วันเวลาปัจจุบัน 28 ก.พ. 2020, 13:45  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 11 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 พ.ค. 2014, 15:48 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 32443

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


แรงขับเคลื่อนที่จะเริ่มปฏิบัติธรรม


ตอนแรกขอพูดถึงต้นทุนและเครื่องประกอบในการปฏิบัติ คนเราจะออกเดินทาง ถ้าจะให้ดีก็ควรจะต้องมีเสบียง หรือมีทุน และเครื่องมือที่ช่วยในการเดินทาง อาจจะมีเข็มทิศ มีไม้เท้า มีไฟฉาย มีกระติกน้ำ และมีอะไรต่างๆ นี่เราก็จะเดินทางชีวิตก็เรียกว่า การปฏิบัติธรรม ก็ต้องมีทุน มีเสบียง มีเครื่องประกอบเหมือนกัน


อย่างหนึ่งก็คือทุนเริ่มแรก เราจะออกเดินทาง ตอนแรกก็ยังไม่รู้ว่าจุดหมายนี้มีทางที่คนเดินไปถึงได้จริงหรือไม่ แต่เราอาจจะเชื่อตำรา เชื่อครูอาจารย์ เชื่อคนที่บอกว่าเคยเดินทางไปถึง แล้วเราก็มีความมั่นใจ อย่างน้อยก็มีความเชื่อเป็นต้นทุนว่าทางที่เขาบอกนี้เขารู้ และเคยไปถึงจุดหมายจริง ซึ่งเราก็จะเดินทางไปถึงได้ ถ้าไม่เช่นนั้นเราก็ไม่เริ่มเดินทาง


คนที่จะเดินทางชีวิตคือปฏิบัติธรรมก็เหมือนกัน จะต้องมีความเชื่อพื้นฐาน ความเชื่อนี้ท่านเรียกว่า ศรัทธา


ศรัทธาในที่นี้ เป็นศรัทธาในความหมายจำเพาะ ต้องเติมคำว่า โพธิ เข้าไป เป็น โพธิสัทธา

เดิมยาวออกไปอีกหน่อยให้เต็มว่า ตถาคตโพธิสัทธา แต่จะเรียกสั้นๆก็ได้ว่า โพธิสัทธา


ตถาคตโพธิสัทธานี้ ท่านแปลกันว่า ความเชื่อในปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า หมายความว่าอย่างไร พระพุทธเจ้าเคยเป็นมนุษย์ธรรมดา ต่อมาพระองค์ได้ตรัสรู้ค้นพบสัจธรรมก็กลายเป็นพระพุทธเจ้า ก็หมายความว่ามีปัญญาที่ทำให้คนกลายเป็นพระพุทธเจ้าได้ หรือมนุษย์สามารถพัฒนาปัญญาของตัวเองให้เป็นพุทธได้ เพราะฉะนั้น เชื่อในปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ก็คือ เชื่อในปัญญาที่ทำให้มนุษย์กลายเป็นพระพุทธเจ้า


มนุษย์จะต้องมีปัญญาตัวนี้ และมนุษย์ก็สามารถพัฒนาให้ปัญญานี้เกิดขึ้นได้ ตรงกับที่ภาษาสมัยใหม่เรียกว่า เชื่อในศักยภาพของมนุษย์ที่พัฒนาได้ ถ้าไม่มีความเชื่ออันนี้ ก็ไปไม่รอด หรือก้าวไปไม่ได้


ฉะนั้น คนที่จะเริ่มต้นปฏิบัติธรรมจะต้องมีความเชื่ออันนี้ คือ มีตถาคตโพธิสัทธา เชื่อปัญญาตรัสรู้่ของตถาคต คือเชื่อในปัญญาที่ทำให้มนุษย์กลายเป็นพุทธ เชื่อว่ามนุษย์นี้สามารถพัฒนาตนเองจนกระทั่งมีปัญญาสูงสุด ตรัสรู้เป็นพุทธได้ เชื่อในศักยภาพของมนุษย์ซึ่งเป็นสัตว์ที่พัฒนาได้

พระพุทธเจ้าตรัสรู้ว่า ทนฺโต เสฏฺโฐ มนุสฺเสสุ ในหมู่มนุษย์นี้ มนุษย์ที่ฝึกแล้วเป็นผู้ประเสริฐ ฝึกแล้วคือพัฒนาแล้ว หรือได้รับการศึกษาแล้ว

คำว่า ทม แปลว่า ฝึก คำว่า ภาวนา แปลว่า เจริญ หรือพัฒนา คำว่า สิกขา แปลว่า ศึกษานี้ เป็นศัพท์ที่ใช้แทนกันได้ ใช้แทนกันบ่อย ฝึกแล้ว ก็หมายถึงมีการศึกษาหรือได้พัฒนาแล้วนั้นเอง ในบรรดามนุษย์ทั้งหลายนั้น มนุษย์ที่ฝึกแล้วหรือมีการศึกษา หรือพัฒนาแล้ว เป็นผู้ที่ประเสริฐสุด


พุทธพจน์แห่งนั้น ตรัสสอนให้คนมีความกล้าหาญเชื่อมั่นในตนเอง ท่านว่า

กลฺยาณํ วต โภ สกฺขิ อตฺตานํ อติมญฺญูสิ

ท่านเอย ท่านก็สามารถทำดีได้ ใยจึงมาหมิ่นตนเองเสีย


คนจำนวนมาก ดูถูกตนเอง นึกว่าตนเองไม่่มีความสามารถ ก็เลยย่อท้อ ไม่สามารถทำสิ่งที่ดีงาม พระพุทธเจ้าได้ตรัสเตือนด้วยพุทธพจน์นี้ ซึ่งก็เป็นบทหนึ่งที่เร้าใจเรา มีพุทธพจน์ประเภทนี้หลายแห่งสำหรับเร้าใจอยู่เสมอให้มนุษย์มีความกล้าหาญ มีความเชื่อมั่นในตนเอง แต่ไม่ใช่เชื่อมั่นอย่างเลื่อนลอย ให้เชื่อมั่นในการที่จะพัฒนาตนเองต่อไป เพราะฉะนั้น สิ่งเริ่มแรกคือมีโพธิสัทธา ความเชื่อในปัญญาตรัสรู้ ที่ทำให้มนุษย์กลายเป็นพุทธได้

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 พ.ค. 2014, 19:18 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 32443

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ต่อ

โพธิสัทธานี้่ เมื่อโยงออกไปให้เต็มระบบ ก็คือศรัทธาในพระรัตนตรัยนั่นเอง


ตอนนี้จะเข้าสู่ทางแล้ว พอมีความเชื่อ ก็เริ่มต้นเดินทางได้


ทีนี้ ตัวทางเรียกว่าอะไร ตัวการนี้เมื่อกี้ก็ได้ใช้คำหนี่งว่า ปฏิปทา เช่น มัชฌิมาปฏิปทา แปลว่า ทางสายกลาง แต่คำที่่สามัญกว่านั้น คือคำว่า มรรคา หรือมรรค มรรค แปลว่า ทาง และในพระพุทธศาสนานี้ หลักธรรมที่เป็นข้อปฏิบัติทั้งหมด ก็คือ มรรค


ตกลงมาสอดคล้องกันที่นี่ชัดเจนเลยว่า การปฏิบัติธรรม ก็คือการเดินทาง ได้แก่ การดำเนินชีวิต เพราะว่า หลักธรรมภาคปฏิบัติทั้งหมด รวมอยู่ในมรรคทั้งสิ้น

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 พ.ค. 2014, 19:58 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 18 ก.ย. 2011, 21:51
โพสต์: 4939


 ข้อมูลส่วนตัว


แรงขับเคลื่อน หรือแรงบันดาลใจที่จะทำให้เกิดการปฏิบัติธรรมนั้นมีมาได้หลายรูปแบบหลายทิศทางแล้วแต่บุญวาสนาบารมี สิ่งที่ได้สร้างสะสมมาของแต่ละท่านแต่ละคน

บางท่านศรัทธาแล้วปฏิบัติ บางท่านเห็นทุกข์ชัดแล้วปฏิบัติ บางท่านเห็นอนิจจังชัดแล้วปฏิบัติ บางท่านเห็นอนัตตาชัดแล้วปฏิบัติ บางท่านเกิดความเบื่อหน่ายคลายจางแล้วปฏิบัติ บางท่านกลัวตายแล้วปฏิบัติ บางท่านเห็นภัยแล้วปฏิบัติ บางท่านเห็นอสุภะ ความไม่ดีไม่งามแล้วปฏิบัติ.....บางท่านเกิดความสลดสังเวชแล้วปฏิบัติ.....ฯลฯ

ไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัวครับ
:b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 พ.ค. 2014, 21:00 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 32443

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


asoka เขียน:
แรงขับเคลื่อน หรือแรงบันดาลใจที่จะทำให้เกิดการปฏิบัติธรรมนั้นมีมาได้หลายรูปแบบหลายทิศทางแล้วแต่บุญวาสนาบารมี สิ่งที่ได้สร้างสะสมมาของแต่ละท่านแต่ละคน

บางท่านศรัทธาแล้วปฏิบัติ บางท่านเห็นทุกข์ชัดแล้วปฏิบัติ บางท่านเห็นอนิจจังชัดแล้วปฏิบัติ บางท่านเห็นอนัตตาชัดแล้วปฏิบัติ บางท่านเกิดความเบื่อหน่ายคลายจางแล้วปฏิบัติ บางท่านกลัวตายแล้วปฏิบัติ บางท่านเห็นภัยแล้วปฏิบัติ บางท่านเห็นอสุภะ ความไม่ดีไม่งามแล้วปฏิบัติ.....บางท่านเกิดความสลดสังเวชแล้วปฏิบัติ.....ฯลฯ

ไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัวครับ
:b8:


อโศกไม่เข้าใจถ้อยคำความหมาย "แรงจูงใจ" ตัวอย่างที่อโศกยกมาอ้างทั้งหมดผิดครับ เขาเกิดแรงจูงใจก่อนแล้วจึงลงมือทำลงมือปฏิบัติครับ อย่างหนึ่ง

อีกอย่างหนึ่ง อโศกพูดกลับหัวกลับหาง ระหว่างคำว่า ปฏิบัติ กับ การรู้เห็น ตัวอย่างนี้

อ้างคำพูด:
บางท่านเห็นอนัตตาชัดแล้วปฏิบัติ




ผูดผิดขอรับ ต้องปฏิบัติ (ถูกต้องด้วย) จึงจะเห็นความเป็นอนัตตา คือต้องลงมือทำลงมือปฏิบัติก่อนจึงจะเห็นความเป็นอนัตตา อนิจจา ทุกขา :b32: จริงไหมขอรับ ม่ายช่ายเห็นแล้วปฏิบัติ ปฏิบัติก่อนแล้วจึงปฏิเวธ

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 พ.ค. 2014, 21:42 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 18 ก.ย. 2011, 21:51
โพสต์: 4939


 ข้อมูลส่วนตัว


กรัชกาย เขียน:
asoka เขียน:
แรงขับเคลื่อน หรือแรงบันดาลใจที่จะทำให้เกิดการปฏิบัติธรรมนั้นมีมาได้หลายรูปแบบหลายทิศทางแล้วแต่บุญวาสนาบารมี สิ่งที่ได้สร้างสะสมมาของแต่ละท่านแต่ละคน

บางท่านศรัทธาแล้วปฏิบัติ บางท่านเห็นทุกข์ชัดแล้วปฏิบัติ บางท่านเห็นอนิจจังชัดแล้วปฏิบัติ บางท่านเห็นอนัตตาชัดแล้วปฏิบัติ บางท่านเกิดความเบื่อหน่ายคลายจางแล้วปฏิบัติ บางท่านกลัวตายแล้วปฏิบัติ บางท่านเห็นภัยแล้วปฏิบัติ บางท่านเห็นอสุภะ ความไม่ดีไม่งามแล้วปฏิบัติ.....บางท่านเกิดความสลดสังเวชแล้วปฏิบัติ.....ฯลฯ

ไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัวครับ
:b8:


อโศกไม่เข้าใจถ้อยคำความหมาย "แรงจูงใจ" ตัวอย่างที่อโศกยกมาอ้างทั้งหมดผิดครับ เขาเกิดแรงจูงใจก่อนแล้วจึงลงมือทำลงมือปฏิบัติครับ อย่างหนึ่ง

อีกอย่างหนึ่ง อโศกพูดกลับหัวกลับหาง ระหว่างคำว่า ปฏิบัติ กับ การรู้เห็น ตัวอย่างนี้

อ้างคำพูด:
บางท่านเห็นอนัตตาชัดแล้วปฏิบัติ




ผูดผิดขอรับ ต้องปฏิบัติ (ถูกต้องด้วย) จึงจะเห็นความเป็นอนัตตา คือต้องลงมือทำลงมือปฏิบัติก่อนจึงจะเห็นความเป็นอนัตตา อนิจจา ทุกขา :b32: จริงไหมขอรับ ม่ายช่ายเห็นแล้วปฏิบัติ ปฏิบัติก่อนแล้วจึงปฏิเวธ

:b16:
กรัชกายก็คงไม่เข้าใจคำว่า "แรงบันดาลใจ" หรือศัพท์วัยรุ่นว่า "ปิ้ง" เพราะถ้ามันเกิดขึ้นแล้วจะก่อให้เกิดความเพียรอย่างแรงกล้าที่จะทำหรือปฏิบัติ

เรื่องของการเห็นอนิจจัง ทุกขัง หรืออนัตตาชัดนั้นเป็นพรสวรรค์เฉพาะตัวที่สร้างสมมาของแต่ละท่านแต่ละคนเรียนแบบกันไม่ได้

ตัวอย่างบางท่านบางคนไปพิจารณาเห็นว่า หมดทั้งกายทั้งใจนี่ไม่มีอะไรบังคับบัญชาให้เป็นไปดั่งใจได้เลย(เห็นอนัตตา) แล้วเกิดธรรมสังเวชเบื่อหน่ายกายใจธาตุขันธ์มุ่งมั่นทำความเพียรเพื่อความหลุดพ้น

ไม่ใช่ต้องศึกษาปฏิบัติธรรมมาจนช่ำชองแล้วจึงจะเห็นอนัตตาเสมอไป
:b16:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 พ.ค. 2014, 22:01 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 32443

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


asoka เขียน:
กรัชกาย เขียน:
asoka เขียน:
แรงขับเคลื่อน หรือแรงบันดาลใจที่จะทำให้เกิดการปฏิบัติธรรมนั้นมีมาได้หลายรูปแบบหลายทิศทางแล้วแต่บุญวาสนาบารมี สิ่งที่ได้สร้างสะสมมาของแต่ละท่านแต่ละคน

บางท่านศรัทธาแล้วปฏิบัติ บางท่านเห็นทุกข์ชัดแล้วปฏิบัติ บางท่านเห็นอนิจจังชัดแล้วปฏิบัติ บางท่านเห็นอนัตตาชัดแล้วปฏิบัติ บางท่านเกิดความเบื่อหน่ายคลายจางแล้วปฏิบัติ บางท่านกลัวตายแล้วปฏิบัติ บางท่านเห็นภัยแล้วปฏิบัติ บางท่านเห็นอสุภะ ความไม่ดีไม่งามแล้วปฏิบัติ.....บางท่านเกิดความสลดสังเวชแล้วปฏิบัติ.....ฯลฯ

ไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัวครับ
:b8:


อโศกไม่เข้าใจถ้อยคำความหมาย "แรงจูงใจ" ตัวอย่างที่อโศกยกมาอ้างทั้งหมดผิดครับ เขาเกิดแรงจูงใจก่อนแล้วจึงลงมือทำลงมือปฏิบัติครับ อย่างหนึ่ง

อีกอย่างหนึ่ง อโศกพูดกลับหัวกลับหาง ระหว่างคำว่า ปฏิบัติ กับ การรู้เห็น ตัวอย่างนี้

อ้างคำพูด:
บางท่านเห็นอนัตตาชัดแล้วปฏิบัติ




ผูดผิดขอรับ ต้องปฏิบัติ (ถูกต้องด้วย) จึงจะเห็นความเป็นอนัตตา คือต้องลงมือทำลงมือปฏิบัติก่อนจึงจะเห็นความเป็นอนัตตา อนิจจา ทุกขา :b32: จริงไหมขอรับ ม่ายช่ายเห็นแล้วปฏิบัติ ปฏิบัติก่อนแล้วจึงปฏิเวธ

:b16:
กรัชกายก็คงไม่เข้าใจคำว่า "แรงบันดาลใจ" หรือศัพท์วัยรุ่นว่า "ปิ้ง" เพราะถ้ามันเกิดขึ้นแล้วจะก่อให้เกิดความเพียรอย่างแรงกล้าที่จะทำหรือปฏิบัติ

เรื่องของการเห็นอนิจจัง ทุกขัง หรืออนัตตาชัดนั้นเป็นพรสวรรค์เฉพาะตัวที่สร้างสมมาของแต่ละท่านแต่ละคนเรียนแบบกันไม่ได้

ตัวอย่างบางท่านบางคนไปพิจารณาเห็นว่า หมดทั้งกายทั้งใจนี่ไม่มีอะไรบังคับบัญชาให้เป็นไปดั่งใจได้เลย(เห็นอนัตตา) แล้วเกิดธรรมสังเวชเบื่อหน่ายกายใจธาตุขันธ์มุ่งมั่นทำความเพียรเพื่อความหลุดพ้น

ไม่ใช่ต้องศึกษาปฏิบัติธรรมมาจนช่ำชองแล้วจึงจะเห็นอนัตตาเสมอไป
:b16:


ถามนะ อโศกไปเอาแนวคิดนี้มาจากไหนเนี่ยะ

อ้างคำพูด:
ตัวอย่างบางท่านบางคนไปพิจารณาเห็นว่า หมดทั้งกายทั้งใจนี่ไม่มีอะไรบังคับบัญชาให้เป็นไปดั่งใจได้เลย

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 พ.ค. 2014, 08:33 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 18 ก.ย. 2011, 21:51
โพสต์: 4939


 ข้อมูลส่วนตัว


:b12:
มีผู้สนใจพุทธธรรมหลายท่านมาสนทนาธรรม เลยบอกให้เขาลองนั่งพิจารณาเพื่อพิสูจน์ว่าหมดทั้งเนื้อทั้งตัวทั้งใจนี่มีอะไรที่บังค้บบัญชาได้บ้าง โดยเบื้องต้นให้พิจารณาจากลมหายใจเข้าออก ท่านั่ง ที่นั่งอยู่ สิ่งที่กำลังดูหรือฟังอยู่ การกระทบสัมผัสของผิวหนัง

ให้เขาทรงอยู่ในอิริยาบท อารมณ์ ความรู้สึกนั้นๆให้ได้นานที่สุด

หลังจากให้พิสูจความจริงกันอยู่ไม่นาน มีหลายคนที่พูดออกมาว่า อ๋อ!....ไอ้ที่ว่ากายใจบังคับไม่ได้นี่มันเป็นอย่างนี้นี่เอง นี่หรือที่เรียกว่า "อนัตตา" หลังจากนั้นเขาก็เกิดศรัทธา แรงบันดาลใจใคร่ศึกษาพุทธธรรมด้วยการปฏิบัติจริง
:b38:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 พ.ค. 2014, 09:12 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 32443

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


asoka เขียน:
:b12:
มีผู้สนใจพุทธธรรมหลายท่านมาสนทนาธรรม เลยบอกให้เขาลองนั่งพิจารณาเพื่อพิสูจน์ว่าหมดทั้งเนื้อทั้งตัวทั้งใจนี่มีอะไรที่บังค้บบัญชาได้บ้าง โดยเบื้องต้นให้พิจารณาจากลมหายใจเข้าออก ท่านั่ง ที่นั่งอยู่ สิ่งที่กำลังดูหรือฟังอยู่ การกระทบสัมผัสของผิวหนัง

ให้เขาทรงอยู่ในอิริยาบท อารมณ์ ความรู้สึกนั้นๆให้ได้นานที่สุด

หลังจากให้พิสูจความจริงกันอยู่ไม่นาน มีหลายคนที่พูดออกมาว่า อ๋อ!....ไอ้ที่ว่ากายใจบังคับไม่ได้นี่มันเป็นอย่างนี้นี่เอง นี่หรือที่เรียกว่า "อนัตตา" หลังจากนั้นเขาก็เกิดศรัทธา แรงบันดาลใจใคร่ศึกษาพุทธธรรมด้วยการปฏิบัติจริง
:b38:



นี่คือการฟังตามๆกันมา ซึ่งได้ยินเขาพูดกันทั่วๆไป และเป็นระดับพื้นๆตื้นๆ :b1:

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 พ.ค. 2014, 09:25 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 32443

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


นำมาแต่ความหมายอนัตตา


ฆนะ บังอนัตตลักษณะ


3. ท่านกล่าวว่า เพราะมิได้มนสิการความแยกย่อยออกเป็นธาตุต่างๆก็ถูกฆนะ คือความเป็นแท่งเป็น

ก้อนเป็นชิ้นเป็นอันเป็นมวลหรือเป็นหน่วยรวมปิดบังไว้ อนัตตลักษณะจึงไม่ปรากฏ


สิ่งทั้งหลายที่เรียกว่าอย่างนั้นอย่างนี้ ล้วนเกิดจากเอาส่วนประกอบทั้งหลาย มารวบรวมปรุงแต่งขึ้น

เมื่อแยกย่อยส่วนประกอบเหล่านั้นออกไปแล้ว สิ่งที่เป็นหน่วยรวม ซึ่งเรียกว่าอย่างนั้นๆ ก็ไม่มี

โดยทั่วไป มนุษย์มองไม่เห็นความจริงข้อนี้ เพราะถูกฆนสัญญาคือความจำหมายหรือความสำคัญ

หมายเป็นหน่วยรวม คอยปิดบังไว้ เข้ากับคำกล่าวอย่างชาวบ้านว่า เห็นเสื้อ แต่ไม่เห็นผ้า เห็นแต่

ตุ๊กตา มองไม่เห็นเนื้อยาง คือ คนที่ไม่ได้คิดไม่ได้พิจารณา บางทีก็ถูกภาพตัวตนปิดบังตาหลอกไว้ ไม่

ได้มองเห็นเนื้อผ้าที่ปรุงแต่งขึ้น เป็นรูปเสื้อนั้น ซึ่งว่าที่จริง ผ้านั้นเองก็ไม่มี มีแต่เส้นด้ายมากมายที่มา

เรียงกันเข้าตามระเบียบ ถ้าแยกด้ายทั้งหมดออกจากกัน ผ้านั้นเองก็ไม่มี หรือเด็กที่มองเห็นแต่รูป

ตุ๊กตา เพราะถูกภาพตัวตนของตุ๊กตาปิดบังหลอกตาไว้ ไม่ได้มองถึงเนื้อยาง ซึ่งเป็นสาระที่แท้จริงของ

ตัวตุ๊กตานั้น เมื่อจับเอาแต่ตัวจริง ก็มีแต่เนื้อยาง หามีตุ๊กตาไม่ แม้เนื้อยางนั้นเอง ก็เกิดจากส่วน

ผสมต่างๆ มาปรุงแต่งขึ้นต่อๆกันมา


ฆนสัญญา ย่อมบังไว้ในทำนองแห่งตัวอย่างง่ายๆ ที่ได้ยกมากล่าวไว้นี้ เมื่อใช้อุปกรณ์หรือวิธีการ

ที่ถูกต้องมาวิเคราะห์มนสิการ เห็นความแยกย่อยออกเป็นส่วนประกอบต่างๆ จึงจะประจักษ์ในความ

ไม่ใช่ตัวตน มองเห็นว่า เป็นอนัตตา


อนิจจัง, ทุกข์ ดูที่

http://group.wunjun.com/whatisnippana/t ... 3006-22857

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 พ.ค. 2014, 22:00 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 18 ก.ย. 2011, 21:51
โพสต์: 4939


 ข้อมูลส่วนตัว


:b16:
ลอกตำรา สร้างเรื่องตุ๊กตามาเป็นอุปมัย มันจะสู้พิจารณาลมหายใจจนเห็นอนัตตาจากของจริงได้รื้อ
s004


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 พ.ค. 2014, 09:57 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 32443

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


asoka เขียน:
:b16:
ลอกตำรา สร้างเรื่องตุ๊กตามาเป็นอุปมัย มันจะสู้พิจารณาลมหายใจจนเห็นอนัตตาจากของจริงได้รื้อ
s004



งั้นเอานอกตำราถามนักปฏิบัติใหญ่ดูบ้าง เขาเป็นอะไร และจะแก้ไขยังไงเอ้าาาา :b1:

อ้างคำพูด:
ดิฉันเริ่มทำสมาธิได้สองเดือนกว่าๆแล้ว...พยายามทำสมาธิให้ได้วัน
ละ สาม ซม. แรกๆก็จะบริกรรม ดูลม (เรียนทำสมาธิจากเวปต่างๆ และคลิปที่ยูทูป อยู่ต่างประเทศคะ) จนเห็นจิตเด่นชัด ก็จะบริกรรมไม่ได้แล้ว แต่หากฟุ้งก็จะบริกรรมอีก ตอนนี้แยกร่างกายกับจิตได้บ้างแล้ว เห็นว่าร่างกายไม่ใช่ของเรา เห็นตัวรู้ จนเมื่อวานนี้และวันนี้ ได้เกิดการสั่นขึ้นที่ร่างกายส่วนตัวขึ้น มันเริ่มจากตุบๆ เหนือก้น แรกๆเห็นไม่ชัด จนมันตุบๆๆๆ แรงขึ้นๆ จนกลายเป็นสั่น และสั่นรุนแรงขึ้น เหมือนแผ่นดินไหว แต่ก็พยายามประคองจิตเอาไว้ ให้นิ่งดูเฉยๆ ในระหว่างนั้น เริ่มฟุ้งซ่านขึ้นมานิดๆ แต่ก็ประคองไว้ จนรู้สึกเหนื่อย ปวดหัว เพราะสั่นแรงมาก มาแล้วก็หาย แล้วก็มาอีก จน
ถึงวันนี้ๆ ลองลืมตาดูว่ามันเป็นอย่างไร พอลืมตาดูก็เห็นว่าร่างกายสั่นจริง สั่นแต่ช่วงตัว ก็หลับตาประคองสติต่อ ให้เห็นการเกิดดับ (บางทีนอกจากเหนือก้นจะตุบๆ แล้ว ที่บริเวณกลางอก ก็ตุบๆๆ สังเกตได้ชัด บริเวณหัวด้วย แต่ไม่มากเท่าไหร่) ไม่ทราบว่ามีท่านใดเคยทำสมาธิแล้วเป็นแบบนี้บ้างคะ ขอรบกวนให้คำปรึกษาด้วยนะคะ....อยู่ต่างประเทศจะไปวัดขอคำปรึกษา
จากพระไม่ได้เลย



หายอีกอย่างน้อยๆ ก็สองวัน คิกๆๆ

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 11 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: Google [Bot] และ บุคคลทั่วไป 9 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร