมารดา และทวยเทพในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ติดต่อกันเป็นเวลา ๓ เดือน
แต่ก็มีช่วงที่ทรงพัก โดยพระองค์ทรงเนรมิตพระพุทธเจ้าจำลองที่เรียกว่า นิรมิตพุทธะ หรือ พระพุทธเนรมิต

แล้วทรงอธิษฐานให้ทำหน้าที่แสดงพระอภิธรรมแทนพระองค์ชั่วครู่หลังจากนั้น
พระองค์ก็เสด็จไปยังป่าหิมพานต์ทรงเคี้ยวไม้ชำระพระทนต์บ้วนพระโอษฐ์
ล้างพระพักตร์ที่สระอโนดาตแล้วเสด็จไปบิณฑบาตรที่อุตตรกุรุทวีป
ทรงนำภัตตาหารมาประทับฉัน ณ ฝั่งสระอโนดาตระหว่างนั้นพระสารีบุตรได้มาเฝ้าปฏิบัติพระองค์อยู่

หลังจากทรงฉันภัตตาหารเสร็จแล้ว พระองค์ได้ตรัสบอกพระสารีบุตรว่า
“สารีบุตร วันนี้เราจะแสดงธรรมประมาณเท่านี้
เธอจงไปบอกสอนพวกภิกษุ ๕๐๐ รูป ที่เป็นศิษย์ของเธอ”เมื่อตรัสดังนี้แล้ว
ก็เสด็จหายไปพระองค์ไปแสดงพระอภิธรรมโปรดพวกเทวดาในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
ต่อจากที่พระพุทธเนรมิตแสดงพระอภิธรรมที่พระองค์ตรัสบอกพระสารีบุตรแต่ละวันในโลกมนุษย์
นี้แหละเรียกว่า พระอภิธรรมฉบับย่อที่สุด

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 ก.พ. 2015, 07:03 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5553


 ข้อมูลส่วนตัว




fe11.gif
fe11.gif [ 2.04 KiB | เปิดดู 604 ครั้ง ]
๓. นาติสังเขปนาติวิตถารอภิธรรม พระอภิธรรมฉบับกลางๆ ไม่ย่อ ไม่พิสดารนัก

หมายถึง พระอภิธรรมที่พระสารีบุตรทรงจำนัยที่พระพุทธองค์ทรงแสดง
แล้วนำมาบอกกล่าวสั่งสอนพระภิกษุ ๕๐๐ รูปที่บวชเพราะเลื่อมใสในยมกปาฏิหาริย์
ที่พระพุทธองค์ทรงแสดงก่อนเสด็จไปยังเทวโลกพระภิกษุ ๕๐๐ รูปเหล่านี้ เป็นชาวเมืองสาวัตถี
เป็นสัทธิวิหาริก (ศิษย์) ของ พระสารีบุตรเถระโดยเหตุที่ท่านเป็นพระอุปัชฌาย์บวชให้

เมื่อได้ฟังพระอภิธรรมที่พระสารีบุตรเถระนำมาแสดงด้วยอุบายวิธีที่ไม่ย่อเกินไป ไม่พิสดารเกินไป
ไม่ช้าไม่นานก็เป็นผู้ฉลาดเชี่ยวชาญในพระอภิธรรม ๗ คัมภีร์เหตุที่แตกฉานในพระอภิธรรมได้เร็วปานนั้น
เป็นเพราะอำนาจวาสนาบารมีที่คุ้นเคยกับการได้ฟังพระอภิธรรมนี้มาในอดีตชาตินั้นเอง
คัมภีร์อรรถกถาธรรมบทกล่าวถึงประวัติในอดีตชาติของพระภิกษุ ๕๐๐ รูปเหล่านี้ไว้ว่า

ในกาลแห่งพระศาสนาของพระพุทธเจ้านามว่า พระกัสสปะท่านเหล่านี้เกิดเป็นค้างคาวอาศัยอยู่ที่เงื้อมเขาแห่งหนึ่งเมื่อมีพระภิกษุเถระ ๒ รูปมาเดินจงกรมสาธยายพระอภิธรรมอยู่ใกล้ๆ ก็ฟังจนจับนิมิตในเสียงสาธยายได้ (จำติดหู)แต่ไม่รู้ความหมายแห่งคำสาธยายคือไม่รู้ว่าสภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ขันธ์
สภาวะธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธาตุ เป็นต้นอาศัยเพียงจำได้ติดหูเท่านั้น

ครั้นตายจากอัตภาพที่เป็นค้างคาวแล้ว ก็ได้ไปเกิดในเทวโลกจนกาลเวลาผ่านไปหนึ่งพุทธันดร
(สิ้นอายุกาลแห่งพระศาสนาของพระกัสสปพระพุทธเจ้ามาถึงกาลแห่งพระพุทธเจ้าของเรา)
ก็จุติจากเทวโลก มาบังเกิดใน นครสาวัตถีเมื่อได้เห็นพระพุทธองค์ทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์
ก็เกิดความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาขอบวชเป็นศิษย์อยู่ในสำนักของ พระสารีบุตรเถระ
และได้ฟังพระอภิธรรมจากพระอุปัชฌาย์ของตนจนเกิดความเชี่ยวชาญแตกฉานใน พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์
ก่อนภิกษุอื่นๆ ทั้งหมดในพระพุทธศาสนา

พระอภิธรรม ๓ ฉบับนี้ อาจเรียกชื่อใหม่ตามสถานที่เพื่อกำหนดจดจำความเป็นมาได้ง่ายดังนี้
พระอภิธรรมฉบับดาวดึงส์พระอภิธรรมฉบับสระอโนดาต และ
พระอภิธรรมฉบับพระนครสาวัตถี หรือฉบับมิชฌิมประเทศ
พระอภิธรรมปิฎกที่ปรากฏเป็นลายลักษณ์อักษร ให้ศึกษากันอยู่ในปัจจุบันนี้
นักปราชญ์หลายท่านสันนิษฐานว่าวิวัฒนาการสืบเนื่องมาจากพระอภิธรรมฉบับกลางๆ
ที่ไม่ย่อไม่พิสดารนัก หรือ ฉบับพระนครสาวัตถีนั่นเอง

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 10 ก.พ. 2015, 08:41 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5553


 ข้อมูลส่วนตัว




animated-goose-image-0029.gif
animated-goose-image-0029.gif [ 7.51 KiB | เปิดดู 611 ครั้ง ]
การแยกประเภทของจิตเป็น ๑๒๑ ดวงหรือโดยย่อ ๘๙ ดวงนั้น
ก็เพื่อสะดวกในการจำ ในการศึกษาในห้องเรียนจะได้ศึกษากันได้ง่ายขึ้นเท่านั้น
ความจริงๆแล้วจิตนั้นมีดวงเดียว เพราะเกิดดับตลอดเวลาเปลี่ยนเป็นกุศลบ้างอกุศลบ้าง
อพยากตบ้าง ดังนี้ บางคนไม่ได้ศึกษาก็เลยไม่เข้าใจ เมื่อไม่เข้าใจก็เลยเหมาเอาว่า
พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนว่า จิตมี ๑๒๑ ดวง หรือ ๘๙ ดวง เพราะเขาเข้าใจว่าจิตไม่เกิดไม่ดับ
ตั้งเป็นธาตุรู้อยู่อย่างนั้น

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น
แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 64 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3, 4, 5  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 5 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร