วันเวลาปัจจุบัน 28 ก.พ. 2020, 13:02  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 6 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 มิ.ย. 2014, 18:47 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 32443

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ต่อจาก http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=1&t=47980

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 มิ.ย. 2014, 18:48 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 32443

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


พระรัตนตรัย ต้องรู้จักใช้ให้เป็นสรณะ


ตอนนี้ของให้สังเกต มีคำว่า ธัมม์/ทัมม์ ๒ ตัว

ตัวที่ ๑ ที่พระพุทธเจ้าดึงคนจากเทพสู่ธรรม เขียนเป็นภาษาบาลี = "ธมฺม" นี่คือธรรม ที่พระพุทธเจ้าต้องการชี้ให้เราทุกคนเข้าใจ

ทีนี้หันมาดูที่ตัวเรา ก็เจอตัวที่ ๒ "ทัมม์" เขียนอย่างบาลี = "ทมฺม" แปลว่า ผู้ที่ฝึกได้ อยู่ที่ตัวเราเอง

เอาใจใส่แค่ ๒ ตัวนี่พอเลย ชาวพุทธจะเข้าสู่ทางที่ถูกต้อง และเจริญก้าวหน้า


ตัวที่ ๑ เป็นหลักการใหญ่ ที่อยู่ล้อมรอบครอบตัวเราทั้งหมด ชีวิตของเราก็อยู่ใต้อำนาจของมัน ก็คือ ธัมมะ ธ ธง (= ธรรม) ได้แก่ ความจริงของธรรมชาติ เฉพาะอย่างยิ่ง ธรรมดาแห่งความเป็นไปตามเหตุปัจจัย


ส่วนตัวเราเองเป็นอย่างที่ ๒ คือ ธัมมะ ท ทหาร ทัมมะที่อยู่ที่ตัวเรานี้ ทำให้เรามั่นใจในศักยภาพที่จะเข้าถึง และได้ประโยชน์จากธัมมะ (ธรรม) เมื่อเจาะจุดถูกแล้ว เราก็ฝึกตัวเองไป เราก็จะเข้าถึงธรรมตัวที่หนึ่ง ที่เป็น ธ ธงได้ แล้วชีวิตของเราก็จะเป็นชีวิตที่ดีงาม


มนุษย์ผู้ทัมมะ (ท ทหาร) ท่านแรก ฝึกฝนตนเอง พัฒนาปัญญาขึ้นมาจนบรรลุโพธิญาณ เข้าถึงธัมมะ/ธรรมะ (ธ ธง) เป็นพุทธะไปแล้ว ก็นำเอาธัมมะ/ธรรมะ (ธ ธง) มาชี้แจงประกาศสั่งสอนมนุษย์อื่นให้รู้ตาม


มนุษย์ผู้เป็น ทัมมะ (ท ทหาร) คนอื่นต่อมา ก็สามารถเข้าถึงธัมมะ/ธรรมะ (ธ ธง) นั้นด้วย แล้วประกอบกันเข้าเป็นชุมชน หรือหมู่ชนผู้พัฒนาตนเป็นพุทธะอย่างเดียว กับ พระพุทธเจ้า ชุมชนนี้เป็นชุมชน หรือหมู่ชนพิเศษ ได้ชื่อว่า สังฆะ


ถึง ตอนนี้ เราก็ได้สิ่งที่เป็นหลักใหญ่ ๓ อย่าง เรียกว่าพระรัตนตรัย ซึ่งเป็นองค์ประกอบของพระพุทธศาสนา พระรัตนตรัยก็เกิดขึ้น


หลักพระรัตนตรัยนี้ เอามาใช้เป็นเครื่องรำลึกเตือนใจ สำหรับพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย เพื่อจะน้อมจิตเข้าสู่การปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลักพระพุทธศาสนา และจะได้ไม่เขว ถ้าเราระลึกถึงพระรัตนตรัยถูกต้องแล้ว ก็จะไม่พลาดไปจากพระพุทธศาสนา

ถ้าเราเข้าใจพระรัตนตรัยไม่ถูก ไม่รำลึกถึงพระรัตนตรัยให้เป็นเครื่องเตือนใจตัวเอง บางทีเราก็เขวออกไป ดีไม่ดีเดี๋ยวก็ถูกดึง หรือดีดตัวเองออกไปสู่เทพอีกตามเคย แทนที่จะอยู่กับธรรม ก็ออกไปสู่เทพอีก

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 มิ.ย. 2014, 18:50 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 32443

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


หลักพระรัตนตรัย จากที่พูดมาก็ชัดเจนแล้วว่า มนุษย์ (ทัมมะ) นี้ พัฒนาตัวเองจนเข้าถึงธัมมะ/ธรรม ก็กลายเป็นพุทธะ

หลักพุทธะนี้ จะมาเตือนใจเรา ให้เราได้ประโยชน์เมื่อระลึกถึงหลายอย่างหลายประการ


ประการที่ ๑ เป็นเครื่องชี้โยงมาถึงตัวเราเอง เวลาระลึกถึงพระพุทธเจ้า ก็เตือนใจเราให้ระลึกว่า พระพุทธเจ้าก็เคยเป็นมนุษย์อย่างเรานี้แหละ แต่ด้วยศักยภาพ หรือความสามารถที่คลี่บานออกมาได้ด้วยการฝึกตัวเองนี้ พระองค์ก็พัฒนาพระองค์จนเป็นพุทธะไป ในตัวเราที่เป็นมนุษย์ ก็มีศักยภาพอันนี้อยู่ ที่เป็นสัตว์ที่ฝึกได้ สามารถที่จะฝึกฝนพัฒนาตัวไปให้เป็นอย่างพุทธะนั้น


เมื่อระลึกอย่างนี้ ก็เกิดความมั่นใจในศักยภาพแห่งความเป็นมนุษย์ที่มีอยู่ในตัวเอง ซึ่งเรียกว่าเป็นศรัทธา ขั้นเบื้องต้น ที่จะเป็นพื้นฐานของการที่จะฝึกฝนพัฒนาตนต่อไป


ประการที่ ๒ เมื่อ ระลึกอย่างนั้น ก็รู้ตระหนักพร้อมไปด้วยว่าถึงเราจะเป็นมนุษย์ มีศักยภาพนี้อยู่ แต่ถ้าเราไม่ศึกษา ไม่ฝึกฝนพัฒนาตน ก็จะไม่เกิดผลอะไร ความประเสริฐก็จะไม่เกิดขึ้น การที่ศักยภาพนั้น จะมีผลออกมา ก็อยู่ที่ตัวเรานี่แหละจะต้องทำ คือต้องศึกษา ต้องฝึกฝนพัฒนา เพราะฉะนั้น จึงเท่ากับเตือนให้ระลึกถึงหน้าที่ของมนุษย์ คือการที่จะต้องฝึกฝนพัฒนาตัวเองนั้น ให้มีผลเป็นจริงขึ้นมา


ประการที่ ๓ ก็ ทำให้เกิดกำลังใจในการที่จะพัฒนาฝึกฝน เราอาจจะนึกว่ายาก เมื่อยากเราก็จะท้อ แต่พอเราระลึกถึงพระพุทธเจ้า เราก็นึกว่า มีตัวอย่างเป็นจริงนี่ มีผู้เข้าถึงความจริงเป็นพุทธะอย่างได้แล้ว มีผู้ที่พัฒนาตนสูงสุดอย่างนี้ได้จริง พอนึกถึงพระพุทธเจ้าทีไร เราก็เกิดกำลังใจว่า เราทำได้ เราทำได้แน่ เมื่อใดชักจะท้อใจ ระลึกถึงแบบอย่างแห่งการบำเพ็ญเพียรในประวัติของพระองค์ เราก็คึกคักเข้มแข็ง สู้ต่อไป


ประการที่ ๔ ได้แบบอย่างวิธีปฏิบัติ พระพุทธเจ้าทำมาอย่างไร ท่านเดินหน้านำทางให้เราแล้ว ถ้าไม่มีพระพุทธเจ้าเป็นตัวอย่างให้เรา เราคงลำบากแย่ เราจะต้องลองผิดลองถูก เมื่อไรจะถึงสักที แต่นี่พระพุทธเจ้าทรงทำมาก่อน และยังแถมบอกวิธีให้มากมายด้วย เราก็ได้ตัวอย่าง และวิธีการจากประสบการณ์ของพระองค์ที่ได้ทรงนำมาตรัสบอกไว้ให้แล้ว ชี้แจงไว้ให้แล้ว ลัดเข้ามา เราสะดวกสบายมากมาย

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 มิ.ย. 2014, 18:51 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 32443

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


เพราะฉะนั้น การระลึกถึงพระพุทธเจ้าจึงได้ประโยชน์ ๔ ประการ เป็นอย่างน้อย


๑. เกิดความมั่นใจในศักยภาพของมนุษย์ที่มีในตัวเองว่า จะฝึกฝนพัฒนาได้

๒. เตือนใจให้ระลึกถึงหน้าที่ของเราเองที่จะต้องฝึกฝนพัฒนาตน

๓. ทำให้เรามีกำลังใจที่จะฝึกฝนพัฒนาตน

๔. ได้แบบวิธีปฏิบัติ ที่จะทำให้เราทำได้ง่ายขึ้น


เมื่อ พระพุทธเจ้าชี้มาที่ตัวเรา ให้เราพร้อมที่จะศึกษาฝึกฝนพัฒนาตนแล้ว พระองค์ก็ชี้ต่อไปว่า การที่จะพัฒนาตนสำเร็จได้เราต้องเข้าถึงธรรม เธอจะต้องรู้ และต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามธรรม เพราะการพัฒนาตัวของเรานี้ ต้องเป็นไปตามความจริงของธรรมชาติ ตามกฏแห่งเหตุปัจจัยทั้งนั้น ถ้าเราพัฒนาตนเองไม่ตรงตามเหตุปัจจัย ไม่ทำให้ตรงตามกฏธรรมชาติ ไม่ตรงตามธรรม ก็ไม่สำเร็จ


เพราะฉะนั้น เราจะต้องยึดถือธรรมเป็นสรณะ เอาธรรมเป็นมาตรฐาน เป็นเกณฑ์ ตลอดเลยทั้งแต่ต้นจนจบ ในการดำเนินชีวิตที่ดีของเรา เราต้องปฏิบัติตามนี้แหละ

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 มิ.ย. 2014, 18:52 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 32443

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ธรรมต้องเป็นสรณะ เป็นที่พึ่ง เป็นที่ระลึก เป็นเครื่องเตือนใจ และเป็นหลักตลอดเวลา เริ่มตั้งแต่ในชีวิตประจำวัน มีประสบการณ์ต่างๆ เข้ามาทาง จักขุ (ตา) โสตะ (หู) ฯลฯ ก็ต้องมองในแง่ของธรรม คือมองตามเหตุปัจจัย


พอเริ่มเอาธรรมคือความเป็นไปตามเหตุปัจจัยมาใช้เป็นหลัก เราก็เริ่มฝึกตัวเองแล้ว

แต่ ก่อนนี้ เราเคยมองสิ่งทั้งหลายตามชอบใจ ไม่ชอบใจ พอเจออารมณ์อะไรเข้ามาทาง จักขุ (ตา) โสตะ (หู) ฆานะ (จมูก) ชิวหา (ลิ้น) กายะ (กาย) ถ้ามันสบาย ก็ชอบใจ ถ้าไม่สบาย ก็ไม่ชอบใจ อยู่ด้วยความชอบใจ ไม่ชอบใจ แล้วก็คิดปรุงแต่งไป ตามที่ยินดียินร้าย


มนุษย์ที่ไม่ฝึกฝนพัฒนา ท่านเรียกว่า อสฺสุตวา ปุถุชฺชโน แปลว่า ปุถุชนผู้มิได้สดับ ไม่ได้เรียนรู้ เป็นคนไม่มีหลัก ก็จะเป็นอย่างนี้ทั้งนั้น คือ มีการรับรู้ ด้วยความชอบและชัง ยินดี และยินร้าย


แต่พอเริ่มฝึกตน จะเริ่มเข้าสู่ความเป็นอริยชน หรือเป็นอริยสาวก ก็จะรับรู้โดยมองตามเหตุปัจจัย โดยใช้ปัญญา


พอ เริ่มมองเห็นตามเหตุปัจจัย คือ มองตามความเป็นจริง ก็จะป้องกัน และกำจัดความยินดียินร้ายชอบชังได้ จิตใจก็จะสบายโปร่งโล่งปราศจากปัญหา พร้อมกันนั้น ก็จะได้เรียนรู้ ทำให้ปัญญาพัฒนา เกิดความรู้ความเข้าใจอะไรๆ มากขึ้น ไม่ใช่มองด้วยจิตที่วนเวียนจมอยู่ใน โลภะ โทสะ โมหะ แล้วก็ตามมาด้วยปัญหา

นี่เป็นตัวอย่างเบื้องต้นของการเอาธรรมมาใช้ คือ เป็นที่พึ่ง เป็นสรณะ เป็นหลักแห่งการดำเนินชีวิตของเรา แม้แต่ในชีวิตประจำวัน

รวมความก็คือ ชีวิตของเราต้องเดินตามธรรม และเอาความรู้ในธรรมมาใช้โดยตลอด จนกระทั่งในที่สุด เมื่อเข้าถึงธรรมเจริญๆ เข้าถึงตัวความจริงที่เรียกว่าเป็นหลักการใหญ่แล้ว เราก็กลายเป็นพุทธะด้วย เช่นเดียว กับ พระพุทธเจ้า

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 มิ.ย. 2014, 15:30 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 32443

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ต่อที่ viewtopic.php?f=7&t=47990&p=354896#p354896

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 6 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 5 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร