วันเวลาปัจจุบัน 20 ก.พ. 2020, 18:14  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 5 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 พ.ค. 2014, 07:45 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 32421

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


เฉยไม่อาเรื่องหรือ คือปฏิบัติธรรม


คราวนี้ อีกเรื่องหนึ่งที่ต้องทำความเข้าใจกันก่อน ก็คือ ในวงการนักปฏิบัติไม่น้อยเลย ได้มีความโน้มเอียงที่จะรู้สึกกันว่า ถ้าเป็นนักปฏิบัติหรือปฏิบัติสำเร็จแล้ว จะเป็นคนเฉยๆ ไม่เอาเรื่องเอาราวอะไร ความรู้สึกนี้กลายเป็นทัศนคติ ที่ชักจะเป็นไปมาก เป็นเรื่องที่น่าจะต้องรีบยกขึ้นมาพิจารณา และถ้าผิดพลาดก็จะต้องแก้ไข


เดี๋ยวนี้ชาวพุทธจำนวนมากมีความรู้สึกทำนองว่า เมื่อมีเรื่องราวอะไรเกิดขึ้น ถ้าใครเฉยๆ ก็เป็นคนหมดกิเลส ความรู้สึกคลุมเครืออย่างนี้เป็นอันตรายมาก จะต้องมาทำความเข้าใจกันแม้แต่คำว่า เฉย ก่อน

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 พ.ค. 2014, 07:49 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 32421

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ต่อ


คำว่า เฉย นี้ เรามักจะเอาไปโยงกับคำว่าอุเบกขา อุเบกขา แปลว่า วางเฉย ทางพระท่านว่าวางเฉยมี ๒ แบบ

เฉยแบบที่ ๑ คือ วางเฉยแบบที่เป็นอกุศลเป็นบาป ควรกำจัด เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เรียกว่า อัญญาณุเบกขา มาจากคำว่า อัญญาณ ญาณ แปลว่า ความรู้ อัญญาณ ก็คือ ความไม่รู้ แล้วไปบวกกับ อุเบกขา ที่แปลว่า ความวางเฉย ก็แปลว่า วางเฉยโดยไม่รู้ เรียกตามภาษาไทยง่ายๆ ก็คือ เฉยโง่ เฉยเขลา เฉยไม่รู้เรื่อง คนจำนวนมากเฉย เพราะไม่รู้เรื่องรู้ราว เมื่อไม่่รู้ก็เลยเฉย


ทีนี้ เฉยแบบที่ ๒ เป็นกุศลธรรม เป็นสภาพจิตที่ดีงาม คือ เฉย ด้วยความรู้ โดยวางใจเปนกลางในสิ่งต่างๆ เพราะรู้จังหวะ หรือความพอดีที่จะปฏิบัติต่อบุคคล สิ่งของ เรื่องราว หรือสถานการณ์นั้นๆ เรียกว่า เป็นอุเบกขาตรงๆ ไม่ต้องมีคำอะไรอื่นนำหน้า เป็นอุเบกขาแท้ๆ เป็นอุเบกขาที่บริสุทธิ์ เป็นเรื่องของการวางท่าทีที่ถูกต้อง


ในสถานการณ์ทีเ่กิดเรื่องวุ่นวายขึ้นมา มีปัญหาอย่างใดอย่างหนึ่ง เราจะเห็นคน ๓ จำพวก

คนพวกที่ ๑ เฉยเพราะไม่รู้เรื่องรู้ราว มีอะไรเกิดขึ้นก็ไม่รู้ มีเรื่องราวเดือดร้อนเป็นปัญหาก็ไม่รู้ พวกนี้ก็เฉย

ต่อไปพวกที่ ๒ คือ คนที่เอะอะโวยวาย ตื่นตูม พอมีเรื่องราวปัญหาอะไรขึ้นมาก็ตื่นเต้น โว้กว้าก ตีโพยตีพายต่างๆ พวกนี้ ก็เลยเถิดไปอีกแบบหนึ่ง เป็นพวกที่รู้ครึ่งๆกลางๆ

สุดท้ายพวกที่ ๓ คือ พวกที่รู้จริง คือ รู้ว่าอะไรเป็นอะไร และรู้ด้วยว่าจะทำอะไรเมื่อไร พวกนี้รู้จังหวะ รู้ขั้นตอน รู้ว่าจะทำอย่างไร รู้่วิธีแก้ไข พวกนี้อยู่ตรงกลาง ที่จุดพอดี ก็เฉยเหมือนกัน

มี ๓ พวก ท่านว่าพวกไหนปฏิบัติถูกต้อง พวกที่ ๑ แน่นอนละ ไม่ถูกต้อง เรียกว่า อัญญาณุเบกขา คือ เฉยไม่รู้เรื่อง เพราะไม่รู้ก็เลยเฉย พวกที่ ๒ นั้น เอะอะโวยวาย เพราะรู้ครึ่งไม่รู้ครึ่ง ก็เลยตื่นเต้นหรือตื่นตูม พวกนี้ก็แก้ปัญหาไม่ค่อยสำเร็จ บางทีปะเหมาะแก้ถูกก็ดีไป แต่มักจะทำให้เรื่องสับสนหรือบานปลายออกไป

พวกที่ ๓ นั่นแหละ จึงจะเป็นพวกที่แก้ปัญหาได้อย่างแท้จริง เพราะมีความรู้แล้วจึงวางใจเฉยนิ่งได้และเฉยไว้ก่อน แต่รู้จังหวะว่าจะทำอะไรเมื่อไร พวกนี้ไม่ใช่เฉยไปเลยนะ เฉยเตรียมพร้อม เฉยพร้อมที่จะทำทุกอย่างให้ถูกต้อง ให้ถูกจังหวะ เฉยรู้ดูทีคอยท่าพร้อมอยู่ อันนี้คือการวางเฉยที่ต้องการในทางธรรม


ในการปฏิบัติธรรมนั้น มีการวางเฉย คือวางใจเป็นกลางทั้งวางใจเป็นกลางต่อบุคคล วางใจเป็นกลางต่อสภาพแวดล้อม และวางใจเป็นกลางต่อธรรม แม้แต่ธรรมต่างๆ ก็ต้องมีการวางใจเป็นกลาง


ท่านยกตัวอย่างเหมือนกับสารถีขี่ม้า หรือแม้แต่ขับรถก็ตาม ตอนแรกขับรถ รถยังวิ่งไม่เข้าที่ ก็ต้องเร่งเครื่องบ้างต้อง ต้องเลื่อนโน่นเลื่อนนี่บ้างอะไรต่างๆ ต้องใช้ความเพียรพยายาม เอาเรี่ยวแรงมาหัสพลิกดึงรั้งอะไรมากมาย แต่พอรถวิ่งเข้าที่ เช่นถ้าเป็นรถ ม้าวิ่งเรียบสนิทดีแล้ว สารถีจะนิ่ง แกจะวางเฉย นั่งสงบสบาย แต่เป็นการเฉยที่มีความรู้ตัวพร้อมอยู่


คำว่าอุเบกขานั้น มาจาก อุป + อิกฺข อิกฺข แปลว่า เห็น หรือมอง อุป แปลว่า คอยหรือเข้าไป จึงแปลว่า เข้าไปมองหรือคอยมองดู แสดงว่าไม่ได้เฉยเมยหรือเฉยเมิน แต่เฉยคอยมองอยู่ คือรู้ตัวตื่นพร้อม ในคัมภีร์ท่านอธิบายว่า มองตามเรื่องที่เกิด คือมองพอเหมาะ มองพอดี มองเสมอกันอยู่ ไม่ตกไปข้างใดข้างหนึ่ง หรือยังไม่ไปข้างไหน จึงว่าวางใจเป็นกลาง อาจจะเฉยรอ คือเฉยดูรู้ทีคอยท่าพร้อมอยู่ หรือเฉยนิ่งสบายใจเรียบสงบ ในเมื่อทุกอย่างเข้าที่ลงตัวดำเนินไปอย่างประสานสอดคล้องกันหมด

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 พ.ค. 2014, 07:54 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 32421

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ต่อ


สารถีที่ขับรถเก่งแล้ว ขี่ม้าเก่งแล้ว จะไม่ตื่นเต้นโวยวาย ไม่เหมือนคนมือใหม่ ซึ่่งตื่นเต้นวุ่นวาย บางคนกระสับกระส่ายนั่งไม่เป็นสุข แต่คนที่เขาขี่ม้าได้เก่งแล้ว พอม้าวิ่งเรียบร้อยเข้าที่แล้ว เขานั่งนิ่งสบาย นิ้งเนี้ยบ แล้วก็พร้อมตลอดเวลาที่จะแก้ไข มีอะไรจะต้องแก้ไข ม้าวิ่งผิดพลาดอย่างไร เขาแก้ได้ทันทีทันควัน


คนขับรถสมัยปัจจุบันก็เหมือนกัน ถือพวงมาลัยอยู่นี่ ขับชำนาญแล้ว แกก็ไม่ตื่นเต้น ไม่วุ่่นไม่กระวนกระวาย ไม่ทุรนทุรายอย่างคนขันใหม่ๆ แกจะนั่งนิ่งสบาย แต่พร้อมที่จะแก้ไขเหตุการณ์ได้ทุกเวลา นี่เรียกว่า อุเบกขา

อุเบกขาจะอยู่ในลักษณะของคนที่ขับรถหรือขี่ม้าได้นิ่งสนิทแล้วพร้อมท่จะแก้ไขเหตุการณ์ได้ทันที หรือเหมือนอย่างพ่อแม่ พ่อแม่เห็นลูกอยู่เป็นปกติสุขสบายรับผิดชอบตัวเองได้ ก็วางเฉย แต่ก็มองดูอยู่ และพร้อมที่จะแสดงเมตตากรุณามุทิตาได้ทันที อันนี้ เรียกว่า อุเบกขา เป็นธรรมที่สำคัญ ต้องมีปัญญาจึงทำได้


เราไปเข้าใจเป็นว่า ถ้าเป็นผู้สำเร็จแล้ว ก็วางเฉยไม่เอาเรื่องเอาราว เห็นเป็นคนไม่มีกิเลสไป แต่ที่จริงนั้น คนที่หมดกิเลสแล้ว เป็นคนหมดเหตุที่จะต้องทำอะไรเพื่อตนเอง เพราะฉะนั้น ท่านก็จะทำให้ผู้อื่นได้เต็มที่ ทำส่ิงที่ควรทำตามเหตุตามผล และทำในสิ่งที่เห็นว่าเป็นคุณประโยชน์อย่างแท้จริง โดยพร้อมที่จะทำได้ทันทีตลอดเวลา เพราะไม่มีกิเลสมาเหนี่ยวรั้ว ให้คอยเห็นแก่ผลประโยชน์ของตัวเอง แม้แต่ความขี้เกียจ


ความขี้เกียจก็เป็นความเห็นแก่ตนเองอย่างหนึ่ง่ คือไม่อยากทำอะไร เพราะเห็นแก่สบาย อยากให้ตััวเองสบาย คือ เห็นแก่ตนจึงขี้เกียจไม่อยากทำโน่นทำนี่ ทีนี้ คนที่หมดกิเลสนั้น ท่านไม่มีกิเลสแม้แต่ความขี้เกียจ ที่จะมาเหนี่ยวรั้งให้ทำเพื่อตนเอง ท่านจึงทำเพื่อผู้อื่นได้เต็มที่ เพราะฉะนั้น พระอรหันต์จึงเป็นตัวอย่างของคนที่บำเพ็ญปรโยชน์แก่ผู้อื่น

พระพุทธเจ้าเป็นผู้นำ เป็นโลกนาถ เป็นผู้บำเพ็ญโลกัตถจริยา เป็นผู้ไม่อยู่นิ่งเฉย ทรงบำเพ็ญพุทธกิจแต่ละวันไม่อยู่เฉยเลย ทำงานตลอดวัน เดินไปปฏิบัติหน้าที่ แต่ละวัน ตื่นเช้าขึ้นมาก็นึกถึงคนอื่นก่อน พอตื่นขึ้นมา พระพุทธเจ้าทำอะไร พุทธกิจประการแรก คือ พิจารณาว่าวันนี้จะไปโปรดใคร คือใครมีความพร้อมสมควรไปแนะนำสั่งสอน ใครเป็นผู้มีปัญหา ใครเป็นผู้ที่มีอินทรีย์แก่กล้า เราควรจะไปชุมชนไหน กลุ่มไหน คนไหน พระพุทธเจ้าพิจารรณาแล้วก็เสด็จไปหา ไปโปรดเขา

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 พ.ค. 2014, 07:55 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 32421

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ต่อ


เวลามีเหตุการรณ์กระทบกระเทือนประโยชน์ส่วนรวมเกิดขึ้น พระอรหันต์นำก่อน ออกหน้าในการแก้ปัญหา ขอให้นึกถึงพระมหากัสสปะ จะได้ระลึกไว้เป็นเครื่องเตือนใจ ให้เห็นปฏิปทาของผู้สำเร็จแล้วหมดกิเลส ว่าท่านไม่อยู่นิ่งเฉย


พระมหากัสสปะนั้น เป็นพระประเภทอยู่ป่า ท่านอยู่ป่าตลอดชีวิต เป็นนักถือธุดงค์ พระพุทธเจ้าททรงยกย่องว่า เป็นเอตัคคะในทางถือธุดงค์ ถ้ามองในสายตาคนทั่ว่ไป ก็เห็นว่าท่านชอบปลีกตัวจากสังคมมากที่สุด


แต่พอมีเรื่องกระทบกระเทือนส่วนรวมขึ้นมา คือพระพุทธเจ้าปรินิพพานมีพระองค์หนึ่งพูดขึ้นมาในทางที่ไม่น่าไว้ใจอาจจะกระทบกระเทือนต่อพระศาสนา พระมหากัสสปะเปนองค์แรกที่ยกเรื่องขึ้นมาพิจารณา นำเรืองเข้าที่ประชุม เสนอว่าพระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพานแล้วไม่ทันไร มีผู้กล่าวถ้อยคำในทำนองที่ไม่น่าไว้วางใจ ถ้าเราไม่ประมวลหลักธรรมคำสอนให้เป็นหมวดเป็นหมู่ไว้ชัดเจน แล้ววินิจฉัยกันให้จะแจ้งไว้ ไม่ช้าไม่นานธรรมจะเลอะเลือนหมด คนก็ะถือเอาความสะดวกสบาย ประพฤติเอาตามใจชอบ จากคำเสนอของท่านก็เป็นเหตุให้เกิดการสังคายนาขึ้น

ในประวัติศาสนาพระพุทธศาสนาในระยะหลักต่อต่อมาก็เหมือนกัน เวลามีเหตุการณ์อะไรกระทบกระเทือนประโยชน์ส่วนรวมต่อพระศาสนา พระอรหันต์จะเป็นบุคคลที่ิริเริ่มในการยกเรื่องมาเข้าที่ประชุม แล้วพระอรหันต์ก็มาพร้อมเพรียงกันในการประชุมพิจารณาแก้ไขปัญหา


การประชุมกันนี้ถือเป็นกิจสำคัญของสงฆ์ เพราะว่าสงฆ์ก็คือส่วนรวม สังฆกรรมก็คือการกระทำของสงฆ์ ได้แก่การประชุมกันพิจารณาแก้ไขปัญหา และจัดการเรื่องราวต่างๆ สังฆกรรมนี้เป็นหน้าที่ของพระสงฆ์ เป็นสิ่งสำคัญในวินัย เพราะฉะนั้น พระอรหันต์ซึ่งเป็นตัวอย่างของพระสงฆ์ และเป็นตัวอย่างของบุคคลที่ดีทั้งหมด จึงเป็นผู้นำในการที่จะกระตือรือร้นแก้ไขปัญหาและสิ่งที่กระทบกระเทือนต่อประโยชน์ส่วนรวม ดังมีคติอยู่ว่า ให้มีความเคารพสงฆ์ ให้ถือวินัยเป็นสำคัญ

หัวใจสำคัญของวินัย คือความเคารพสงฆ์ ต้องถือสงฆ์เป็นใหญ่ การเคารพสงฆ์ก็คือเห็นความสำคัญของประโยชน์ส่วนรวมนั่นเอง

อันนี้ ก็เป็นเรื่องที่ต้องนำมากล่าวไว้ เพราะมิฉะนั้น แล้วจะทำให้เรามีความไขว้เขว และมีทัศนคติที่ไม่ถูกต้อง อาตมา (พระพรหมคุณาภรณ์ ป.อ.ปยุตฺโต) มองดูว่า ในสังคมไทยเรากำลังมีภาพอย่างนี้ มีทัศนคติอย่างนี้ คือไปมีความรู้สึกกันว่า ถ้าใครไม่เอาเรื่องเอาราวอะไรแล้ว ก็เป็นคนหมดกิเลส ถ้าอย่างนี้แล้วอันตรายก็จะเกิดขึ้น

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 พ.ค. 2014, 08:14 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 32421

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ต่อหัวข้อนี้ viewtopic.php?f=1&t=47747&p=352113#p352113

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 5 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 6 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร