วันเวลาปัจจุบัน 23 ก.ย. 2019, 15:52  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 8 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 30 ต.ค. 2013, 16:06 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 6
สมาชิก ระดับ 6
ลงทะเบียนเมื่อ: 07 ธ.ค. 2012, 16:46
โพสต์: 412

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ต้องทำไงครับ คนที่เราจะอุทิศให้ถึงได้รับครับ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 31 ต.ค. 2013, 18:38 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 3537


 ข้อมูลส่วนตัว


การอุทิศบุญกุศลนั้นคนที่เราอุทิศให้ เขาอยู่ในภพภูมิที่เขาผู้นั้นพอจะรับรู้ได้ครับ
ถ้าคนที่เราอุทิศนั้นรับรู้และอนุโมทนาบุญเขาก็ได้บุญด้วยครับ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 พ.ย. 2013, 01:50 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 07 มิ.ย. 2011, 10:18
โพสต์: 590

โฮมเพจ: www.bhuddhakhun.blogspot.com
อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


choochu เขียน:
ต้องทำไงครับ คนที่เราจะอุทิศให้ถึงได้รับครับ


การทำบุญอุทิศส่วนกุศล

หลาย ๆ คนอาจสงสัยว่า เอะ เมื่อเราทำบุญ หรือถวายสังฆทาน แล้วอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้ผู้ที่ตายไปแล้วนั้น ผู้นั้นๆ จะได้รับหรือไม่???

คำตอบก็คือ มีทั้งได้รับและไม่ได้รับ ...ขออธิบายย่อ ๆ ว่า ผู้ที่จะได้รับส่วนบุญนั้น ต้องไปเกิดเป็นเปรตที่มีส่วนบุญเป็นอาหาร (หรือศัพท์วิชาการเรียกว่า ปรทัตตูปชีวีเปรต) เท่านั้น หากเขาไปเกิดเป็นอย่างอื่น จะไม่ได้รับ เพราะว่า สัตว์ทั้งหลายย่อมมีอาหารเป็นของเฉพาะตน มนุษย์ย่อมกินอาหารแบบหนึ่ง สัตว์ดิรัจฉานกินอีกแบบหนึ่ง เทวดา กินอีกแบบหนึ่ง เปรตกินอีกแบบหนึ่ง สัตว์นรกกินอีกแบบหนึ่ง ไม่เหมือนกันเลย เอาง่าย ๆ ดูแค่คนด้วยกันเองเถิด บางคนกินงู บางคนไม่กินงู หากเอางูไปให้ผู้ที่ไม่กินงูกิน เขาย่อมไม่กิน (ที่ไม่กินเพราะขี้เดียด) คือ อาหารของใครก็ของมันน่ะนะ

ขอยกตัวอย่างง่าย ๆ นะ สมมติว่ายายเม้าตายไปเกิดเป็นเปรตชนิดที่กินสิ่งของที่คนอุทิศให้ (ปรทัตตูปชีวีเปรต)

หากญาติทำบุญกับ พระธรรมดา (พระที่ไม่มีตาทิพย์..ไม่ใช่ผู้วิเศษว่างั้นเถอะ) โดยถวายข้าวเหนียวไก่ย่าง แล้วเปล่งวาจาอุทิศส่วนกุศลให้ยายเม้า พร้อมทั้งกรวดน้ำด้วย

ในกรณีเช่นนี้ พระธรรมดานั้น ย่อมไม่สามารถนำส่วนบุญหรือข้าวเหนียวไก่ย่างอันเป็นมิติผี ไปให้ยายเม้าได้ เพราะพระเองก็มองไม่เห็นอาหารที่เป็นมิตินั้น ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ายายเม้าไปเกิดที่ไหน และมองไม่เห็นผียายเม้าเลย แต่กระนั้นก็ตาม ผียายเม้าก็ยังจะได้รับได้กินข้าวเหนียวไก่ย่างนั้น เนื่องเพราะญาติยายเม้า ได้เจาะจงชื่อยายเม้าแล้ว แม้พระธรรมดาจะทำหน้าที่ไม่ได้ ก็จะมีผู้วิเศษท่านอื่น เช่น ภูมิเทวดา พระแม่ธรณี เป็นต้น ทำหน้าที่ประกาศข่าว ส่งข่าวหาผียายเม้า ให้ผียายเม้ามากินข้าวเหนียวไก่ย่างนั้นจนได้

การทำหน้าที่นี้นั้น เป็นการสร้างบุญ ได้บุญ ผู้วิเศษเช่น ภูมิเทวดา และพระธรณี เป็นต้น จึงกระทำด้วยความยินดี เต็มใจ (ที่สำคัญ เราต้องกรวดน้ำนะ)

หากญาติทำบุญถวายข้าวเหนียวไก่ย่าง แก่ พระผู้ได้ฌาน ที่มีอิทธิฤทธิ์ (มีตาทิพย์ หูทิพย์...) แล้วเปล่งวาจาอุทิศส่วนบุญให้ยายเม้า พระผู้มีอิทธิฤทธิ์นั้น ก็จะนำข้าวเหนียวไก่ย่างมิติผีนั้น ไปให้แก่ยายเม้าได้โดยตรง เพราะมีตาทิพย์รู้ว่ายายเม้าอยู่ที่ไหน แต่ก็ให้ได้เพียงข้าวเหนียวไก่ย่าง แบบเดียวกับที่ญาติอุทิศให้เท่านั้น แม้ยายเม้าจะอยากได้เสื้อผ้า หิวน้ำ เป็นต้น ท่านก็ให้ไม่ได้ (และพระท่านก็บอกญาติยายเม้าไม่ได้ด้วยว่า ยายเม้าอยากได้เสื้อผ้า ยายเม้าหิวน้ำ เพราะจะเป็นการอวดอ้างตนเองไป หรือคนอาจมองว่าท่านโลภมาก อยากให้คนอื่นถวายของที่ตนอยากได้อยากฉัน)

หากญาติยายเม้าทำบุญถวายข้าวเหนียวไก่ย่าง แก่ พระอรหันต์ ผู้มีฤทธิ์โดยสมบูรณ์ แล้วอธิษฐาน หรือเปล่งวาจาอุทิศเจาะจงยายเม้า พระอรหันต์นั้น ก็จะนำข้าวเหนียวไก่ย่างมิติผีนั้น ไปให้แก่ผียายเม้า แต่จะดีวิเศษไปกว่าพระผู้ได้ฌานโลกีย์ ก็ตรงที่ หากผียายเม้าต้องการเสื้อผ้า หรือต้องการน้ำ ท่านก็สามารถจะอธิษฐานเนรมิต ข้าวเหนียวไก่ย่าง ให้เป็นเสื้อผ้า และน้ำได้ตามที่ยายเม้าต้องการ ด้วยบุญฤทธิ์ของท่าน นี่เป็นความสามารถพิเศษของพระอรหันต์ (พระอรหันต์มีทั้งอิทธิฤทธิ์และบุญฤทธิ์)

การอุทิศส่วนกุศล ต้องมีการเอ่ยชื่อ เจาะจงชื่อผู้รับด้วย ผู้ทำหน้าที่จึงจะส่งได้ถูก นอกจากนั้น การเอ่ยชื่อเจาะจงลงไปนั้น ก็เป็นการกำหนดตัวผู้จะรับด้วย นั่นคือ เปรตตนอื่นที่ไม่ใช่ผู้นั้นจะมาเอาไปไม่ได้ มาหยิบฉวยเอาไม่ได้ เนื่องจากของนั้นมีเจ้าของแล้ว สิ่งของใดก็ตามที่มีเจ้าของ และเจ้าของยังไม่ได้มอบให้ เปรตจะไม่สามารถใช้สอยหรือบริโภคได้เลย มันเป็นกรรมของเปรตน่ะนะ

แต่หากเราแบ่งปันส่วนบุญ น้อมใจมอบให้แบบไม่เจาะจงชื่อผู้ใด ผีทั้งหลายที่อยู่บริเวณนั้น ๆ ก็จะได้กิน ได้ใช้ของเหล่านั้น (ตามแต่จะแย่งมาได้)

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าผู้ที่เราตั้งใจจะอุทิศส่วนกุศลให้นั้น จะได้รับส่วนบุญหรือไม่ก็ตาม เราซึ่งเป็นผู้ทำบุญ ย่อมได้บุญแน่นอน เพราะบุญที่เกิดกับใจ เป็นภาวะเบิกบาน อิ่มเต็ม หากเราสังเกตจะเห็นได้ ก่อนเราจะถวายทาน ใจเราเบิกบาน ก็เกิดเป็นบุญ ขณะถวายทาน ใจเราเบิกบาน นั่นคือเกิดบุญ หลังถวายทาน เมื่อระลึกนึกถึงการทำบุญนั้น ใจเราเบิกบาน นั่นก็เกิดบุญ ทุกขณะที่เราเบิกบานใจ นั่นแหละ คือบุญเกิด และเราก็เสวยบุญไปด้วย นี่แหละ คือทำบุญแล้วได้บุญทันตา

ที่สำคัญ ทำบุญแล้วอย่าเสียใจภายหลัง อย่าเสียดายภายหลัง ให้ภูมิใจกับการที่ได้เสียสละออกไป ให้สบายใจกับการทำบุญทุกครั้ง

เมื่อใจสบาย นั่นคือใจเสวยบุญ ยิ่งเบิกบานใจ บุญยิ่งเกิด

การรักษาใจให้เบิกบาน คือการสร้างใจบุญ ความสุขใจ ก็อยู่ที่ตรงนี้แหละ ไม่ได้อยู่ที่ไหนไกลเลย

แต่หากยายเม้าตายไป เกิดใหม่เป็นสัตว์นรกที่มีกรรมเป็นอาหาร เป็นเปรตชนิดอื่น ที่มีกรรมและความหิวโหยเป็นอาหาร เป็นดิรัจฉาน เป็นมนุษย์ เป็นเทวดา หรือเป็นพรหม

แม้ญาติจะทำบุญข้าวเหนียวไก่ย่างกับพระอรหันต์ก็ตาม ยายเม้าก็จะไม่ได้รับ ไม่ได้บริโภคข้าวเหนียวไก่ย่างมิติผีนั้น เพราะอาหารของใครก็ของมัน เป็นมนุษย์จะไปกินของผีก็ไม่ได้

ข้าวเหนียวไก่ย่างมิติผีนั้น ก็จะตกเป็นของผีตนอื่น ๆ ที่เคยเป็นญาติของเราในอดีต สรุปว่า ข้าวเหนียวไก่ย่างไม่กองวางอยู่เฉย ๆ แน่นอน เป็นประโยชน์แก่ผีแน่นอน

แต่ยายเม้า จะได้รับบุญทางใจ เป็นความสุขทางใจอันเกิดจากกระแสจิตให้ หรือกระแสจิตเมตตาของหมู่ญาติที่แผ่มาถึง ทำให้ช่วงนั้น เวลานั้น เกิดความรู้สึกสบายใจ ซึ่งสิ่งที่รับได้นั้น เป็นเพียงนามธรรม ไม่ใช่รูปธรรมที่จะพึงบริโภคได้ (แต่หากทรมานมาก ทุกข์มาก เช่นเป็นเปรตบางจำพวก หรือตกนรก เป็นต้น ใจอาจจะสัมผัสรับเอาความสุขไม่ได้ เหมือนเติมน้ำตาลหนึ่งหยิบ ลงในเกลือหนึ่งจาน ย่อมไม่รู้ถึงความหวานแห่งน้ำตาล) ซึ่งหาก เราทำบุญกับผู้มีฤทธิ์ ท่านก็จะนำข่าวบุญ ไปบอกแก่ยายเม้าที่อยู่นรก เปรต เทวดา ให้ยายเม้าอนุโมทนาบุญกุศล ยายเม้าก็จะได้บุญจากการอนุโมทนานั้น

พึงเข้าใจว่า แม้ยายเม้าจะไปเกิดใหม่ที่ไหนก็ตาม เราทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ ก็จะมีทั้งได้รับสิ่งของนั้น มีทั้งรับได้เฉพาะบุญทางใจ แล้วแต่กรณีตามที่อธิบายไปแล้ว แต่การที่จะให้ยายเม้าไปผุดไปเกิดนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับส่วนบุญที่เราอุทิศให้หรอกนะ มันขึ้นอยู่กับกรรมของยายเม้าเอง ขึ้นอยู่กับใจของยายเม้าเอง ว่าจะยอมปลดปล่อยใจเปรต ใจผี ออกไปหรือไม่ เพราะโดยมากมันปล่อยยาก ลืมยาก ใครล่ะจะอยากตาย การละอัตภาพผีไปเป็นอย่างอื่น มันก็คือการตาย เราผู้เป็นมนุษย์เข้าใจชัดว่าเป็นผีมันทุกข์ อยากให้เขาละความเป็นผีมาเป็นมนุษย์เหมือนเรา เอาเข้าจริง ๆ แล้ว ผีทำไม่ได้หรอก เขาติดใจผีอยู่ แม้จะทุกข์เขาก็ยอมทุกข์ ยอมเป็นผีต่อไปจนกว่าจะหมดกรรม หรือสิ้นอายุขัยของตนนั่นแหละ ใครล่ะจะอยากตาย ผีก็ไม่อยากตายนะ

มนุษย์เราเองเหมือนกัน หากเทวดามองลงมา ก็คงอยากให้เราละความเป็นมนุษย์ แล้วไปเป็นเทวดา เหมือนกันนั่นแหละ แม้จะอธิบายว่าเป็นมนุษย์มันทุกข์ เป็นเทวดาสบาย เราฟังแล้ว เรากล้าตายหรือ เราก็ยังต้องทนทุกข์ต่อไป จนกว่าจะสิ้นอายุขัยนั่นแหละ พวกผีก็เหมือนกัน ดังนั้น เราก็ทำได้แค่ทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ ให้พวกเขาได้บริโภคเป็นครั้งคราว อนุโมทนาเป็นครั้งคราว (แต่ถ้าทำได้ทุกวัน เป็นประจำสม่ำเสมอ ก็ดีมาก)

การทำบุญให้ผู้ที่ยังไม่ตาย โดยมากมักเกิดจากสาเหตุที่ผู้นั้น ๆ ซึ่งเป็นผู้ที่เรารัก เมตตา สงสาร ไม่ค่อยใส่ใจในการบุญการกุศล หรือไม่มีโอกาสทำบุญ เราเลยอยากให้ผู้นั้นได้บุญ จึงทำบุญอุทิศส่วนบุญนั้นให้

ซึ่งการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ผู้ที่ยังไม่ตาย (ไม่ใช่แช่งให้ตายนะ) นั้น เขาจะได้รับส่วนบุญ ในส่วนที่เป็นความสุขทางใจ และเกิดบุญเพิ่ม เมื่อ ได้ยิน ได้ฟัง ได้รับรู้ถึงการทำบุญนั้น แล้วมีใจพลอยยินดี มีใจเห็นด้วยกับการทำบุญนั้น ไม่รังเกียจการทำบุญนั้น ซึ่งรวมเรียกว่า มีใจอนุโมทนา นั่นเอง สำคัญเมื่อรับทราบแล้ว เขาต้องเห็นว่า ดีแล้ว ดีคัก ดีแท้ ๆ แค่รู้สึกอย่างนี้แหละคือการได้บุญแล้ว

นั่นคือ ไม่สามารถจะได้รับส่วนบุญ ที่เป็นข้าวของแบบเดียวกับที่คนทำบุญอุทิศให้ แต่ได้รับในลักษณะ สุขใจ และรับรู้แล้วอนุโมทนา

วิธีอีกอย่างหนึ่งในการทำบุญเผื่อผู้ที่เรารัก เมตตา สงสาร ก็คือ เราทำบุญไปก่อน แล้วมาเล่าให้ผู้นั้นๆ ฟัง เช่นว่า
“เมื่อวานเราทำบุญไป ๑๐๐ บาท เรายกบุญให้เธอหมดเลย ..เรายกบุญให้เธอครึ่งหนึ่ง”
“เมื่อวาน พี่ไปถวายสังฆทานมา ได้ทำบุญเผื่อน้องด้วย ...”
นั่นคือ ใช้ทรัพย์ ใช้เวลาของเรา ทำบุญเพื่อผู้อื่น จะว่าเป็นการยัดเยียดบุญก็ไม่ผิด เมื่อผู้นั้นได้รู้ ได้ฟัง แล้วยินดีด้วย ยอมรับเอาบุญนั้น ผู้นั้นก็ได้บุญแล้ว

แต่ถ้าอยากให้เขาได้รับส่วนที่เป็นข้าวของ ก็ไม่ยากเลย แค่เอาของนั้น ๆ ไปมอบให้เขา เขาก็ได้รับแล้ว

การมอบข้าวของ แก่ผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ ผู้ให้ก็ให้ได้ด้วยมือตน ทั้งรู้และเห็นว่าผู้รับรับเอาแล้ว ผู้ให้ก็เกิดบุญ ผู้รับดีใจก็เกิดบุญ การเกื้อกูลกันและกันในชาตินี้นี่แหละ เห็นผลทันตา เห็นบุญทันตา

อย่ามัวรีรอให้ท่านตายก่อน แล้วค่อยทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้เลย

เราทั้งหลาย เมื่อเข้าใจชัดว่า ตายไปแล้วหากเกิดเป็นเปรต ก็ยากที่จะมีคนทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ ยากจะได้รับส่วนบุญที่ญาติจะมาอุทิศให้ จึงไม่ควรคิดว่า ไม่เป็นไร เรายังไม่จำเป็นต้องทำบุญ เพราะหากเราตายแล้ว ลูกๆ คงทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้.. พ่อแม่คงทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้.. อย่าคิดเช่นนั้นแล้วรีรอการทำบุญ นะ

มีโอกาสเมื่อใด ควรทำทันที อย่าหวังพึ่งบุญของคนอื่น ควรสร้างบุญเอง ด้วยตัวเราเอง

http://sitantara.50webs.com/suandham/pdham14.html

.....................................................
รูปภาพ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 พ.ย. 2013, 01:55 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 07 มิ.ย. 2011, 10:18
โพสต์: 590

โฮมเพจ: www.bhuddhakhun.blogspot.com
อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


การทำบุญกรวดน้ำนั้น หากต้องการอุทิศให้ใคร ควรระบุอย่างเจาะจง ไม่ควรพูดรวม ๆ ว่า “ญาติมิตรผู้ล่วงลับ” เรื่องนี้อยู่ที่ใจหรือเจตจำนงเป็นสำคัญ น้ำนั้นเป็นแค่ส่วนประกอบ ถึงไม่มีน้ำก็อุทิศส่วนบุญให้ได้ หากทำแล้วอุทิศส่วนบุญให้ในทันทีก็ยิ่งดี เพราะจิตกำลังเป็นกุศล ใจกำลังเป็นบุญ บุญที่อุทิศให้นั้นจะเต็มเม็ดเต็มหน่วย

http://www.visalo.org/QA/Q560825_2.htm

มีผู้ตอบไว้ดีแล้ว ลองเข้าไปอ่านดูนะครับ

.....................................................
รูปภาพ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 พ.ย. 2013, 09:07 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ก.พ. 2011, 19:56
โพสต์: 1702


 ข้อมูลส่วนตัว


แล้วแต่ว่าบุญที่อุทิศให้จะมีกำลังแค่ไหน และ ผู้รับจะอยู่ในฐานะที่จะรับได้มั้ย

เคยได้ยินมาว่า อานิสงส์จากการรักษาศีลเจริญภาวนา ให้ได้ลงไปถึงญาติที่อยู่ในนรกเลยนะครับ เค้าจะหยุดทรมานอยู่ช่วงหนึ่ง ก็อย่างที่บอกขึ้นกับกำลังบุญด้วย อันนี้ก็ฟังมายังไม่เคยได้เห็นเอง

จขทก ทำทั้ง ทาน ศีล ภาวนา แล้วอุทิศไปให้นั่นแหละครับ จะรู้ว่าผู้รับได้รับหรือไม่ก็คงต้องอาศัยอภิญญา
เราก็อุทิศให้ไปถ้าเค้าได้รับก็ดี เค้าไม่ได้รับก็ดีทั้งนั้นเพราะขณะที่เราอุทิศให้ไปนั้น จิตเราก็เป็นกุศล ถ้าเค้าได้รับก็ดีสองต่อเลย

.....................................................
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงมีพระปัญญาเหนือบุคคลใดใด


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 พ.ย. 2013, 13:17 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2009, 02:43
โพสต์: 12213


 ข้อมูลส่วนตัว


choochu เขียน:
ต้องทำไงครับ คนที่เราจะอุทิศให้ถึงได้รับครับ


ผมคิดว่า..ได้รับนะ...แต่จะช้าหรือเร็ว...คงขึ้นกับสถานะของผู้รับและกำลังของผู้ส่ง

แต่..ที่ถามว่า..ได้รับมั่ย..คงหมายถึง..ได้รับทันทีมั่ย?
ก็อย่างที่เพื่อนๆ..บอกใว้ข้างบนแหละครับ..


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 พ.ย. 2013, 13:40 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ธ.ค. 2012, 15:49
โพสต์: 932


 ข้อมูลส่วนตัว


การอุทิศบุญกุศลนั้นเราไม่มีทางรุ้หรอกว่าใครจะได้หรือไม่ได้ ขอเราเพียงทำจิตให้เกิดสมาธิให้มากที่สุดแล้วแผ่ไปทั่วอนันต์จักวารถึงสัพสัตว์ทั้งหลาย ใครได้ยินได้ฟังก็รับอนุโมทนาเอา ทำได้แค่นี้แหล่ะ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 พ.ย. 2013, 14:49 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 6
สมาชิก ระดับ 6
ลงทะเบียนเมื่อ: 07 ธ.ค. 2012, 16:46
โพสต์: 412

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


การอุทิศ เหมือนเป็นกำลังใจให้คนที่อยู่สบายใจ และไม่คิดมากด้วย ถูกไหมครับ


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 8 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 10 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร