วันเวลาปัจจุบัน 05 มี.ค. 2024, 11:22  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 22 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 28 ม.ค. 2013, 00:14 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 03 ธ.ค. 2011, 21:40
โพสต์: 952


 ข้อมูลส่วนตัว


โลกหนึ่ง กุศลธรรม ดำเนินไปตามเหตุปัจจัย ...... โลกหนึ่ง ว่างเปล่า ไม่มีแม้ตัวตน ไม่มีทั้งมีและไม่มี ของโลกหนึ่งนี้



:b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 28 ม.ค. 2013, 20:10 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ส.ค. 2010, 18:54
โพสต์: 615

สิ่งที่ชื่นชอบ: พระไตรปิฏก อรรถกถา
ชื่อเล่น: พุทธฏีกา
อายุ: 0
ที่อยู่: ดอยสัพพัญญู

 ข้อมูลส่วนตัว www


[๒๗๕] ชื่อว่าโลก คือ ขันธโลก ธาตุโลก อายตนโลก โลกคือภพวิบัติ
โลกคือสมภพวิบัติ โลกคือภพสมบัติ โลกคือสมภพสมบัติ โลก ๑ คือสัตว์ทั้งปวง
ดำรงอยู่ได้เพราะอาหาร โลก ๒ คือ นามและรูป โลก ๓ คือเวทนา ๓ โลก ๔
คืออาหาร ๔ โลก ๕ คือ อุปาทานขันธ์ ๕ โลก ๖ คือ อายตนะภายใน ๖
โลก ๗ คือ ภูมิเป็นที่ตั้งวิญญาณ ๗ โลก ๘ คือ โลกธรรม ๘ โลก ๙ คือ
ภพเป็นที่อาศัยอยู่ของสัตว์ ๙ โลก ๑๐ คือ อายตนะ ๑๐ โลก ๑๒ คือ
อายตนะ ๑๒ โลก ๑๘ คือ ธาตุ ๑๘ ฯ
----------------------------------------------------------
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๓
ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค

.....................................................
39777.กฎกติกา มารยาท และบทลงโทษ ในการใช้บอร์ด

42529.สีลัพพตปรามาส - สีลัพพตุปาทาน (สมเด็จพระญาณสังวรฯ)
44772.e-Book สัมมาทิฏฐิ ตามพระเถราธิบายของท่านพระสารีบุตรเถระ
พระไตรปิฎกมาแล้ว อรรถกถาอยู่ตรงไหน ตอนที่ 1 (ลานธรรมเสวนา)
พระไตรปิฎกมาแล้ว อรรถกถาอยู่ตรงไหน ตอนที่ 2 (ลานธรรมเสวนา)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 28 ม.ค. 2013, 21:29 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 9
สมาชิก ระดับ 9
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ก.ค. 2011, 22:53
โพสต์: 705

แนวปฏิบัติ: รู้สึกตัว
อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


หรือคือโลกียะ และโลกุตระ s006

.....................................................
"ธรรมะเป็นปัจจัตตัง ต้องทำเอง รู้เอง เห็นเอง เข้าใจเอง"


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 28 ม.ค. 2013, 23:57 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 03 ธ.ค. 2011, 21:40
โพสต์: 952


 ข้อมูลส่วนตัว


โลกหนึ่ง ถูกสร้างธรรมอันเป็นคู่ๆ โลกหนึ่ง ไม่มีการสร้างสิ่งใดเลย สภาวะของโลกหนึ่ง อยู่ตรงกลางของอีกโลกหนึ่ง

:b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 29 ม.ค. 2013, 21:29 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 03 ธ.ค. 2011, 21:40
โพสต์: 952


 ข้อมูลส่วนตัว


ปัญญาที่นำไปเพื่อแสวงหา กลับทำให้ยิ่งห่างไกล ปัญญาที่ทำให้หยุดแสวงหา กลับทำให้ถึง

:b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 31 ม.ค. 2013, 21:59 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 03 ธ.ค. 2011, 21:40
โพสต์: 952


 ข้อมูลส่วนตัว


วัชรปรัชญาปารมิตาสูตร เสถียร โพธินันทะ

ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ เชตวนารามวิหารของท่านอณาถบิณฑิกเศรษฐีแขวงเมืองสาวัตถี พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ 1250 รูป ก็โดยสมัยนั้นแลเป็นกาลแห่งภัตต์ พระผู้มีพระภาคทรงครองจีวรทรงบาตร เสด็จจาริกไปบิณฑบาตรในนครสาวัตถีโดยลำดับ ครั้นแล้วเสด็จกลับมายังเชตวนารามทรงกระทำภัตกิจเสร็จ เก็บบาตรขึ้น ชำระพระบาท ประทับนั่งสมาธิบัลลังก์ครั้งนั้นแล พระสุภูติผู้มีอายุได้ลุกขึ้นจากท่ามกลางประชุมสงฆ์ ทำจีวรเฉลียงบ่าด้วยการลดไหล่ขวา แล้วคุกเข่าขวาลงสู่พื้น ประคองอัญชลีมายังพระผู้มีพระภาค พลางกราบทูลถามขึ้นว่า
สุ “ หาได้ยากนักหนา ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ที่พระตถาคตทรงคอยระฤกในการตามคุ้มครอง และอบรมสั่งสอนปวงพระโพธิสัตว์อย่างดียิ่ง ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ กุลบุตรหรือกุลธิดาใดๆผู้บังเกิดจิตมุ่งต่อพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิ ควรจักปฏิบัติตั้งจิตของตนโดยสถานใด ควรจักควบคุมบำราบจิตของตนอย่างไรหนอพระเจ้าข้า”
พ “ สาธุๆ สุภูติ เป็นความจริงดุจที่เธอกล่าว ตถาคตย่อมตามระฤกในการคุ้มครอง และอบรมสั่งสอนปวงพระโพธิสัตว์เป็นอย่างดี เธอจงตั้งใจฟัง เราจักแสดงแก่เธอ กุลบุตรหรือกุลธิดาใดๆ ผู้บังเกิดจิตมุ่งต่อพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิ ควรจักปฏิบัติตั้งจิตของตนอย่างนี้ ควรจักควบคุมบำราบจิตของตนอย่างนี้ “
สุ “ อย่างนั้น พระสุคต ข้าพระองค์มีความปลาบปลื้มยินดีเฝ้าคอยสดับอยู่ “
พ “ ดูก่อน สุภูติ ปวงพระโพธิสัตว์ มหาสัตว์ควรจักควบคุมบำราบจิตของตนอย่างนี้ว่า สรรพสัตว์ไม่ว่าจักเป็นเหล่าใดๆ คือ จักเป็นอัณฑะชะกำเนิดก็ดี, จักเป็นชลาพุชะกำเนิดก็ดี, จักเป็นสังเสทชะกำเนิดก็ดี, จักเป็นอุปปาติกะกำเนิดก็ดี, หรือจักมีรูปก็ดี ไม่มีรูปก็ดี มีสัญญาหรือไม่มีสัญญาก็ดี มีสัญญาก็มิใช่ไม่มีสัญญาก็มิใช่ก็ดี เราจักโปรดสัตว์ทั้งหลายดังกล่าวนี้ ให้บรรลุสำเร็จแก่อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ โดยประการฉะนี้ ปราศจากขอบเขตแต่โดยความจริงแล้ว ก็ไม่มีสัตว์ใดๆเป็นผู้บรรลุสำเร็จแก่อนุปาทิเสสนิพพานธาตุเลย ข้อนั้นเพราะเหตุดังฤา สุภูติ ถ้าพระโพธิสัตว์ยังมีความยืดถือผูกพันในอาตมะลักษณะ ในปุคคละลักษณะ ในสัตวะลักษณะ ในชีวะลักษณะไซร้ นั้นหาชื่อว่าเป็นพระโพธิสัตว์ไม่“ อนึ่ง สุภูติ ในการบำเพ็ญทานบารมี พระโพธิสัตว์จักต้องไม่ยึดติดอยู่ในธรรม กล่าวคือจักบำเพ็ญทานด้วยความไม่ยึดถือผูกพันในรูป ไม่ยึดถือผูกพันในเสียง กลิ่น รส สัมผัส และบำเพ็ญทานด้วยความไม่ยึดถือผูกพันในธรรมารมณ์ ดูก่อน สุภูติ พระโพธิสัตว์พึงบำเพ็ญทานด้วยความไม่ยึดถือผูกพันในการบำเพ็ญทานย่อมมีบุญกุศล อันจักคิดประมาณมิได้เลย สุภูติ เธอมีความคิดเห็นเป็นไฉน อากาศเบื้องทิศตะวันออกจักพึงคิดคำนวณประมาณได้อยู่ฤาหนอ
สุ “ หามิได้ ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ”
พ “ ดูก่อนสุภูติ ถ้าเช่นนั้น อากาศเบื้องทิศใต้ ทิศตะวันตก ทิศเหนือ ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ทิศตะวันออกเฉียงใต้ ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ทิศตะวันตกเฉียงใต้ ตลอดจนอากาศเบื้องบนและเบื้องล่าง จักพึงคิดคำนวณประมาณได้อยู่ฤาหนอ
สุ “ หามิได้ ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ”
พ “ ดูก่อน สุภูติ พระโพธิสัตว์ไม่เป็นผู้มีความยึดถือผูกพันในการบำเพ็ญทานย่อมมีบุญกุศลอันไม่พึงคิด คำนวณประมาณได้ดุจกัน สุภูติ พระโพธิสัตว์พึงปฏิบัติตามคำสอนอย่างนี้แล”
............มีต่อ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 ก.พ. 2013, 04:07 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 03 ธ.ค. 2011, 21:40
โพสต์: 952


 ข้อมูลส่วนตัว


พ “ ดูก่อน สุภูติ เธอมีความคิดเห็นเป็นไฉน พระตถาคตนั้นพึงจักเห็นได้ด้วยรูปลักษณะฤาหนอ”
สุ “ หามิได้ ข้าแต่พระผู้มีพระภาค พระตถาคตเจ้ามิอาจจักเห็นได้ด้วยรูปลักษณะเลย ข้อนั้นเพราะเหตุใด ก็เพราะว่าพระตถาคตเจ้าตรัสแล้วว่า รูปลักษณะนั้น โดยความจริงแล้วมิได้มีสภาวะรูปลักษณะอยู่เลย”
พ “ ดูก่อน สุภูติ สิ่งที่มีลักษณะทั้งปวง ย่อมเป็นมายา ถ้าสามารถเห็นแจ้งว่ารูปลักษณะทั้งปวง โดยความจริงแล้วไม่มีสภาวะแห่งรูปลักษณะ ก็ย่อมเห็นตถาคตได้ “
สุ “ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ยังจักมีสัตว์ใดที่ได้สดับพระธรรมบรรยาย ฉะนี้แล้วแลบังเกิดศรัทธาอันแท้จริงขึ้นหรือหนอ “
พ “ อย่ากล่าวอย่างนั้นซิ สุภูติ เมื่อตถาคตดับขันธ์ปรินิพพานไปแล้ว 500 ปี หากมีบุคคลผู้ถือศีลบำเพ็ญกุศลมาบังเกิดความศรัทธาอันแท้จริงในพระธรรมบรรยาย นี้แลเขาจักถือว่านั่นเป็นความจริงไซร้ เธอพึงสำเหนียกไว้เถอะว่า บุคคลนั้นหาได้ปลูกฝังกุศลมูลเพียงในพระพุทธเจ้า 1 พระองค์ หรือพระพุทธเจ้า 2 พระองค์ 3 พระองค์ 4 พระองค์ 5 พระองค์ไม่ แต่เขาได้ปลูกฝังกุศลในพระพุทธเจ้านับด้วยพัน เป็นอเนกนับด้วยหมื่นเป็นอเนกจักนับประมาณพระองค์มิได้ บุคคลใดได้สดับพระธรรมบรรยายนี้บังเกิดจิตศรัทธาอันบริสุทธิ์แม้เพียงชั่วขณะเดียว สุภูติ ตถาคตย่อมรู้อยู่ ย่อมเห็นอยู่ในเขาเหล่านั้น สัตว์ทั้งหลายนี้ได้บรรลุบุญกุศลอันจักประมาณมิได้เลย ข้อนั้นเพราะเหตุดังฤา เพราะสรรพสัตว์เหล่านี้ย่อมจักไม่มีอาตมะลักษณะ ปุคคละลักษณะ สัตวะสักษณะ ชีวะลักษณะ ไม่มีธรรมลักษณะหรืออธรรมลักษณะ ด้วยเหตุเป็นไฉน ด้วยเหตุสรรพสัตว์เหล่านี้ ถ้ายังมีจิตยึดถือผูกพันในลักษณะ ก็ชื่อว่ายังมีความยืดถือในอาตมะ ปุคคละ สัตวะ และชีวะ หากยังมีความยึดถือในธรรมลักษณะ ก็ชื่อว่ายังมีความยึดถือในอาตมะ ปุคคละ สัตวะ และชีวะ ข้อนั้นเพราะเหตุดังฤา หรือหากมีความยึดถือในอธรรมลักษณะ ก็ยังชื่อว่ามีความยึดถือในอาตมะ ปุคคละ สัตวะ และชีวะดุจกัน เพราะเหตุฉะนั้นแล จึงไม่ควรยึดถือในธรรมและไม่ควรยึดถือในอธรรม นี้คือเหตุผลที่ตถาคตพร่ำสอนอยู่เสมอว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงกำหนดรู้ว่าธรรมะที่เราแสดงมีอุปมาดังผู้อาศัยพ่วงแพ แม้แต่ธรรมก็ยังต้องละเสีย จักกล่าวไปใยกับอธรรมเล่า” *1
(*1 ธรรมของพระพุทธองค์ดุจยานพาหนะมีแพเป็นต้น สำหรับผู้ข้ามพ้นทุกข์อาศัยข้ามวัฏฏสงสารเมื่อบรรลุถึงฝั่งอมตนิพพานที่ปรารถนาแล้ว ผู้นั้นก็ย่อมไม่แบกหามแพให้เป็นภาระ คงปล่อยทิ้งไว้ที่ชายฝั่งนั่นเอง แต่ในขณะที่ยังไม่บรรลุถึงฝั่งก็จำต้องอาศัยไปพลางๆ ข้อความนี้เปรียบเทียบได้กับพุทธภาษิตในอลคัททูปมสูตรแห่งบาลีมัชฌิมนิกาย-ผู้แปล )
“ สุภูติเอย เธอมีความคิดเห็นเป็นไฉน ตถาคตได้บรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณฤา ตถาคตได้แสดงพระธรรมเทศนาอยู่ฤา”
สุ “ ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ตามความเข้าใจของข้าพระองค์ในธรรมอรรถอันพระสุคตได้ตรัสไว้ ก็ไม่มีสภาวะใดแน่นอนที่เรียกว่าพระอนุตตระสัมมาสัมโพธิ และก็ไม่มีสภาวะธรรมแน่นอนอันใดซึ่งพระองค์แสดง ข้อนั้นเพราะเหตุไฉน เพราะว่าธรรมซึ่งพระผู้มีพระภาคตรัสทั้งหมดไม่ควรยึดถือ ไม่ควรกล่าว ไม่ใช่ธรรมและไม่ใช่อธรรมทั้งนี้ด้วยเหตุอันใด ด้วยเหตุว่า พระอริยะบุคคลทั้งหลายอาศัยอสังขตธรรมนี้แล้วจึงมีความแตกต่างกัน *2
( *2 ธรรมทั้งปวงมีความศูนย์เป็นลักษณะ จึงกล่าวไม่ได้ว่าเป็นธรรมหรืออธรรม และจากความศูนย์นี้ เราจึงแบ่งประเภทอริยบุคคลต่างๆ เช่นพระโสดา สกทาคามี อนาคามีและพระอรหันต์ ทั้งนี้เพราะธรรมทั้งปวงไม่มีสภาวะแน่นอนอยู่ได้โดยตัวมันเอง ถ้ามีสภาวะแน่นอนในตัวของมันเองไซร้ พระอริยบุคคลประเภทต่างๆนี้ก็เกิดขึ้นไม่ได้)

พ “ ดูก่อนสุภูติ เธอมีความคิดเห็นเป็นไฉน ถ้ามีบุคคลใดบำเพ็ญทานบริจาคด้วยสัปตรัตนะอันเต็มเปี่ยมทั่วมหาตรีสหัสโลกธาตุ บุคคลนั้นจักได้เสวยบุญกุศลอันมากมายกระนั้นฤาหนอ”
สุ “ มากมายนั้นแล้วพระเจ้าข้า ข้อนั้นเพราะเหตุใด เพราะว่าบุญกุศลนั้นโดยความจริงแล้วก็ปราศจากสภาวะอันใดที่เป็นกุศล ฉะนั้นพระตถาคตเจ้าจึงตรัสว่าได้บุญกุศลมากมาย” *3
(*3 โดยปรมัตถ์บุญกุศลก็เป็นอนัตตาหรือศูนยตา การที่ไม่ยึดถือบุญกุศลนั่นแหละ จึงนับว่าเป็นบุญกุศลโดยแท้ เพราะเป็นบุญกุศลชนิดวิวัฏฏะ-ผู้แปล)
พ “ ถ้ามีบุคคลได้อาศัยปฏิบัติตามพระสูตรนี้ แม้ที่สุดเพียงคาถา 4 บาท และประกาศสั่งสอนแก่ผู้อื่น บุญกุศลของผู้นั้นจักโอฬารยิ่งกว่าผู้ทำทานด้วยสัปตรัตนะข้อนั้นเพราะเหตุดังฤา สุภูติ พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ตลอดจนพระพุทธอนุตตรสัมมาสัมโพธิธรรมทั้งปวงล้วนมีกำเนิดจากพระสูตรนี้ สุภูติเอย สิ่งที่เรียกว่าพระพุทธธรรมนั้น โดยความจริงแล้วก็ไม่มีสภาวะพระพุทธธรรมนั้นเลย”
...........มีต่อ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 ก.พ. 2013, 04:22 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 ก.พ. 2010, 17:53
โพสต์: 4999

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ฝึกจิต เขียน:
โลกหนึ่ง ถูกสร้างธรรมอันเป็นคู่ๆ โลกหนึ่ง ไม่มีการสร้างสิ่งใดเลย สภาวะของโลกหนึ่ง อยู่ตรงกลางของอีกโลกหนึ่ง
:b8:

ถามจริงคุณเมาภาษาหรือเปล่าครับ พร่ำเพ้อโลกหนึ่ง โลกสองทำเอาซะเลเทะไปหมด
มันจะมีโลกหนื่งโลกสองอะไรครับ โลกมันก็ใบเดียวนี่แหล่ะ

มันเป็นธรรมชาติที่แบ่ง แล้วก็ไม่ไม่เป็นหนึ่งสองอะไรของคุณ
พระพุทธองค์แบ่งธรรมชาติในโลกออกเป็นสาม

การจะรู้ธรรมสามได้ ต้องค่อยๆรู้ธรรมหนึ่งและสอง หรือเรียกว่า....ธรรมคู่
ธรรมคู่ก็คือ กุศลและอกุศล เราต้องเรียนรู้ธรรมคู่เพี่อรู้ธรรมหนึ่ง นั้นก็คือ...
ธรรมที่ไม่ใช่ทั้งกุศลและอกุศล ก็คือนิพพานนั้นเอง :b13:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 ก.พ. 2013, 04:25 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 03 ธ.ค. 2011, 21:40
โพสต์: 952


 ข้อมูลส่วนตัว


โฮฮับ เขียน:
ฝึกจิต เขียน:
โลกหนึ่ง ถูกสร้างธรรมอันเป็นคู่ๆ โลกหนึ่ง ไม่มีการสร้างสิ่งใดเลย สภาวะของโลกหนึ่ง อยู่ตรงกลางของอีกโลกหนึ่ง
:b8:

ถามจริงคุณเมาภาษาหรือเปล่าครับ พร่ำเพ้อโลกหนึ่ง โลกสองทำเอาซะเลเทะไปหมด
มันจะมีโลกหนื่งโลกสองอะไรครับ โลกมันก็ใบเดียวนี่แหล่ะ

มันเป็นธรรมชาติที่แบ่ง แล้วก็ไม่ไม่เป็นหนึ่งสองอะไรของคุณ
พระพุทธองค์แบ่งธรรมชาติในโลกออกเป็นสาม

การจะรู้ธรรมสามได้ ต้องค่อยๆรู้ธรรมหนึ่งและสอง หรือเรียกว่า....ธรรมคู่
ธรรมคู่ก็คือ กุศลและอกุศล เราต้องเรียนรู้ธรรมคู่เพี่อรู้ธรรมหนึ่ง นั้นก็คือ...
ธรรมที่ไม่ใช่ทั้งกุศลและอกุศล ก็คือนิพพานนั้นเอง :b13:


:b8:
ทิฏฐิทั้งหลาย ก่อเกิดธรรมคู่


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 ก.พ. 2013, 04:28 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 03 ธ.ค. 2011, 21:40
โพสต์: 952


 ข้อมูลส่วนตัว


ผลกุศลธรรมที่ทำแล้ว หาประมาณมิได้ คือ กุศลธรรมที่เกิดจากการกระทำอันไม่มีผู้รับผลนั้น เพราะผลกุศลธรรมนั้นจะแผ่ไพศาลไปทั้วทุกทิศ เพื่อทุกผู้ทุกนาม

:b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 ก.พ. 2013, 04:31 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 ก.พ. 2010, 17:53
โพสต์: 4999

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ฝึกจิต เขียน:
ปัญญาที่นำไปเพื่อแสวงหา กลับทำให้ยิ่งห่างไกล ปัญญาที่ทำให้หยุดแสวงหา กลับทำให้ถึง :b8:

นิพพานไม่ต้องปฏิบัติหรือครับ แล้วการปฏิบัติในหลักของอิทธิบาทสี่เพื่อสัมมาญาณ
ไม่เรียกว่าแสวงหาหรือครับ

พูดธรรมแบบนี้ ในโลกอินเตอร์เนต มีตัวอย่างให้ดู ไม่เคยเห็นหรือ
พระสงฆ์องค์เจ้า ถูกฆราวาสโจมตี หาว่าปาราชิก หาว่าอาบัติ เป็นโลกวัชชะ
ดูซิครับ พระสงฆ์ยังโดนเลย แล้วคุณเป็นใครครับ :b6:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 ก.พ. 2013, 04:33 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 ก.พ. 2010, 17:53
โพสต์: 4999

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ฝึกจิต เขียน:
ผลกุศลธรรมที่ทำแล้ว หาประมาณมิได้ คือ กุศลธรรมที่เกิดจากการกระทำอันไม่มีผู้รับผลนั้น เพราะผลกุศลธรรมนั้นจะแผ่ไพศาลไปทั้วทุกทิศ เพื่อทุกผู้ทุกนาม
:b8:

คุณนับถือศาสนาอะไรครับ ที่พูดอยู่น่ะ เอามาจากคำสอนของใครครับ
:b32:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 ก.พ. 2013, 04:36 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 03 ธ.ค. 2011, 21:40
โพสต์: 952


 ข้อมูลส่วนตัว


โฮฮับ เขียน:
ฝึกจิต เขียน:
ปัญญาที่นำไปเพื่อแสวงหา กลับทำให้ยิ่งห่างไกล ปัญญาที่ทำให้หยุดแสวงหา กลับทำให้ถึง :b8:

นิพพานไม่ต้องปฏิบัติหรือครับ แล้วการปฏิบัติในหลักของอิทธิบาทสี่เพื่อสัมมาญาณ
ไม่เรียกว่าแสวงหาหรือครับ

พูดธรรมแบบนี้ ในโลกอินเตอร์เนต มีตัวอย่างให้ดู ไม่เคยเห็นหรือ
พระสงฆ์องค์เจ้า ถูกฆราวาสโจมตี หาว่าปาราชิก หาว่าอาบัติ เป็นโลกวัชชะ
ดูซิครับ พระสงฆ์ยังโดนเลย แล้วคุณเป็นใครครับ :b6:



สภาวะนิพพาน คือสภาวะไม่ต้องทำอะไรเลย .... ครับ
ละอกุศลธรรม เจริญกุศลธรรม ให้ละเอียดขึ้นๆๆ

:b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 ก.พ. 2013, 04:47 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 ก.พ. 2010, 17:53
โพสต์: 4999

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ฝึกจิต เขียน:
โฮฮับ เขียน:
ฝึกจิต เขียน:
ปัญญาที่นำไปเพื่อแสวงหา กลับทำให้ยิ่งห่างไกล ปัญญาที่ทำให้หยุดแสวงหา กลับทำให้ถึง :b8:

นิพพานไม่ต้องปฏิบัติหรือครับ แล้วการปฏิบัติในหลักของอิทธิบาทสี่เพื่อสัมมาญาณ
ไม่เรียกว่าแสวงหาหรือครับ

พูดธรรมแบบนี้ ในโลกอินเตอร์เนต มีตัวอย่างให้ดู ไม่เคยเห็นหรือ
พระสงฆ์องค์เจ้า ถูกฆราวาสโจมตี หาว่าปาราชิก หาว่าอาบัติ เป็นโลกวัชชะ
ดูซิครับ พระสงฆ์ยังโดนเลย แล้วคุณเป็นใครครับ :b6:



สภาวะนิพพาน คือสภาวะไม่ต้องทำอะไรเลย .... ครับ
ละอกุศลธรรม เจริญกุศลธรรม ให้ละเอียดขึ้นๆๆ

:b8:

คุณรู้จัก...กิริยาจิตของพระอรหันต์มั้ย :b32:

สภาวะนิพพาน ไม่ใช่กุศลและอกุศล
ดันบอกว่า ละอกุศล เจริญกุศลธรรม ให้ละเอียด
ผมว่าแล้วคุณต้องเมาตัวหนังสือ :b32:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 ก.พ. 2013, 04:57 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 03 ธ.ค. 2011, 21:40
โพสต์: 952


 ข้อมูลส่วนตัว


โฮฮับ เขียน:
ฝึกจิต เขียน:
โฮฮับ เขียน:
ฝึกจิต เขียน:
ปัญญาที่นำไปเพื่อแสวงหา กลับทำให้ยิ่งห่างไกล ปัญญาที่ทำให้หยุดแสวงหา กลับทำให้ถึง :b8:

นิพพานไม่ต้องปฏิบัติหรือครับ แล้วการปฏิบัติในหลักของอิทธิบาทสี่เพื่อสัมมาญาณ
ไม่เรียกว่าแสวงหาหรือครับ

พูดธรรมแบบนี้ ในโลกอินเตอร์เนต มีตัวอย่างให้ดู ไม่เคยเห็นหรือ
พระสงฆ์องค์เจ้า ถูกฆราวาสโจมตี หาว่าปาราชิก หาว่าอาบัติ เป็นโลกวัชชะ
ดูซิครับ พระสงฆ์ยังโดนเลย แล้วคุณเป็นใครครับ :b6:



สภาวะนิพพาน คือสภาวะไม่ต้องทำอะไรเลย .... ครับ
ละอกุศลธรรม เจริญกุศลธรรม ให้ละเอียดขึ้นๆๆ

:b8:

คุณรู้จัก...กิริยาจิตของพระอรหันต์มั้ย :b32:

สภาวะนิพพาน ไม่ใช่กุศลและอกุศล
ดันบอกว่า ละอกุศล เจริญกุศลธรรม ให้ละเอียด
ผมว่าแล้วคุณต้องเมาตัวหนังสือ :b32:



สัมมาวายามะ เป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เกิดฉันทะพยายาม ปรารภความ
เพียร ประคองจิตไว้ ตั้งจิตไว้ เพื่อมิให้อกุศลธรรมอันลามกที่ยังไม่ เกิดบังเกิดขึ้น เพื่อละ
อกุศลธรรมอันลามกที่บังเกิดขึ้นแล้ว เพื่อให้กุศลธรรมที่ยัง ไม่เกิดบังเกิดขึ้น เพื่อความตั้งอยู่
ไม่เลือนหาย เจริญยิ่ง ไพบูลย์ มีขึ้น เต็มเปี่ยม แห่งกุศลธรรมที่บังเกิดขึ้นแล้ว อันนี้เรียกว่า
สัมมาวายามะ ฯ
:b8: :b8: :b8:


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 22 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 37 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร