วันเวลาปัจจุบัน 08 เม.ย. 2020, 00:33  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 16 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 มิ.ย. 2013, 15:39 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 07 มิ.ย. 2011, 10:18
โพสต์: 590

โฮมเพจ: www.bhuddhakhun.blogspot.com
อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


มักมีคนชอบถามว่าธรรมมะคืออะไร อะไรที่เรียกว่าธรรมมะ วันนี้เอาคำสอนของหลวงพ่อ
หลวงพ่ออุดมมาแบ่งให้อ่านกัน


รูปภาพ

หลวงพ่ออุดม มหาปุญโญ วัดป่าหนองเลง


ธรรมะคือธรรมชาติของจิต ที่มีความเป็นเองตามธรรมดาของเหตุปัจจัย

ทุกสรรพสิ่งในโลกนี้ ล้วนมีความเป็นเองตามธรรมดาของเหตุปัจจัย หรือเรียกว่าสภาวธรรม เช่นความดี หรือความชั่ว ย่อมมีเหตุมีผลส่งต่อกันให้เกิดขึ้นเป็นไปตามเหตุปัจจัย ความดี ย่อมเกิดจากกุศลธรรม ส่วนความชั่ว ก็ย่อมเกิดจากอกุศลธรรม อกุศลธรรมเป็นรากเหง้าของ โลภะ โทสะ โมหะ ที่ทำให้คนประพฤติผิดไปในทางชั่ว เป็นไปในทุจริตธรรม ๓ คือ ทางกายทุจริต ทางวาจาทุจริต และทางใจทุจริต ทุจริตทั้ง ๓ อย่างไม่ควรประพฤติเพราะจะทำให้สังคมเดือดร้อน อกุศลเกิดได้อย่างไร ก็เกิดจากความไม่มีการสังวรอินทรีย์ ปล่อยให้เกิดความรู้สึกยินดียินร้ายบ้าง,ความรู้สึกพอใจหรือไม่พอใจบ้าง,ความรู้สึกชอบใจหรือไม่ชอบใจบ้าง, ความรู้สึกเหล่านี้เกิดจากการได้เห็นรูป ได้ยินเสียง ได้ดมกลิ่น ได้ลิ้มรส ได้สัมผัสทางกายมีเย็นหรือร้อนอ่อนหรือแข็ง นี่แหละคือเหตุปัจจัยให้เป็นไปในอกุศล อกุศลธรรม เป็นเหตุให้คนเรามีอัตตาและอคติมองคนในแง่ร้าย ติเตียนว่าร้ายใครๆในใจอยู่เสมอๆแม้พ่อแม่ก็ไม่เว้น และคิดพยาบาทอาฆาต คิดร้ายใครๆในใจอยู่เสมอๆ จึงเป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ตามมาให้ผล มีทุกข์ในชาตินี้ และทุกข์ในชาติหน้าด้วย

แต่เมื่อเราได้มาฝึกจิตให้มีสติ ด้วยการเจริญภาวนาในธัมมะภาวนาอยู่เสมอๆ เพื่อให้ธรรมะเป็นเครื่องรู้ของจิตจนจิตมีความรู้ตัว ก็จะเป็นเหตุให้จิตของเรามีสติพลิกกับมาเป็นฝ่ายกุศลได้ จึงไม่มีโลภะ ไม่มีโทสะ ไม่มีโมหะ ครอบงำจิต เพราะการมีสติ ก็จะทำให้เรามีความประพฤติถูกในทางความดี เป็นไปในทางสุจริตธรรม ๓ คือทางกายสุจริต ทางวาจาสุจริต และทางใจสุจริต ผู้ประพฤติสุจริตธรรมย่อมมีแต่ความเป็นสุข เพราะไม่เป็นผู้ให้โทษกับใครๆ ฉะนั้นท่านทั้งหลายไม่ควรเป็นผู้ประมาท ควรฝึกจิตของตนไว้อยู่เสมอๆให้มีสติ ด้วยการท่องธัมมะภาวนาไว้ในใจเป็นประจำในชีวิตประจำวันว่า “อย่ายินดียินร้าย...อย่าว่าร้ายใคร...อย่าคิดร้ายใคร...” จะทำให้ท่านมีสติรู้ปล่อยวางในบาปอกุศล จิตของท่านจะมีความสงบและนิ่งเป็นสุข มีสุขชาตินี้ และสุขชาติหน้าด้วย เพราะบุญกุศล ดังนี้.

.....................................................
รูปภาพ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 มิ.ย. 2013, 16:05 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 6
สมาชิก ระดับ 6
ลงทะเบียนเมื่อ: 07 ธ.ค. 2012, 16:46
โพสต์: 412

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: :b8: :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 มิ.ย. 2013, 23:18 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 18 ก.ย. 2011, 21:51
โพสต์: 4939


 ข้อมูลส่วนตัว


:b12: :b12:
ธรรมะ คือ คุณากร....ส่วนชอบสาธร ....ดุจดวงประทีปชัชวาลย์...ส่องสัตว์สันดาน....สว่างกระจ่างใจมล
ธรรมใดนับโยมรรคผล...มี 8 พึงยล อีก 9 กับทั้งนฤพาน..........
:b10:
นี่คือบทสวดมนต์ที่เราสวดกันสมัยเด็กๆ...ปัจจุบันไม่ทราบว่ายังมีอยู่หรือเปล่า?

ถ้าถามว่า ธรรมะ คืออะไร?....คำตอบจะกว้างขวางมาก...เพราะอาจไปหมายถึงธรรมชาติทั้งหลายทั้งหมด

แต่ถ้่าถามว่าธรรมะที่พระพุทธเจ้าทรงสอน คืออะไร?

คำตอบจะอยู่ในบทสวดธรรมคุณทั้่ง 6 ประการนั่นเลยทีเดียวถ้าเราแปลให้ถูกต้องตามอรรถะของบทสวด

ลองสังเกตดูกันนะครับ


ธัมมาภิคีติง
(ธรรมคุณ ๖ ประการ)
สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม, พระธรรม อันพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสไว้ดีแล้วนั้น.(คืออะไร)
สันทิฏฐิโก, เป็นสิ่งที่ ผู้มีความเห็นถูกต้อง จึงจักรู้ได้ด้วยตนเอง;(เห็นถูกต้อง สัมมาทิฏฐิ คือเห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างเป็นอนัตตา เมื่อเห็นอนัตตา ก็เห็นธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงสอน)

อะกาลิโก, เป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้ และให้ผลได้ไม่จำกัดกาล;( เวลา, สถานที่, บุคคล, เชื้อชาติ,เผ่าพันธุ์,วรรณะ,ศาสนา,ระดับการศึกษา,เพศ,วัย,การแต่งกาย)

เอหิปัสสิโก, เป็นสิ่งที่เรียกร้องให้เราเข้าไปดูอยู่เสมอ;

โอปะนะยิโก, (ความเห็นธรรม คือเห็นอนัตตานั้น)เป็นสิ่งที่ควรน้อมให้เกิดขึ้นในตัวยิ่ง ๆ ขึ้นไป (แล้วจะส่งให้ถึงความสงบเย็น คือ มรรค - ผล - นิพพาน)

ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหี ติ. เป็นสิ่งที่ผู้รู้ก็รู้ได้เฉพาะตน ดังนี้.

:b38: :b37: :b36: :b16: :b16:
:b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 มิ.ย. 2013, 09:04 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 ส.ค. 2009, 20:26
โพสต์: 1589

แนวปฏิบัติ: อรหัตตมัคค
สิ่งที่ชื่นชอบ: พระไตรปิฎก
อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว




001.jpg
001.jpg [ 32.71 KiB | เปิดดู 8738 ครั้ง ]
สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุก ๆ ท่าน

คำถามนี้จริง ๆ แล้วท่านผู้อ่านทุกท่านได้เคยฟังคำตอบกันมาบ่อยมากครับ

ก็ตอนไปงานศพ ฟังพระสวดอภิธรรมนั่นแหละครับ พระท่านได้บอกว่าธรรมะในศาสนานี้หมายถึงสิ่งใด ธรรมะคืออะไรกันอยู่แล้ว

แต่ในปัจจุบันพระท่านสวดตกหล่นไป 1 ประโยคคำถามครับ
ในความจริงพระท่านสวดว่า

กะตะเม ธัมมา ? แปลว่าธรรมะเป็นไฉน? หรือธรรมะคืออะไรนั่นเอง .

แต่พระในสมัยนี้ตอนสวดได้ตัดคำถามออกไป
พอเริ่มต้นท่านก็ตอบเลยว่า...


กุสลา ธัมมา..... ธรรมเป็นกุศล (เหตุ)
อกุสลา ธัมมา..... ธรรมเป็นอกุศล (เหตุ)
อัพยากะตา ธัมมา..... ธรรมเป็นอัพยากกะตาคือผลหรือวิบากแห่งกุศลหรืออกุศลนั้น

แล้วถามต่ออีกว่า
กะตะเม ธัมมา กุสลา ?......ธรรมเป็นกุศลเป็นไฉน ?? . .

แล้วสวดตอบต่อไปว่า....

ยัสมิง สะมะเย กามาวะจะรัง กุสะลัง จิตตัง ฯลฯ...... ได้แก่กามาวจรกุศลจิต .

ยัสมิง สะมะเย รูปาวจรัง กุสะลัง จิตตัง .....ได้แก่รูปาวจรกุศลจิต

ยัสมิง สะมะเย อรูปาวจะรัง กุสะลัง จิตตัง..... ได้แก่อรูปาวจรกุศลจิต

ยัสมิง สะมะเย โลกุตตะรัง กุสะลัง จิตตัง .....ได้แก่โลกุตตระกุศลจิตคือมัคคจิต 4 ดวง คือโสดาปัตติมัคค สกทาคามีมัคค อนาคามีมัคค และอรหัตตมัคค

ส่วนกามาวจรกุศลวิบาก
รูปาวจรกุศลวิบาก
อรูปาวจรกุศลวิบาก
และผลจิตคือโสดาปัตติผล สกทาคามีผล อนาคามีผล และอรหัตตผล
เป็นอัพยากตาธรรม
ผลคือวิบากแห่งมัคค



เพราะฉะนั้นหลักใหญ่ของธรรมะในพระพุทธศาสนา
พูดหรือแสดงเรื่องจิต หรือเรื่องขันธ์ 5 นั่นเอง

ธรรมะในพระพุทธศาสนาก็คือ จิต หรือ ขันธ์ นั่นเอง.

เพราะจิตรวมถึงขันธ์ 4 ได้แก่เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ และวิญญาณขันธ์
วิญญาณขันธ์ คือ ธรรมที่เป็นจิต
เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ คือ เจตสิก

จิตและเจตสิกเกิดร่วมเกิดพร้อมกันเสมอ

กุศลจิต หรือ ขันธ์ที่เป็นกุศล เราเรียกว่า " ธรรมะ "

ส่วน อกุศลจิต หรือ ขันธ์ที่เป็นอกุศล เราเรียกว่า " อธรรม "

นี่คือ ธรรมะ และ อธรรม ตามความหมายในพระพุทธศาสนา
ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงตลอด 45 พรรษา


ธรรมะคือขันธ์ หรือจิตครับ หรือคือองค์ธรรม / สภาวะธรรมที่เป็นกุศลที่เกิดขึ้นในจิตครับ

การปฏิบัติธรรมก็คือการฝึกจิตหรือสร้างจิตให้เป็นกุศลนั่นเอง
โดยที่สุดแล้ว ธรรมะ คืออรหัตตผลจิต หรือขันธ์ที่เป็นอรหัตตผลนั่นเอง
และเป็นธรรมรัตนะที่เรากราบไหว้บูชากันอยู่ในทุกวันนี้

โดยการปฏิบัติธรรมเราจะเน้นไปที่มัคคจิตและผลจิต อันเป็นธรรมที่เป็นไปเพื่อความหลุดพ้น เพื่อการดับขันธ์ปรินิพพาน เพื่อการไม่ต้องมาเวียนว่ายตายเกิดกันอีก

เพราะฉะนั้นโลกุตตรกุศลจิต(มัคคจิต) และโลกุตตรผลจิต(วิบากแห่งมัคค) คือธรรมะในคำสอนของพระพุทธศาสนา


รวมเป็นธรรมะ 9 ประการ มัคค 4 ผล 4 และนิพพาน 1


พระผู้มีพระภาคเจ้า คือผู้บรรลุอรหัตตผลจิต

พระองค์ทรงตรัสว่า " ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเราตถาคต "

ก็หมายถึงว่าใครก็ตามที่บรรลุ อรหัตตผลจิต ได้

บุคคลนั้นชื่อว่าได้เห็นธรรม และได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า .

ไม่ใช่การเห็นพระสรีระของพระผู้มีพระภาคเจ้า



หวังว่าท่านผู้อ่านทุกท่านคงพอจะเข้าใจนะครับ ..



เจริญในธรรมครับ.
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 มิ.ย. 2013, 09:20 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ต.ค. 2010, 12:11
โพสต์: 4974


 ข้อมูลส่วนตัว


มหาราชันย์ เขียน:




หวังว่าท่านผู้อ่านทุกท่านคงพอจะเข้าใจนะครับ ..



เจริญในธรรมครับ.


:b8: :b8: :b8:

ท่านมหาราชันย์...แจงได้ชัดเจนจังเลย...

มาแจงธรรมให้สมาชิกได้อ่านบ่อย ๆ นะคะ...

:b8: :b8: :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 มิ.ย. 2013, 09:25 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 20 มี.ค. 2010, 19:57
โพสต์: 1014

โฮมเพจ: http://www.vitwong.blogspot.com
อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


ไม่มีสิ่งใดเลย ที่ไม่ใช่ธรรมะ

แต่ข้องใจ ท่านมหาราชันย์ นิดหน่อย ตรงท่อนนี้ครับ

อ้างคำพูด:
พระองค์ทรงตรัสว่า " ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเราตถาคต "

ก็หมายถึงว่าใครก็ตามที่บรรลุ อรหัตตผลจิต ได้

บุคคลนั้นชื่อว่าได้เห็นธรรม และได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า .



จะกลาย เป็นว่า ปุถุชน คนธรรมดา ตลอดจนถึง พระอริยะบุคคล ที่ต่ำกว่า อรหันต์ ไม่มีใครเห็นธรรม เลย

.....................................................
ยังงมงาย...
เมื่อเห็นว่าพระไตรปิฏก มีส่วนถูก มีส่วนจริงแค่ 20 ถึง 30 เปอร์เซนต์ เท่านั้น

เลิกงมงาย..
เมื่อเห็นว่า พระไตรปิฏก มีส่วนถูก ส่วนจริง เกินกว่า 80 ถึง กว่า 90 เปอร์เซนต์

http://www.youtube.com/user/govit2554#g/u


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 มิ.ย. 2013, 10:24 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 5
สมาชิก ระดับ 5
ลงทะเบียนเมื่อ: 23 ก.พ. 2012, 12:01
โพสต์: 376


 ข้อมูลส่วนตัว


govit2552 เขียน:
ไม่มีสิ่งใดเลย ที่ไม่ใช่ธรรมะ

แต่ข้องใจ ท่านมหาราชันย์ นิดหน่อย ตรงท่อนนี้ครับ

อ้างคำพูด:
พระองค์ทรงตรัสว่า " ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเราตถาคต "

ก็หมายถึงว่าใครก็ตามที่บรรลุ อรหัตตผลจิต ได้

บุคคลนั้นชื่อว่าได้เห็นธรรม และได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า .



จะกลาย เป็นว่า ปุถุชน คนธรรมดา ตลอดจนถึง พระอริยะบุคคล ที่ต่ำกว่า อรหันต์ ไม่มีใครเห็นธรรม เลย


มันคันหัวใจ อยากจะขออธิบายคำว่า อรหันต์ กับ อรหัตตผลจิต นิดนึง
คือมันเหมือนกันนะสองคำนี้ แต่มันก็มีส่วนต่างกันนิดหน่อย

อรหันต์ คือ บรรลุ รู้แจ้ง หลุดพ้น ใช้เรียกพระอรหันต์ หมายถึงผู้ที่บรรลุแล้ว รู้แจ้งแล้ว หลุดพ้นแล้วในทุกๆเรื่อง

อรหัตตผลจิต คือ จิตที่เกิดจากการรู้แจ้ง คือรู้แจ้งเป็นบางเรื่อง จะเกิดกับระดับต่ำกว่าพระอรหันต์
ลงมาก็ได้

เพราะฉนั้นการเห็นตถาคต คือการระลึกได้ถึงคำสอน ระลึกได้ถึงสัจะธรรม เพราะฉนั้นหากเป็น
ระดับที่ต่ำกว่าอรหันต์ หากไม่เกิดการรู้แจ้ง ก็ยังถือว่าไม่เห็นตถาคต

ยกตัวอย่างง่ายๆ

มีคนบอกว่ามะนาวนั้นมีรสเปรี้ยว เราก็ฟังเขามา ไม่เคยกินเอง เราก็ว่าเปรี้ยวตามเขา
เขาว่าเปรี้ยวก็เปรี้ยว แต่ในใจยังไม่รู้แจ้ง ยังสงสัยว่าเป็นอย่างเขาว่าหรือไม่ เพราะไม่
เคยได้ลิ้มลองมะนาว จนกว่าเราจะได้กินเอง เมื่อนั้นเราจะเข้าใจถึงรสชาติของมะนาว
เมื่อเราได้สัมผัสรสชาดของมะนาวแล้วเราจึงจะรู้แจ้งว่ามะนาวนั้นเปรี้ยวหรือไม่ ที่ว่าเปรี้ยว
เปรี้ยวอย่างไร เปรี้ยวจี๊ด หรือเปรี้ยวซ่า คือเราสามารถเข้าใจได้ อธิบายได้ รู้แจ้งถึง
รสชาดของมะนาว

เข้าใจหรือยังล่ะ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 มิ.ย. 2013, 14:38 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 ส.ค. 2009, 20:26
โพสต์: 1589

แนวปฏิบัติ: อรหัตตมัคค
สิ่งที่ชื่นชอบ: พระไตรปิฎก
อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


พระองค์ทรงตรัสว่า " ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเราตถาคต "

ก็หมายถึงว่าใครก็ตามที่บรรลุ อรหัตตผลจิต ได้

บุคคลนั้นชื่อว่าได้เห็นธรรม และได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า .


สวัสดีครับ
ขอทำความเข้าใจก่อนนะครับ

" ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเราตถาคต "
พระพุทธเจ้าคือบุคคลผู้บรรลุอรหัตตผลแล้วครับ
ประโยคนี้จึงต้องเห็นทั้งธรรม และเห็นทั้งพระตถาคต ก็มีแต่เห็นอรหัตตผลเท่านั้น

ส่วนคำว่า "เห็นธรรม" อันนี้จะกว้างออกไปอีกครับ
อาจเห็นเพียงธรรมะ อย่างเดียว ไม่เห็นพระตถาคตก็ได้ครับ
หรือเห็นทั้งธรรมหรือเห็นทั้งพระตถาคตก็ได้
เช่นในบทสวดธัมมจักร ท่านอัญญาโกณฑัญญะบรรลุ โสดาบัติผล
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสรับรองว่า ท่านอัญญาโกณฑัญญะมีดวงตาเห็นธรรม

ดังนั้นตั้งแต่ท่านผู้อ่านเริ่มมีปีติสุขโสมนัสสัทธาให้ทาน รักษาศีล บรรลุรูฌาน ๔
อรูปฌาน ๔ อริยะมัคค ๔ อริยะผล ๓ ผู้นั้นเรียกว่ามีดวงตาเห็นธรรมครับ แต่ยังไม่เห็นพระตถาคต
ต่อเมื่อใด บรรลุอริยะผลที่ ๔ คืออรหัตตผล จึงเห็นทั้งธรรม เห็นทั้งพระตถคตครับ


ดังนั้นพระองค์ทรงตรัสว่า " ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเราตถาคต "

ก็หมายถึงว่าใครก็ตามที่บรรลุ อรหัตตผลจิต ได้

บุคคลนั้นชื่อว่าได้เห็นธรรม และได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า


มีความหมายตามพระองค์ทรงตรัสว่า " ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเราตถาคต "
ผมอธิบายประโยคนี้ครับ

แยกกันให้ดีนะครับระหว่าง เห็นธรรม
กับเห็นทั้งธรรมเห็นทั้งตถาคต ต่างกันอย่างไร ?

หวังว่าคงพอเข้าใจนะครับ

เจริญในธรรมครับ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 มิ.ย. 2013, 18:48 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 20 มี.ค. 2010, 19:57
โพสต์: 1014

โฮมเพจ: http://www.vitwong.blogspot.com
อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


คุณหญิงไทยครับ ขอหลักฐาน ด้วยครับ ที่คนธรรมดา หรือพระอริยเจ้าชั้นต่ำกว่า อนาคามีบุคคล
จะ มีอรหัตตมัคคจิต เกิดได้หลายครั้ง
น่าจะเกิดได้ครั้งเดียว เท่านั้นนะครับ
คือ เมื่ออรหัตตมัคคจิต เกิดขึ้นตั้งอยู่แล้วดับไป จิตต่อไปคือ อรหัตตผลจิต
ผมรู้สึกว่า น่าจะเกิดได้แค่ครั้งเดียวในสังสารวัฏนะครับ
ยังไงก็ขอหลักฐาน ด้วยนะครับ

อ้างคำพูด:
อรหัตตมัคคจิต คู่กับ อรหัตตผลจิต

อรหัตตมัคคจิต มาจากคำว่า อรหัตต (ผู้ควรบูชายิ่ง) + มัคค (ทาง) + จิต รวมแปลความว่า จิตถึงซึ่งทางที่เป็นผู้ควรแก่การบูชาเป็นอย่างยิ่ง

อรหัตตมัคคจิต เกิดขึ้นแก่บุคคลใด บุคคลนั้นได้ชื่อว่า อรหัตตมัคคบุคคล

อรหัตตผลจิต เกิดขึ้นแก่บุคคลใด บุคคลนั้นได้ชื่อว่า อรหัตตผลบุคคล

อรหัตตผลบุคคลนี่แหละ เรียกว่า พระอรหันต์ เป็นพระขีณาสพ คือผู้ที่สิ้นอาสวะกิเลสแล้ว เป็นอเสกขบุคคล คือบุคคลที่ไม่ต้องศึกษา ไม่ต้องปฏิบัติอีกแล้ว เพราะบริสุทธิหมดจดสิ้นเชิงแล้ว

.....................................................
ยังงมงาย...
เมื่อเห็นว่าพระไตรปิฏก มีส่วนถูก มีส่วนจริงแค่ 20 ถึง 30 เปอร์เซนต์ เท่านั้น

เลิกงมงาย..
เมื่อเห็นว่า พระไตรปิฏก มีส่วนถูก ส่วนจริง เกินกว่า 80 ถึง กว่า 90 เปอร์เซนต์

http://www.youtube.com/user/govit2554#g/u


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 มิ.ย. 2013, 19:18 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 20 มี.ค. 2010, 19:57
โพสต์: 1014

โฮมเพจ: http://www.vitwong.blogspot.com
อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


อ้างคำพูด:
อรหัตตมัคคจิต เกิดขึ้นขณะเดียวในสังสารวัฏฏ์ ทำกิจดับกิเลสที่

เหลืออยู่ทั้งหมด เมื่ออรหัตตมัคคจิตดับแล้วอรหัตตผลจิต ก็เกิดสืบต่อมีพระ

นิพพานเป็นอารมณ์ โดยเป็นจิตที่ดับกิเลสหมดสิ้นแล้ว

.....................................................
ยังงมงาย...
เมื่อเห็นว่าพระไตรปิฏก มีส่วนถูก มีส่วนจริงแค่ 20 ถึง 30 เปอร์เซนต์ เท่านั้น

เลิกงมงาย..
เมื่อเห็นว่า พระไตรปิฏก มีส่วนถูก ส่วนจริง เกินกว่า 80 ถึง กว่า 90 เปอร์เซนต์

http://www.youtube.com/user/govit2554#g/u


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 มิ.ย. 2013, 00:20 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 เม.ย. 2010, 08:10
โพสต์: 2787

แนวปฏิบัติ: ขันธ์5ด้วยการสังเกตุ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ และอินทรีย์22
สิ่งที่ชื่นชอบ: พระสุตตันตปิฎก
อายุ: 0
ที่อยู่: ระยอง อุบลราชธานี

 ข้อมูลส่วนตัว


ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา ความเห็นผมคือ ธรรมคือ ความทุกข์ ธรรมะคือแนวทางกุศลหรือ มรรค ผู้ที่เห็นธรรมคือผู้ที่เห็นทุกข์ เหมือนพระพุทธเจ้า ที่เห็นว่าธรรมทั้งปวงนั้นเป็นทุกข์ ครับผม

.....................................................
อย่าท้อถอยต่อการปฏิบัติ อย่าปล่อยให้ความขุ่นเคืองเข้าแทรก สร้างพลังด้วยคำสอนของพระพุทธเจ้า รำลึกและตอบแทนพระคุณมารดา และบิดา มองโลกด้วยใจเป็นกลาง ระลึกเสมอว่าเรายังด้อยปัญญาหากยังไม่ได้ปัญญา


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 มิ.ย. 2013, 04:05 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 ก.พ. 2010, 17:53
โพสต์: 4999

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


มหาราชันย์ เขียน:
พระองค์ทรงตรัสว่า " ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเราตถาคต "
ก็หมายถึงว่าใครก็ตามที่บรรลุ อรหัตตผลจิต ได้
บุคคลนั้นชื่อว่าได้เห็นธรรม และได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า .

สวัสดีครับ
ขอทำความเข้าใจก่อนนะครับ

" ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเราตถาคต "
พระพุทธเจ้าคือบุคคลผู้บรรลุอรหัตตผลแล้วครับ
ประโยคนี้จึงต้องเห็นทั้งธรรม และเห็นทั้งพระตถาคต ก็มีแต่เห็นอรหัตตผลเท่านั้น

ส่วนคำว่า "เห็นธรรม" อันนี้จะกว้างออกไปอีกครับ
อาจเห็นเพียงธรรมะ อย่างเดียว ไม่เห็นพระตถาคตก็ได้ครับ
หรือเห็นทั้งธรรมหรือเห็นทั้งพระตถาคตก็ได้


คุณมหาราชันย์ครับ คุณกำลังสับสนครับ ก่อนที่จะพูดถึงพุทธพจน์ใด
ต้องพิจารณาพุทธพจน์นั้นเสียก่อนว่ามีที่มาจากพระสูตรใด แล้วพิจารณาอรรถว่า เหตุใดพระพุทธ
องค์จึงได้กล่าวพุทธพจน์นั้น....อย่าแปลพุทธพจน์ด้วยคำศัพท์หรือบัญญัติครับ

พุทธพจน์ที่ว่า"ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเราตถาคต"
ว่าโดยอรรถแล้ว มันมีความหมายที่ตรงข้ามกับสิ่งที่คุณมหาราชันกำลังเข้าใจ
มันไม่ใช้การเห็นธรรมแล้วจะเห็นพระพุทธเจ้าหรือเห็นพระอรหันต์อะไรทั้งนั้น

ว่ากันตรงๆแล้ว อาจจะกล่าวได้ว่า...ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นจะไม่ต้องการเห็นพระพุทธเจ้า
ที่ว่าไม่ต้องการเห็นพระพุทธเจ้า นั้นก็คือหมดความอยากที่จะเห็นครับ

สรุปการเห็นธรรมก็คือ การไม่ต้องการเห็นหรือยึดมั่นถือมั่นในรูปของพระพุทธเจ้า


ที่มา วักกลิสูตร.....http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v ... 680&Z=2799

ท่านวักกลิหลงไหลในรูปของพระพุทธเจ้า พระพุทธองค์รู้ได้จึงแก้กิเลสนี้ให้แก่ท่านวักกลิ
ด้วยเรื่อง ความไม่เที่ยงของรูปขันธ์ และขันธ์ห้า เพื่อที่จะให้ท่านวักกลิ ปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่น
ในรูปขันธ์ อันเกิดจากการได้เห็นสังขารกายของพระพุทธเจ้า


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 มิ.ย. 2013, 07:10 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 ส.ค. 2009, 20:26
โพสต์: 1589

แนวปฏิบัติ: อรหัตตมัคค
สิ่งที่ชื่นชอบ: พระไตรปิฎก
อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


เชิญตามสบายครับคุณ โฮฮับ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 มิ.ย. 2013, 09:44 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 6
สมาชิก ระดับ 6
ลงทะเบียนเมื่อ: 07 ธ.ค. 2012, 16:46
โพสต์: 412

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา

ก็คือเห็น พุทธะ

พุทธะ คือ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน

ใครมองเห็น ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานในตน ผู้นั้นก็เหมือนได้เจอ พุทธะแล้ว

เพราะจิตของพุทธะ เป็นเช่นนี้

ตามความคิดของผมนะครับ :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 มิ.ย. 2013, 11:47 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 1
สมาชิก ระดับ 1
ลงทะเบียนเมื่อ: 21 พ.ค. 2010, 12:03
โพสต์: 11

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ธรรมะ คือ ทุกสิ่ง ทุกอย่าง

onion onion onion onion onion onion onion


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 16 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 4 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร