วันเวลาปัจจุบัน 23 ส.ค. 2019, 09:05  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 22 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 22 ต.ค. 2013, 13:19 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2009, 02:43
โพสต์: 12213


 ข้อมูลส่วนตัว


ทำไม...ต้อง 6-7 ขวบ...
ทำไม...ต้องเป็นมนุษย์เป็นอย่างน้อย...
ทำไม....ทำไม..???

ฟรีสไตล์...เลยคับ :b12: :b12: :b12:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 22 ต.ค. 2013, 14:53 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 31079

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ไม่เถียงตำราเรื่องอายุนะ เด็กสมัยนี้อายุ 7-8 ขวบ ยังต้องให้แม่นุ่งกางเกงให้ พาไปส่งโรงเรียน ถ่ายยังล้างก้นไม่เกลี้ยง... จะเอาอะไรกับแกนักหนา

ไม่มีกายแล้วใจมันจะอยู่กับอะไร ก็จึงมนุษย์เป็นอย่างน้อย (ไม่ไปนอกโลกนะ) แต่ก็ไม่แน่ การรู้เข้าใจสภาวธรรม ถ้าปฏิบัิติไม่ถูกไม่ต้อง อายุ 7-80 ก็ไม่เข้าใจ :b1:

ตัวอย่างก็ไ้ด้ อย่างโฮฮับเงี้ย ต่อให้ร้อยชาติ ฮี่ๆ

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 22 ต.ค. 2013, 16:28 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 พ.ค. 2007, 09:55
โพสต์: 1632


 ข้อมูลส่วนตัว


กบนอกกะลา เขียน:
ทำไม...ต้อง 6-7 ขวบ...
ทำไม...ต้องเป็นมนุษย์เป็นอย่างน้อย...
ทำไม....ทำไม..???

ฟรีสไตล์...เลยคับ :b12: :b12: :b12:


จะว่ามีส่วน ก็มีส่วน จะว่าไม่มีส่วนก็ไม่มีส่วน ขึ้นอยู่กับ กรรมพันธุ์ อย่างหนึ่ง ขึ้นอยู่กับ การได้รับการขัดเกลาอบรมทางสังคมอย่างหนึ่ง

ที่ว่า ขึ้นอยู่กับ กรรมพันธุ์ นั้น ถ้าหาก บิดา มารดา (หรือจะเรียกเป็นอย่างอื่นก็ตามแต่) บรรลุธรรมอยู่แล้ว ลูกหรือบุตร เกิดมา ก็จะบรรลุธรรมได้ด้วยตัวเองเช่นกัน จะเล่าให้ฟัง ฟังหูไว้หูนะขอรับ ตังแต่ข้าพเจ้าจำความได้ อายุคงประมาณ ๑ ขวบ ถึง ๑ ขวบ ครึ่ง ข้าพเจ้าก็สามารถมองเห็น กายภายใน และรู้ความคิด ได้ยินความคิด การระลึกนึกถึง ของผู้ใหญ่หรือคนรอบข้างได้แล้ว แถมแม้อยู่ไกลจากข้าพเจ้า ถ้าพูดเกี่ยวข้องกับตัวข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ยินเสียงเหล่านั้น อย่างนี้เป็นต้น

ส่วนการการได้รับการขัดเกลาอบรมทางสังคม สำหรับบุคคลทั่วไปก็จำเป็นต้องอาศัยเวลา แต่ก็ย่อมขึ้นอยู่กับ สภาพสิ่งแวดล้อมหลายอย่างหลายประการ ซึ่งย่อมเป็นปัจจัยที่จะทำให้บุคคลนั้น สามารถบรรลุธรรมได้ หรือ บรรลุธรรมได้เร็ว หรือ ไม่สามารถบรรลุธรรมได้ หรือ บรรลุธรรมได้ช้า


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 22 ต.ค. 2013, 22:59 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 ก.พ. 2009, 20:42
โพสต์: 699


 ข้อมูลส่วนตัว


cool แบบฟรีสไตล์เลยรึ งั้นก็ได้ อิอิ เริ่มที่...

อริยบุคคล เป็นเรื่องคุณภาพจิต จิตในชั้นเทวโลกก็เป็นได้ ทั้งโสดาบันและสกิทาคามี. แต่ถ้าคุณภาพจิตเข้าถึงอนาคามีเมื่อไร, จิตที่ละกามราคะได้ จะกำเนิดใหม่ในพรหมโลก และไม่มาเกิดในกามภพอีก.
ละ แปลว่า ไม่สนใจ

ที่จำกัดเฉพาะความเป็นมนุษย์ ก็มีแต่ ความเป็นพระพุทธเจ้า เท่านั้น.
ฟังดูเหมือนกฎหลอกเด็ก และจริงๆ เราก็ไม่รู้หรอก ว่าความเป็นพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นได้อย่างไร เพราะเราไม่ใช่พระพุทธเจ้า.
แต่ก็จะเล่าเรื่องหลอกเด็กให้อ่านเล่นกัน.

s004 โครงสร้างของร่างกายแบบมนุษย์ มีลักษณะที่พิเศษกว่าโครงสร้างร่างกายของชีวิตในภูมิอื่นๆ.

เทวโลกที่มีร่างกาย 3 มิติ จับต้องได้ มีอยู่ 2 ชั้นคือ จาตุมหาราชิกา (Four horseman ของชาวคริสต์) และดาวดึงส์ (ผู้ทรงอำนาจ 33 ตน, คนแถวนี้ เรียกผู้เป็นใหญ่สุดว่า พระอินทร์).
ชีวิตในเทวโลกก็คือ เทพเจ้า ในคติโบราณ และก็คือ มนุษย์ต่างดาว ในคติปัจจุบัน.
เทวโลกในอันดับที่สูงขึ้นไปกว่านี้ ไม่มีร่างกายที่จับต้องได้. เป็นร่างพลังงาน ส่วนจะเป็นพลังงานแบบใด ก็ขึ้นอยู่กับสภาพของอวกาศในเทวโลกชั้นนั้นๆ เช่น อาจเป็นร่างพลาสมาก็ได้

ส่วนผี (เปรต) เป็นอบายภูมิ ไม่ใช่ร่างพลังงาน เป็นเพียงร่างสนามแม่เหล็กเท่านั้น. เราจึงไม่สามารถมองเห็นผีได้ด้วยตาเปล่า. เขียนแบบนี้ก็บอกเป็นนัยได้แล้วว่า เราย่อมสามารถมองเห็นร่างของเทวโลกชั้นสูงๆ ได้ด้วยตาเปล่า.

:b6: โครงสร้างชีวิตของทุกภูมิ เป็นโครงสร้างที่สะท้อนออกจากมาจิต, เป็น ส่วนหนึ่ง ของจิต. อายุขัยและความเป็นไปของร่างกายนั้น จึงขึ้นอยู่กับจิต. จะมียกเว้นก็เทวโลก 2 ชั้นแรก, ที่ร่างกายแบบ 3 มิติ จะถูกกำหนดอายุขัยไว้อีกชั้นหนึ่ง เป็นอายุขัยที่แน่นอนตายตัว.

โครงสร้างชีวิตแบบมนุษย์ เป็นโครงสร้างที่พิเศษออกไป. เราถูกออกแบบมา เพื่อสะท้อนสิ่งที่เราเรียกกันว่า กิเลส หรือสังโยชน์ทั้ง 10 ประการ. แม้ร่างกายเรา จะสะท้อนคุณภาพของจิตของเราและร่างกายเราก็ทำงานควบคู่ไปกับจิต (ผ่านเจตสิก) แต่มันก็ ไม่ใช่ ส่วนหนึ่งของจิต.

:b6: เมื่อร่างกายไม่ใช่ส่วนหนึ่งของจิต, เราจึงไม่ตายด้วยสาเหตุว่า คุณภาพของจิตเปลี่ยนไป. ตรงนี้เราพูดถึงความตายในขณะนั้นๆ เราไม่พูดถึงว่า คุณภาพจิตที่ตกต่ำ จะสะท้อนออกมาที่ร่างกายในรูปแบบต่างๆ จนเป็นสาเหตุให้เกิดความทรุดโทรมของร่างกาย และตายไปในที่สุด.
ความตายของเรา ขึ้นอยู่กับสภาพของร่างกาย, ถ้าเรารักษาสภาพร่างกายได้ดี เราก็จะรักษาร่างกายนี้ไว้ได้ จนถึงวันแห่งความแก่ชรามาถึง.

s004 เรื่องมันเริ่มที่... เมื่อวงจรในระบบประสาทส่วนกลาง มีความสมบูรณ์แล้ว. มันจะเริ่มสร้าง เจตสิก ขึ้นมา. เจตสิกคือสสาร 2 มิติที่ไม่มีเวกเตอร์ (โฟตอนที่อยู่นิ่ง). เจตสิกถูกสร้างขึ้นมาด้วยความถี่ที่เกินกว่าจะนับ, ถ้าพูดภาษาคอมพิวเตอร์ ก็อาจเป็นระดับกิกะเฮิรตซ์ก็ได้ คือเจตสิกเกิดขึ้นแล้วดับลง นับพันล้านครั้งใน 1 วินาที.

:b6: เจตสิกตัวแรกที่เกิดขึ้น จะดึงดูดความสนใจของจิตที่พร้อมจะเกิด (และจิตนั้นยังละกามราคะไม่ได้). ตำราเรียกสภาพที่จิตถูกดึงความสนใจจากเจตสิกตัวแรกนี้ว่า ปฏิสนธิจิต
กลไกที่เจตสิกถูกสร้างและดับลงด้วยความถี่นับล้านครั้งใน 1 วินาทีนี่เอง ที่ทำให้จิตถูกดึงความสนใจไว้ที่ร่างกายนี้ จนกว่าจะถึงวันที่ร่างกายตายลง.
เจตสิกถูกสร้างขึ้นโดยสมอง ดังนั้น การรับรู้และประมวลผลทั้งหลาย ก็ย่อมมาจากสมอง. ซึ่งมันก็แปลว่า เราทุกคน ล้วนเริ่มต้นจาก 0 . ไม่มีการระลึกใด้ถึงสิ่งเก่าก่อนใดๆ.

และที่เราเขียนว่า "เจตสิกตัวแรกที่เกิดขึ้น จะดึงดูดความสนใจของจิตที่พร้อมจะเกิด" ตรงนี้ก็คือคำอธิบายว่า เหตุใดการเกิดเป็นมนุษย์จึงยากนัก, ยากจนถ้าจะบอกว่า คนเราเกิดได้ครั้งเดียว ก็ไม่ผิดนัก.
จิตที่พร้อมจะเกิด ย่อมหมายถึง จิตที่ ตาย ลงในขณะนั้นพอดี (จิตยังไม่ทันจะสร้างเจตสิกใหม่ ก็ถูกเจตสิกที่สมองสร้างขึ้นดึงความสนใจไว้เสียก่อน). นอกจากตายลงพอดีแล้ว จิตนั้นยังต้องมี ความเชื่อมโยง กับมนุษย์ผู้ให้กำเนิดอีกด้วย.
เพราะเจตสิกเกิดขึ้นจากวงจรสมอง และวงจรสมองก็กำเนิดขึ้นจากแบบ DNA และแบบ DNA ก็มาจากพ่อแม่. จิตที่จะถูกดึงความสนใจไว้ จึงต้องมี จริต ที่สอดคล้องกับรูปแบบของเจตสิกนั้นๆ ด้วย.

:b6: ธรรมดาแล้ว จิตจะสร้างเจตสิกขึ้นเอง แต่ร่างกายของมนุษย์ ถูกออกแบบเพื่อการนี้โดยเฉพาะ.
จิตที่ยังวนเวียนอยู่ในวัฏสงสาร ล้วนใช้เจตสิกในการดำเนินชีวิตทั้งสิ้น. และเมื่อใดที่จิตไม่สร้างเจตสิกใดๆ ขึ้นมาอีกเลย เราก็จะเรียกสภาพของจิตนั้นว่า นิพพาน.


s004 จากที่เขียนมานี้ คงอธิบายได้ค่อนข้างชัดว่า ร่างกายเรานั้น ไม่ใช่ ส่วนหนึ่งของจิต แต่มันทำงานควบคู่ไปกับจิต, มันทำหน้าที่รับรู้และประมวลผลทุกสิ่งทุกอย่าง แล้วส่งต่อให้จิตผ่านเจตสิก. ในขณะเดียวกัน วงจรที่สร้างเจตสิก มันก็รับการกระตุ้นจากจิต (ปฏิฆะ) ประมวลเป็นคำสั่งให้ร่างกายทำงาน
จนถึงวันที่วงจรสมองหยุดสร้างเจตสิกนั่นแหล่ะ จิตจึงจะสร้างเจตสิกขึ้นมาเอง และนั่นคือ ความตาย. จิตที่ประกอบด้วยเจตสิกตัวสุดท้าย ที่เกิดขึ้นและดับลงไป เขาเรียกว่า จุติจิต

:b6: นี่คือสิ่งที่บางคนสงสัยว่า เหตุใดเมื่อบรรลุอรหันต์แล้ว พระอรหันต์จึงจะถึงความตายในไม่ช้า, ก็เพราะจิตได้ ละ (ไม่สนใจ) ในเจตสิกที่สมองสร้างขึ้น. ในมุมมองของคนทั่วไป นั่นคือตาย. อันที่จริง ก็เริ่มจะตายตั้งแต่อนาคามีแล้ว เพราะเมื่อเป็นเจตสิกในกามภพ ก็ต้องอาศัยกามราคะในการดึงความสนใจ.

s004 เราเคยเขียนไปนานแล้วว่า มนุษย์ถูกออกแบบมาเพื่อการฝึกตน.
เพราะลักษณะโครงสร้างร่างกายแบบนี้ เมื่อบวกกับระบบการรับรู้อันจำกัด. มันทำให้สิ่งที่เราเรียกว่า กิเลส ฉายชัดออกมา และแน่นอน, คุณธรรม ทั้งหลายก็ฉายชัดขึ้นด้วย.
ร่างกายแบบนี้ ทำให้เกิดความเท่าเทียมกันในแต่ละบุคคล, มีความต้องการพื้นฐานเหมือนกัน แบบ... กินอิ่มแล้ว ค่อยลุกมาสู้กันต่อ.
เราเห็นความสวยงาม เพราะดวงตาเรามีการมองเห็นที่จำกัด. เราโกหกได้ เพราะเราอาศัยร่างกายในการโต้ตอบ, เราทำบาปได้นานาชนิด และสร้างความดีได้ไม่แพ้กัน.
จิตมีคุณภาพเพียงใด ย่อมถูกแสดงออกมาได้เต็มที่. และที่สำคัญ โครงสร้างร่างกายแบบนี้ ทำให้เราสามารถบรรลุธรรมขั้นสูงสุดได้ โดยไม่ต้องตายจากภูมิหนึ่งไปอีกภูมิหนึ่ง และในทางกลับกัน เราก็สามารถทำความชั่วอันต่ำสุดได้ โดยไม่ต้องตายจากภูมิหนึ่งไปอีกภูมิหนึ่งด้วยเช่นกัน.

:b6: แล้วเหตุใดพระพุทธเจ้าจึงต้องเป็นมนุษย์เท่านั้น.
พระพุทธเจ้า ก็คือพระอรหันต์ที่เข้าถึงสัญญาของพรหม ว่าอีกแบบคือ พระอรหันต์ที่ตรัสรู้. เขาเรียกเท่ห์ๆ ว่า บรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ. ถ้าไม่ได้ประกาศศาสนา เขาก็เรียกเท่ห์ๆ อีกว่า พระปัจเจกพุทธเจ้า

:b6: กลไกที่ทำให้เกิดการตรัสรู้นั้น เราไม่รู้หรอก เพราะเราไม่ใช่พระพุทธเจ้า แต่สิ่งที่เรารู้คือ.
ความเป็นอรหันต์และอนาคามี จะเกิดและคงอยู่ได้ในร่างแบบมนุษย์เท่านั้น. เพราะถ้าเข้าถึงอนาคามีในเทวโลก ชีวิตในเทวโลกจะตายลง แล้วไปกำเนิดในพรหมโลก และบรรลุอรหันต์ในพรหมโลกนั้นเอง.
มนุษย์ก็เช่นกัน ถ้าบรรลุธรรมถึงชั้นอนาคามี แล้วตายลงเสียก่อน ก็จะไปกำเนิดในพรหมโลก และบรรลุอรหันต์ในพรหมโลกนั้นเช่นกัน.

เมื่อพระพุทธเจ้า คือพระอรหันต์, ความเป็นพระพุทธเจ้า ก็จึงต้องเกิดในร่างแบบมนุษย์เท่านั้น.

หมายเหตุ อันที่จริง โครงสร้างร่างกายแบบมนุษย์ ก็เป็นโครงสร้างเดียวกับพวกสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม (ไม่แน่ใจว่า รวมพวกนกด้วยหรือเปล่า). แต่สัตว์มีวงจรสมองที่ด้อยกว่า ทำให้การประมวลผลบางอย่าง ไม่ถึงขั้นจะพัฒนาตนได้.
และสัตว์ก็มีระบบการรับรู้ที่สูงกว่า ทำให้กิเลสบางชนิดไม่เกิด, เราสงสัยมานานแล้วว่า สัตว์ส่วนใหญ่หรือแทบทั้งหมดไม่มีปัญหาในความมืด บางที มันอาจจะไม่รู้จักความมืดก็ได้. รู้สึกเราจะเคยเสนอความคิดไปก่อนหน้านี้แล้วว่า ความมืดเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นในระบบการมองเห็นของเรา ว่าง่ายๆ คือ สีดำเป็น สี
ความงาม ย่อมเกิดจากการมองเห็นแค่บางส่วน

เอาละ จบดีกว่า

s002 s002 s002


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 ต.ค. 2013, 02:44 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 ก.พ. 2010, 17:53
โพสต์: 4999

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


กรัชกาย เขียน:
ไม่เถียงตำราเรื่องอายุนะ เด็กสมัยนี้อายุ 7-8 ขวบ ยังต้องให้แม่นุ่งกางเกงให้ พาไปส่งโรงเรียน ถ่ายยังล้างก้นไม่เกลี้ยง... จะเอาอะไรกับแกนักหนา


แยกแยะให้ถูกอะไรเรียกตำรา ถ้าไม่รู้จะบอกให้ ก็ไอ้ที่กรัชกายเอามาโพส
ในเว็บแห่งนี้ไง เขาเรียกตำรา เอากันตรงๆก็คือ มันไม่ใช่ความคิดส่วนตัว(ปัญญา)
และก็ไม่ใช่หลักธรรมในพุทธศาสนา(พระธรรมวินัย)

ไอ้ที่กรัชกายพูดว่า "จะไปเอาอะไรนักหนากับเด็ก๗-๘ขวบ" ถ้าเป็นในสมัยพุทธกาล
ใครพูดแบบนี้ ก็เหมือนเป็นคำพูดของพวก มนุษย์หินที่อาศัยตามรูตามถ้ำ
หากินเพื่อความอยู่รอดไปวันๆ เช้าขึ้นมาก็ กิน...อุจจาระ...ขยายเผ่าพันธ์...แล้วก็นอน


กรัชกาย เขียน:
ไม่มีกายแล้วใจมันจะอยู่กับอะไร ก็จึงมนุษย์เป็นอย่างน้อย (ไม่ไปนอกโลกนะ) แต่ก็ไม่แน่ การรู้เข้าใจสภาวธรรม ถ้าปฏิบัิติไม่ถูกไม่ต้อง อายุ 7-80 ก็ไม่เข้าใจ :b1:

ตัวอย่างก็ไ้ด้ อย่างโฮฮับเงี้ย ต่อให้ร้อยชาติ ฮี่ๆ


สักแต่พูดๆๆๆๆๆ อยู่เพื่อหายใจไปวันๆ ไม่ยอมเอาสมองมาใช้งานบ้าง
การจะปฏิบัติให้ถูกต้องมันต้องรู้และเข้าสภาวะธรรมก่อน
ไม่ใช่ปฏิบัติเพื่อรู้และเข้าใจสภาวะธรรม
กรัชกายคงคิดว่า การเปิดพจนานุกรมคือการปฏิบัติ และการรู้คำแปลคือรู้สภาวะธรรมกะมั้ง :b32:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 ต.ค. 2013, 03:28 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 ก.พ. 2010, 17:53
โพสต์: 4999

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


กบนอกกะลา เขียน:
ทำไม...ต้อง 6-7 ขวบ...
ทำไม...ต้องเป็นมนุษย์เป็นอย่างน้อย...
ทำไม....ทำไม..???

ฟรีสไตล์...เลยคับ :b12: :b12: :b12:


เรื่องอายุมันไม่เกี่ยว มันเป็นบัญญัติทางโลก
ถ้าพูดถึงการบรรลุธรรม มันเกี่ยวกับทาง"กายภาพ"โดยตรง

กายภาพ หมายถึงอวัยวะภายในร่างกาย ที่ใช้สำหรับการบรรลุธรรม
สมองเป็นอวัยวะที่เป็นที่เกิดแห่ง มโนทวาร
สติเกิดที่มโนทวาร สติเป็นตัวทำให้เกิดการบรรลุธรรม

มโนทวารของเด็กย่อมต้องพัฒนาไปตามกายภาพทางสมอง
นั้นหมายความว่า สมองของเด็กยังไม่เจริญพร้อมที่จะให้เกิดมโนทวาร
การบรรลุธรรมย่อมไม่เกิด

สมองของมนุษย์จะพัฒนาได้ต้องอาศัย อาหารและอากาศที่เพียงพอ
ดังนั้นการพูดถึงเด็กหรืออายุ เราต้องเอาการได้รับอาหารและอากาศมาเป็นเกนท์ไม่ใช่อายุ
เด็กในวัยเท่ากัน แต่การพัฒนาของสมองอาจแตกต่างกัน การทำงานของมโนทวารย่อมแตกต่างกันด้วย


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 ต.ค. 2013, 05:36 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 31079

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


โฮฮับ เขียน:
กรัชกาย เขียน:
ไม่เถียงตำราเรื่องอายุนะ เด็กสมัยนี้อายุ 7-8 ขวบ ยังต้องให้แม่นุ่งกางเกงให้ พาไปส่งโรงเรียน ถ่ายยังล้างก้นไม่เกลี้ยง... จะเอาอะไรกับแกนักหนา


แยกแยะให้ถูกอะไรเรียกตำรา ถ้าไม่รู้จะบอกให้ ก็ไอ้ที่กรัชกายเอามาโพส
ในเว็บแห่งนี้ไง เขาเรียกตำรา เอากันตรงๆก็คือ มันไม่ใช่ความคิดส่วนตัว(ปัญญา)
และก็ไม่ใช่หลักธรรมในพุทธศาสนา(พระธรรมวินัย)

ไอ้ที่กรัชกายพูดว่า "จะไปเอาอะไรนักหนากับเด็ก๗-๘ขวบ" ถ้าเป็นในสมัยพุทธกาล
ใครพูดแบบนี้ ก็เหมือนเป็นคำพูดของพวก มนุษย์หินที่อาศัยตามรูตามถ้ำ
หากินเพื่อความอยู่รอดไปวันๆ เช้าขึ้นมาก็ กิน...อุจจาระ...ขยายเผ่าพันธ์...แล้วก็นอน


กรัชกาย เขียน:
ไม่มีกายแล้วใจมันจะอยู่กับอะไร ก็จึงมนุษย์เป็นอย่างน้อย (ไม่ไปนอกโลกนะ) แต่ก็ไม่แน่ การรู้เข้าใจสภาวธรรม ถ้าปฏิบัิติไม่ถูกไม่ต้อง อายุ 7-80 ก็ไม่เข้าใจ :b1:

ตัวอย่างก็ไ้ด้ อย่างโฮฮับเงี้ย ต่อให้ร้อยชาติ ฮี่ๆ


สักแต่พูดๆๆๆๆๆ อยู่เพื่อหายใจไปวันๆ ไม่ยอมเอาสมองมาใช้งานบ้าง
การจะปฏิบัติให้ถูกต้องมันต้องรู้และเข้าสภาวะธรรมก่อน
ไม่ใช่ปฏิบัติเพื่อรู้และเข้าใจสภาวะธรรม
กรัชกายคงคิดว่า การเปิดพจนานุกรมคือการปฏิบัติ และการรู้คำแปลคือรู้สภาวะธรรมกะมั้ง :b32:


อ้างคำพูด:
การจะปฏิบัติให้ถูกต้องมันต้องรู้และเข้าสภาวะธรรมก่อน

ไม่ใช่ปฏิบัติเพื่อรู้และเข้าใจสภาวะธรรม


อธิบายหน่อยสิ 2 ประโยคที่พูดมาเนี่ยต่างกันตรงไหน :b1:

หนึ่งล่ะนะ

สอง
อ้างคำพูด:
ก็ไม่ใช่หลักธรรมในพุทธศาสนา(พระธรรมวินัย)


พระธรรมวินัย หมายถึงอะไร แยกแยะให้พอเห็นเค้า เพื่อให้รู้ว่านั่นธรรม นี่วินัย

สาม
อ้างคำพูด:
ไอ้ที่กรัชกายพูดว่า "จะไปเอาอะไรนักหนากับเด็ก๗-๘ขวบ" ถ้าเป็นในสมัยพุทธกาล
ใครพูดแบบนี้ ก็เหมือนเป็นคำพูดของพวก มนุษย์หินที่อาศัยตามรูตามถ้ำ
หากินเพื่อความอยู่รอดไปวันๆ เช้าขึ้นมาก็ กิน...อุจจาระ...ขยายเผ่าพันธ์...แล้วก็นอน


ถ้าจะพูดให้ถูกต้องอย่างโฮฮับว่า จะต้องพูดยังไง ฮี่ๆ :b1:

เอาแค่สามประเด็นคำถามก่อน

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 ต.ค. 2013, 05:39 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 31079

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


โฮฮับ เขียน:
กบนอกกะลา เขียน:
ทำไม...ต้อง 6-7 ขวบ...
ทำไม...ต้องเป็นมนุษย์เป็นอย่างน้อย...
ทำไม....ทำไม..???

ฟรีสไตล์...เลยคับ :b12: :b12: :b12:


เรื่องอายุมันไม่เกี่ยว มันเป็นบัญญัติทางโลก
ถ้าพูดถึงการบรรลุธรรม มันเกี่ยวกับทาง"กายภาพ"โดยตรง

กายภาพ หมายถึงอวัยวะภายในร่างกาย ที่ใช้สำหรับการบรรลุธรรม
สมองเป็นอวัยวะที่เป็นที่เกิดแห่ง มโนทวาร
สติเกิดที่มโนทวาร สติเป็นตัวทำให้เกิดการบรรลุธรรม

มโนทวารของเด็กย่อมต้องพัฒนาไปตามกายภาพทางสมอง
นั้นหมายความว่า สมองของเด็กยังไม่เจริญพร้อมที่จะให้เกิดมโนทวาร
การบรรลุธรรมย่อมไม่เกิด

สมองของมนุษย์จะพัฒนาได้ต้องอาศัย อาหารและอากาศที่เพียงพอ
ดังนั้นการพูดถึงเด็กหรืออายุ เราต้องเอาการได้รับอาหารและอากาศมาเป็นเกนท์ไม่ใช่อายุ
เด็กในวัยเท่ากัน แต่การพัฒนาของสมองอาจแตกต่างกัน การทำงานของมโนทวารย่อมแตกต่างกันด้วย



กบ เขาน่าจะหมายถึงอายุ 6-7 ขวบ เป็นพระพระอริยะ เป็นพระอรหันต์ (คาดเดาความคิด กบ นะ เพราะเห็นพูดแนวๆนี้หลายครั้งแล้ว)

คงจะคล้ายๆโฮฮับ เกิดมาเป็นพระอหันต์กันเลยทำนองเนี่ย ฮี่ๆ

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 ต.ค. 2013, 07:48 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 มี.ค. 2010, 16:12
โพสต์: 2264

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


กบนอกกะลา เขียน:
ทำไม...ต้อง 6-7 ขวบ...

เพราะต่ำกว่า ๗ ขวบ ร่างกายหรือสมองกับปัญญายังไม่พัฒนา ยังไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี
หรือยังไม่รู้ประสีประสา ..

กบนอกกะลา เขียน:
ทำไม...ต้องเป็นมนุษย์เป็นอย่างน้อย...

เพราะมนุษย์ เกิดมาพร้อมกับปัญญา ท่านเรียก "สชาติปัญญา" มนุษย์เราจึงสามารถ
พัฒนาปัญญาความรู้ที่เป็นตัวปัญญา เป็นวิชชาต่าง ๆ ยิ่ง ๆ ขึ้นได้เป็นอันมาก หรือเรียกง่าย ๆ
ตามแบบชาวบ้านว่า สมองมนุษย์เยี่ยมกว่าสมองของสัตว์เดรัจฉานทั้งหลาย ..

กบนอกกะลา เขียน:
ทำไม....ทำไม..???

เพราะอัตตภาพมนุษย์เหมาะและเป็นที่สถิตของ กิเลสกับปัญญา
เป็นสมรภูมิ สำหรับการสัปยุทธระหว่าง "กิเลส" กับ "ธรรม" อันเยี่ยม ..

อัตตภาพความเป็นมนุษย์ จึงเป็นที่เกิดทั้งความชั่วและความดีงาม เป็นทั้งนรกสวรรค์
ทั้งเป็นที่ก่อกำเนิด ของพระอริย รวมทั้งพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ..

:b1: :b13:

.....................................................
"พุทโธ .. พุทโธ .. พุทโธ"
ภาวนาวันละนิด จิตแจ่มใส


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 ต.ค. 2013, 09:11 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2009, 02:43
โพสต์: 12213


 ข้อมูลส่วนตัว


ต้องบอกเพื่อนๆ ใว้ก่อน..นะครับ...กระทู้นี้....ถามว่า..ทำไม....ในแง่คิดเฉพาะของตน....อาจเป้นความเห็นของตนล้วนๆ...
หรือ...มีบางส่วนมาจากคำสอนต่างๆ....ก็ขอให้เพื่อนๆ...เข้าใจว่า..นี้เป็นความคิดของผู้โพสต์....ผู้โพสต์ไม่ได้บอกว่าเป็นคำสอนของศาสดา....เพื่อนๆ ก็อย่าว่ากัน..ว่า..เป็นสัจธรรมรูป...นะครับ...
:b12: :b12:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 ต.ค. 2013, 09:14 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2009, 02:43
โพสต์: 12213


 ข้อมูลส่วนตัว


sriariya เขียน:
กบนอกกะลา เขียน:
ทำไม...ต้อง 6-7 ขวบ...
ทำไม...ต้องเป็นมนุษย์เป็นอย่างน้อย...
ทำไม....ทำไม..???

ฟรีสไตล์...เลยคับ :b12: :b12: :b12:


จะว่ามีส่วน ก็มีส่วน จะว่าไม่มีส่วนก็ไม่มีส่วน ขึ้นอยู่กับ กรรมพันธุ์ อย่างหนึ่ง ขึ้นอยู่กับ การได้รับการขัดเกลาอบรมทางสังคมอย่างหนึ่ง

ที่ว่า ขึ้นอยู่กับ กรรมพันธุ์ นั้น ถ้าหาก บิดา มารดา (หรือจะเรียกเป็นอย่างอื่นก็ตามแต่) บรรลุธรรมอยู่แล้ว ลูกหรือบุตร เกิดมา ก็จะบรรลุธรรมได้ด้วยตัวเองเช่นกัน จะเล่าให้ฟัง ฟังหูไว้หูนะขอรับ ตังแต่ข้าพเจ้าจำความได้ อายุคงประมาณ ๑ ขวบ ถึง ๑ ขวบ ครึ่ง ข้าพเจ้าก็สามารถมองเห็น กายภายใน และรู้ความคิด ได้ยินความคิด การระลึกนึกถึง ของผู้ใหญ่หรือคนรอบข้างได้แล้ว แถมแม้อยู่ไกลจากข้าพเจ้า ถ้าพูดเกี่ยวข้องกับตัวข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ยินเสียงเหล่านั้น อย่างนี้เป็นต้น

ส่วนการการได้รับการขัดเกลาอบรมทางสังคม สำหรับบุคคลทั่วไปก็จำเป็นต้องอาศัยเวลา แต่ก็ย่อมขึ้นอยู่กับ สภาพสิ่งแวดล้อมหลายอย่างหลายประการ ซึ่งย่อมเป็นปัจจัยที่จะทำให้บุคคลนั้น สามารถบรรลุธรรมได้ หรือ บรรลุธรรมได้เร็ว หรือ ไม่สามารถบรรลุธรรมได้ หรือ บรรลุธรรมได้ช้า


คุณศรี.....หากมีเวลา...จะอธิบายเพิ่มเรื่อง DNA ...ตามที่คิด...ก็ได้นะครับ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 ต.ค. 2013, 09:20 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2009, 02:43
โพสต์: 12213


 ข้อมูลส่วนตัว


murano เขียน:
.....
เมื่อพระพุทธเจ้า คือพระอรหันต์, ความเป็นพระพุทธเจ้า ก็จึงต้องเกิดในร่างแบบมนุษย์เท่านั้น.

หมายเหตุ อันที่จริง โครงสร้างร่างกายแบบมนุษย์ ก็เป็นโครงสร้างเดียวกับพวกสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม (ไม่แน่ใจว่า รวมพวกนกด้วยหรือเปล่า). แต่สัตว์มีวงจรสมองที่ด้อยกว่า ทำให้การประมวลผลบางอย่าง ไม่ถึงขั้นจะพัฒนาตนได้.
และสัตว์ก็มีระบบการรับรู้ที่สูงกว่า ทำให้กิเลสบางชนิดไม่เกิด, เราสงสัยมานานแล้วว่า สัตว์ส่วนใหญ่หรือแทบทั้งหมดไม่มีปัญหาในความมืด บางที มันอาจจะไม่รู้จักความมืดก็ได้. รู้สึกเราจะเคยเสนอความคิดไปก่อนหน้านี้แล้วว่า ความมืดเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นในระบบการมองเห็นของเรา ว่าง่ายๆ คือ สีดำเป็น สี
ความงาม ย่อมเกิดจากการมองเห็นแค่บางส่วน

เอาละ จบดีกว่า

s002 s002 s002


การมองเห็นเทวโลก...พรหมโลก..ด้วยตาเปล่า...นี้...ใช่เป็นการมองเห็นด้วยตาของกายทิพย์หรือ..ของกายธรรม..ที่ทับซ้อนอยู่กับตาเนื้อของกายมหาภูตรูป..หรือเปล่า..คับ..


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 ต.ค. 2013, 09:46 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 31079

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ข้อความในวงเล็บก่อนหน้าบอกว่า อย่าออกนอกโลกนะ ไปแล้วๆ ฮี่ๆ

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 ต.ค. 2013, 10:33 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 ก.พ. 2009, 20:42
โพสต์: 699


 ข้อมูลส่วนตัว


กบนอกกะลา เขียน:
การมองเห็นเทวโลก...พรหมโลก..ด้วยตาเปล่า...นี้...ใช่เป็นการมองเห็นด้วยตาของกายทิพย์หรือ..ของกายธรรม..ที่ทับซ้อนอยู่กับตาเนื้อของกายมหาภูตรูป..หรือเปล่า..คับ..


อ่า... ดูจะหลอกเด็กได้บ้างแล้ว s007

ชิวิตในกามภพ ย่อมไม่สามารถมองเห็นพรหมโลกได้. ระบบที่เล็กกว่า ย่อมไม่สามารถมองเห็นระบบที่ใหญ่กว่าได้.
ตรงนี้จะขัดกับสามัญสำนึกปกตินิดหน่อย แต่มันธรรมดามากเมื่อเปรียบกับระบบคอมพิวเตอร์. ยิ่งเป็นระบบพื้นฐานมากเท่าไร มันก็เป็นระบบที่ใหญ่มากเท่านั้น. มิติยิ่งน้อย ก็ยิ่งมีพลังงานมาก.

:b6: พรหมโลก (0 มิติ) ย่อมรับรู้ได้ในทุกสิ่งที่เกิดในกามภพ ซึ่งเป็นระบบ 2 และ 3 มิติ.
ภูมิทั้งหลายในกามภพ ไม่ว่าจะมีร่างกาย 3 มิติที่จับต้องได้หรือไม่ก็ตาม, ล้วนมีการรับรู้ในแบบ 2 มิติ. จะมียกเว้นแค่มนุษย์เท่านั้น ที่มีระบบการรับรู้แบบ 3 มิติ อันเป็นระบบที่จำกัดมากที่สุด.

เราสามารถมองเห็นร่างพลังงานของเทวโลกชั้นสูงๆ ได้ (ยามา ดุสิตา นิมมาน และปรนิม) ด้วยตาเปล่า. ตาเปล่าของคนปกตินี่แหล่ะ แต่จะมองได้ในขอบเขตที่ร่างพลังงานนั้น ปลดปล่อยโฟตอน (แสง) ออกมา. หมายถึงว่า ร่างพลังงานที่เราเห็น อาจไม่ใช่ร่างทั้งหมดก็ได้.

:b6: ที่มีคนใช้คำว่ากายทิพย์ กายประหลาดอะไรๆ ทั้งหลาย. ถ้าเขาเห็นจริง มันก็คือการเห็นใน ฌาณวิสัย.
ตรงนี้เราขอแก้จากโพสต์ก่อนๆ นิดหนึ่ง. ฌาณวิสัย ไม่ใช่ การมองเห็นในระบบ 2 มิติ. มันเป็นการมองเห็นในระบบ 3 มิตินี่แหล่ะ แต่เป็นการมองเห็นโดย ไม่ผ่าน ระบบการมองเห็นแบบปกติ.

โฟตอน (แสง) จะผ่านเข้าสู่วงจรการให้สีโดยตรง นั่นทำให้แม้จะมีโฟตอนเพียงโฟตอนเดียว เขาก็สามารถมองเห็นได้ (ในฌาณ).
แต่เมื่อยังเป็นการเห็นในระบบ 3 มิติ, พวกตาที่สาม จึงไม่สามารถมองเห็นผีได้ (ผีเป็นร่างสนามแม่เหล็ก -ร่าง 2 มิติ) ที่พวกนี้เห็นผี ก็เพราะผีนั้นดึงพลังงานจากชีวิตอื่นๆ มาแสดงตน, ซึ่งก็ไม่ใช่ผีทุกตัวจะทำได้.
ตาที่สาม ไม่ใช่ อภิญญา. อันที่จริง มันไร้ค่ามากในยุคพุทธกาล แต่พอมาถึงยุคปัจจุบัน ยุคที่อภิญญาเป็นสิ่งที่ไม่มีใครเข้าถึงได้อีก, ตาที่สามก็เลยดูเหมือนเป็นความสามารถอันน่าทึ่ง. แต่ความสามารถนี้ จะคงอยู่ได้อีกไม่นานแล้วล่ะ.

:b6: ร่างพลังงาน เป็นร่างที่เปล่งแสงในตนเอง. ส่วนจะเปล่งแสงได้มากน้อยเพียงใด ก็ขึ้นอยู่กับลักษณะของพลังงานนั้นๆ. ถ้าเป็นร่างพลาสมาความหนาแน่นสูง ร่างนั้นก็อาจส่องสว่างคล้ายดวงอาทิตย์.

ยังมีอะไรสงสัยอีกแมะ เด็กๆ :b32: :b32: :b32:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 ต.ค. 2013, 11:27 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 ก.พ. 2010, 17:53
โพสต์: 4999

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


กรัชกาย เขียน:
โฮฮับ เขียน:
กบนอกกะลา เขียน:
ทำไม...ต้อง 6-7 ขวบ...
ทำไม...ต้องเป็นมนุษย์เป็นอย่างน้อย...
ทำไม....ทำไม..???

ฟรีสไตล์...เลยคับ :b12: :b12: :b12:


เรื่องอายุมันไม่เกี่ยว มันเป็นบัญญัติทางโลก
ถ้าพูดถึงการบรรลุธรรม มันเกี่ยวกับทาง"กายภาพ"โดยตรง

กายภาพ หมายถึงอวัยวะภายในร่างกาย ที่ใช้สำหรับการบรรลุธรรม
สมองเป็นอวัยวะที่เป็นที่เกิดแห่ง มโนทวาร
สติเกิดที่มโนทวาร สติเป็นตัวทำให้เกิดการบรรลุธรรม

มโนทวารของเด็กย่อมต้องพัฒนาไปตามกายภาพทางสมอง
นั้นหมายความว่า สมองของเด็กยังไม่เจริญพร้อมที่จะให้เกิดมโนทวาร
การบรรลุธรรมย่อมไม่เกิด

สมองของมนุษย์จะพัฒนาได้ต้องอาศัย อาหารและอากาศที่เพียงพอ
ดังนั้นการพูดถึงเด็กหรืออายุ เราต้องเอาการได้รับอาหารและอากาศมาเป็นเกนท์ไม่ใช่อายุ
เด็กในวัยเท่ากัน แต่การพัฒนาของสมองอาจแตกต่างกัน การทำงานของมโนทวารย่อมแตกต่างกันด้วย



กบ เขาน่าจะหมายถึงอายุ 6-7 ขวบ เป็นพระพระอริยะ เป็นพระอรหันต์ (คาดเดาความคิด กบ นะ เพราะเห็นพูดแนวๆนี้หลายครั้งแล้ว)

คงจะคล้ายๆโฮฮับ เกิดมาเป็นพระอหันต์กันเลยทำนองเนี่ย ฮี่ๆ


ความหมายของการบรรลุธรรม คือผู้ที่รู้เห็นสภาวะธรรมตามความเป็นจริง
ถ้าเรียกตามสถานะ เขาเรียกว่า...โสดาปฏิมรรค


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 22 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 16 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร