วันเวลาปัจจุบัน 23 ก.ย. 2019, 16:18  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 8 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 ม.ค. 2015, 21:21 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2009, 02:43
โพสต์: 12213


 ข้อมูลส่วนตัว


พอดีฟังกัลยาณมิตรเล่าเรื่องปลากปิละ...ทั้งยังแนะนำ...ให้ข้อคิดมากมาย

ฟังแล้วคิด....ก็ได้เห็นภัยหลายๆอย่าง...ที่อาจจะเกิดกับ..เราๆที่ว่า...ตั้งใจประพฤติธรรมตามองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า...จะเอานิพพานให้แจ้ง..นี้แหละ

ทั้งเรื่องปาติโมกข์...ทั้งเรื่องปริยัติ...(อย่าคิดว่าปาติโมกข์มีเฉพาะพระนะ)

ความจริง...ท่านกปิละสมัยเป็นพระ..ท่านก็ไม่ได้ตั้งใจกล่าวบิดเบือน..หรอก...แต่ท่านเข้าใจผิด...แถมกิเลสตัณหาบังตาบังใจ...พระพี่ชายกล่าวเตือนก็ไม่ฟัง...(เพราะคิดว่าตัวเองถูก..เหมือนใครในนี้ก็ไม่รู้...อะ..อะ..อะไรหน่า :b32: :b32: )

ตายจากชาติที่เป็นพระ....ก็ลงนรกอเวจีไป...ไปนรกก็ไม่ไปคนเดียว..พาแม่..น้อง...บริวาร...ไปกันเยอะ...(ตรงนี้แหละที่ท่านเจ็บใจ..เลยเอาหัวฟาดพื้นตายไปนรกอีกรอบตอนเป็นปลาสีทอง)

ในขณะที่โจร 500 ปล้นฆ่าหากินด้วยการปล้น...ก่อนถูกชาวบ้านฆ่าตาย..ยึดคำสัตย์กับพระว่าจะรักษาศีล...จะไม่โกรธแม้จะถูกฆ่า..(น่าทึ่ง..นะ...เรายังทำไม่ได้เลย...ใครทำได้แล้วบ้าง...อะ..อะ..อะ..ว่างัย)
ด้วยอานิสงค์...ตายจากโจร..ไปเป็นเทวดา...

คิดดู....พระลงอเวจี..โจรขึ้นสวรรค์...
ดังนั้น..เห็นๆกันอยู่ตอนนี้ก็อย่าด่วนไปคิดว่า..ตนจะดีกว่าหรือเลวกว่า..นะ...โจรปล้นชาติอาจขึ้นสวรรค์...พระสอนพุทธวจน...อาจจะ...จุด..จุด...จุด

มันจะแน่อะไร...ใช่มั้ย


แก้ไขล่าสุดโดย กบนอกกะลา เมื่อ 26 ม.ค. 2015, 21:34, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 ม.ค. 2015, 21:33 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2009, 02:43
โพสต์: 12213


 ข้อมูลส่วนตัว


ที่ฟังจากกัลยาณมิตร...ท่านเล่าดีมาก...ไม่ทราบเอามาจากไหน...

ผมเสริชดู..เอามาได้แค่นี้...ไม่เหมือนที่ท่านเล่าห้ังหรอก...อ่านแก้ขัดไปพลางๆ

.................
อรรถกถา...กปิลสูตรที่ ๖

สำหรับเรื่องที่ควรคิดถึงปฏิสนธิจิตที่จะเกิดต่อจากจุติจิตในชาตินี้ ขอกล่าวถึง
เรื่องกรรมที่บางท่านประมาทแล้วในครั้งพระผู้มีพระภาคพระองค์ก่อนๆ
ข้อความในอรรถกถา ขุททกนิกาย สุตตนิบาต อรรถกถา กปิลสูตรที่ ๖ มีข้อ
ความว่า

เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากัสสปะเสด็จปรินิพพานแล้ว กุลบุตร ๒ พี่
น้องออกบวชในสำนักแห่งสาวกทั้งหลาย ผู้พี่ชื่อว่าโสธนะ ผู้น้องชื่อว่ากปิละ ท่านทั้ง
สองมีมารดาชื่อว่าสาธนี มีน้องสาวชื่อว่าตาปนา ทั้งมารดาและน้องสาวนั้นบวชในสำนัก
นางภิกษุณี

เห็นได้นะคะว่า บวชหมดทั้งครอบครัว ทั้งมารดา น้องสาว และบุตรชายทั้ง ๒
ก็ต้องเป็นผู้มีศรัทธามากทีเดียว แต่ควรจะไม่ประมาทในเรื่องของอกุศล
ในบรรดาพระภิกษุทั้งสองนั้น พระภิกษุผู้พี่คิดว่า เราจะบำเพ็ญวาสธุระ คือ
ธุระเป็นเครื่องอบรมตน ได้แก่ การอบรมเจริญวิปัสสนา ดังนี้แล้ว ก็อยู่ในสำนักของ
อุปัชฌาย์และอาจารย์ทั้งหลายเป็นเวลา ๕ ปี ไปสู่ป่าและได้บรรลุพระอรหัต
พระกปิละคิดว่า เรายังหนุ่มอยู่ก่อน ในเวลาแก่แล้วเราจะบำเพ็ญแม้วาสธุระดังนี้
แล้วก็เริ่มคันถธุระ ได้เป็นผู้ทรงพระไตรปิฎกแล้ว พระกปิละนั้นมีบริวาร เพราะอาศัย
ปริยัติ เพราะอาศัยบริวาร ลาภก็เกิดขึ้น พระกปิละนั้นเมาด้วยการเมาในการที่ตนเป็น
พาหุสัจจะ ส ำคัญตนว่าเป็นบัณฑิต มีความสำคัญว่าตนรู้ แม้ในสิ่งที่ตนยังไม่รู้ กล่าวสิ่ง
ที่เป็นกัปปิยะที่ภิกษุเหล่าอื่นกล่าวแล้วว่าเป็นอกัปปิยะ คือเป็นสิ่งที่ไม่สมควร กล่าวสิ่งที่
สมควรว่าไม่สมควร แม้สิ่งที่เป็นอกัปปิยะก็กล่าวว่าเป็นกัปปิยะ แม้สิ่งที่มีโทษก็กล่าว
ว่าไม่มีโทษ แม้สิ่งที่ไม่มีโทษก็กล่าวว่ามีโทษ
ศึกษามาก แต่ถ้าเมาด้วยลาภสักการะ เพราะเหตุใดจึงกล่าวผิดจากที่พระผู้มี
พระภาคตรัสไว้
น่าคิดมากทีเดียว
ต่อแต่นั้น พระกปิละนั้นอันภิกษุทั้งหลายผู้มีศีลเป็นที่รักโอวาทอยู่ โดยนัยว่า
ท่านอย่าได้พูดอย่างนี้ ดังนี้เป็นต้น ก็เที่ยวขู่ตะคอกภิกษุทั้งหลายด้วยคำทั้ง
หลายว่า พวกท่านเหมือนกับคนมีกำมือเปล่า จะรู้อะไร ดังนี้เป็นต้นอยู่นั้นแล
ภิกษุทั้งหลายได้บอกเรื่องนี้ แม้แก่พระโสธนเถระผู้เป็นพี่ชายของท่าน แม้พระ
โสธนเถระนั้นก็ได้เข้าไปหาพระกปิละนั้นแล้วได้กล่าวว่า อย่าได้พูดแม้สิ่งที่เป็นกัปปิยะ
ฯลฯ สิ่งที่มีโทษว่าไม่มีโทษ. พระกปิละนั้นก็ไม่สนใจคำของพระโสธนเถระผู้เป็นพี่ชาย
ลำดับนั้น พระโสธนเถระได้กล่าวกะพระกปิละว่า
ผู้อนุเคราะห์จะพึงพูดคำหนึ่งหรือ ๒ คำ ไม่พึงพูดให้มากไปกว่านั้น (เพราะว่าถ้า
ท่านผู้อนุเคราะห์จะพึงกล่าวให้มากไปกว่านั้น) ก็จะพึงมีโทษในสำนักของพระอริยะได้
แม้แต่การที่จะเตือน หรือการที่จะกล่าว ถ้าพูดมากกว่าที่ควรจะพูด ก็อาจจะทำให้
ผู้ฟังเข้าใจผิดได้ คือ ไม่ได้เข้าใจเจตนาจริงๆของผู้พูด เพราะเหตุว่าในขณะที่กำลัง
เป็นอกุศล ก็ย่อมไม่เห็นว่า สิ่งใดถูกและสิ่งใดผิด สิ่งใดควรและสิ่งใดไม่ควร เพราะ
ฉะนั้นท่านที่รู้สภาพธรรมแล้ว ท่านจึงกล่าวว่า
ผู้อนุเคราะห์จะพึงพูดคำหนึ่งหรือ ๒ คำ ไม่พึงพูดให้มากไปกว่านั้น
นี่ก็เป็นเรื่องความละเอียดของจิต ซึ่งจะต้องระวังว่า สำหรับผู้ฟัง ถ้าฟังแล้วก็เกิด
อกุศลไปใหญ่โต เพราะฉะนั้นผู้พูดก็ยุติเสีย เพื่อจะไม่ให้ผู้ฟังเกิดอกุศลมากไปอีก
ท่านพระโสธนะกล่าวว่า อาวุโส ท่านนั้นเองจะปรากฏด้วยกรรมของตนเอง
ดังนี้แล้วก็หลีกไป.
จำเดิมแต่นั้นมา ภิกษุทั้งหลายที่มีศีลเป็นที่รักก็ทอดทิ้งพระกปิละนั้นเสีย.
พระกปิละนั้นเป็นผู้ประพฤติชั่ว มีภิกษุประพฤติชั่วแวดล้อมอยู่ วันหนึ่งคิดว่า เรา
จะลงอุโบสถ แล้วก็ขึ้นสู่อาสนะอันประเสริฐ จับพัดอันวิจิตร พอนั่งลงก็พูดขึ้น ๓ ครั้งว่า
อาวุโสทั้งหลาย ปาติโมกข์ย่อมควรแก่ภิกษุทั้งหลายในที่นี้หรือ.
ครั้งนั้น แม้ภิกษุรูปหนึ่งก็ไม่ได้พูดว่า ปาติโมกข์ย่อมควรแก่ข้าพเจ้า ทั้งก็ไม่ได้
พูดว่าปาติโมกข์ย่อมควรแก่พระกปิละนั้น หรือแก่ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น.
ลำดับนั้น พระกปิละนั้นก็พูดว่า เมื่อปาติโมกข์พวกเราฟังก็ดี ไม่ฟังก็ดี ชื่อว่า
วินัยไม่มีหรอก ดังนี้ แล้วก็ลุกขึ้นจากอาสนะ.
พระกปิละนั้น ทำพระศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่ากัสสปะให้
เสื่อมถอย คือ ให้พินาศแล้วด้วยประการฉะนี้.
ในกาลต่อมา ท่านพระโสธนเถระก็ปรินิพพานในวันนั้นนั่นเอง. พระกปิละแม้นั้น
ก็มรณะแล้วก็บังเกิดในอเวจีมหานรก มารดาและน้องสาวของท่านที่มีความเห็นตามท่าน
และด่าบริภาษภิกษุทั้งหลายที่มีศีลเป็นที่รัก เมื่อสิ้นชีวิตแล้วก็เกิดในนรก.
ซึ่งในสมัยเดียวกัน ในขณะนั้นก็มีเรื่องของบุคคลอื่น ที่ได้กระทำกรรมต่างๆ กัน
ด้วย ซึ่งข้อความในอรรถกถากปิลสูตรมีว่า
ก็ในกาลนั้น บุรุษประมาณ ๕๐๐ คนทำบาปกรรมทั้งหลาย
เห็นได้ว่า กรรมของแต่ละชีวิต แต่ละภพ แต่ละชาติ แต่ละคนก็ต่างกันไป
สำหรับ บุรุษประมาณ ๕๐๐ คนทำบาปกรรมทั้งหลาย มีการฆ่าชาวบ้านเป็นต้น เลี้ยง
ชีวิตด้วยความเป็นโจร ถูกมนุษย์ชาวชนบทติดตาม หนีไปอยู่ ได้เข้าไปสู่ป่า ไม่เห็นที่
กำบังหรือที่นั่งอะไรในป่านั้น ได้เห็นภิกษุผู้อยู่ป่าเป็นวัตรรูปหนึ่งซึ่งอยู่ในที่ไม่ไกล ไหว้
แล้วก็กล่าวว่าท่านขอรับ ขอท่านจงเป็นที่พึ่งของพวกกระผม.
พระเถระกล่าวว่า ที่พึ่งเช่นกับศีลสำหรับท่านทั้งหลายไม่มี ขอให้ท่านทุกคนจง
สมาทานเบญจศีล. โจรเหล่านั้นรับคำแล้วก็สมาทานศีล.
พระเถระกล่าวว่า บัดนี้ พวกท่านเป็นผู้มีศีลแล้ว เมื่อท่านทั้งหลายแม้ถูกปลง
ชีวิตของตนให้พินาศอยู่ ท่านทั้งหลายอย่าได้ประทุษร้ายใจ คือ อย่าโกรธ
คือไม่ทำร้ายใจของตนเอง ด้วยการไม่โกรธ
ซึ่งพวกโจรเหล่านั้นรับคำแล้ว
เวลาที่รับศีล ควรจะไม่โกรธ ดีไหมคะ
ครั้งนั้น ชาวชนบทเหล่านั้นมาถึงแล้วก็มองหาอยู่ข้างโน้นบ้าง ข้างนี้บ้าง ก็ได้
พบโจรเหล่านั้น แล้วพากันปลงชีวิตเสียสิ้นทุกคน โจรเหล่านั้นกระทำกาละแล้ว คือสิ้น
ชีวิตแล้ว ก็บังเกิดในสวรรค์
ถ้าใครสามารถทำอย่างโจรได้ คือว่า กำลังถูกฆ่าอยู่ ก็ไม่โกรธ ขณะนั้นผลของ
กุศลจิตที่เกิดก่อนจุติเป็นชนกกรรม ทำให้กุศลวิบากจิตปฏิสนธิในสวรรค์
เพราะฉะนั้นแทนที่จะไปคิดถึงว่า ถ้าโจรมาฆ่าก็จะไม่โกรธ ไม่ต้องเป็นโจรก็ได้
ใครก็ได้ ไม่ต้องฆ่าก็ได้ ทำอะไรก็ได้ แล้วก็ไม่โกรธ ขณะนั้นถ้าจุติจิตเกิด แล้วกุศลจิต
ซึ่งเกิดก่อนจุติจิต เป็นชวนะสุดท้าย จะเป็นชนกกรรมที่จะทำให้ปฏิสนธิในสุคติภูมิได้
แต่ต้องไม่โกรธจริงๆ เพราะเห็นประโยชน์ของความไม่โกรธ และเห็นโทษของความ
โกรธ เป็นไปได้ถ้าจะไม่โกรธเสียเดี๋ยวนี้ และก็ต่อๆไป เพราะเหตุว่าจะปฏิสนธิจิตเมื่อไร
ไม่ทราบ ปฏิสนธิสำหรับชาติหน้าจะเกิดขึ้นเมื่อไรไม่ทราบ ถ้ากระทำอยู่เสมอจนกระทั่ง
เป็นอาจิณณกรรม ก็จะทำให้หวังได้ว่า กรรมนั้นก็จะทำให้เกิดในสวรรค์ได้
บรรดาโจรเหล่านั้น โจรผู้เป็นหัวหน้าได้เป็นเทพบุตรผู้เป็นหัวหน้า โจรนอกนี้
ได้เป็นบริวารของเทพบุตรผู้เป็นหัวหน้านั่นเอง ท่านเหล่านั้นท่องเที่ยวกลับไปกลับมา
ในพุทธันดรหนึ่งสิ้นไปในเทวโลก แล้วเคลื่อนจากเทวโลกในกาลแห่งพระพุทธเจ้า
ของเราทั้งหลาย
คือในสมัยของพระพุทธเจ้าพระสมณโคดมพระองค์นี้
เทพบุตรผู้เป็นหัวหน้าได้ถือปฏิสนธิในท้องแห่งภรรยาของชาวประมงผู้เป็นหัว
หน้าสกุล ๕๐๐ สกุล ในบ้านชาวประมงซึ่งมีอยู่ที่ประตูเมืองสาวัตถี เทพบุตรพวกนี้ได้ถือ
ปฏิสนธิในครรภ์ของภรรยาของชาวประมงที่เหลือทั้งหลาย เขาเหล่านั้นได้ถือปฏิสนธิ
และออกจากครรภ์ในวันเดียวกันนั้นเองด้วยประการฉะนี้
นี่อีกภพหนึ่งชาติหนึ่ง จากหลายๆชาติ จากสมัยของพระผู้มีพระภาคพระกัสสปะ
ซึ่งเป็นโจร จนกระทั่งถึงได้ไปเกิดบนสวรรค์ และในที่สุดก็ได้เกิดในสกุลของชาวประมง
ครั้งนั้นแม้ภิกษุชื่อว่ากปิละก็มาเกิดเป็นปลาสีเหมือนทอง แต่ปากเหม็น ในแม่-
น้ำอจิรวดีด้วยเศษกรรมที่เหลือจากการเกิดในนรก.
เป็นพระภิกษุชาติหนึ่งชาติใด แล้วก็เกิดในนรก แล้วก็เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน
แล้วก็มีรูปร่างที่วิจิตรมาก คือ เป็นปลาสีเหมือนทอง แต่ปากเหม็น
ต่อมาวันหนึ่ง เด็กชาวประมงเหล่านั้นทั้งหมดถือเอาแหไปจับปลา แล้วจับได้
ปลาทองตัวนั้น
สหายทั้ง ๕๐๐ คนนั้นได้นำปลานั้นพระเจ้าปเสนทิโกศลทอดพระเนตร เมื่อ
พระเจ้าปเสนทิโกศลทอดพระเนตรเห็นปลาสีทอง ก็ทรงดำริว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าจัก
ทรงทราบเหตุที่ปลานี้มีสีทอง ดังนี้ ก็รับสั่งให้ถือปลานั้นไปยังสำนักของพระผู้มีพระ
ภาคเจ้า ในเวลาที่ปลาอ้าปากขึ้น พระเชตะวันก็มีกลิ่นเหม็นอย่างยิ่ง
ใครจะรู้ไหมคะ อกุศลวิบากจะเกิดขณะไหน สำหรับผู้ที่อยู่ ณ พระวิหารเชตวัน
ในขณะนั้น
พระราชาทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เพราะเหตุไร
ปลาจึงเกิดเป็นปลามีสีทอง และเพราะเหตุไร กลิ่นเหม็นจึงฟุ้งออกจากปากของปลา
นั้น.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า มหาบพิตร ปลานี้เป็นภิกษุพหูสูต ผู้เรียนจบปริยัติ
ชื่อว่ากปิละ ในพระศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากัสสปะ เป็นผู้ด่าบริภาษ
ภิกษุทั้งหลายซึ่งไม่เชื่อถ้อยคำของตน เป็นผู้ทำศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าให้เสื่อม
ไป เพราะกรรมที่เธอทำพระศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นให้เสื่อมไป เธอ
จึงบังเกิดในอเวจีมหานรก และก็มาเกิดเป็นปลาในบัดนี้ด้วยเศษแห่งวิบาก ด้วยผลอัน
ไหลออกแห่งกรรมที่เธอได้กล่าวพุทธพจน์ สรรเสริญพระพุทธคุณเป็นเวลานาน เธอจึง
ได้วรรณะเช่นนี้ เพราะเหตุที่เธอได้ด่าบริภาษภิกษุทั้งหลาย กลิ่นเหม็นจึงฟุ้งออกจาก
ปากของปลานั้น.

นี่คือผลของกรรมที่วิจิตร แต่ว่าเห็นได้ว่า ถ้ายังเป็นผู้ประมาทในเรื่องของกรรม
แม้เล็กๆน้อยๆ ถ้ากรรมนั้นให้ผล ไม่มีใครสามารถรู้ได้ว่า แม้เป็นภิกษุพหุสูต แล้วมีบริวาร
มีลาภสักการะ ก็ยังเกิดในนรก และเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน

............................
http://www.dhammahome.com/audio/topic/4817


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 ก.พ. 2015, 12:09 
 
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 ก.ย. 2012, 15:32
โพสต์: 1613


 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: :b8: :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 ก.พ. 2015, 20:45 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2009, 02:43
โพสต์: 12213


 ข้อมูลส่วนตัว


ทุกวันนี้....เห็นหลายราย...เจริญรอยตาม กปิละ

ทั้งๆ..ที่เรื่อง...กปิละ...ท่านเหล่านี้..ก็ต้องทราบเรื่องนี้ดีอยู่แล้ว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 ก.พ. 2015, 22:21 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ส.ค. 2010, 18:54
โพสต์: 615

สิ่งที่ชื่นชอบ: พระไตรปิฏก อรรถกถา
ชื่อเล่น: พุทธฏีกา
อายุ: 0
ที่อยู่: ดอยสัพพัญญู

 ข้อมูลส่วนตัว www


อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท ตัณหาวรรคที่ ๒๔
๒๔. ตัณหาวรรควรรณนา
๑. เรื่องปลาชื่อกปิละ
http://www.84000.org/tipitaka/attha/att ... 5&i=34&p=1

เรื่องของปลากปิละ ผู้มีอดีตเป็นผู้กล่าวแต่ พระธรรมอย่างเดียว ไม่ปฏิบัติ
http://www.madchima.org/forum/index.php ... 924.0;wap2

.....................................................
39777.กฎกติกา มารยาท และบทลงโทษ ในการใช้บอร์ด

42529.สีลัพพตปรามาส - สีลัพพตุปาทาน (สมเด็จพระญาณสังวรฯ)
44772.e-Book สัมมาทิฏฐิ ตามพระเถราธิบายของท่านพระสารีบุตรเถระ
พระไตรปิฎกมาแล้ว อรรถกถาอยู่ตรงไหน ตอนที่ 1 (ลานธรรมเสวนา)
พระไตรปิฎกมาแล้ว อรรถกถาอยู่ตรงไหน ตอนที่ 2 (ลานธรรมเสวนา)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 ก.พ. 2015, 03:17 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 เม.ย. 2010, 08:10
โพสต์: 2778

แนวปฏิบัติ: ขันธ์5ด้วยการสังเกตุ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ และอินทรีย์22
สิ่งที่ชื่นชอบ: พระสุตตันตปิฎก
อายุ: 0
ที่อยู่: ระยอง อุบลราชธานี

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: :b8: :b8:

.....................................................
อย่าท้อถอยต่อการปฏิบัติ อย่าปล่อยให้ความขุ่นเคืองเข้าแทรก สร้างพลังด้วยคำสอนของพระพุทธเจ้า รำลึกและตอบแทนพระคุณมารดา และบิดา มองโลกด้วยใจเป็นกลาง ระลึกเสมอว่าเรายังด้อยปัญญาหากยังไม่ได้ปัญญา


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 ก.พ. 2015, 05:18 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2009, 02:43
โพสต์: 12213


 ข้อมูลส่วนตัว


นายฏีกาน้อย เขียน:
อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท ตัณหาวรรคที่ ๒๔
๒๔. ตัณหาวรรควรรณนา
๑. เรื่องปลาชื่อกปิละ
http://www.84000.org/tipitaka/attha/att ... 5&i=34&p=1

เรื่องของปลากปิละ ผู้มีอดีตเป็นผู้กล่าวแต่ พระธรรมอย่างเดียว ไม่ปฏิบัติ
http://www.madchima.org/forum/index.php ... 924.0;wap2

:b8: :b8: :b8:

อ้างคำพูด:
พระราชาทูลถามพระศาสดาว่า "พระเจ้าข้า เพราะเหตุไร ปลาจึงมีสีเหมือนทองคำ? และเพราะเหตุไร กลิ่นเหม็นจึงฟุ้งออกจากปากของมัน?"
พระศาสดา. มหาบพิตร ปลานี้ได้เป็นภิกษุชื่อกปิละ เป็นพหูสูต มีบริวารมาก ในธรรมวินัยของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่ากัสสป, ถูกความทะยานอยากในลาภครอบงำแล้ว ด่าบริภาษพวกภิกษุผู้ไม่ถือคำของตน ยังพระศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่ากัสสป ให้เสื่อมลงแล้ว. เขาบังเกิดในอเวจีด้วยกรรมนั้นแล้ว บัดนี้ เกิดเป็นปลาด้วยเศษแห่งวิบาก ก็เพราะเธอบอกพระพุทธวจนะ กล่าวสรรเสริญคุณพระพุทธเจ้าสิ้นกาลนาน จึงได้อัตภาพมีสีเหมือนทองคำนี้

ด้วยผลแห่งกรรมนั้น เธอได้เป็นผู้บริภาษภิกษุทั้งหลาย กลิ่นเหม็นจึงฟุ้งออกจากปากของเธอ ด้วยผลแห่งกรรมนั้น มหาบพิตร อาตมภาพจะให้ปลานั้นพูด.


แม้....จะทุศีล...ทำสงฆ์แตกแยก...อาบัติปาราชิก...แต่เธอยังสวดมนต์(สรรเสริญคุณพระพุทธเจ้า)..เธอยังกล่าวคำพุทธพจน์.....บุญอันนี้..ก็ยังคงมีผลอยู่

บุญกับบาป..แยกกันชัดเจน...

ดังนั้น...คนบาปกล่าวคำบุญ...เราก็ยังอนุโมทนาในบุญเขาได้..อยู่
ขณะที่..คนบาปกล่าวคำบุญ....หากจิตเราเกิดอกุศล..เกิดอคติในคำที่เขากล่าว...เพียงเพราะเห็นเขาเป็นคนบาป..เราเองนั้นแหละ...จะบาป

ทางที่ดี...ขณะที่ฟัง..อ่าน...คำคนที่เราไม่ชอบ....กรูณาดูจิตอกุศลของตัวเองให้ทัน...ครับ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 ก.พ. 2015, 05:56 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2009, 02:43
โพสต์: 12213


 ข้อมูลส่วนตัว


แว๊บ..ไปเรื่องข้างเคียง...คู่ขนานกับกปิละปลาทองปากเหม็น
คือเรื่อง ชาวประมง500 ที่เคยเป็นโจร
http://www.madchima.org/forum/index.php ... 924.0;wap2
อ้างคำพูด:
ยโสชมาณพ ออกบวช

ยโสชมาณพ ครั้นได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดาแล้ว เกิดสังเวชสลดใจ เมื่อปรารถนาจะทำที่สุดทุกข์ จึงได้บวชในสำนักของพระศาสดา พร้อมด้วยสหายของตน พักอยู่ ณ ที่ ๆ สมควร บำเพ็ญสมณธรรมแต่ก็ยังไม่บรรลุมรรคผลอันใด

พระพุทธเจ้าไล่พระยโสชะและพวก

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็สมัยนั้นแล ภิกษุประมาณ ๕๐๐ รูปมีพระยโสชะเป็นประมุข เดินทางมาถึงพระนครสาวัตถีโดยลำดับ เพื่อจะเฝ้าพระผู้มีพระภาค ก็ภิกษุอาคันตุกะเหล่านั้นปราศรัยอยู่ กับภิกษุทั้งหลายผู้เป็นเจ้าถิ่นปูลาดเสนาสนะ เก็บบาตรและจีวรกันอยู่ ได้ส่งเสียงอื้ออึง

ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสถามท่านพระอานนท์ว่า ดูกรอานนท์ ใครนั่นมีเสียงอื้ออึงเหมือนชาวประมงแย่งปลากัน ท่านพระอานนท์กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุประมาณ ๕๐๐ รูป มีพระยโสชะเป็นประมุขเหล่านี้ เดินทางมาถึงพระนครสาวัตถีโดยลำดับ เพื่อจะเฝ้าพระผู้มีพระภาค ก็ภิกษุผู้อาคันตุกะเหล่านั้นปราศรัยอยู่กับภิกษุทั้งหลายผู้เป็นเจ้าถิ่น ปูลาดเสนาสนะ เก็บบาตรและจีวรกันอยู่ส่งเสียงอื้ออึง พระเจ้าข้า ฯ

พระผู้มีพระภาคทรงตรัสว่า ดูกรอานนท์ ถ้าเช่นนั้น เธอจงเรียกภิกษุเหล่านั้นมา ท่านพระอานนท์จึงได้เข้าไปหาภิกษุเหล่านั้นถึงที่อยู่ ครั้นแล้วได้กล่าวกะภิกษุเหล่านั้นว่าพระศาสดารับสั่งหาท่านทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นจึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วได้นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้าง หนึ่ง พระผู้มีพระภาคตรัสถามภิกษุเหล่านั้นว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุไรหนอ เธอทั้งหลาย จึงส่งเสียงอื้ออึงเหมือนชาวประมงแย่งปลากัน ฯ

เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสถามอย่างนี้แล้ว ท่านพระยโสชะได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุประมาณ ๕๐๐ รูปเหล่านี้เดินทางมาถึงพระนครสาวัตถี โดยลำดับ เพื่อจะเฝ้าพระผู้มีพระภาค ภิกษุผู้อาคันตุกะเหล่านี้ปราศรัยกับภิกษุทั้งหลายผู้เป็นเจ้าถิ่น ปูลาดเสนาสนะ เก็บบาตรและจีวรกันอยู่ส่งเสียงอื้ออึง พระเจ้าข้า ฯ

พระผู้มีพระภาคทรงตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงไป เราประณามเธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายไม่ควรอยู่ในสำนักของเรา ฯ

พระยโสชะและพวกบรรลุพระอรหัต

ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว ลุกจากอาสนะ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาค กระทำประทักษิณแล้ว เก็บเสนาสนะ ถือบาตรและจีวรหลีกจาริกไปทางวัชชีชนบท เที่ยวจาริกไปในวัชชีชนบทโดยลำดับ ถึงแม่น้ำวัคคุมุทานที กระทำกุฎีมุงบังด้วยใบไม้ เข้าจำพรรษาอยู่ ใกล้ฝั่งแม่น้ำวัคคุมุทานที ฯ

ครั้งนั้นแล ท่านพระยโสชะเข้าจำพรรษาแล้ว เรียกภิกษุทั้งหลายมาว่า ดูกร ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคทรงใคร่ประโยชน์ ทรงแสวงหาประโยชน์ ทรงอนุเคราะห์ ทรงอาศัยความอนุเคราะห์ ประณามเราทั้งหลาย

พระผู้มีพระภาคพึงทรงใคร่ประโยชน์แก่เราทั้งหลายผู้อยู่ด้วยประการใด ขอเราทั้งหลายจงสำเร็จการอยู่ด้วยประการนั้นเถิด
ภิกษุเหล่านั้นรับคำท่านพระยโสชะแล้ว ครั้งนั้นแล ภิกษุเหล่านั้นหลีกออกจากหมู่ ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยวอยู่ ภิกษุ ๕๐๐ ทั้งหมดนั้นนั่นแล ได้กระทำให้ประจักษ์แก่ตน ซึ่งวิชชา ๓ เหล่านี้ คือ บุพเพนิวาสานุสติญาณ ๑ ทิพยจักขุญาณ ๑ อาสวักขยญาณ ๑ ภายในพรรษานั้นเอง ฯ


ชาวประมง500 ผู้จับปลาทองปากเหม็นได้..มาให้พระราชา
พระราชา...นำปลาปากเหม็น...ไปถามพระพุทธเจ้า
พระพุทธเจ้า...ได้เล่าบุพกรรมของปลา..แล้วให้ปลาพูดได้
ด้วยความสังเวช..ชาวประมง500 นำโดยท่านยโสชะ...ออกบวช

คงเพราะติดความเป็นชาวประมง..ที่ต้องสงเสียงดังๆสู้กับเสียงคลื่นลมทะเล...จึงส่งเสียงดังเป็นปกติ
พระพุทธองค์...ให้เข้าเฝ้า..แล้วไล่ออกไปจากสำนัก...

เป็นเราๆ...คงน้อยใจ.....หงุดหงิด..หงุ้นหง่า...พาลสึกไปแล้วละ

แต่...ท่านพระยโสชะ...ไม่เป็นเช่นนั้น..กลับมองและค้นหา..แง่ดีดี...ของพระศาสดา
จึงมีพูดทำนองนี้ได้...
"ท่านพระยโสชะเข้าจำพรรษาแล้ว เรียกภิกษุทั้งหลายมาว่า ดูกร ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคทรงใคร่ประโยชน์ ทรงแสวงหาประโยชน์ ทรงอนุเคราะห์ ทรงอาศัยความอนุเคราะห์ ประณามเราทั้งหลาย

พระผู้มีพระภาคพึงทรงใคร่ประโยชน์แก่เราทั้งหลายผู้อยู่ด้วยประการใด ขอเราทั้งหลายจงสำเร็จการอยู่ด้วยประการนั้นเถิด
"

เพราะ...การคิดแง่ดีดี..อย่างนี้ได้...ท่านและพวก...จึงสำเร็จประโยชน์สูงสุดในพระศาสนานี้..

แล้ว...พวกเราละ
หาประโยชน์จากคำดุด่าสั่งสอนของกัลยาณมิตร....ของตนได้หรือไม่?
รึ...จะเอาแต่คำยกยอปอปั้นของปุถุุชน...?


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 8 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 11 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร