วันเวลาปัจจุบัน 03 ธ.ค. 2020, 14:12  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 92 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2, 3, 4, 5 ... 7  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 09 พ.ค. 2013, 14:56 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 20 มี.ค. 2010, 19:57
โพสต์: 1014

โฮมเพจ: http://www.vitwong.blogspot.com
อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


อนัตตา หมายถึง ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เราเขา
แต่... สิ่งที่ถูกระบุว่า เป็นอนัตตาบางอย่าง เกิด แก่ เจ็บ ตาย ยืน เดิน นั่ง นอน วิ่ง พูด หัวเราะ ร้องไห้ ได้
หรือแม้แต่ อนัตตาบางอย่าง ก็ บินได้ เช่น นก แมลงมีปีก หรือเครื่องบิน จรวด เป็นต้น
อนัตตาบางอย่าง แปลงร่างได้ กลายร่างได้ เช่น น้ำกลายเป็นน้ำแข็ง
อนัตตาบางอย่าง หายตัวได้ เช่น น้ำกลายเป็นไอ หายไปในอากาศ ฝ้าที่ติด อยู่ที่กระจก หายไปเมื่อโดนแดดส่องสักพัก เป็นต้น
อนัตตาบางอย่าง เจริญเติบโตได้ ออกลูกออกหลานได้ แบ่งตัวได้
เช่น ต้นไม้ ทีแรกเป็นเมล็ด ต่อมาก็โตเป็นต้นไม้ใหญ่ ต่อมาก็ออกดอก ต่อมาก็เป็นผล ต่อมาก็ร่วงหล่น
ความเป็นอนัตตา มันมีสิ่งที่วิจิตร พิศดาร เยอะแยะ
อนัตตา บางอย่าง เปล่ง แสงได้ เช่น หลอดไฟต่างๆ
อนัตตา บางอย่าง คนเรามองไม่ทัน เช่น การกระพริบของหลอดไฟที่เร็วเกินค่าๆ หนึ่ง
อนัตตา บางอย่าง มันหลอกลวงประสาทสัมผัสของเรา เช่น ความคาว ที่ถูกปรุงด้วยโน่นนี่นั่น จนหอม แล้วเราก็กินลงไป อย่างเอร็ดอร่อย
มีอนัตตาบางอย่าง ที่เครื่องมือวิทยาศาสตร์ ไม่ตรวจจับได้ เช่น กลิ่น
เครื่องตรวจ กลิ่นหอม ................ มีหรือไม่
เครื่องตรวจ กลิ่นเหม็น ............... มีหรือไม่
เครื่องตรวจความเป็นชาย ความเป็นหญิง แค่เอามือแตะโปร๊บ เครื่องก็ระบุได้ว่า หญิง ว่าชาย
เครื่องตรวจความ รัก โลภ โกรธ หลง แค่เข้าใกล้ เครื่องก็จะบ่งบอกว่า คนๆ นั้น มีอารมณ์ รัก โลภ โกรธ หลง
เครื่องตรวจวัดความหิว กระหาย เอามือสัมผัสเครื่อง ก็จะบ่งบอกว่า หิว หรือ กระหาย หรือปกติ

มีอนัตตา หลายอย่าง รอการพิสูจน์ จากนักวิทยาศาสตร์เยอะแยะ

โดยใช้คำๆ นี้คือ สิ่งมหัศจรรย์ สิ่งลี้ลับ สิ่งเหนือความคาดหมาย สิ่งที่ต้องพิสูจน์ สิ่งเร้นลับ

.....................................................
ยังงมงาย...
เมื่อเห็นว่าพระไตรปิฏก มีส่วนถูก มีส่วนจริงแค่ 20 ถึง 30 เปอร์เซนต์ เท่านั้น

เลิกงมงาย..
เมื่อเห็นว่า พระไตรปิฏก มีส่วนถูก ส่วนจริง เกินกว่า 80 ถึง กว่า 90 เปอร์เซนต์

http://www.youtube.com/user/govit2554#g/u


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 09 พ.ค. 2013, 15:08 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 เม.ย. 2010, 08:10
โพสต์: 2812

แนวปฏิบัติ: ขันธ์5ด้วยการสังเกตุ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ และอินทรีย์22
สิ่งที่ชื่นชอบ: พระสุตตันตปิฎก
อายุ: 0
ที่อยู่: ระยอง อุบลราชธานี

 ข้อมูลส่วนตัว


ถูกใจมากเลยครับ

.....................................................
อย่าท้อถอยต่อการปฏิบัติ อย่าปล่อยให้ความขุ่นเคืองเข้าแทรก สร้างพลังด้วยคำสอนของพระพุทธเจ้า รำลึกและตอบแทนพระคุณมารดา และบิดา มองโลกด้วยใจเป็นกลาง ระลึกเสมอว่าเรายังด้อยปัญญาหากยังไม่ได้ปัญญา


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 09 พ.ค. 2013, 15:10 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 ก.พ. 2012, 12:27
โพสต์: 2372

แนวปฏิบัติ: ปฏิจจสมุปบาท และกรรมฐาน
งานอดิเรก: สวดมนต์รภาวนา
อายุ: 27

 ข้อมูลส่วนตัว


ใช่เลยค่ะ :b35:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 09 พ.ค. 2013, 15:18 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 ก.พ. 2012, 12:27
โพสต์: 2372

แนวปฏิบัติ: ปฏิจจสมุปบาท และกรรมฐาน
งานอดิเรก: สวดมนต์รภาวนา
อายุ: 27

 ข้อมูลส่วนตัว


นอกเรื่องนิดนึง นักวิทยาศาสตร์เค้ามีเครื่องตรวจจับพลังงานบางอย่างในอากาศ เครื่องจะดังตื๊ดๆตามความถี่ ใกล้หรือไกล ถ้าพลังงานนั้นเข้ามาใกล้บริเวณเครื่องตรวจจับยิ่งจะดังถี่ขึ้นเรื่อย คือมันเป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นนะค่ะ สิ่งที่เราไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า อยากได้มาไว้ติดในห้องนอนตัวเองจัง 555 :b12:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 09 พ.ค. 2013, 22:58 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 20 มี.ค. 2010, 19:57
โพสต์: 1014

โฮมเพจ: http://www.vitwong.blogspot.com
อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


:b53:
ครับ พอดีนึกได้ ว่า ยังมีอนัตตาบางอย่าง
เช่น คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
คนเราจะสามารถมองเห็นได้ เพียงช่วงความถี่แสงเท่านั้น ถ้าความถี่ต่ำกว่านั้น หรือสูงกว่า ก็จะมองไม่เห็น

ทั้งๆ ที่มันมีอยู่ แต่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น ยกตัวอย่างเช่น รังสีเอกซเรย์ คลื่นวิทยุ คลื่นโทรทัศน์ รังสีอินฟาเรด เป็นต้น

คลื่นเสียง เป็นคลื่นทางกล เป็นความสั่นสะเทือนของอากาศ มนุษย์เราก็รับฟังได้อยู่ในช่วงแคบๆ เช่นกัน ที่ความถี่ 20-20000 hz ถ้าสูงกว่า หรือต่ำกว่านี้ ก็ไม่ได้ยิน

ปฏิเสธไม่ได้ ว่า มีสัตว์บางชนิด รู้สิ่งที่เราไม่รู้ สัมผัสได้กว่าสิ่งที่เราสัมผัสได้
เช่น ประสาทหูของสัตว์บางชนิด ได้ยินเสียง ณ ความถี่คนละช่วงกับของมนุษย์ เช่น หนู แมลงสาบ
จึงได้มีคนหัวใส ทำเครื่องส่งเสียง ไล่หนู ไล่แมลงสาบ ออกขาย

ค้างคาวบิน ได้คล่องในเวลากลางคืน แสดงว่า มีความสามารถพิเศษอะไรบางอย่าง

เหล่านี้ ล้วนเป็นอนัตตา

.....................................................
ยังงมงาย...
เมื่อเห็นว่าพระไตรปิฏก มีส่วนถูก มีส่วนจริงแค่ 20 ถึง 30 เปอร์เซนต์ เท่านั้น

เลิกงมงาย..
เมื่อเห็นว่า พระไตรปิฏก มีส่วนถูก ส่วนจริง เกินกว่า 80 ถึง กว่า 90 เปอร์เซนต์

http://www.youtube.com/user/govit2554#g/u


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 10 พ.ค. 2013, 04:03 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 ก.พ. 2010, 17:53
โพสต์: 4999

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


govit2552 เขียน:
อนัตตา หมายถึง ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เราเขา
แต่... สิ่งที่ถูกระบุว่า เป็นอนัตตาบางอย่าง เกิด แก่ เจ็บ ตาย ยืน เดิน นั่ง นอน วิ่ง พูด หัวเราะ ร้องไห้ ได้

อธิบายความไร้หลักเกณท์ ใช้คำพูดที่ย้อนแย้งกันเอง
เริ่มต้นบอกว่า...........อนัตตา หมายถึงไม่ใช่สัตว์ บุคคลตัวตน เราเขา
ฟังดูแล้วมันทะแม่งมั้ยล่ะ
ผมว่าจขกทไม่เข้าการใช้ภาษา หรือไม่ก็เอาธรรมมาพูดโดยขาดความเข้าใจ

คุณโกวิทครับ ถ้าคุณจะมาบอกความหมายของ อนัตตา
คุณต้องบอกลงไปเลยว่า อนัตตาหมายถึงอะไร นั้นก็คือบอกในสิ่งที่..."ใช่"
ไม่ใช่มาบอกในสิ่งที่...."ไม่ใช่" คำว่าไม่ใช่เอาไว้สำหรับคู่สนทนา
มันมีเยี่ยงอย่างที่ไหนกันครับ "พูดเองปฏิเสธเอง"
สรุป อนัตตาในความเห็นของคุณคืออะไรครับ

govit2552 เขียน:
อนัตตา หมายถึง ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เราเขา
แต่... สิ่งที่ถูกระบุว่า เป็นอนัตตาบางอย่าง เกิด แก่ เจ็บ ตาย ยืน เดิน นั่ง นอน วิ่ง พูด หัวเราะ ร้องไห้ ได้
หรือแม้แต่ อนัตตาบางอย่าง ก็ บินได้ เช่น นก แมลงมีปีก หรือเครื่องบิน จรวด เป็นต้น

อะไรกันครับ ก็บอกเองว่า อนัตตาไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เราเขา
ตอนนี้มาบอกว่า นก แมลงฯลฯ
govit2552 เขียน:
อนัตตาบางอย่าง แปลงร่างได้ กลายร่างได้ เช่น น้ำกลายเป็นน้ำแข็ง
อนัตตาบางอย่าง หายตัวได้ เช่น น้ำกลายเป็นไอ หายไปในอากาศ ฝ้าที่ติด อยู่ที่กระจก หายไปเมื่อโดนแดดส่องสักพัก เป็นต้น
อนัตตาบางอย่าง เจริญเติบโตได้ ออกลูกออกหลานได้ แบ่งตัวได้
เช่น ต้นไม้ ทีแรกเป็นเมล็ด ต่อมาก็โตเป็นต้นไม้ใหญ่ ต่อมาก็ออกดอก ต่อมาก็เป็นผล ต่อมาก็ร่วงหล่น
ความเป็นอนัตตา มันมีสิ่งที่วิจิตร พิศดาร เยอะแยะ
อนัตตา บางอย่าง เปล่ง แสงได้ เช่น หลอดไฟต่างๆ
อนัตตา บางอย่าง คนเรามองไม่ทัน เช่น การกระพริบของหลอดไฟที่เร็วเกินค่าๆ หนึ่ง
อนัตตา บางอย่าง มันหลอกลวงประสาทสัมผัสของเรา เช่น ความคาว ที่ถูกปรุงด้วยโน่นนี่นั่น จนหอม แล้วเราก็กินลงไป อย่างเอร็ดอร่อย


คุณโกวิท พูดธรรมโดยขาดความเข้าใจ "อนัตตา"หรือ"อนัตตาธรรม" เราต้องแยกแยะให้ดีว่า
สิ่งไหนเป็นธรรม สิ่งไหนเป็นอนัตตา

คำนามที่คุณยกมา เช่น น้ำ นก แมลงฯลฯ สิ่งเหล่านี้ล้วนเรียกว่า...ธรรม
ส่วนความหมายของ อนัตตาก็คือ ลักษณะที่แปรเปลี่ยนไปตามเหตุปัจจัยของธรรมนั้นๆ

คุณเอาธรรมกับลักษณะของธรรมมาพูดผสมปนเป จนผิดไปจากหลักความจริงครับ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 10 พ.ค. 2013, 04:14 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 ก.พ. 2010, 17:53
โพสต์: 4999

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


govit2552 เขียน:
:b53:
ครับ พอดีนึกได้ ว่า ยังมีอนัตตาบางอย่าง
เช่น คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
คนเราจะสามารถมองเห็นได้ เพียงช่วงความถี่แสงเท่านั้น ถ้าความถี่ต่ำกว่านั้น หรือสูงกว่า ก็จะมองไม่เห็น

ทั้งๆ ที่มันมีอยู่ แต่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น ยกตัวอย่างเช่น รังสีเอกซเรย์ คลื่นวิทยุ คลื่นโทรทัศน์ รังสีอินฟาเรด เป็นต้น

คลื่นเสียง เป็นคลื่นทางกล เป็นความสั่นสะเทือนของอากาศ มนุษย์เราก็รับฟังได้อยู่ในช่วงแคบๆ เช่นกัน ที่ความถี่ 20-20000 hz ถ้าสูงกว่า หรือต่ำกว่านี้ ก็ไม่ได้ยิน

ปฏิเสธไม่ได้ ว่า มีสัตว์บางชนิด รู้สิ่งที่เราไม่รู้ สัมผัสได้กว่าสิ่งที่เราสัมผัสได้
เช่น ประสาทหูของสัตว์บางชนิด ได้ยินเสียง ณ ความถี่คนละช่วงกับของมนุษย์ เช่น หนู แมลงสาบ
จึงได้มีคนหัวใส ทำเครื่องส่งเสียง ไล่หนู ไล่แมลงสาบ ออกขาย

ค้างคาวบิน ได้คล่องในเวลากลางคืน แสดงว่า มีความสามารถพิเศษอะไรบางอย่าง

เหล่านี้ ล้วนเป็นอนัตตา

เละแล้วคุณโกวิท ที่คุณพูดมาทั้งหมด เขาเรียกว่า.."สังขาร"
ลักษณะที่คุณพูดมา เป็นการยึดมั่นถือมั่นใน รูปขันธ์ของสัตว์โลก
ที่มนุษย์และเดรัจฉาน มีคุณสมบัติที่แตกต่างกันเป็นเพราะ จิตที่ไปปรุงแต่งรูปธรรม
มันไม่เหมือนกัน ถ้าจิตหมดการปรุงแต่ง คุณสมบัติของสัตว์โลกย่อมไม่แตกต่าง
นั้นก็คือ ความเป็นอนัตตาธรรม


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 10 พ.ค. 2013, 04:16 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 ก.พ. 2010, 17:53
โพสต์: 4999

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


nongkong เขียน:
ใช่เลยค่ะ :b35:

ยัยคนนี้ชอบเป็นหางเครื่อง แบบนี้เมื่อไรถึงจะได้เป็นนักร้อง
เชียร์เรื่อยเปื่อยแบบนี้ไม่ไหวจะเคลียร์ :b6:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 10 พ.ค. 2013, 05:52 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 20 มี.ค. 2010, 19:57
โพสต์: 1014

โฮมเพจ: http://www.vitwong.blogspot.com
อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


แล้วสังขาร ไม่ใช่ อนัตตา หรือ ท่านโฮฮับ

อย่าลืมว่า สัพเพ ธัมมา อนัตตา
ทุกสิ่งทุกอย่าง ล้วนเป็นอนัตตา

ทุกสิ่ง ทุกอย่าง ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา

นก ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เราเขา
หมา ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เราเขา
คน ไม่ใช่บุคคล สัตว์ ตัวตน เราเขา

คน ไม่ใช่ คน....................................ชื่อหนัง :b12:

.....................................................
ยังงมงาย...
เมื่อเห็นว่าพระไตรปิฏก มีส่วนถูก มีส่วนจริงแค่ 20 ถึง 30 เปอร์เซนต์ เท่านั้น

เลิกงมงาย..
เมื่อเห็นว่า พระไตรปิฏก มีส่วนถูก ส่วนจริง เกินกว่า 80 ถึง กว่า 90 เปอร์เซนต์

http://www.youtube.com/user/govit2554#g/u


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 10 พ.ค. 2013, 12:41 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ส.ค. 2010, 18:54
โพสต์: 615

สิ่งที่ชื่นชอบ: พระไตรปิฏก อรรถกถา
ชื่อเล่น: พุทธฏีกา
อายุ: 0
ที่อยู่: ดอยสัพพัญญู

 ข้อมูลส่วนตัว www


govit2552 เขียน:
อย่าลืมว่า สัพเพ ธัมมา อนัตตา
ทุกสิ่งทุกอย่าง ล้วนเป็นอนัตตา

สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตาติ ยทา ปญฺญาย ปสฺสติ
อถ นิพฺพินฺทติ ทุกฺเข เอส มคฺโค วิสุทฺธิยา.
เมื่อใด บัณฑิตย่อมเห็นด้วยปัญญาว่า ‘ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา’
เมื่อนั้น ย่อมหน่ายในทุกข์, ความหน่ายในทุกข์ นั่นเป็นทาง
แห่งความหมดจด.

แก้อรรถ

บรรดาบทเหล่านั้น สองบทว่า สพฺเพ ธมฺมา พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประสงค์เอาขันธ์ ๕ นี้เอง.



http://www.84000.org/tipitaka/attha/att ... 5&i=30&p=2


๒. เรื่องภิกษุ ๕๐๐ รูปอื่นอีก [๒๐๕]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภภิกษุ ๕๐๐ รูป ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า "สพฺเพ สงฺขารา" เป็นต้น.

ภิกษุเรียนกัมมัฏฐาน
ดังได้สดับมา ภิกษุเหล่านั้นเรียนกัมมัฏฐานในสำนักพระศาสดาแล้ว แม้พากเพียรพยายามอยู่ในป่า ก็ไม่บรรลุพระอรหัต จึงคิดว่า "เราจักเรียนกัมมัฏฐานให้วิเศษ" ดังนี้แล้ว ได้ไปสู่สำนักพระศาสดา.

ทางแห่งความหมดจด
พระศาสดาทรงพิจารณาว่า "กัมมัฏฐานอะไรหนอแล เป็นที่สบายของภิกษุเหล่านี้?" จึงทรงดำริว่า "ภิกษุเหล่านี้ ในกาลแห่งพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่ากัสสป ตามประกอบแล้วในอนิจจลักษณะ สิ้นสองหมื่นปี, เพราะฉะนั้น การแสดงคาถาด้วยอนิจจลักษณะนั้นแลแก่เธอทั้งหลาย สัก ๑ คาถาย่อมควร" ดังนี้แล้ว
ตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย สังขารแม้ทั้งปวงในภพทั้งหลายมีกามภพเป็นต้น เป็นสภาพไม่เที่ยงเลย เพราะอรรถว่ามีแล้วไม่มี"
ดังนี้แล้ว จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :-
๒. สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจาติ ยทา ปญฺญาย ปสฺสติ
อถ นิพฺพินฺทติ ทุกฺเข เอส มคฺโค วิสุทฺธิยา.
เมื่อใด บัณฑิตย่อมเห็นด้วยปัญญาว่า 'สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง'
เมื่อนั้น ย่อมหน่ายในทุกข์, ความหน่ายในทุกข์ นั่นเป็นทาง
แห่งความหมดจด.

แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น หลายบทว่า สพฺเพ สงฺขารา เป็นต้น ความว่า เมื่อใดบัณฑิตย่อมเห็นด้วยวิปัสสนาปัญญาว่า "ขันธ์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นแล้วในภพทั้งหลายมีกามภพเป็นต้น ชื่อว่าไม่เที่ยง เพราะต้องดับในภพนั้นๆ เอง" เมื่อนั้นย่อมหน่ายในทุกข์อันเนื่องด้วยการบริหารขันธ์นี้, เมื่อหน่ายย่อมแทงตลอดสัจจะทั้งหลาย ด้วยสามารถแห่งกิจ มีการกำหนดรู้ทุกข์เป็นต้น.
บาทพระคาถาว่า เอส มคฺโค วิสุทฺธิยา ความว่า ความหน่ายในทุกข์ นั่นเป็นทางแห่งความหมดจด คือแห่งความผ่องแผ้ว.
ในเวลาจบเทศนา ภิกษุเหล่านั้นตั้งอยู่ในพระอรหัตผลแล้ว.
เทศนาได้สำเร็จประโยชน์แม้แก่บริษัทที่ประชุมกันแล้ว ดังนี้แล.

เรื่องภิกษุ ๕๐๐ รูปอื่นอีก จบ.

แม้ในพระคาถาที่ ๒ เรื่องก็อย่างนั้นเหมือนกัน.
ก็ในกาลนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบความที่ภิกษุเหล่านั้นทำความเพียรในอันกำหนดสังขารโดยความเป็นทุกข์แล้ว
ตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย ขันธ์แม้ทั้งปวงเป็นทุกข์แท้ เพราะอรรถว่าถูกทุกข์บีบคั้น"
ดังนี้แล้ว จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :-
สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขาติ ยทา ปญฺญาย ปสฺสติ
อถ นิพฺพินฺทติ ทุกฺเข เอส มคฺโค วิสุทฺธิยา.
เมื่อใด บัณฑิตย่อมเห็นด้วยปัญญาว่า 'สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์'
เมื่อนั้น ย่อมหน่ายในทุกข์, ความหน่ายในทุกข์ นั่นเป็นทาง
แห่งความหมดจด.

แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทุกฺขา ความว่า ชื่อว่าเป็นทุกข์ เพราะอรรถว่าถูกทุกข์บีบคั้น.
บทที่เหลือ ก็เช่นกับบทอันมีในก่อนนั่นแล.
แม้ในพระคาถาที่ ๓ ก็มีนัยเช่นนั้นเหมือนกัน.
ก็ในพระคาถาที่ ๓ นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบความที่ภิกษุเหล่านั้นเป็นผู้ตามประกอบแล้วในอันกำหนดสังขาร โดยความเป็นอนัตตา ในกาลก่อนอย่างสิ้นเชิงแล้ว
ตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย ขันธ์แม้ทั้งปวงเป็นอนัตตาแท้ เพราะอรรถว่าไม่เป็นไปในอำนาจ"
ดังนี้แล้ว จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :-
สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตาติ ยทา ปญฺญาย ปสฺสติ
อถ นิพฺพินฺทติ ทุกฺเข เอส มคฺโค วิสุทฺธิยา.
เมื่อใด บัณฑิตย่อมเห็นด้วยปัญญาว่า ‘ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา’
เมื่อนั้น ย่อมหน่ายในทุกข์, ความหน่ายในทุกข์ นั่นเป็นทาง
แห่งความหมดจด.

แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น สองบทว่า สพฺเพ ธมฺมา พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประสงค์เอาขันธ์ ๕ นี้เอง.
บทว่า อนตฺตา ความว่า ชื่อว่า อนัตตา คือว่างเปล่า ไม่มีเจ้าของ ได้แก่ไม่มีอิสระ เพราะอรรถว่าไม่เป็นไปในอำนาจ เพราะใครๆ ไม่อาจให้เป็นไปในอำนาจว่า "ธรรมทั้งปวงจงอย่าแก่ จงอย่าตาย."
บทที่เหลือ ก็เช่นกับบทที่มีแล้วในก่อนนั่นเอง ดังนี้แล.

เรื่องภิกษุ ๕๐๐ รูปอื่นอีก จบ.

.....................................................
39777.กฎกติกา มารยาท และบทลงโทษ ในการใช้บอร์ด

42529.สีลัพพตปรามาส - สีลัพพตุปาทาน (สมเด็จพระญาณสังวรฯ)
44772.e-Book สัมมาทิฏฐิ ตามพระเถราธิบายของท่านพระสารีบุตรเถระ
พระไตรปิฎกมาแล้ว อรรถกถาอยู่ตรงไหน ตอนที่ 1 (ลานธรรมเสวนา)
พระไตรปิฎกมาแล้ว อรรถกถาอยู่ตรงไหน ตอนที่ 2 (ลานธรรมเสวนา)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 10 พ.ค. 2013, 12:42 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ส.ค. 2010, 18:54
โพสต์: 615

สิ่งที่ชื่นชอบ: พระไตรปิฏก อรรถกถา
ชื่อเล่น: พุทธฏีกา
อายุ: 0
ที่อยู่: ดอยสัพพัญญู

 ข้อมูลส่วนตัว www


govit2552 เขียน:
อนัตตา หมายถึง ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เราเขา
แต่... สิ่งที่ถูกระบุว่า เป็นอนัตตาบางอย่าง เกิด แก่ เจ็บ ตาย ยืน เดิน นั่ง นอน วิ่ง พูด หัวเราะ ร้องไห้ ได้
หรือแม้แต่ อนัตตาบางอย่าง ก็ บินได้ เช่น นก แมลงมีปีก หรือเครื่องบิน จรวด เป็นต้น
อนัตตาบางอย่าง แปลงร่างได้ กลายร่างได้ เช่น น้ำกลายเป็นน้ำแข็ง
อนัตตาบางอย่าง หายตัวได้ เช่น น้ำกลายเป็นไอ หายไปในอากาศ ฝ้าที่ติด อยู่ที่กระจก หายไปเมื่อโดนแดดส่องสักพัก เป็นต้น
อนัตตาบางอย่าง เจริญเติบโตได้ ออกลูกออกหลานได้ แบ่งตัวได้
เช่น ต้นไม้ ทีแรกเป็นเมล็ด ต่อมาก็โตเป็นต้นไม้ใหญ่ ต่อมาก็ออกดอก ต่อมาก็เป็นผล ต่อมาก็ร่วงหล่น
ความเป็นอนัตตา มันมีสิ่งที่วิจิตร พิศดาร เยอะแยะ
อนัตตา บางอย่าง เปล่ง แสงได้ เช่น หลอดไฟต่างๆ
อนัตตา บางอย่าง คนเรามองไม่ทัน เช่น การกระพริบของหลอดไฟที่เร็วเกินค่าๆ หนึ่ง
อนัตตา บางอย่าง มันหลอกลวงประสาทสัมผัสของเรา เช่น ความคาว ที่ถูกปรุงด้วยโน่นนี่นั่น จนหอม แล้วเราก็กินลงไป อย่างเอร็ดอร่อย
มีอนัตตาบางอย่าง ที่เครื่องมือวิทยาศาสตร์ ไม่ตรวจจับได้ เช่น กลิ่น
เครื่องตรวจ กลิ่นหอม ................ มีหรือไม่
เครื่องตรวจ กลิ่นเหม็น ............... มีหรือไม่
เครื่องตรวจความเป็นชาย ความเป็นหญิง แค่เอามือแตะโปร๊บ เครื่องก็ระบุได้ว่า หญิง ว่าชาย
เครื่องตรวจความ รัก โลภ โกรธ หลง แค่เข้าใกล้ เครื่องก็จะบ่งบอกว่า คนๆ นั้น มีอารมณ์ รัก โลภ โกรธ หลง
เครื่องตรวจวัดความหิว กระหาย เอามือสัมผัสเครื่อง ก็จะบ่งบอกว่า หิว หรือ กระหาย หรือปกติ

มีอนัตตา หลายอย่าง รอการพิสูจน์ จากนักวิทยาศาสตร์เยอะแยะ

โดยใช้คำๆ นี้คือ สิ่งมหัศจรรย์ สิ่งลี้ลับ สิ่งเหนือความคาดหมาย สิ่งที่ต้องพิสูจน์ สิ่งเร้นลับ

ทรงแสดงอนัตตลักขณสูตร

[๒๐] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะพระปัญจวัคคีย์ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปเป็น
อนัตตา ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้ารูปนี้จักได้เป็นอัตตาแล้ว รูปนี้ไม่พึงเป็นเพื่ออาพาธ และบุคคล
พึงได้ในรูปว่า รูปของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด รูปของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย. ดูกรภิกษุ
ทั้งหลาย ก็เพราะรูปเป็นอนัตตา ฉะนั้นรูปจึงเป็นไปเพื่ออาพาธ และบุคคลย่อมไม่ได้ในรูปว่า
รูปของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด รูปของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย.


เวทนาเป็นอนัตตา ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าเวทนานี้จักได้เป็นอัตตาแล้ว เวทนานี้ไม่พึง
เป็นไปเพื่ออาพาธ และบุคคลพึงได้ในเวทนาว่า เวทนาของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด เวทนาของ
เราจงอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เพราะเวทนาเป็นอนัตตา ฉะนั้น เวทนาจึง
เป็นไปเพื่ออาพาธ และบุคคลย่อมไม่ได้ในเวทนาว่า เวทนาของเรา จงเป็นอย่างนั้นเถิด เวทนา
ของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย.


สัญญาเป็นอนัตตา ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าสัญญานี้จักได้เป็นอัตตาแล้ว สัญญานี้ไม่พึง
เป็นไปเพื่ออาพาธ และบุคคลพึงได้ในสัญญาว่า สัญญาของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด สัญญาของเรา
อย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เพราะสัญญาเป็นอนัตตา ฉะนั้น สัญญาจึงเป็นไป
เพื่ออาพาธ และบุคคลย่อมไม่ได้ในสัญญาว่า สัญญาของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด สัญญาของเรา
อย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย.


สังขารทั้งหลายเป็นอนัตตา ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าสังขารเหล่านี้จักได้เป็นอัตตาแล้ว
สังขารเหล่านี้ไม่พึงเป็นไปเพื่ออาพาธ และบุคคลพึงได้ในสังขารทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลายของ
เราจงเป็นอย่างนี้เถิด สังขารทั้งหลายของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เพราะ
สังขารทั้งหลายเป็นอนัตตา ฉะนั้น สังขารทั้งหลายจึงเป็นไปเพื่ออาพาธ และบุคคลย่อมไม่ได้
ในสังขารทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลายของเรา จงเป็นอย่างนี้เถิด สังขารทั้งหลายของเราอย่าได้
เป็นอย่างนั้นเลย.


วิญญาณเป็นอนัตตา ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าวิญญาณนี้จักได้เป็นอัตตาแล้ว วิญญาณนี้
ไม่พึงเป็นไปเพื่ออาพาธ และบุคคลพึงได้ในวิญญาณว่า วิญญาณของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด
วิญญาณของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เพราะวิญญาณเป็นอนัตตา ฉะนั้น
วิญญาณจึงเป็นไปเพื่ออาพาธ และบุคคลย่อมไม่ได้ในวิญญาณว่า วิญญาณของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด
วิญญาณของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย.


ตรัสถามความเห็นของพระปัญจวัคคีย์


[๒๑] พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน
รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง?
พระปัญจวัคคีย์ทูลว่า ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า.
ภ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า?
ป. เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า.
ภ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือจะตามเห็นสิ่ง
นั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตนของเรา?
ป. ข้อนั้น ไม่ควรเลย พระพุทธเจ้าข้า.
ภ. เวทนาเที่ยงหรือไม่เที่ยง?
ป. ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า.
ภ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า?
ป. เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า.
ภ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือจะตามเห็นสิ่ง
นั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตนของเรา?
ป. ข้อนั้นไม่ควรเลย พระพุทธเจ้าข้า.
ภ. สัญญาเที่ยงหรือไม่เที่ยง?
ป. ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า.
ภ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า?
ป. เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า.
ภ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือจะตามเห็นสิ่งนั้น
ว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตนของเรา?
ป. ข้อนั้นไม่ควรเลย พระพุทธเจ้าข้า.
ภ. สังขารทั้งหลายเที่ยงหรือไม่เที่ยง?
ป. ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า.
ภ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า?
ป. เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า.
ภ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือจะตามเห็นสิ่ง
นั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตนของเรา?
ป. ข้อนั้นไม่ควรเลย พระพุทธเจ้าข้า.
ภ. วิญญาณเที่ยงหรือไม่เที่ยง?
ป. ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า.
ภ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า?
ป. เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า.
ภ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือจะตามเห็นสิ่ง
นั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตนของเรา?
ป. ข้อนั้นไม่ควรเลย พระพุทธเจ้าข้า.
ตรัสให้พิจารณาโดยยถาภูตญาณทัสสนะ

[๒๒] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล รูปอย่างใด
อย่างหนึ่งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือ
ประณีต ไกลหรือใกล้ ทั้งหมดก็เป็นแต่สักว่ารูป เธอทั้งหลายพึงเห็นรูปนั้นด้วยปัญญาอันชอบ
ตามเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตนของเรา.


เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ภายในหรือภายนอก
หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต ไกลหรือใกล้ ทั้งหมดก็เป็นแต่สักว่าเวทนา เธอทั้งหลาย
พึงเห็นเวทนานั้นด้วยปัญญาอันชอบ ตามเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา
นั่นไม่ใช่ตนของเรา.

สัญญาอย่างใดอย่างหนึ่งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ภายในหรือภายนอก หยาบ
หรือละเอียด เลวหรือประณีต ไกลหรือใกล้ ทั้งหมดก็เป็นแต่สักว่าสัญญา เธอทั้งหลายพึง
เห็นสัญญานั้นด้วยปัญญาอันชอบ ตามเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่น
ไม่ใช่ตนของเรา.

สังขารทั้งหลายอย่างใดอย่างหนึ่งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ภายในหรือภายนอก
หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต ไกลหรือใกล้ ทั้งหมดก็เป็นแต่สักว่าสังขาร เธอทั้งหลาย
พึงเห็นสังขารนั้นด้วยปัญญาอันชอบ ตามเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา
นั่นไม่ใช่ตนของเรา.

วิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ภายในหรือภายนอก
หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต ไกลหรือใกล้ ทั้งหมดก็เป็นแต่สักว่าวิญญาณ เธอทั้งหลาย
พึงเห็นวิญญาณนั้นด้วยปัญญาอันชอบ ตามเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา
นั่นไม่ใช่ตนของเรา.

[๒๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้ฟังแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายแม้
ในรูป ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในเวทนา ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในสัญญา ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในสังขาร
ทั้งหลาย ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในวิญญาณ เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมสิ้นกำหนัด เพราะสิ้นกำหนัด จิตก็พ้น
เมื่อจิตพ้นแล้ว ก็รู้ว่าพ้นแล้ว อริยสาวกนั้นทราบชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์ได้อยู่จบแล้ว
กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นอีกเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี.

[๒๔] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระสูตรนี้แล้ว พระปัญจวัคคีย์มีใจยินดี เพลิดเพลิน
ภาษิตของพระผู้มีพระภาค. ก็แลเมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสไวยากรณภาษิตนี้อยู่ จิตของพระปัญจวัคคีย์
พ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่น.

อนัตตลักขณสูตร จบ

ครั้งนั้น มีพระอรหันต์เกิดขึ้นในโลก ๖ องค์.

ปฐมภาณวาร จบ

.....................................................
39777.กฎกติกา มารยาท และบทลงโทษ ในการใช้บอร์ด

42529.สีลัพพตปรามาส - สีลัพพตุปาทาน (สมเด็จพระญาณสังวรฯ)
44772.e-Book สัมมาทิฏฐิ ตามพระเถราธิบายของท่านพระสารีบุตรเถระ
พระไตรปิฎกมาแล้ว อรรถกถาอยู่ตรงไหน ตอนที่ 1 (ลานธรรมเสวนา)
พระไตรปิฎกมาแล้ว อรรถกถาอยู่ตรงไหน ตอนที่ 2 (ลานธรรมเสวนา)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 10 พ.ค. 2013, 12:57 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 ก.พ. 2012, 12:27
โพสต์: 2372

แนวปฏิบัติ: ปฏิจจสมุปบาท และกรรมฐาน
งานอดิเรก: สวดมนต์รภาวนา
อายุ: 27

 ข้อมูลส่วนตัว


โฮฮับ เขียน:
nongkong เขียน:
ใช่เลยค่ะ :b35:

ยัยคนนี้ชอบเป็นหางเครื่อง แบบนี้เมื่อไรถึงจะได้เป็นนักร้อง
เชียร์เรื่อยเปื่อยแบบนี้ไม่ไหวจะเคลียร์ :b6:

พี่ก็อย่าคิดมากสิ จะให้คุนน้องเชียร์แต่พี่โฮฮับคนเดียวรึไง :b32:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 10 พ.ค. 2013, 20:58 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 18 ก.ย. 2011, 21:51
โพสต์: 4939


 ข้อมูลส่วนตัว


:b12:
สงสัยว่าคุณgovit2552จะเข้าใจผิดและมั่วเรื่องอนัตตาไปเสียแล้วอย่างคุณโฮฮับว่า

ถ้าจะไม่ให้เข้าใจผิดเบื้องต้นให้แปลอนัตตาว่า.......บังคับบัญชาไม่ได้.......เสียก่อน อย่างนี้จึงจะเห็นง่ายรู้ซึ้งยิ่งขึ้นทุกทีถ้าพิสูจน์.........
:b53:
ทั้งหมดที่คุณgovit2552ยกตัวอย่างขึ้นมานั้นนะลองพิสูจน์ดูดีๆซิว่ามีอะไรที่บังคับบัญชาให้มันเที่ยง...ทนทานอยู่ได้....ไม่เปลี่ยนแปลงมีบ้างไหม....ลองพิจารณาดูนะครับ

นก...จรวด....น้ำแข็ง....แสงสว่าง....ต้นไม้.....กลิ่น....ฯลฯ

:b10:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 10 พ.ค. 2013, 21:11 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 20 มี.ค. 2010, 19:57
โพสต์: 1014

โฮมเพจ: http://www.vitwong.blogspot.com
อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


มี สิ่งใดเป็นอัตตาบ้างเล่า ท่านอโศกะ

คน เป็นอัตตา หรือ
นก เป็นอัตตา หรือ
แมลง เป็นอัตตา หรือ
ต้นไม้ เป็นอัตตา หรือ
น้ำ เป็นอัตตา หรือ
เครื่องบิน เป็นอัตตา หรือ
ก้อนหิน เป็นอัตตา หรือ

.....................................................
ยังงมงาย...
เมื่อเห็นว่าพระไตรปิฏก มีส่วนถูก มีส่วนจริงแค่ 20 ถึง 30 เปอร์เซนต์ เท่านั้น

เลิกงมงาย..
เมื่อเห็นว่า พระไตรปิฏก มีส่วนถูก ส่วนจริง เกินกว่า 80 ถึง กว่า 90 เปอร์เซนต์

http://www.youtube.com/user/govit2554#g/u


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 10 พ.ค. 2013, 21:39 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 18 ก.ย. 2011, 21:51
โพสต์: 4939


 ข้อมูลส่วนตัว


govit2552 เขียน:
มี สิ่งใดเป็นอัตตาบ้างเล่า ท่านอโศกะ

คน เป็นอัตตา หรือ
นก เป็นอัตตา หรือ
แมลง เป็นอัตตา หรือ
ต้นไม้ เป็นอัตตา หรือ
น้ำ เป็นอัตตา หรือ
เครื่องบิน เป็นอัตตา หรือ
ก้อนหิน เป็นอัตตา หรือ


:b12: :b12: :b12: :b12:
ไม่ใช่ คน
ไม่ใช่ นก
ไม่ใช่ แมลง
ใม่ใช่ ต้นไม้
ไม่ใช่ น้ำ
ไม่ใช่ เครื่องบิน
ไม่ใช่ ก้อนหิน


แต่ มิจฉาทิฏฐิ....ความเห็นผิด...ที่ผูกขึ้นในจิตที่โง่เขลาด้วยอวิชชา นั่นแหละ คืออัตตา

ต้องแก้ด้วยสัมมาทิฏฐิ.....ความเห็นถูกต้อง.....จึงจักได้สัมผัส สภาวะ อนัตตา

เข้าใจ๋บ๋อล่ะ..........เจ้า โกวิท2552
onion onion onion


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 92 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2, 3, 4, 5 ... 7  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 6 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร