วันเวลาปัจจุบัน 04 ส.ค. 2020, 03:44  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 117 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3, 4, 5, 6, 7, 8  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 25 พ.ค. 2012, 21:19 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2009, 02:43
โพสต์: 12217


 ข้อมูลส่วนตัว


อ้างคำพูด:
ปล.ขอย้อนถามถึงประสบการณ์ที่พี่นำมาแบ่งบันว่าถึงตรงนี้พี่ยังคิดว่าเป็นเพราะภาวะวิญญาณดับหมดเพราะปล่อยวางหรือว่าสติตามรู้ไม่ทันตอนจิตรวมแล้วจึงหลับไปครับ
ขอบคุณครับ


ช่ายย...

น่าจะคุยตรงภาวะที่เจอตรงนั้นมากกว่า...

พูดเรื่องอื่น มาก ๆ ...เดียวมันจะตกลงมาอยู่ในข่ายปัญญาผมนะ...

เอิ๊ก...เอิ๊ก.... :b32: :b32:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 25 พ.ค. 2012, 23:30 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 3
สมาชิก ระดับ 3
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 พ.ค. 2004, 12:30
โพสต์: 147


 ข้อมูลส่วนตัว www


ฟังออกนะ แต่ทำไม ไม่พิจารณาให้ ชัดเจนแจ่มแจ้ง ก่อนล่ะ รีบด่วนสรุปไปทำไม?
ใครเขาจะไม่รู้อะไร ก็ไม่เห็นต้องไปใส่ใจ ไม่มีใครยอมรับ ก็ใช่จะมีนัยยะอะไร..

ไตรลักษณ์ ก็พิจารณาเห็นไม่ชัด ความเป็นไป สายเกิดสายดับก็ไม่ไล่อนุโลม ปฏิโลม ซ้ำๆ
เวทนาก็ไม่แห้ง ไม่สนิท จมอาวรณ์อารมณ์ก็ยังไม่ รู้ตัว วิญญาณ สังขาร เวทนา สัญญา ก็ยังไม่หน่าย ไม่ต้องพูด ถึงกาย ขันธ์ 5 เป็นของว่าง แต่ไม่หน่าย กิเลสก็ไม่ ถลอก..

ความสงบก็ยังไม่มั่นคงเลย เอาเท่านี้แหละ พิจารณาดูเอา ธรรมดิบๆ จะเอา ถือๆถูๆ เพื่ออะไร?


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 พ.ค. 2012, 00:25 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2009, 02:43
โพสต์: 12217


 ข้อมูลส่วนตัว


เฮ่อ....หมดกัน :b9: :b9:

พูดอย่างนี้แล้วใครเขาจะเอาเรื่องบันเทิง ๆ มาโชว์ละ.... s002


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 พ.ค. 2012, 06:15 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 18 ก.ย. 2011, 21:51
โพสต์: 4939


 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ
:b8:
สาธุ อนุโมทนาเป็นอย่างยิ่งกับการสนทนาธรรมอันน่าชื่นใจของคุณลูกพระป่ากับคุณมัชฌิมา....
ยินดีกับคุณกบและคุณjojamที่มาช่วยสร้างสีสรรให้กับกระทู้นี้

:b12:
มีข้อสังเกตนิดหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องของ "ผู้รู้" ตัวผู้รู้นั้นน่าจะเป็นตัวปัญญาตรงๆ คือจิตดวงที่ประกอบด้วยปัญญินทรึย์เจตสิก
:b42:
ส่วน สติ นั้นน่าจะใช้ชื่อให้แยกชัดออกมาเป็น "ผู้รู้ทัน" ซึ่งเป็นจิตดวงที่ประกอบด้วยสตินทรีย์เจตสิก
:b39:
ที่ให้ข้อสังเกตเช่นนี้ก็คิดว่าการใช้บัญญัติที่ถูกต้องกับสภาวจริงๆ น่าจะเป็นความละเอียดอ่อนที่เป็นประโยชน์
อนึ่ง พระพุทธศาสนาเป็น ปัญญาศาสนา พระบรมศาสดาทรงได้พระนามว่า "ปัญญาธิกะพุทธเจ้า" จึงใคร่่จะให้ผู้คนได้เห็นความสำคัญของปัญญาเป็นอันดับหนึ่ง เพราะตามธรรมแล้ว ปัญญาหรือจิตปัญญาเป็นพระราชาผู้ครองกายนครดังที่เราคงเคยได้ยินบัญญัติว่า "พญามโนเจตราช" ส่วนสติ สมาธิ ศีล หรือธรรมอื่นๆนั้นเปรียบเป็นอำมาตย์ข้าราชบริพารคอยรับสนองพระบัญชาของพระราชา สติอาจพิเศษรองลงมาจากปัญญา คือเปรียบได้กับแม่ทัพใหญ๋ของกายนคร

:b8:
ส่วนเรื่อง
อ้างคำพูด:
ปล.ขอย้อนถามถึงประสบการณ์ที่พี่นำมาแบ่งบันว่าถึงตรงนี้พี่ยังคิดว่าเป็นเพราะภาวะวิญญาณดับหมดเพราะปล่อยวางหรือว่าสติตามรู้ไม่ทันตอนจิตรวมแล้วจึงหลับไปครับ
ขอบคุณครับ

:b39:
วิญญาณดับหมดหาใช่เพราะปล่อยวาง เพราะถึงตรงนั้น ไม่มีใครเป็นผู้ปล่อยวางอะไร แต่เป็นเพราะเหตุปัจจัยที่จะทำให้เกิดวิญญาณเขาหมดไป สิ่งที่เกิดขึ้นจึงเป็นไปตามธรรม หาใช่เป็นไปตามอำนาจของผู้ปล่อยวาง
:b8:
ทั้งหมดนี้คือ 1 ความเห็นเท่านั้นนะครับเพื่อประกอบการศึกษา
onion


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 พ.ค. 2012, 09:02 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 ก.พ. 2010, 17:53
โพสต์: 4999

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


มัชฌิมา ปฏิปทา เขียน:
@คุณโฮฮับ ....ความรู้ผมน้อย ผมขอเป็นผู้ถามดีกว่าเป็นผู้ตอบนะครับ

ที่ผมถามคุณไปนั้นน่ะ มันเป็นการปูทาง เพื่อที่จะได้รู้ว่าคุณมีความรู้ในทาง
ปรมัตถ์หรือเปล่าจะได้ตอบให้ถูกทาง จะบอกให้ครับสิ่งที่คุณบรรยายมามันบ่งบอกให้รู้ว่า
คุณไม่เข้าใจสภาวะ ไม่เข้าใจอารมณ์ปรมัตถ์ เลยหยิบเอาบัญญัติมาใช้แบบ
สับสนวุ่นวายครับ

แนะนำครับวันหลังถ้าจะถาม เรื่องการนั่งสมาธิถามสภาวะที่เกิดที่กายใจตัวเอง
ต้องเล่าหรือพูดแต่อาการหรือลักษณะที่คุณรู้สึกครับ ไม่ใช่เอาบัญญัติมาใช้
แบบขาดความเข้าใจแบบนี้


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 พ.ค. 2012, 09:37 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 ก.พ. 2010, 17:53
โพสต์: 4999

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


asoka เขียน:
สาธุ อนุโมทนาเป็นอย่างยิ่งกับการสนทนาธรรมอันน่าชื่นใจของคุณลูกพระป่ากับคุณมัชฌิมา....
ยินดีกับคุณกบและคุณjojamที่มาช่วยสร้างสีสรรให้กับกระทู้นี้

คุณโสกะนี่ตลกดีครับ ทำไมชอบทำอะไรเจ้ากี้เจ้าการ ออกนอกหน้าแบบนี้ครับ
ทำอย่างนี้ ทำให้ผมสับสนว่าใครเป็นจขกทกันแน่ระหว่างคุณกับมัชฌิมา :b32:
asoka เขียน:
มีข้อสังเกตนิดหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องของ "ผู้รู้" ตัวผู้รู้นั้นน่าจะเป็นตัวปัญญาตรงๆ คือจิตดวงที่ประกอบด้วยปัญญินทรึย์เจตสิก
:b42:

เมื่อเกิดจิตผู้รู้แล้วดับไป เกิดจิตที่ประกอบด้วยสัญญา เกิดจิตผู้รู้ขึ้นมาใหม่หลังจาก
จิตที่เป็นสัญญาดับไป เมื่อจิตผู้สัญญาดับไปเกิดเป็น จิตที่เป็นสติไประลึกปัญญา

ที่ต้องเน้นว่าเป็นจิตผู้รู้ก็เพราะ เป็นจิตที่มีคุณภาพสามารถตามรู้
อาการของจิตได้จนจบกระบวนการขันธ์ แต่ถ้ารู้ผัสสะอย่างเดียวเรียกว่า วิญญาณขันธ์

asoka เขียน:
ส่วน สติ นั้นน่าจะใช้ชื่อให้แยกชัดออกมาเป็น "ผู้รู้ทัน" ซึ่งเป็นจิตดวงที่ประกอบด้วยสตินทรีย์เจตสิก

สติมันต้องอาศัยสัญญา มันต้องเกิดสัญญาเสียก่อน มันจึงเกิดสติได้
เพราะสัญญาเป็นเหตุปัจจัยของสติ ฉะนั้นมันน่าขายหน้านะที่บอกว่า "สติคือผู้รู้ทัน"
ในความเป็นจริง สติก็คือผู้"จำได้"

ส่วนไอ้ตัวที่คุณบอกว่า"ผู้รู้ทัน" มันต้องเป็นการเกิดขึ้นของกระบวนการขันธ์
เช่นเกิดผัสสะตัวใดขึ้น ก็รู้ทันผัสสะที่เกิดใหม่นั้นๆ ไม่หลงไปปรุงแต่งอยู่ที่ผัสสะเดียว
ซึ่งในความเป็นจริงแล้วก็ต้องอาศัยสติเป็นส่วนประกอบนั้นแหล่ะ
ดังนั้นถ้าจะบอกว่า"รู้ทัน" น่าจะเป็นวิญญาณขันธ์จึงจะถูกมากกว่า

asoka เขียน:
ที่ให้ข้อสังเกตเช่นนี้ก็คิดว่าการใช้บัญญัติที่ถูกต้องกับสภาวจริงๆ น่าจะเป็นความละเอียดอ่อนที่เป็นประโยชน์
อนึ่ง พระพุทธศาสนาเป็น ปัญญาศาสนา พระบรมศาสดาทรงได้พระนามว่า "ปัญญาธิกะพุทธเจ้า" จึงใคร่่จะให้ผู้คนได้เห็นความสำคัญของปัญญาเป็นอันดับหนึ่ง เพราะตามธรรมแล้ว ปัญญาหรือจิตปัญญาเป็นพระราชาผู้ครองกายนครดังที่เราคงเคยได้ยินบัญญัติว่า "พญามโนเจตราช" ส่วนสติ สมาธิ ศีล หรือธรรมอื่นๆนั้นเปรียบเป็นอำมาตย์ข้าราชบริพารคอยรับสนองพระบัญชาของพระราชา สติอาจพิเศษรองลงมาจากปัญญา คือเปรียบได้กับแม่ทัพใหญ๋ของกายนคร

:b8:

ปากก็พูด แต่คุณนั้นแหล่ะตัวดีเลย เอาบัญญัติมาละเลงเป็นขนมเบื้อง
แถมเป็นขนมเบื้องที่มีแต่แป้ง ไส้หวานกะทิน้ำตาลก็ไม่มี
แนะนำเลิกโพสรูปภาพเป็นเด็กๆได้มั้ยครับ มันเปลื่องสายตาครับ :b32:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 พ.ค. 2012, 09:57 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 ก.พ. 2010, 17:53
โพสต์: 4999

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


มัชฌิมา ปฏิปทา เขียน:
เมื่อหลายปีก่อน ผมภาวนาอย่างต่อเนื่องโดยกำหนดพุทโธพร้อมกับดูลมหายใจเข้าออก ระหว่าภาวนารู้สึกร่างกายเบามากแต่ก็ไม่สนใจ บริกรรมต่อไป สักพักพุทโธ(คำบริกรรม)หายคิดยังไงก็คิดไม่ออก สิ่งที่เหลือคือลมหายใจที่ละเอียดมากเบาบางนุ่มละมุลละไม แล้วผมก็ภาวนาต่อไปโดยดูลมหายใจ สิ่งที่เกิดขึ้นคือลมหายใจละเอียดเข้าไปทุกทีจนสุดท้ายลมหายใจก็หายไป ไม่มีเลย คำบริกรรม,ลมหายใจ,และร่างกาย ในตอนนั้นก็หายไป เหลือแต่สติปัญญาที่เด่นดวงมาก แต่ผมก็ยังภาวนาต่อไปในสตินั้นยังมีความรู้หรือที่เรียกกันว่าวิญญาณอยู่ด้วย ผมจึงใช้สติปัญญาจ่อเข้าไปที่ความรู้ที่เด่นตรงนั้น ไม่นานความรู้(วิญญาณ)นั้นก็กระเด็นหายไปทันทีหายไปพร้อมกับสติปัญญา หมด .....ตอนหายหายไปเมื่อไหร่ก็ไม่รู้นานเท่าไหร่ก็ไม่รู้ มารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่สติกระเพื่อมตัวออกมาเองคือความรู้(วิญญาณ)เกิด แต่มันนิ่งๆไม่คิดอะไร สักพักความคิดก็กระเพื่อมตัวออกมาเอง จึงได้มีความคิดสติปัญญาครบถ้วน จากนั้นจึงได้ตรวจเช็คตัวเองจึงพบว่าไม่มีลมหายใจไม่มีร่างกาย มีแต่ความรู้ที่เด่นจริงๆ และต่อมาไม่นานลมหายใจก็เริ่มปรากฏจากละเอียดแล้วค่อยๆเยอะขึ้นๆหยาบขึ้นๆและร่างกายก็ค่อยๆปรากฏตามมาๆ ....เรื่องก็มีประมาณนี้ มีใครพอทราบไหมครับว่าช่วงที่ความรู้ที่เด่นนั้นดับไปสติดับไปปัญญาดับไปช่วงนั้นคือสภาวะอะไร

ทำความเข้าใจให้นะครับ ไอ้สติปัญญาที่เด่นดวงอะไรของคุณ
คุณมานั่งเฉยๆ แล้วบอกว่า
"ร่างกายเบา แต่ไม่สนใจ" .... แล้วรู้ได้ไงว่าร่างกายเบา
"บริกรรมพุทโธ หายคิดไงก็คิดไม่ออก"....ก็จิตมันไปคิดไง แทนที่จะบริกรรมพุทโธ
"สติดับ" สงสัยไม่รู้สติเกิดแล้ดับ สติน่ะเขาไว้ดับสิ่งที่เป็นอกุศล
"ปัญญาดับ" ปัญญาที่ว่าเอามาจากไหนกันครับ เขาทำวิปัสสนากันแทบตายยังไม่ได้
นี่คุณเล่นนั่งสมาธิโน้นหายนี่หาย ดันมีปัญญาหน้าตาเฉย

ปัญญามันเกิดจาก การวิปัสสนา มีเหตุปัจจัยมาจาก
การไปรู้เห็นสภาวะตามความเป็นจริง ไม่ใช่การมานั่งบังคับกาย
ให้เป็นโน้นเป็นนี่ จำไว้ความคิดเป็นสังขารขันธ์มันเกิดแล้วก็ดับ
เมื่อคิดอย่างหนึ่ง อีกอย่างก็ดับไป ตัวผู้รู้คือ รู้ในสิ่งที่ดับไปหรือหายไป
ในทันทีจึงเรียกว่าปัญญา ไม่ใช่ไปคิดอีกอย่างแล้วบอกอีกอย่างหายไป
แบบนี้เขาเรียกจิตนาการ ไม่ใช่สติปัญญาที่เด่นดวงอะไรของคุณ
:b13:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 พ.ค. 2012, 10:44 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 1
สมาชิก ระดับ 1
ลงทะเบียนเมื่อ: 22 พ.ค. 2012, 19:48
โพสต์: 28


 ข้อมูลส่วนตัว


อนุโมทนากับคุณasokaด้วยครับ

ผมคิดเอาไว้แล้วว่าต้องเป็นอย่างนี้ ผมเข้ามาในที่นี้มีเจตนาอยู่สองอย่าง อย่างแรกเพื่อเข้ามาแชร์ความจริงจากการปฏิบัติ เพราะเผื่อจะเป็นประโยชน์กับใครหลายคน แต่ส่วนที่จะเป็นโทษผมไม่นับ อย่างที่สองคือ ผมมาตามหาคนที่ตอบคำถามของผมได้ เพราะคนที่ปฏิบัติจริงๆเป็นจริงๆถึงจะมองออกตอบได้ทันที

ขออนุโมทนาจริงๆครับกับผู้ที่มีจิตเป็นกุศลและหรืออุเบกขา


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 พ.ค. 2012, 12:13 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 15 ก.ย. 2010, 23:17
โพสต์: 257

แนวปฏิบัติ: ดูจิต
งานอดิเรก: อ่านหนังสือ
สิ่งที่ชื่นชอบ: ประเภทธรรมะ
ชื่อเล่น: หยุย
อายุ: 0
ที่อยู่: ห้วยขวาง

 ข้อมูลส่วนตัว


ขออนุโมทนาบุญกับคุณมัชฌิมาด้วยครับ การปฏิบัติธรรมนั้นไม่มีรูปแบบที่ตายตัวครับ
ถ้าต้องการความสงบนิ่งก็เจริญสมาธิเข้าถึงฌาน(ถ้าได้ถึงขั้นนี้ก็ดี)
ถ้าต้องการจะกำหนดรู้ก็เจริญวิปัสสนาใช้จิตดูจิตไปสภาวะที่เกิดขึ้นตามหลักสติปัฏฐานสี่
แต่ทั้งสองอย่างนี้ไม่ว่าจะทำแบบไหนก็สามารถพิจารณาธรรมได้แน่นอน
คือเป็นไตรลักษณ์เหมือนกัน ( อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) มีเกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไป
และที่ต้องปฏิบัติธรรมนั้นก็เพื่อให้จิตเข้าถึงสิ่งนี้เท่านั้น เพราะจิตที่ถูกฝึกมาดีแล้วก็จะสามารถ
มีสติรู้เท่าทันกิเลสทั้งหลายโดยอัตโนมัติ ทำลายความยึดถือตัวตนให้เบาบางลงไปจนสภาวะธรรมเกิดขึ้น
มาในจิต เมื่อนั้นความทุกข์ที่เรามีอยู่หรือเป็นอยู่ก็น้อยลง เพราะตราบใดที่ยังไม่บรรลุอรหันต์
ถึงจะปฏิบัติมาแค่ไหนก็ตาม ก็ยังเป็นผู้เป็น(ทุกข์,สุข) ผู้หลงอยู่(อวิชชา) เพียงแต่ว่าถ้าสติใคร
เกิดขึ้นได้ไวก็จะเป็นน้อยและหลงน้อย ทำให้ภพภูมิเรานั้นสั้นลงครับ

.....................................................
สัตว์โลกล้วนเป็นไปตามกรรม
ทุกอย่างไม่ควรยึดถือ
อกุศลน้อยนิด อย่าคิดทำ
กุศลน้อยนิด ให้คิดทำ
ทำกุศลวันละนิด ดีกว่าคิดที่จะทำ

พระพุทธองค์ยังถูกนินทา
ประชาชนธรรมดามีหรือจะหนีพ้น

ไม่อยากทุกข์แต่ก็เป็นทุกข์ ถ้าไม่เรียนรู้ทุกข์ จะพ้นทุกข์ได้อย่างไร


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 พ.ค. 2012, 12:41 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 1
สมาชิก ระดับ 1
ลงทะเบียนเมื่อ: 22 พ.ค. 2012, 19:48
โพสต์: 28


 ข้อมูลส่วนตัว


@ คุณ หัสพล พวงแก้ว อนุโมทนาสาธุครับ ยินดีที่ได้พบ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 พ.ค. 2012, 12:51 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 ก.พ. 2010, 17:53
โพสต์: 4999

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


มัชฌิมา ปฏิปทา เขียน:
อนุโมทนากับคุณasokaด้วยครับ

ผมคิดเอาไว้แล้วว่าต้องเป็นอย่างนี้ ผมเข้ามาในที่นี้มีเจตนาอยู่สองอย่าง อย่างแรกเพื่อเข้ามาแชร์ความจริงจากการปฏิบัติ เพราะเผื่อจะเป็นประโยชน์กับใครหลายคน แต่ส่วนที่จะเป็นโทษผมไม่นับ อย่างที่สองคือ ผมมาตามหาคนที่ตอบคำถามของผมได้ เพราะคนที่ปฏิบัติจริงๆเป็นจริงๆถึงจะมองออกตอบได้ทันที

ขออนุโมทนาจริงๆครับกับผู้ที่มีจิตเป็นกุศลและหรืออุเบกขา

ผิดกับผมผมเข้าในนี้ มีเจตนาอยู่อย่างเดียวคือ พูดในสิ่งที่รู้ อย่างไหนผมคิดว่าใช่
ผมก็ว่าใช่ อย่างไหนไม่ใช่ก็ว่าไม่ใช่

คุณบอกว่าว่ามาแชร์ความจริง ไอ้ความจริงที่คุณว่าคือการเลือกหรือครับว่า
คุณพอใจความเห็นไหนนั้นคือความจริงคุณอาจคิดว่า ความเห็นคุณมีประโยชน์
นั้นเป็นเพียงความคิดคุณซึ่งมันก็ไม่ผิด แต่ถ้ามีคนอื่นเขาเห็นต่าง และคิดว่า
สิ่งที่คุณพูดมันทำให้เกิดความสับสนต่อคนอื่น เมื่อเขาเข้าแย้งเข้ามาแสดง
ความเห็น คุณจะคิดว่า มันไม่เกิดประโยชน์คุณคิดได้แต่ห้ามเขาไม่ได้ครับ
สิ่งที่คุณสมควรทำ ก็เพียงอธิบายความในสิ่งที่คนอื่นเขาเห็นแย้ง
ไม่ใช่มาแสดงอาการ แอ๊บว่าไม่โกรธ โกรธไม่เป็น แต่ออกอาการประชดประชัน
พูดจากับอีกคนเพื่อกระแทกคนที่ตัวเองไม่พอใจ


และที่คุณบอกว่าหาผู้ปฏิบัติจริง จะบอกคุณออกและตอบได้ทันที
คุณพูดจาเข้าข้างตัวเองเกินไปหรือเปล่าครับ แบบนี้แสดงว่า คนที่แย้งคุณ
มันผิดหมด การปฏิบัติของคุณถูกต้องที่สุด เป็นแบบนี้คุณจะมาทำแอ็บแบ๊ว
ถามชาวบ้านเขาทำไมครับ กำลังหลงตัวเองอยู่หรือเปล่าครับ

พูดถึงอุเบกขา รู้จักด้วยหรือครับ เท่าทีดูมามันไม่ใช่นะครับ
ถ้าลองพูดจาประชดประชันกระแทกแดกดันแบบนี้ เขาเรียก อุแบกขาครับ
มันหนักนะครับ แทนทีไม่พอใจอยากเตะใคร ก็เตะไม่ได้ ต้องแบกขาตัวเองไว้ :b13:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 พ.ค. 2012, 13:16 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 ก.พ. 2010, 17:53
โพสต์: 4999

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


กบนอกกะลา เขียน:
ผมสงสัยตรงสติปัญญาหายไป...

ถ้าว่าตามลำดับอาการที่ท่าน..จ.ข.ก.ท..ว่ามา

มันก็ต้องเข้า..ฌาณ4..

แต่...รู้...ตื่น..เบิกบาน....ท่าน..จ.ข.ก.ท...ไม่ได้แสดงใว้ให้เห็นเลย

ก็ต้องเดาใว้ก่อนว่า...ไม่มี

กัลยาณมิตร...ต้องไม่อวย..ให้กันเกินไป..จะเสียหาย..

ต้องแตะเบรกห้ามล้อใว้บ้าง....จะได้มีเวลามาฉุกคิด...มันจะเกิดความรอบขอบ

กะลาช่วยสาธยายหน่อยว่า ฌาณ4 รู้ตื่น รู้เบิกบาน มันเป็นอย่างไร
ถามหน่อยมันเป็นอย่างเดียวกับอรูปหรือเปล่า
เรารู้จักแต่ อรูปพรหมกับญาณ3
ไอ้ฌาณ4 แล้วรู้ตื่น รู้เบิกบานเป็นไงอ่ะ :b13:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 พ.ค. 2012, 13:26 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ส.ค. 2010, 14:17
โพสต์: 260

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


มัชฌิมา ปฏิปทา เขียน:
เมื่อหลายปีก่อน ผมภาวนาอย่างต่อเนื่องโดยกำหนดพุทโธพร้อมกับดูลมหายใจเข้าออก ระหว่าภาวนารู้สึกร่างกายเบามากแต่ก็ไม่สนใจ บริกรรมต่อไป สักพักพุทโธ(คำบริกรรม)หายคิดยังไงก็คิดไม่ออก สิ่งที่เหลือคือลมหายใจที่ละเอียดมากเบาบางนุ่มละมุลละไม แล้วผมก็ภาวนาต่อไปโดยดูลมหายใจ สิ่งที่เกิดขึ้นคือลมหายใจละเอียดเข้าไปทุกทีจนสุดท้ายลมหายใจก็หายไป ไม่มีเลย คำบริกรรม,ลมหายใจ,และร่างกาย ในตอนนั้นก็หายไป เหลือแต่สติปัญญาที่เด่นดวงมาก แต่ผมก็ยังภาวนาต่อไปในสตินั้นยังมีความรู้หรือที่เรียกกันว่าวิญญาณอยู่ด้วย ผมจึงใช้สติปัญญาจ่อเข้าไปที่ความรู้ที่เด่นตรงนั้น ไม่นานความรู้(วิญญาณ)นั้นก็กระเด็นหายไปทันทีหายไปพร้อมกับสติปัญญา หมด .....ตอนหายหายไปเมื่อไหร่ก็ไม่รู้นานเท่าไหร่ก็ไม่รู้ มารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่สติกระเพื่อมตัวออกมาเองคือความรู้(วิญญาณ)เกิด แต่มันนิ่งๆไม่คิดอะไร สักพักความคิดก็กระเพื่อมตัวออกมาเอง จึงได้มีความคิดสติปัญญาครบถ้วน จากนั้นจึงได้ตรวจเช็คตัวเองจึงพบว่าไม่มีลมหายใจไม่มีร่างกาย มีแต่ความรู้ที่เด่นจริงๆ และต่อมาไม่นานลมหายใจก็เริ่มปรากฏจากละเอียดแล้วค่อยๆเยอะขึ้นๆหยาบขึ้นๆและร่างกายก็ค่อยๆปรากฏตามมาๆ ....เรื่องก็มีประมาณนี้ มีใครพอทราบไหมครับว่าช่วงที่ความรู้ที่เด่นนั้นดับไปสติดับไปปัญญาดับไปช่วงนั้นคือสภาวะอะไร

ไร้สาระ เพ้อเจ้อ

ฮาได้อีกเจ้าฆ่ะ :b28:

.....................................................
สิ่งใดในโลกล้วน อนิจจัง คงแต่บาปบุญยัง เที่ยงแท้
คือเงาติดตัวตรัง ตรึงแน่ อยู่นา ตามแต่บุญบาปแล้ ก่อเกื้อ รักษา

รูปภาพ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 พ.ค. 2012, 13:27 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 1
สมาชิก ระดับ 1
ลงทะเบียนเมื่อ: 22 พ.ค. 2012, 19:48
โพสต์: 28


 ข้อมูลส่วนตัว


จริงๆแล้วผมเคยเล่าและถามหลวงตามหาบัวแล้วล่ะครับเป็นทางจดหมายแล้วท่านก็เมตตาตอบผมมาแล้วว่าถูกต้อง ในเว็ปยังมีข้อความนี้อยู่ ผมขอคัดลอกตัดตอนบางส่วนออกมาให้อ่านกันเพื่อหวังให้เป็นความรู้นะครับ ^___^

กราบนมัสการหลวงตาที่เคารพอย่างสูง
ผมได้ศึกษาธรรมะจากหลวงตาจากทางหนังสือกับเทปและได้ปฏิบัติอย่างจริงจัง ช่วงฝึกใหม่ๆจิตไม่สงบเท่าไรนัก แต่พอทำไปๆจิตเริ่มสงบขึ้นทุกวันๆจนรู้สึกมีอาการตัวเบาจนไม่มีน้ำหนักเลย แต่พอไปสนใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นอาการตัวเบาก็หายไปกลับมาหนักเหมือนเดิม ในตอนนั้นผมก็ได้รู้ว่าสมาธินี้สำคัญเช่นนี้เอง เกิดความพอใจติดใจในอาการตัวเบานี้และคิดว่าเราจะต้องทำให้ได้อีก แต่พอวันต่อๆมาทำไม่ได้เลย ยิ่งทำไม่ได้ยิ่งอยากให้มันเป็น ยิ่งอยากให้เป็นยิ่งหงุดหงิดรำคาญกระวนกระวายใจ จนเวลาทำสมาธิก็ไม่เป็นสมาธิเลย ช่วงนั้นทุกข์มากทุกข์จนได้สติคิดได้ว่าที่เราเครียดหน้าดำอยู่นี้ก็เพราะความอยากนี้เอง ไปยึดถืออาการตัวเบาจนทำให้เสียสมาธิ มีแต่กิเลสเต็มหัวใจ หลังจากที่ผมคิดได้ผมจึงได้ปล่อยวางความอยากได้อยากเป็นของผมลงแล้วหันมายึดคำสอนของหลวงตาที่ว่าใส่ใจแต่งานของตน หลังจากนั้นจิตก็เริ่มสงบขึ้นเลื่อยๆจนมาถึงคืนหนึ่งผมเริ่มนั่งสมาธิผ่านไประยะหนึ่งมีอาการตัวเบาเกิดขึ้นอีก คราวนี้ผมไม่สนใจแล้วมุ่งทำงานของตนคือพุทโธต่อไป สักพักพุทโธหายคิดยังไงก็คิดไม่ออกสิ่งที่เหลืออยู่คือลมหายใจที่ชัดเจนมาก ตอนนั้นผมไม่ได้สนใจไม่คิดอะไรทั้งนั้นมุ่งหน้าทำงานของตนต่อไป เหลือแต่ลมหายใจก็เอาแค่ลมหายใจ ลมหายใจก็ละเอียดนุ่มนวลและแผ่วเบาขึ้นทุกทีจนสุดท้ายไม่มีลมหายใจเลย มาถึงตอนนี้เหมือนจะหมดที่ไปแล้ว งานที่ทำอยู่ก็หายไปหมดแล้วคือไม่มีงานทำ แต่แล้วสติก็นึกถึงคำสอนของหลวงตาขึ้นมาได้ คือหลวงตาให้ระลึกรู้ไปทั้งๆที่ไม่มีอะไรนั้นละ จากนั้นผมจึงกำหนดจิตไปที่ความรู้ของตน พอกำหนดปุ๊ปรู้พุ่งหนีปั๊บ ไปไกลมากในตอนนั้นเหมือนตัวรู้จะพุ่งหนีไปไกลสุดขอบโลก แต่ผมก็ตามตัวรู้ไปไม่ให้คลาดสายตา ดูเหมือนจะตามทันแต่ยิ่งตามตัวรู้ยิ่งพุ่งหนีไปไกลและเร็วมากเหมือนจะออกนอกจักวาลไปให้ได้ ระหว่างตามเกิดความกลัวตายขึ้นแต่ก็ได้ตัดสินใจทันทีในขณะนั้นว่าตายเป็นตายเรามาถึงตอนนี้แล้วจะไม่ถอยกลับ แล้วผมก็ตามไปจนสุดท้ายตัวรู้ก็หมด หมดทุกอย่าง หมดไม่เหลืออะไรทั้งสิ้น และตั้งแต่นั้นมาผมจึงได้รู้ว่าจิตจริงๆนั้นไม่มีอะไรเลยคือไม่มีธาตุ4ขันธ์5เลย คิดแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจว่า นี่เราโง่มาตั้งนานแสนนาน ไปหลงคิดว่าเป็นเราของเรา ขนาดตัวรู้ คิด จำ ที่ละเอียดยังไม่ใช่ของเราเลย ตัวที่มันขยันนั่งสมาธินั้นก็ไม่ใช่เรา
ผมจึงใคร่ขอกาสกราบเรียนถึงผลการปฏิบัติพร้อมทั้งขอรับคำแนะนำจากหลวงตาต่อไปครับ และการที่ผมพิจารณาอย่างนี้ถูกต้องหรือไม่ครับ
ด้วยความเคารพอย่างสูง




หลวงตาเมตตาแสดงธรรมปัญหาจิตตภาวนาให้
เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2547 ณ วัดป่าบ้านตาด

หลวงตา : พูดนี้เข้าทีเลยละ ให้พิจารณาตามที่พิจารณามาแล้ว เรายังไม่ค้าน เรื่องค้านก็ไม่ค้าน เรื่องจะชมเชยว่าดีสุดยอดแล้วเราก็ยังไม่ชม แต่ที่ปฏิบัติมานี้ถูกต้องแล้ว เข้าใจเหรอ เออ พูดเข้าท่านะ อย่างงั้นแล้ว เนี่ยล่ะคนหนึ่งที่กำลัง.... ให้เขาก้าวของเขาไปเสียก่อนจะคอยฟัง ถ้าเขามีอะไรเขาก็มา แต่ถ้ามันเป็นอย่างงี้ไปเลยแล้วก็ไม่น่ามีอะไร....


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 พ.ค. 2012, 14:13 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 21 มิ.ย. 2010, 22:55
โพสต์: 213

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ป๋าโฮเซ่ก็ออกมาตรวจการสอบเช่นเคย :b32:
เป็นไงบ้างฮับเจอฝิ่นรึเปล่า :b1:

จิบน้ำชาดูเล่นดีกว่า :b38:


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 117 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3, 4, 5, 6, 7, 8  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 15 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร