วันเวลาปัจจุบัน 17 ก.ย. 2019, 17:18  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 12 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 มี.ค. 2012, 19:03 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 3531


 ข้อมูลส่วนตัว


ในเรื่องแรก (ซึ่งมีอยู่) ในคาถาแห่งวินีตวัตถุทั้งหลาย มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้:-

บทว่า การุญฺเณน ความว่า ภิกษุเหล่านั้น เห็นความทุกข์เพราะความเป็น

ไข้อย่างมากของเธอแล้ว เกิดความกรุณาขึ้น ทั้งเป็นผู้มีความต้องการจะให้ตาย

ด้วย แต่ไม่ทราบว่าเธอมีความต้องการจะตาย จึงได้พรรณนาคุณความตาย

อย่างนี้ว่า ท่านเป็นผู้มีศีล ได้ทำกุศลไว้แล้ว เพราะเหตุไร เมื่อจะตายจึงกลัว

เล่า ? ขึ้นชื่อว่า สวรรค์ของผู้มีศีล เป็นของเนื่องด้วยเหตุเพียงความตาย

เท่านั้น มิใช่หรือ ? ภิกษุแม้นั้นก็ตัดอาหาร เพราะการพรรณนา (คุณความตาย)

ของภิกษุเหล่านั้น แล้วก็มรณภาพไปในระหว่างนั้นเอง เพราะเหตุนั้น ภิกษุ

เหล่านั้น จึงต้องอาบัติ. แต่ท่านพระอุบาลีเถระกล่าวไว้ด้วยอำนาจโวหารว่า

ภิกษุเหล่านั้น ได้พรรณนาคุณความตายด้วยความกรุณา, เพราะฉะนั้นถึงในบัด

นี้ภิกษุผู้เป็นบัณฑิต ก็ไม่ควรพรรณนาคุณความตายอย่างนั้น แก่ภิกษุผู้อาพาธ.

จริงอยู่ ถ้าภิกษุผู้อาพาธนั้นได้ฟังการพรรณนาของภิกษุนั้นแล้ว มรณภาพลง

ในระหว่าง ในเมื่ออายุแม้ยังเหลืออยู่ชั่วชวนวาระเดียว ด้วยความพยายามมีการ

อดอาหารเป็นต้น ไซร้, เธอเป็นผู้ชื่อว่าอันภิกษุนี้แลฆ่าแล้ว. แต่ควรให้คำพร่ำ

สอนโดยนัยนี้ว่า ความเกิดขึ้นแห่งมรรคและผลของท่านผู้มีศีล เป็นของไม่น่า

อัศจรรย์เลย; เพราะฉะนั้น ท่านไม่ควรทำความเกี่ยวข้องในสถานที่มีวิหารเป็น

ต้น ควรตั้งสติให้ไปในพระพุทธเจ้าพระธรรม พระสงฆ์ และในกาย ทำความ

ไม่ประมาทในมนสิการ. และแม้เมื่อภิกษุพรรณนาคุณความตายแล้ว ภิกษุใดไม่

ทำความพยายามอะไรๆ เพราะการพรรณนานั้น มรณภาพไปตามธรรมดาของตน

ตามอายุ และตามความสืบต่อ (แห่งอายุ), ภิกษุผู้พรรณนา อันพระวินัยธรไม่

ควรปรับอาบัติ เพราะความตายของภิกษุนั้นเป็นปัจจัย ฉะนี้แล.





เอาบุญมาฝากจะถวายสังฆทาน เจริญวิปัสสนา ให้ธรรมะเป็นทาน ให้อภัยทาน บอกบุญ สักการะพระธาตุ ให้อาหารสัตว์เป็นทาน ช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน ถวายข้าวพระพุทธ อนุโมทนาบุญกับผู้อื่น สร้างพระสร้างเจดีย์สร้างธรรมจักรสร้างรอยพระพุทธบาทสร้างระฆังและอัครสาวกซ้ายขวาสร้างพระสีวลีสร้างพระกัสสะปะสร้างพระอุปคุตสร้างพระองคุลีมารผสมทองคำเปลวพร้อมนำดอกไม้มาบูชาถวายพระรัตนตรัย
รักษาศีล เจริญภาวนา สวดมนต์ ให้อาหารสัตว์เป็นทานเป็นประจำ กรวดน้ำอุทิศบุญ อนุโมทนากับพ่อแม่ญาติพี่น้องที่รักษาศีล ฟังธรรม ให้ทาน อนุโมทนากับเพื่อนๆที่รักษาศีล ศึกษาการรักษาโรค ที่ผ่านมาคุณแม่ได้ถวายสังฆทานมาโดยตลอด ที่ผ่านมาได้ปิดทองพระ รักษาอาการป่วยของผู้อื่นกับผู้ร่วมงาน และที่ผ่านมาได้รักษาอาการป่วยของบิดามารดา ปล่อยชีวิตสัตว์มาโดยตลอด ถวายยาแก่ภิกษุ ขัดองค์พระ ถวายเทียน ให้ความรู้สมุนไพรเพื่อสุขภาพเป็นวิทยาทาน ที่ผ่านมาคุณแม่ได้ทำบุญหลายอย่างมาโดยตลอด ที่ผ่านมาได้ถวายสังฆทานและทำบุญสร้างอาคารผู้ป่วยและกฐินกับเพื่อนๆและให้อาหารเป็นทานแก่สรรพสัตว์กับเพื่อนๆและเพื่อนคนหนึ่งและบริวารของเพื่อนและครอบครัวของเพื่อนได้มีจิตเมตตาให้ทานและเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ช่วยเหลือผู้อื่นอยู่ตลอดและเพื่อนได้เคยสวดมนต์เย็นกับคุณแม่และที่ผ่านมาได้ทำบุญสักการะพระธาตุทำบุญปิดทองชำระหนี้สงฆ์และไหว้พระและทำบุญตามกล่องรับบริจาคตามวัดต่างๆกับเพื่อนและตั้งใจว่าจะสร้างบารมีให้ครบทั้ง 10 อย่างขอให้อนุโมทนาบุญด้วย


ขอเชิญถวายสังฆทาน เจริญวิปัสสนา ให้ธรรมะเป็นทาน ให้อภัยทาน บอกบุญ ให้อาหารสัตว์เป็นทาน สักการะพระธาตุ ฟังธรรม สวดมนต์ ช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน
รักษาศีล เจริญภาวนา สวดมนต์ สร้างพระสร้างเจดีย์สร้างธรรมจักรสร้างรอยพระพุทธบาท
สร้างระฆังและอัครสาวกซ้ายขวาสร้างพระสีวลีสร้างพระกัสสะปะสร้างพระอุปคุตสร้างพระองคุลีมารผสมทองคำเปลวพร้อมนำดอกไม้มาบูชาถวายพระรัตนตรัย กรวดน้ำอุทิศบุญ ถวายข้าวพระพุทธ อนุโมทนาบุญกับผู้อื่น สนทนาธรรม
ถวายข้าวพระพุทธ อนุโมทนาบุญกับผู้อื่น รักษาอาการป่วยของผู้อื่น รักษาอาการป่วยของบิดามารดา
ปิดทอง สักการะพระธาตุ กราบอดีตสังขารเจ้าอาวาสที่ไม่เน่าเปื่อย ที่วัดแจ้ง อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี ปิดทองพระ ปล่อยชีวิตสัตว์ถวายยาแก่ภิกษุ ไหว้พระตามวัดต่างๆ ขัดองค์พระ ให้ความรู้สมุนไพรในการดูแลสุขภาพเป็นทาน
และสร้างบารมีให้ครบทั้ง 10 อย่างขอเชิญร่วมบุญกุศลร่วมกันนะ


ขอเชิญทำบุญถวายพระประธาน,ระฆัง,แท้งค์น้ำ,กุฏิสงฆ์,เครื่องปั่นไฟ,ห้องน้ำ ตามศรัทธา
โทรศัพท์ ๐๘-๕๐๓๗-๐๓๗๐


ร่วมสร้างโบสถ์กับหลวงปู่ลี วัดป่าหัวตลุกวนาราม
ธนาคารกรุงไทย สาขาลาดยาว
ชื่อบัญชี หลวงปู่ลี ตาณังกโร
เลขบัญชี 606-0-27704-7




ร่วมซื้อเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ
โทรศัพท์ 085-361-4989<O </O



ขอเชิญร่วมบริจาคซื้อเครื่องขยายเสียงวัดหนองรังสิตวราราม
088-5287649



ขอเชิญร่วมพิธีบวชชีพราหมณ์ ณ สถานธรรมแม่ชีศิวะนาถ จันทบุรี 1-10 เมษายน 2555 นี้
รายละเอียดกรุณาสอบถามที่ 084-906-4225


สำนักสงฆ์ผาหยาด จ.มุกดาหาร ทอดผ้าป่าหาทุนสร้างหนังสือสวดมนต์แปล


บวชพระ84รูป กับ หลวงพ่อเยื้อน ขันติพโล อาทิตย์ที่ 1 เมษายน 2555
02-4126516



ขอเชิญร่วมเป็นเจ้าภาพ บรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อน ๒๕๕๕๕ ณ วัดคู้บอน รามอินทรา กรุงเทพ
โทร.๐๘๐-๕๕๑-๖๒๐๓


ขอเชิญร่วมงานผูกพันธสีมาปิดทองฝังลูกนิมิต เดือนเมษายน2555
วัดสุนทรประดิษฐ์ ต.บางระกำ อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก จะมีงานผูกพันธสีมาปิดทองฝังลูกนิมิต ปี พ.ศ. 2555 ในเดือนเมษายน นี้ วันที่ 5---15 เมษายน พ.ศ. 2555 และวัดทุ่งพระ (ถ้ำเเก้ว) ต.บ้านมุง อ.เนินมะปราง จ.พิษณุโลก วันที่ 7 ----16 เมษายน พ.ศ. 2555 ขอเชิญทุกท่านร่วมงานโดยพร้อมเพรียงกัน




เชิญร่วมทำบุญทอดผ้าป่าสามัคคีมหากุศล ถวายแก่หลวงปู่หลวง จ.ลำปาง
0816541551



ร่วมซื้อหนังสือ 100 คำสอนของสมเด็จพระสังฆราชเพื่อรพ.พหลพลพยุหเสนา
โทรศัทพ์ 02-6291417


ขอเชิญร่วมสร้างโบสถ์ขนาดใหญ่จุคนได้600กว่าคน หนองคาย
0849548747



ขอเชิญผู้มีจิตศรัทธาร่วมทำบุญ
จัดซื้ออุปกรณ์การแพทย์และเครื่องกายภาพ บำบัดฟื้นฟูเพื่อใช้ในอาคารหลวงปู่ผ่าน ปัญญาปทีโป (วัดป่าปทีปบุญญาราม จ.สกลนคร)
ณ.โรงพยาบาลอากาศอำนวย จ.สกลนคร





ประชาสัมพันธ์งานบุญร่วมกับหลวงปู่หงษ์ พรหมปัญโญ สร้างสถานที่พักอุบาสกอุบาสิกา
086-620-6536



ขอเชิญร่วมบริจาคซื้อชุดยาให้กับวัดที่ห่างไกลความเจริญ
0814521496


เชิญร่วมบริจาคซื้อยาถวายพระสงฆ์ในถิ่นธุระกันดาน
0814521496


ขอเชิญร่วมเป็นเจ้าภาพภัตราหารแด่พระนิสิตปริญญาตรี-โท ณวัดบางช้างเหนือ
080-2116599


เชิญร่วมทำบุญ และ ร่วมงานไหว้ครูศิษย์ช้างไห้ ประจำปี 2555

งานไหว้ครู และ งานประเพณีสรงน้ำ สมเด็จหลวงพ่อทวด ระหว่างวันที่ 11 - 13 เมษายน พ.ศ.2555
ณ หมู่ที่ 3 ตลาดน้ำคลองแห อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา



ขอเชิญไถ่ชีวิตโค-กระบือเนื่องในวันแม่แห่งชาติ วัดศรีรัตนคีรี วันที่ 1-14 ส.ค.54
085-2447338


เชิญร่วมงานเททองหล่อพระพุทธใหญ่89นิ้ว 18/3/55 เริ่มพิธี 9.00น. เททอง 14.00น. ที่วัดศรีจันทราราม ต.บางปู สมุทรปราการ


หากประสงค์จะบริจาคเงินช่วยเหลือเด็ก โปรดโอนเงินเข้าบัญชีออมทรัพย์
มูลนิธิสงเคราะห์เด็กอ่อน ปากเกร็ด
ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาปากเกร็ด
เลขที่บัญชี 123 - 1 - 21135 - 0
กรุณาส่งสำเนาใบฝากเงินพร้อมที่อยู่กลับไปที่
มูลนิธิสงเคราะห์เด็กอ่อน ปากเกร็ด
เพื่อออกใบเสร็จและใบตอบรับให้ท่านต่อไป


กองบุญพิเศษระดมทุนซื้อโลงเย็นประจำวัดเพื่อสงเคราะห์ชาวบ้าน
โทร. 089-8523498


โครงการจัดตั้งศูนย์บำบัดวิกฤตผู้ป่วยหนักทางอายุรกรรม รพ.ศูนย์อุดรธานี0894160075


จัดหาทุนสมทบสร้างศูนย์เวชศาสตร์ผู้สูงอายุและ รพ.ในเขตบางขุนเทียน
โดยร่วมสมทบทุนได้ที่ ชื่อบัญชี มูลนิธิกรุงเทพมหานคร 2552 เลขที่บัญชี 924-0-071119 ประเภทออมทรัพย์ ธนาคารกรุงเทพ สาขาย่อยเซ็นทรัลพลาซ่า รัตนธิเบศร์ หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.bma2552foundtion.com



โครงการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด มูลนิธิรามาธิบดี มูลนิธิรามาธิบดี :: โครงการที่มูลนิธิให้ความช่วยเหลือ :: โครงการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดฯ

มีผู้ป่วยจำนวนมากที่หมดหวังเพราะค่าใช้จ่ายในการรักษาสูงมาก จากประสบการณ์ในการรักษามีคนไข้เด็กที่ป่วยเป็นโรคไขกระดูกฝ่อ และไม่มีเงินพอเพื่อเปลี่ยนถ่ายไขกระดูก
ร่วมสร้างปาฏิหาริย์ให้ผู้ป่วยโรคเลือด ร่วมบริจาคหรือสมทบทุนกับมูลนิธิรามาธิบดีฯ ที่ โทร 0-2201-1111




ขอเชิญร่วมโครงการ “พลังน้ำใจไทย Power of Thai” ฟื้นฟูโรงเรียนประสบอุทกภัย 84 แห่ง


ประกาศบอกบุญบริจาคเกล็ดเลือดกร๊ป บี10 ยูนิต และเลือดกร๊ป บี 10 ยูนิตเพื่อพระครูโสภณธรรมปาลเวลานี้ท่านอาพาธอยู่ทีรพ.ธรรมศาสต ร์รังสิต รหัสผู้ป่วย micu-1012534


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 มี.ค. 2012, 05:03 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 3531


 ข้อมูลส่วนตัว


บทว่า ทุมฺมโน ได้แก่ เกิดในโทมนัส. ถามว่า ก็เพราะเหตุไร

พระติสสะนี้จึงเกิดเป็นทุกข์เสียใจอย่างนี้. ตอบว่า ก็พระติสสะนี้เป็นกษัตริย์

บวช. เพราะฉะนั้น ภิกษุทั้งหลายให้ท่านบวชแล้ว ให้นุ่งผ้าสาฎก ๒ ชั้น

ห่มจีวรอย่างดี หยอดตา ทาศีรษะด้วยน้ำมันเจือด้วยน้ำชาด. เมื่อเหล่า

ภิกษุไปสู่ที่พักกลางคืนและกลางวัน ท่านไม่รู้ว่า ธรรมดาว่าภิกษุต้องนั่ง

ในโอกาสอันสงัด จึงไปโรงฉันขึ้นเตียงใหญ่แล้วนั่ง. ภิกษุทั้งหลายผู้ถือ

ผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ผู้เที่ยวไปในทิศเป็นอาคันตุกะมา คิดว่า ด้วยทำนองนี้

พวกเรามีตัวเปรอะเปื้อนไปด้วยธุลี ไม่อาจจะเฝ้าพระทศพลได้ เราจะวาง

สิ่งของไว้ก่อน ดังนี้แล้วก็ไปโรงฉัน. เมื่อพระมหาเถระกำลังมา ท่าน

ติสสะนั่งนิ่งทีเดียว. ภิกษุเหล่าอื่นถามโดยเอื้อเฟื้อ [ขอโอกาส] ว่า

พวกเราจะทำวัตรคือการล้างเท้า พัดด้วยก้านตาลนะ ก็พระติสสะนี้นั่งอยู่

นั่นแล ถามว่า พวกท่านมีพรรษาเท่าไร. เมื่อพวกภิกษุนั้นตอบว่า

พวกกระผมยังไม่มีพรรษา ก็ท่านเล่ามีพรรษาเท่าไร จึงกล่าวว่า ผมบวช

ในวันนี้. ลำดับนั้น ภิกษุทั้งหลายกล่าวก็ท่านว่า อาวุโส ท่านจงตัด

มวยผมเดี๋ยวนี้ แม้วันนี้กลิ่นเหาที่โคนศีรษะของท่านส่งกลิ่นฟุ้งทีเดียว

เมื่อภิกษุแก่ว่ามีประมาณเท่านี้ ขอโอกาสทำวัตรของเรา ท่านก็นั่งนิ่ง

เงียบ แม้เพียงความยำเกรงของท่านก็ไม่มี ท่านบวชในศาสนาของใคร

ดังนี้แล้ว รุมกันประหารพระติสสะนั้นด้วยหอกคือวาจา กล่าวว่า ท่าน

ไม่อาจเลี้ยงชีพได้เพราะเป็นหนี้ หรือกลัวจึงบวช หรือท่านแลดูพระเถระ

รูปหนึ่ง เมื่อพระเถระนั้นกล่าวว่า ท่านมองดูเราหรือขรัวตา จึงแลดู

อีกรูปหนึ่ง แม้เมื่อท่านรูปนั้นกล่าวอย่างนั้นเหมือนกัน ทีนั้น ท่านก็เกิด

ขัตติยมานะขึ้นมา ภิกษุเหล่านี้รุมกันใช้หอกคือวาจาทิ่มแทงเรา น้ำตาสี

แก้วมณีในดวงตาก็ไหลพราก. แต่นั้นท่านก็กล่าวกะภิกษุเหล่านั้นว่า

ท่านมาสู่สำนักของใคร. ภิกษุเหล่านั้นกล่าวว่า ก็ท่านเล่าสำคัญเราว่า

มาสู่สำนักของท่านหรือ พวกเราไม่ใช่อยู่ในเพศคฤหัสถ์นี้ จึงกล่าวว่า

พวกเรามาสู่สำนักของพระศาสดาผู้เป็นอัครบุคคลในโลกพร้อมทั้งเทวโลก.

พระติสสะกล่าวว่า พวกท่านมาในสำนักพี่ชายของเรา ถ้าเมื่อเป็นเช่นนั้น

เราจักไปตามทางที่พวกท่านมานั่นแล โกรธออกไปแล้วคิดในระหว่าง

ทางว่า เมื่อเราไปโดยทำนองนี้ก่อน พระศาสดาจักให้นำภิกษุเหล่านี้ออกไป

จึงเป็นทุกข์เสียใจ เดินน้ำตาไหลไป ด้วยเหตุนี้

ท่านจึงเกิดเป็นอย่างนี้แล.

บทว่า วาจาย สนฺนิโตทเกน ความว่า ด้วยประตักคือถ้อยคำ. บทว่า

สญฺชมฺภรึ อกํสุ ได้แก่กระทำให้เต็มแปร้ คือให้ถูกต้องไม่มีระหว่าง.

ท่านอธิบายไว้ว่า แทงข้างบน. บทว่า วตฺตา ความว่า ท่านพูดเรื่องที่

ปรารถนากะคนเหล่าอื่น. บทว่า โน จ วจนกฺขโม ความว่า ท่าน

ไม่อาจอดทนถ้อยคำของชนเหล่าอื่น เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่าง

นี้ว่า เธอถูกความโกรธนี้แทงด้วยประตักคือวาจาในปัจจุบันนี้ก่อน แต่

ในอดีตเธอถูกพระราชาเนรเทศออกจากแว่นแคว้น. ภิกษุทั้งหลาย

จึงทูลวิงวอนกะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ในกาลไหน พระเจ้าข้า.

พระศาสดาตรัสว่า ในอดีตกาล พระเจ้าพาราณสีเสวยราชสมบัติ

ในกรุงพาราณสี. ครั้งนั้นฤาษี ๒ ท่าน คือท่านหนึ่ง ชื่อว่า ชาติมา

ท่านหนึ่งชื่อว่า มาตังคะ. ได้ไปยังกรุงพาราณสี ในฤาษีทั้งสองนั้น

ฤาษีชื่อว่า ชาติมา ไปถึงก่อน นั่งที่โรงช่างหม้อ. ภายหลังมาตังคดาบส

ได้ไปขอพักในที่นั้น. นายช่างหม้อกล่าวว่า ในที่นี้ บรรพชิตผู้เข้าไป

ก่อนมีอยู่ ท่านจงถามเขาเถิด. มาตังคดาบสนั้น ถือเอาบริขารของตน

ยืนใกล้ประตูโรงช่างหม้อ กล่าวว่า ท่านอาจารย์ โปรดให้โอกาส

ข้าพเจ้าพักอยู่ในที่นี้สักราตรีหนึ่งเถิด. ชาติมาฤาษีกล่าวว่า เข้าไปเถิด

ท่าน จึงถามท่านผู้เข้าไปนั่งว่า ท่านโคตรอะไร. ตอบว่า ข้าพเจ้าโคตร

จัณฑาล. ชาติมาฤาษีว่า ข้าไม่อาจจะนั่งในที่แห่งเดียวกับเจ้าได้ จงไป

ณ ส่วนข้างหนึ่ง. มาตังคดาบสลาดเครื่องลาดหญ้าแล้วก็นอนในที่นั้นนั่นเอง.

ชาติมาฤาษีนอนพิงประตู. ฝ่ายมาตังคดาบสออกไปเพื่อถ่ายปัสสาวะ

จึงเหยียบอกชาติมาฤาษีนั้นเข้า เมื่อชาติมาฤาษีถามว่า ใครนั่น.

จึงกล่าวว่า ข้าพเจ้าเองท่านอาจารย์. เฮ้ย เจ้าจัณฑาล เจ้าไม่เห็นทาง

จากที่แห่งอื่นหรือ. เมื่อเป็นเช่นนี้ เจ้าจะไม่ต้องมาเหยียบข้า.

ท่านอาจารย์ เมื่อข้าไม่เห็นก็เหยียบเอา โปรดยกโทษให้ข้าด้วยเถิด.

เมื่อมหาบุรุษออกไปภายนอก ชาติมาฤาษีนั้นคิดว่า ผู้นี้แม้ไปภายหลัง

ก็จักมาข้างนี้ จึงนอนพลิกกลับไปเสีย. ฝ่ายมหาบุรุษเข้าไปด้วยคิดว่า

ท่านอาจารย์นอนหันศีรษะมาทางนี้ เราจักไปทางที่ใกล้เท้าของท่าน ดังนี้

จึงเหยียบอกเข้าอีก. ก็เมื่อฤาษีนั้นถามว่า นั่นใคร จึงตอบว่า ข้าพเจ้าเอง

ท่านอาจารย์. ฤาษีนั้นกล่าวว่า ชั้นแรกทีเดียว เจ้าไม่รู้จึงทำ บัดนี้เจ้า

ทำกระทบเรา เมื่อพระอาทิตย์ขึ้น ศีรษะของเจ้าจงแตก ๗ เสียง

มหาบุรุษไม่พูดอะไร ๆ ก่อนที่อรุณจะขึ้นนั่นเอง ได้ยึดดวงอาทิตย์ไว้

ไม่ยอมให้พระอาทิตย์ขึ้น พวกคนและสัตว์เดรัจฉานมีช้างม้าเป็นต้น

ต่างตื่นกันแล้ว.

พวกมนุษย์พากันไปยังราชตระกูลทูลว่า ขอเดชะ ขึ้นชื่อว่าผู้ที่จะไม่ตื่น

ทั่วนครไม่มี แต่ไม่ปรากฏว่าอรุณจะขึ้น นี่เหตุอะไรกัน. ถ้ากระไร

ขอพระองค์โปรดตรวจตราพระนคร. คนเหล่านั้นเมื่อสำรวจดู. ก็พบดาบส

สองท่านในโรงช่างหม้อ จึงคิดว่า นี่จักเป็นการทำของสองท่านนี้ จึงได้

พากันไปกราบทูลพระราชา ถูกพระราชาตรัสว่า พวกเจ้าจงไปถามท่านดู

แล้วจึงพากันมาถามฤาษีชื่อชาติมานั้นว่า พวกท่านทำให้มืดหรือ. ชาติมาฤาษี

ตอบว่า ข้าพเจ้าไม่ได้ทำ แต่จ้าดาบสขี้โกงตัวเลวมีมายาเหลือหลายนี้ทำ

จงถามดูเถิด. คนเหล่านั้นจึงไปถามมหาบุรุษว่า ท่านเจ้าข้า ท่านทำให้มืดหรือ.

ดาบสตอบว่า ใช่ อาจารย์ผู้นี้ได้สาปข้าพเจ้า เพราะฉะนั้น

ข้าพเจ้าจึงทำ. คนเหล่านั้นจึงไปกราบทูลพระราชา. ฝ่ายพระราชา

เสด็จมาตรัสถามมหาบุรุษว่า ท่านเจ้าข้า ท่านทำให้มืดหรือ. ดาบสทูลว่า

ขอถวายพระพรมหาบพิตร. พระราชาตรัสถามว่า เพราะเหตุไร เจ้าข้า.

ดาบสทูลว่า อาตมภาพถูกดาบสนี้สาป ถ้าดาบสนี้ขอขมาโทษอาตมภาพไซร้

อาตมภาพจักปล่อยพระอาทิตย์ พระราชาตรัสว่า ท่านเจ้าข้า

ท่านจงขมาโทษดาบสนี้เถิด. ฝ่ายฤาษีทูลว่า คนผู้มีชาติเช่นเราจักให้ขมาโทษ

คนจัณฑาลเช่นนั้นหรือ อาตมภาพไม่ขอขมาโทษดอก. ลำดับนั้น

พวกคนกล่าวกะท่านว่า ท่านจักไม่ขอขมาโทษตามความชอบใจของตนหรือ

ดังนี้แล้วช่วยกันจักมือและเท้าแล้วให้นอนหมอบแทบเท้า

แล้วกล่าวว่า ขอจงขมาโทษเถิด. ดาบสนั้นนอนเงียบเสียง.

คนเหล่านั้นจึงกล่าวย้ำกะดาบสนั้นว่า จงขอขมาโทษเสีย. ลำดับนั้น ดาบส

จึงกล่าวว่า โปรดยกโทษข้าเถิดอาจารย์. มหาบุรุษกล่าวว่า อันดับแรก

ข้าพเจ้าจักยกโทษให้ท่านแล้วปล่อยพระอาทิตย์ แต่เมื่อพระอาทิตย์ขึ้น

ศีรษะของท่านจักแตก ๗ เสียง ดังนี้แล้ว จึงกล่าวว่า ท่านจงเอาก้อนดิน

เหนียว ขนาดเท่าศีรษะวางไว้บนกระหม่อมของดาบสนี้ แล้วให้ท่านยืน

แช่น้ำในแม่น้ำแค่คอ. พวกผู้คนได้กระทำเหมือนอย่างนั้น. ด้วยเหตุเพียง

เท่านี้ ไพร่พลของพระราชาทั่วแว่นแคว้นประชุมกัน. มหาบุรุษได้ปล่อย

พระอาทิตย์แล้ว. แสงพระอาทิตย์มากระทบก้อนดิน. ก้อนดินนั้นก็แตก

๗ เสี่ยง. ในขณะนั้นนั่นเอง ดาบสนั้นก็ดำลงโผล่ขึ้นทางท่าหนึ่งแล้วก็

หนีไป. พระศาสดาทรงนำเรื่องนี้มาตรัสว่า บัดนี้ท่านได้บริภาษในสำนัก

ของภิกษุทั้งหลายก่อน. แม้ในกาลก่อนท่านอาศัยความโกรธนี้ จึงถูก

เนรเทศออกจากแว่นแคว้น ครั้นทรงสืบอนุสนธิ เมื่อจะโอวาทดาบสนั้น

จึงตรัสว่า ติสสะ ข้อนั้นไม่สมควรแก่เธอแล เป็นต้น



เอาบุญมาฝากจะถวายสังฆทาน เจริญวิปัสสนา ให้ธรรมะเป็นทาน ให้อภัยทาน บอกบุญ สักการะพระธาตุ ให้อาหารสัตว์เป็นทาน ช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน ถวายข้าวพระพุทธ อนุโมทนาบุญกับผู้อื่น สร้างพระสร้างเจดีย์สร้างธรรมจักรสร้างรอยพระพุทธบาทสร้างระฆังและอัครสาวกซ้ายขวาสร้างพระสีวลีสร้างพระกัสสะปะสร้างพระอุปคุตสร้างพระองคุลีมารผสมทองคำเปลวพร้อมนำดอกไม้มาบูชาถวายพระรัตนตรัย
รักษาศีล เจริญภาวนา สวดมนต์ ให้อาหารสัตว์เป็นทานเป็นประจำ กรวดน้ำอุทิศบุญ อนุโมทนากับพ่อแม่ญาติพี่น้องที่รักษาศีล ฟังธรรม ให้ทาน อนุโมทนากับเพื่อนๆที่รักษาศีล ศึกษาการรักษาโรค ที่ผ่านมาคุณแม่ได้ถวายสังฆทานมาโดยตลอด ที่ผ่านมาได้ปิดทองพระ รักษาอาการป่วยของผู้อื่นกับผู้ร่วมงาน และที่ผ่านมาได้รักษาอาการป่วยของบิดามารดา ปล่อยชีวิตสัตว์มาโดยตลอด ถวายยาแก่ภิกษุ ขัดองค์พระ ถวายเทียน ให้ความรู้สมุนไพรเพื่อสุขภาพเป็นวิทยาทาน ที่ผ่านมาคุณแม่ได้ทำบุญหลายอย่างมาโดยตลอด ที่ผ่านมาได้ถวายสังฆทานและทำบุญสร้างอาคารผู้ป่วยและกฐินกับเพื่อนๆและให้อาหารเป็นทานแก่สรรพสัตว์กับเพื่อนๆและเพื่อนคนหนึ่งและบริวารของเพื่อนและครอบครัวของเพื่อนได้มีจิตเมตตาให้ทานและเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ช่วยเหลือผู้อื่นอยู่ตลอดและเพื่อนได้เคยสวดมนต์เย็นกับคุณแม่และที่ผ่านมาได้ทำบุญสักการะพระธาตุทำบุญปิดทองชำระหนี้สงฆ์และไหว้พระและทำบุญตามกล่องรับบริจาคตามวัดต่างๆกับเพื่อนและตั้งใจว่าจะสร้างบารมีให้ครบทั้ง 10 อย่างขอให้อนุโมทนาบุญด้วย


ขอเชิญถวายสังฆทาน เจริญวิปัสสนา ให้ธรรมะเป็นทาน ให้อภัยทาน บอกบุญ ให้อาหารสัตว์เป็นทาน สักการะพระธาตุ ฟังธรรม สวดมนต์ ช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน
รักษาศีล เจริญภาวนา สวดมนต์ สร้างพระสร้างเจดีย์สร้างธรรมจักรสร้างรอยพระพุทธบาท
สร้างระฆังและอัครสาวกซ้ายขวาสร้างพระสีวลีสร้างพระกัสสะปะสร้างพระอุปคุตสร้างพระองคุลีมารผสมทองคำเปลวพร้อมนำดอกไม้มาบูชาถวายพระรัตนตรัย กรวดน้ำอุทิศบุญ ถวายข้าวพระพุทธ อนุโมทนาบุญกับผู้อื่น สนทนาธรรม
ถวายข้าวพระพุทธ อนุโมทนาบุญกับผู้อื่น รักษาอาการป่วยของผู้อื่น รักษาอาการป่วยของบิดามารดา
ปิดทอง สักการะพระธาตุ กราบอดีตสังขารเจ้าอาวาสที่ไม่เน่าเปื่อย ที่วัดแจ้ง อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี ปิดทองพระ ปล่อยชีวิตสัตว์ถวายยาแก่ภิกษุ ไหว้พระตามวัดต่างๆ ขัดองค์พระ ให้ความรู้สมุนไพรในการดูแลสุขภาพเป็นทาน
และสร้างบารมีให้ครบทั้ง 10 อย่างขอเชิญร่วมบุญกุศลร่วมกันนะ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 มี.ค. 2012, 17:59 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 3531


 ข้อมูลส่วนตัว


ว่าด้วยความต่างแห่งพาลและบัณฑิต
พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม

ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัส

ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กายนี้ของคนพาล ผู้อันอวิชชาหุ้มห่อแล้ว ประกอบ

ด้วยตัณหา เกิดขึ้นแล้วอย่างนี้ กายนี้ด้วย นามรูปในภายนอกด้วย ย่อม

มีด้วยประการดังนี้ เพราะอาศัยกายและนามรูปทั้งสองนี้ จึงเกิดผัสสะ

สฬายตนะ ซึ่งทั้งสองอย่างนั้นหรือแต่อย่างใดอย่างหนึ่ง ถูกต้องคนพาล

เป็นเหตุให้เสวยสุขและทุกข์ กายนี้ของบัณฑิต ผู้อันอวิชชาหุ้มห่อแล้ว

ประกอบด้วยตัณหา เกิดขึ้นแล้วอย่างนี้ กายนี้ด้วย นามรูปในภายนอก

ด้วย ย่อมมีด้วยประการดังนี้ เพราะอาศัยกายและนามรูปทั้งสองนี้จึงเกิด

ผัสสะ สฬายตนะ ซึ่งทั้งสองงอย่างนั้นหรือแต่อย่างใดอย่างหนึ่ง

ถูกต้องบัณฑิต เป็นเหตุให้เสวยสุขและทุกข์.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในเรื่องนั้น จะแปลกกันอย่างไร

จะมีอธิบายอย่างไร จะต่างกันอย่างไร ระหว่างบัณฑิตกับพาล พวก

ภิกษุกราบทูลว่า พระพุทธเจ้าข้า ธรรมของพวกข้าพระองค์มี
พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นเดิม มีพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้นำ มี
พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นที่รวมลง ขอประทานพระวโรกาส เนื้อความแห่งพระ

ภาษิตนี้ แจ่มแจ้งแก่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์เดียว ภิกษุทั้งหลาย

ได้ฟังจากพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว จักทรงจำไว้.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าเช่นนั้นพวก

เธอจงฟัง จงใส่ใจให้ดีเถิด เราจักกล่าว ภิกษุพวกนั้นทูลรับ

พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว.

พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

กายนี้ของคนพาล ผู้ถูกอวิชชาใดหุ้มห่อแล้ว

และประกอบแล้วด้วยตัณหาใดเกิดขึ้นแล้ว อวิชชานั้น

คนพาลยังละไม่ได้ และตัณหานั้นยังไม่สิ้นไป ข้อนั้นเพราะเหตุไร

เพราะคนพาลไม่ได้ประพฤติพรหมจรรย์

เพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบ เหตุนั้น

เมื่อตายไปคนพาลย่อมเข้าถึงกาย เมื่อเข้าถึงกาย

ชื่อว่ายังไม่พ้นจากชาติ ชรา มรณะ โสกปริเทวทุกขโทมนัสและอุปายาส

เรากล่าวว่า

ยังไม่พ้นไปจากทุกข์

กายนี้ของบัณฑิตผู้ถูกอวิชชาใดหุ้มห่อแล้ว

และประกอบด้วยตัณหาใด เกิดขึ้นแล้ว อวิชชานั้น

บัณฑิตละได้แล้ว และตัณหานั้นสิ้นไปแล้ว ข้อนั้นเพราะเหตุไร

เพราะว่าบัณฑิตได้ประพฤติพรหมจรรย์

เพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบ เหตุนั้น

เมื่อตายไป บัณฑิตย่อมไม่เข้าถึงกาย เมื่อเขาไม่เข้าถึงกาย

ชื่อว่าย่อมพ้นจากชาติ ชรา มรณะ โสกปริเทวทุกขโทมนัสและอุปายาส

เรากล่าวว่า

ย่อมพ้นจากทุกข์

อันนี้เป็นความแปลกกัน อันนี้เป็นอธิบาย

อันนี้เป็นความต่างกันของบัณฑิตกับคนพาล

กล่าวคือ การอยู่ประพฤติพรหมจรรย์.

ในคำว่า สา เจว อวิชฺชา นี้ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

อวิชชาและตัณหานั้น แม้ยังกรรมให้แล่นไป ชักปฏิสนธิมาแล้ว

ดับไปก็จริง ถึงอย่างนั้น ท่านก็กล่าวคำนี้ว่า สา เจว อวิชชา สา เจว
ตณฺหา ไว้แม้ในที่นี้ เพราะอรรถว่า เห็นสมกัน เหมือนเภสัชที่ดื่ม

วันวาน แม้วันนี้บริโภคโภชนะเข้าไป เภสัชนั้นก็ยังเรียกว่า เภสัชนั่นเอง

ฉันนั้น. บทว่า พฺรหฺมจริยํ ได้แก่มรรคพรหมจรรย์. บทว่า

ทุกฺขกฺขยาย ได้แก่เพื่อความสิ้นไปแห่งวัฏทุกข์. บทว่า กายูปโค
โหติ ได้แก่เป็นผู้เข้าถึงปฏิสนธิกายอื่น. ด้วยบทว่า ยทิทํ พฺรหฺมจริย-

วาโส นี้ ท่านแสดงว่า มรรคพรหมจริยวาสนี้ใด. นี้คือความแปลกกัน

ของบัณฑิตจากคนพาล. ดังนั้นในพระสูตรนี้ ท่านจึงเรียกว่าปุถุชนผู้ยัง

มีปฏิสนธิทั้งหมดว่า เป็นคนพาล พระขีณาสพผู้ไม่มีปฏิสนธิ เรียกว่า

เป็นบัณฑิต. ส่วนพระโสดาบัน พระสกทาคามี และพระอนาคามี ใครๆ

ไม่ควรเ รียกว่า บัณฑิต หรือคนพาล. แต่เมื่อคบ ก็คบแต่ฝ่ายบัณฑิต.




เอาบุญมาฝากจะถวายสังฆทาน เจริญวิปัสสนา ให้ธรรมะเป็นทาน ให้อภัยทาน บอกบุญ สักการะพระธาตุ ให้อาหารสัตว์เป็นทาน ช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน ถวายข้าวพระพุทธ อนุโมทนาบุญกับผู้อื่น สร้างพระสร้างเจดีย์สร้างธรรมจักรสร้างรอยพระพุทธบาทสร้างระฆังและอัครสาวกซ้ายขวาสร้างพระสีวลีสร้างพระกัสสะปะสร้างพระอุปคุตสร้างพระองคุลีมารผสมทองคำเปลวพร้อมนำดอกไม้มาบูชาถวายพระรัตนตรัย
รักษาศีล เจริญภาวนา สวดมนต์ ให้อาหารสัตว์เป็นทานเป็นประจำ กรวดน้ำอุทิศบุญ อนุโมทนากับพ่อแม่ญาติพี่น้องที่รักษาศีล ฟังธรรม ให้ทาน อนุโมทนากับเพื่อนๆที่รักษาศีล ศึกษาการรักษาโรค ที่ผ่านมาคุณแม่ได้ถวายสังฆทานมาโดยตลอด ที่ผ่านมาได้ปิดทองพระ รักษาอาการป่วยของผู้อื่นกับผู้ร่วมงาน และที่ผ่านมาได้รักษาอาการป่วยของบิดามารดา ปล่อยชีวิตสัตว์มาโดยตลอด ถวายยาแก่ภิกษุ ขัดองค์พระ ถวายเทียน ให้ความรู้สมุนไพรเพื่อสุขภาพเป็นวิทยาทาน ที่ผ่านมาคุณแม่ได้ทำบุญหลายอย่างมาโดยตลอด ที่ผ่านมาได้ถวายสังฆทานและทำบุญสร้างอาคารผู้ป่วยและกฐินกับเพื่อนๆและให้อาหารเป็นทานแก่สรรพสัตว์กับเพื่อนๆและเพื่อนคนหนึ่งและบริวารของเพื่อนและครอบครัวของเพื่อนได้มีจิตเมตตาให้ทานและเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ช่วยเหลือผู้อื่นอยู่ตลอดและเพื่อนได้เคยสวดมนต์เย็นกับคุณแม่และที่ผ่านมาได้ทำบุญสักการะพระธาตุทำบุญปิดทองชำระหนี้สงฆ์และไหว้พระและทำบุญตามกล่องรับบริจาคตามวัดต่างๆกับเพื่อนและตั้งใจว่าจะสร้างบารมีให้ครบทั้ง 10 อย่างขอให้อนุโมทนาบุญด้วย


ขอเชิญถวายสังฆทาน เจริญวิปัสสนา ให้ธรรมะเป็นทาน ให้อภัยทาน บอกบุญ ให้อาหารสัตว์เป็นทาน สักการะพระธาตุ ฟังธรรม สวดมนต์ ช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน
รักษาศีล เจริญภาวนา สวดมนต์ สร้างพระสร้างเจดีย์สร้างธรรมจักรสร้างรอยพระพุทธบาท
สร้างระฆังและอัครสาวกซ้ายขวาสร้างพระสีวลีสร้างพระกัสสะปะสร้างพระอุปคุตสร้างพระองคุลีมารผสมทองคำเปลวพร้อมนำดอกไม้มาบูชาถวายพระรัตนตรัย กรวดน้ำอุทิศบุญ ถวายข้าวพระพุทธ อนุโมทนาบุญกับผู้อื่น สนทนาธรรม
ถวายข้าวพระพุทธ อนุโมทนาบุญกับผู้อื่น รักษาอาการป่วยของผู้อื่น รักษาอาการป่วยของบิดามารดา
ปิดทอง สักการะพระธาตุ กราบอดีตสังขารเจ้าอาวาสที่ไม่เน่าเปื่อย ที่วัดแจ้ง อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี ปิดทองพระ ปล่อยชีวิตสัตว์ถวายยาแก่ภิกษุ ไหว้พระตามวัดต่างๆ ขัดองค์พระ ให้ความรู้สมุนไพรในการดูแลสุขภาพเป็นทาน
และสร้างบารมีให้ครบทั้ง 10 อย่างขอเชิญร่วมบุญกุศลร่วมกันนะ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 มี.ค. 2012, 07:20 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 3531


 ข้อมูลส่วนตัว


ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ชนทั้งหลายย่อมทิ้งของสะอาดมีของหอมและระเบียบ

ดอกไม้เป็นต้นบ้าง ย่อมทิ้งของไม่สะอาดมีมูตรและกรีสเป็นต้นบ้าง ลง

ในแผ่นดิน. อนึ่ง เด็กเป็นต้น ย่อมถ่ายปัสสาวะบ้าง ย่อมถ่ายอุจจาระบ้าง

รดเสาเขื่อน อันเขาฝั่งไว้ใกล้ประตูเมือง, แต่ชนทั้งหลาย พวกอื่น ย่อม

สักการะเสาเขื่อนนั้น ด้วยวัตถุมีของหอมและระเบียบดอกไม้เป็นต้น, ใน

เพราะการทำนั้น ความยินดีหรือความยินร้าย ย่อมไม่เกิดแก่แผ่นดิน

หรือเสาเขื่อน นั่นแล ฉันใด; ภิกษุผู้ขีณาสพนี้ใด ชื่อว่าผู้คงที่ เพราะความ

เป็นผู้ไม่หวั่นไหว ด้วยโลกธรรมทั้งหลาย ๘, ชื่อว่าผู้มีวัตรดี เพราะ

ความที่แห่งวัตรทั้งหลายงาม, ภิกษุผู้ขีณาสพนั้น ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อชน

ทั้งหลายทำสักการะและไม่สักการะอยู่ ย่อมไม่ยินดี ย่อมไม่ยินร้ายทีเดียวว่า

"ชนเหล่านั้นย่อมสักการะเราด้วยปัจจัย ๔ แต่ชนเหล่านี้ย่อมไม่สักการะ"

โดยที่แท้ ภิกษุผู้ขีณาสพนั้น ย่อมเป็นผู้เสมอด้วยแผ่นดินและเป็นผู้เปรียบ

ด้วยเสาเขื่อนนั่นเอง. ก็ห้วงน้ำที่มีเปือกตมไปปราศแล้ว เป็นห้วงน้ำใส

ฉันใด; ภิกษุผู้ขีณาสพนั้น ชื่อว่ามีเปือกตมไปปราศแล้ว ด้วยเปือกตม

ทั้งหลายมีเปือกตม คือ ราคะเป็นต้น เพราะความเป็นผู้มีกิเลสไปปราศแล้ว

ย่อมเป็นผู้ผ่องใสเทียว ฉันนั้น.

บทว่า ตาทิโน ความว่า ก็ชื่อว่าสงสารทั้งหลาย ด้วยสามารถ

แห่งการท่องเที่ยวไปในสุคติและทุคติทั้งหลาย ย่อมไม่มีแก่ภิกษุนั้น คือ

ผู้เห็นปานนั้น.



เอาบุญมาฝากจะถวายสังฆทาน เจริญวิปัสสนา ให้ธรรมะเป็นทาน ให้อภัยทาน บอกบุญ สักการะพระธาตุ ให้อาหารสัตว์เป็นทาน ช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน ถวายข้าวพระพุทธ อนุโมทนาบุญกับผู้อื่น สร้างพระสร้างเจดีย์สร้างธรรมจักรสร้างรอยพระพุทธบาทสร้างระฆังและอัครสาวกซ้ายขวาสร้างพระสีวลีสร้างพระกัสสะปะสร้างพระอุปคุตสร้างพระองคุลีมารผสมทองคำเปลวพร้อมนำดอกไม้มาบูชาถวายพระรัตนตรัย
รักษาศีล เจริญภาวนา สวดมนต์ ให้อาหารสัตว์เป็นทานเป็นประจำ กรวดน้ำอุทิศบุญ อนุโมทนากับพ่อแม่ญาติพี่น้องที่รักษาศีล ฟังธรรม ให้ทาน อนุโมทนากับเพื่อนๆที่รักษาศีล ศึกษาการรักษาโรค ที่ผ่านมาคุณแม่ได้ถวายสังฆทานมาโดยตลอด ที่ผ่านมาได้ปิดทองพระ รักษาอาการป่วยของผู้อื่นกับผู้ร่วมงาน และที่ผ่านมาได้รักษาอาการป่วยของบิดามารดา ปล่อยชีวิตสัตว์มาโดยตลอด ถวายยาแก่ภิกษุ ขัดองค์พระ ถวายเทียน ให้ความรู้สมุนไพรเพื่อสุขภาพเป็นวิทยาทาน ที่ผ่านมาคุณแม่ได้ทำบุญหลายอย่างมาโดยตลอด ที่ผ่านมาได้ถวายสังฆทานและทำบุญสร้างอาคารผู้ป่วยและกฐินกับเพื่อนๆและให้อาหารเป็นทานแก่สรรพสัตว์กับเพื่อนๆและเพื่อนคนหนึ่งและบริวารของเพื่อนและครอบครัวของเพื่อนได้มีจิตเมตตาให้ทานและเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ช่วยเหลือผู้อื่นอยู่ตลอดและเพื่อนได้เคยสวดมนต์เย็นกับคุณแม่และที่ผ่านมาได้ทำบุญสักการะพระธาตุทำบุญปิดทองชำระหนี้สงฆ์และไหว้พระและทำบุญตามกล่องรับบริจาคตามวัดต่างๆกับเพื่อนและตั้งใจว่าจะสร้างบารมีให้ครบทั้ง 10 อย่างขอให้อนุโมทนาบุญด้วย


ขอเชิญถวายสังฆทาน เจริญวิปัสสนา ให้ธรรมะเป็นทาน ให้อภัยทาน บอกบุญ ให้อาหารสัตว์เป็นทาน สักการะพระธาตุ ฟังธรรม สวดมนต์ ช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน
รักษาศีล เจริญภาวนา สวดมนต์ สร้างพระสร้างเจดีย์สร้างธรรมจักรสร้างรอยพระพุทธบาท
สร้างระฆังและอัครสาวกซ้ายขวาสร้างพระสีวลีสร้างพระกัสสะปะสร้างพระอุปคุตสร้างพระองคุลีมารผสมทองคำเปลวพร้อมนำดอกไม้มาบูชาถวายพระรัตนตรัย กรวดน้ำอุทิศบุญ ถวายข้าวพระพุทธ อนุโมทนาบุญกับผู้อื่น สนทนาธรรม
ถวายข้าวพระพุทธ อนุโมทนาบุญกับผู้อื่น รักษาอาการป่วยของผู้อื่น รักษาอาการป่วยของบิดามารดา
ปิดทอง สักการะพระธาตุ กราบอดีตสังขารเจ้าอาวาสที่ไม่เน่าเปื่อย ที่วัดแจ้ง อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี ปิดทองพระ ปล่อยชีวิตสัตว์ถวายยาแก่ภิกษุ ไหว้พระตามวัดต่างๆ ขัดองค์พระ ให้ความรู้สมุนไพรในการดูแลสุขภาพเป็นทาน
และสร้างบารมีให้ครบทั้ง 10 อย่างขอเชิญร่วมบุญกุศลร่วมกันนะ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 มี.ค. 2012, 09:34 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 3531


 ข้อมูลส่วนตัว


เรื่องภิกษุ ๒ สหาย

เพื่อน 2 คน ได้ฟังธรรม เกิดศรัทธา จึงขอบวช อุทิศชีวิตกับพระศาสนา เพื่อน

คนแรก บำเพ็บวิปัสสนาธุนะ คือ กิจหน้าที่ในการเจริญอบรมปัญญาเพื่อดับกิเลส

เท่านั้น ส่วนเพื่อนอีกคน บำเพ็ญ คันถธุระ คือ ศึกษาพระธรรมที่พระพุทธเจ้าทรง

แสดง มีพระไตรปิฎก เป็นต้น ภิกษุผู้เจริญวิปัสนาธุระ อยู่ป่า และอบรมปัญญา ดับ

กิเลส บรรลุเป็นพระอรหันต์ อีกรูปหนึ่ง สั่งสอนลูกศิษย์ ในปริยัติ มีบริวารมาก แต่

ยังไม่ได้บรลุธรรม ต่อมา ลูกศิษย์ของพระภิกษุที่บำเพ็ญวิปัสสนา จนดับกิเลส เป็น

พระอรหันต์ ปรารถนาจะไปเฝ้าพระศาสดาที่พระเชตวัน อาจารย์ที่เป็นพระอรหันต์

แล้ว จึงฝากให้กราบพระพุทธเจ้า และ ฝาก ทักทาย พระภิกษุที่เป็นเพื่อน ที่สอน

ธรรมอยู่ เมื่อลูกศิษย์ไปถึง ก็กราบพระพุทธเจ้า และได้ฝากความระลึกถึงภิกษุ ผู้

เพื่อนที่เป็นเจ้าคณะสอนลูกศิษย์ห้าร้อย แต่ไม่ได้บรรลุธรรม เมื่อลูกศิษย์ของเพื่อน

ที่เป็นพระอรหันต์ฝากความระลึกถึงบ่อยๆ พระเพื่อนที่ไม่ได้บรรลุแต่ทรงจำปริยัติได้

ก็ทนไม่ได้ ได้กล่าวกับลูกศิษย์ว่า อาจารย์ของท่านรู้อะไร รู้นิกาย พระธรรมบทไหน

บ้าง เพราะเข้าใจว่า เพื่อนเข้าแต่ป่าคงไม่รู้อะไร

ในกาลต่อมา เพื่อนที่เป็นพระอรหันต์ก็มาที่เมืองสาวัตถี เพื่อไหว้พระศาสดา เมื่อ

ไหว้เสร็จก็มาเยี่ยมเพื่อนที่ยังไม่ได้บรรลุ พระพุทธเจ้าทรงทราบเหตุการณ์จึงเสด็จ

มาด้วย พระพุทธองค์ทรงถามปัญหาธรรมในเรื่องฌานขั้นต่างๆ พระภิกษุผู้บรรลุพระ

อรหันต์ตอบได้หมด ภิกษุผู้ที่ไม่บรรลุ ได้แต่ทรงจำ ตอบไม่ได้เลย พระพุทธองค์ถาม

เรื่องมรรค ผล ภิกษุผู้เป็นพะรอรหันต์ตอบได้หมด ภิกษุผู้ที่ไม่ได้บรรลุตอบไม่ได้

พระพุทธเจ้าและเทวดาทั้งหลายให้สาธุการ กับภิกษุผู้อยู่ป่าและบรรลุธรรม พระ

พุทธเจ้าตรัสว่า

"หากว่า นรชนกล่าวพระพุทธพจน์อันมีประ-

โยชน์เกื้อกูลแม้มาก (แต่) เป็นผู้ประมาทแล้ว

ไม่ทำ (ตาม) พระพุทธพจน์นั้นไซร้, เขาย่อม

ไม่เป็นผู้มีส่วนแห่งสามัญผล๒ เหมือนคนเลี้ยงโค

นับโคทั้งหลายของชนเหล่าอื่น ย่อมเป็นผู้ไม่มี

ส่วนแห่งปัญจโครสฉะนั้น, หากว่า นรชนกล่าว

พระพุทธพจน์อันมีประโยชน์เกื้อกูล แม้น้อย

(แต่) เป็นผู้มีปกติประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรม

ไซร้, เขาละราคะ โทสะ และโมหะแล้ว รู้ชอบ


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ - หน้าที่ 352

เรื่องภิกษุ ๒ สหาย

ทั้งสองออกบวช รูปหนึ่งไม่ประมาท บำเพ็ญเพียรเพื่อดับกิเลส อีกรูปหนึ่ง

ประมาท เอาแต่พูดคุย ไม่อบรมปัญญาเพื่อดับกิเลส เพื่อนผู้ไม่ประมาทกล่าวเตือน

ก็ไม่ฟัง ท่านกล่าวเตือนครั้งเดียวก็ไม่เตือนอีก อบรมปัญญาของตนเอง จนบรรลุ

เป็นพระอรหันต์ เมื่อทั้งสองรูปไปเฝ้าพระศาสดา รูปที่ไม่บำเพ็ญเพียรเพื่อดับกิเลส

กล่าวหาว่า ภิกษุรูปที่บรรลุแล้ว เกียจคร้าน ไม่อบรมปัญญา พระพุทธเจ้าตรัสเตือน

ว่า เธอประมาทแล้ว ยังกล่าวว่าตนและผู้อื่นประมาท อีก เธอเปรียบเหมือนม้าฝีเท้า

ไม่ดี ส่วนบุตรของเรา เป็นม้าฝีเท้าดี ย่อมละทิ้งเธอไป ตรัสพระคาถาว่า

" ผู้มีปัญญาดี เมื่อชนทั้งหลายประมาทแล้ว

ไม่ประมาท, เมื่อชนทั้งหลายหลับแล้ว ตื่นอยู่โดย

มาก ย่อมละบุคคลผู้มีปัญญาทรามไปเสีย ดุจม้า

ตัวมีฝีเท้าเร็ว ละทิ้งตัวหากำลังมิได้ไปฉะนั้น."


เอาบุญมาฝากจะถวายสังฆทาน เจริญวิปัสสนา ให้ธรรมะเป็นทาน ให้อภัยทาน บอกบุญ สักการะพระธาตุ ให้อาหารสัตว์เป็นทาน ช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน ถวายข้าวพระพุทธ อนุโมทนาบุญกับผู้อื่น สร้างพระสร้างเจดีย์สร้างธรรมจักรสร้างรอยพระพุทธบาทสร้างระฆังและอัครสาวกซ้ายขวาสร้างพระสีวลีสร้างพระกัสสะปะสร้างพระอุปคุตสร้างพระองคุลีมารผสมทองคำเปลวพร้อมนำดอกไม้มาบูชาถวายพระรัตนตรัย
รักษาศีล เจริญภาวนา สวดมนต์ ให้อาหารสัตว์เป็นทานเป็นประจำ กรวดน้ำอุทิศบุญ อนุโมทนากับพ่อแม่ญาติพี่น้องที่รักษาศีล ฟังธรรม ให้ทาน อนุโมทนากับเพื่อนๆที่รักษาศีล ศึกษาการรักษาโรค ที่ผ่านมาคุณแม่ได้ถวายสังฆทานมาโดยตลอด ที่ผ่านมาได้ปิดทองพระ รักษาอาการป่วยของผู้อื่นกับผู้ร่วมงาน และที่ผ่านมาได้รักษาอาการป่วยของบิดามารดา ปล่อยชีวิตสัตว์มาโดยตลอด ถวายยาแก่ภิกษุ ขัดองค์พระ ถวายเทียน ให้ความรู้สมุนไพรเพื่อสุขภาพเป็นวิทยาทาน ที่ผ่านมาคุณแม่ได้ทำบุญหลายอย่างมาโดยตลอด ที่ผ่านมาได้ถวายสังฆทานและทำบุญสร้างอาคารผู้ป่วยและกฐินกับเพื่อนๆและให้อาหารเป็นทานแก่สรรพสัตว์กับเพื่อนๆและเพื่อนคนหนึ่งและบริวารของเพื่อนและครอบครัวของเพื่อนได้มีจิตเมตตาให้ทานและเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ช่วยเหลือผู้อื่นอยู่ตลอดและเพื่อนได้เคยสวดมนต์เย็นกับคุณแม่และที่ผ่านมาได้ทำบุญสักการะพระธาตุทำบุญปิดทองชำระหนี้สงฆ์และไหว้พระและทำบุญตามกล่องรับบริจาคตามวัดต่างๆกับเพื่อนและตั้งใจว่าจะสร้างบารมีให้ครบทั้ง 10 อย่างขอให้อนุโมทนาบุญด้วย


ขอเชิญถวายสังฆทาน เจริญวิปัสสนา ให้ธรรมะเป็นทาน ให้อภัยทาน บอกบุญ ให้อาหารสัตว์เป็นทาน สักการะพระธาตุ ฟังธรรม สวดมนต์ ช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน
รักษาศีล เจริญภาวนา สวดมนต์ สร้างพระสร้างเจดีย์สร้างธรรมจักรสร้างรอยพระพุทธบาท
สร้างระฆังและอัครสาวกซ้ายขวาสร้างพระสีวลีสร้างพระกัสสะปะสร้างพระอุปคุตสร้างพระองคุลีมารผสมทองคำเปลวพร้อมนำดอกไม้มาบูชาถวายพระรัตนตรัย กรวดน้ำอุทิศบุญ ถวายข้าวพระพุทธ อนุโมทนาบุญกับผู้อื่น สนทนาธรรม
ถวายข้าวพระพุทธ อนุโมทนาบุญกับผู้อื่น รักษาอาการป่วยของผู้อื่น รักษาอาการป่วยของบิดามารดา
ปิดทอง สักการะพระธาตุ กราบอดีตสังขารเจ้าอาวาสที่ไม่เน่าเปื่อย ที่วัดแจ้ง อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี ปิดทองพระ ปล่อยชีวิตสัตว์ถวายยาแก่ภิกษุ ไหว้พระตามวัดต่างๆ ขัดองค์พระ ให้ความรู้สมุนไพรในการดูแลสุขภาพเป็นทาน
และสร้างบารมีให้ครบทั้ง 10 อย่างขอเชิญร่วมบุญกุศลร่วมกันนะ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 21 มี.ค. 2012, 05:39 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 3531


 ข้อมูลส่วนตัว


เรื่องราวของพระจูฬปันถก โดยสังเขปดังนี้ครับ

สามี ภรรยา คู่หนึ่ง คลอดบุตรสองคนระหว่างทาง จึงตั้งชื่อว่า ปันถก คนโตชื่อว่า

มหาปันถก คนเล็กชื่อ จูฬปันถกต่อมา พี่ชาย คือ มหาปันถก ฟังธรรมเกิดความเลื่อม

ใส ออกบวชได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ ส่วน จูฬปันถก ก็ได้ออกบวช แต่เมื่อบวชก็กลาย

เป็นคนโง่ แม้เพียงคาถาเดียว 4 เดือน ก็จำไม่ได้ เพราะกรรมเก่าที่เคยไปหัวเราะเยาะ

ภิกษุรูปหนึ่งที่เรียนพระธรรม จำไม่ได้ เพราะกรรมนี้ จึงให้จำไมได้ แม้เพียงคาถาสั้น ๆ

4 เดือนก็ยังจำไม่ได้ พระพี่ชาย เห็นว่า ท่านพระจูฬปันถก ไม่มีอุปนิสัย ที่จะบรรลุได้

จึงขับพระจูฬปันถกออกจากวิหาร ท่านน้อยใจจะสึก พระพุทธเจ้าทรงทราบความคิด

จึงไม่ได้ให้สึก แต่ให้อุบาย คือ ผ้าสะอาดผืนหนึ่ง และให้ลูบผ้านี้ และให้กล่าวคำว่า

ผ้าเช็ดธุลี บ่อยๆ เมื่อท่านลูบผ้า และกล่าวคำนั้นบ่อยๆ ผ้าจากสะอาดก็เศร้าหมอง

ท่านพิจารณาด้วยปัญญา ว่า ผ้านี้เคยสะอาดกลับเศร้าหมองได้ จึงพิจารณาสังขาร

โดยความไม่เที่ยง

อนุโมทนา" หมายถึง การพลอยชื่นชมยินดีในกุศลที่ผู้อื่นได้กระทำแล้ว

ขณะใดที่มีใจเบิกบาน พลอยชื่นชม ยินดี ในความดีของผู้อื่น ไม่ว่าประการใด ๆ

ขณะนั้น เป็นกุศลจิต พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔- หน้าที่ 328

ข้อความบางตอนจาก.. เรื่อง ท้าวสักกเทวราช

แม้ท้าวสักกะ ทรงสดับธรรมกถาของพระศาสดา ถวายบังคมพระ-

ศาสดาแล้ว ทูลว่า พระเจ้าข้า เพื่อประโยชน์อะไร พระองค์จึงไม่รับสั่งให้

ให้ส่วนบุญแก่พวกข้าพระองค์ ในธรรมทานอันชื่อว่าเยี่ยมอย่างนี้ ? จำเดิม

แต่นี้ไป ขอพระองค์ได้โปรดตรัสบอกแก่ภิกษุสงฆ์แล้วรับสั่งให้ ๆ ส่วน

บุญแก่พวกข้าพระองค์เถิด พระเจ้าข้า." พระศาสดา ทรงสดับคำของ

ท้าวเธอแล้ว รับสั่งให้ภิกษุสงฆ์ประชุมกันแล้ว ตรัสว่า " ภิกษุทั้งหลาย

ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป พวกเธอทำการฟังธรรมใหญ่ก็ดี การฟังธรรมตาม

ปกติก็ดี กล่าวอุปนิสินนกถาก็ดี โดยที่สุดแม้การอนุโมทนา แล้วพึง

ให้ส่วนบุญแก่สัตว์ทั้งปวง."





เอาบุญมาฝากจะถวายสังฆทาน เจริญวิปัสสนา ให้ธรรมะเป็นทาน ให้อภัยทาน บอกบุญ สักการะพระธาตุ ให้อาหารสัตว์เป็นทาน ช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน ถวายข้าวพระพุทธ อนุโมทนาบุญกับผู้อื่น สร้างพระสร้างเจดีย์สร้างธรรมจักรสร้างรอยพระพุทธบาทสร้างระฆังและอัครสาวกซ้ายขวาสร้างพระสีวลีสร้างพระกัสสะปะสร้างพระอุปคุตสร้างพระองคุลีมารผสมทองคำเปลวพร้อมนำดอกไม้มาบูชาถวายพระรัตนตรัย
รักษาศีล เจริญภาวนา สวดมนต์ ให้อาหารสัตว์เป็นทานเป็นประจำ กรวดน้ำอุทิศบุญ อนุโมทนากับพ่อแม่ญาติพี่น้องที่รักษาศีล ฟังธรรม ให้ทาน อนุโมทนากับเพื่อนๆที่รักษาศีล ศึกษาการรักษาโรค ที่ผ่านมาคุณแม่ได้ถวายสังฆทานมาโดยตลอด ที่ผ่านมาได้ปิดทองพระ รักษาอาการป่วยของผู้อื่นกับผู้ร่วมงาน และที่ผ่านมาได้รักษาอาการป่วยของบิดามารดา ปล่อยชีวิตสัตว์มาโดยตลอด ถวายยาแก่ภิกษุ ขัดองค์พระ ถวายเทียน ให้ความรู้สมุนไพรเพื่อสุขภาพเป็นวิทยาทาน ที่ผ่านมาคุณแม่ได้ทำบุญหลายอย่างมาโดยตลอด ที่ผ่านมาได้ถวายสังฆทานและทำบุญสร้างอาคารผู้ป่วยและกฐินกับเพื่อนๆและให้อาหารเป็นทานแก่สรรพสัตว์กับเพื่อนๆและเพื่อนคนหนึ่งและบริวารของเพื่อนและครอบครัวของเพื่อนได้มีจิตเมตตาให้ทานและเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ช่วยเหลือผู้อื่นอยู่ตลอดและเพื่อนได้เคยสวดมนต์เย็นกับคุณแม่และที่ผ่านมาได้ทำบุญสักการะพระธาตุทำบุญปิดทองชำระหนี้สงฆ์และไหว้พระและทำบุญตามกล่องรับบริจาคตามวัดต่างๆกับเพื่อนและตั้งใจว่าจะสร้างบารมีให้ครบทั้ง 10 อย่างขอให้อนุโมทนาบุญด้วย


ขอเชิญถวายสังฆทาน เจริญวิปัสสนา ให้ธรรมะเป็นทาน ให้อภัยทาน บอกบุญ ให้อาหารสัตว์เป็นทาน สักการะพระธาตุ ฟังธรรม สวดมนต์ ช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน
รักษาศีล เจริญภาวนา สวดมนต์ สร้างพระสร้างเจดีย์สร้างธรรมจักรสร้างรอยพระพุทธบาท
สร้างระฆังและอัครสาวกซ้ายขวาสร้างพระสีวลีสร้างพระกัสสะปะสร้างพระอุปคุตสร้างพระองคุลีมารผสมทองคำเปลวพร้อมนำดอกไม้มาบูชาถวายพระรัตนตรัย กรวดน้ำอุทิศบุญ ถวายข้าวพระพุทธ อนุโมทนาบุญกับผู้อื่น สนทนาธรรม
ถวายข้าวพระพุทธ อนุโมทนาบุญกับผู้อื่น รักษาอาการป่วยของผู้อื่น รักษาอาการป่วยของบิดามารดา
ปิดทอง สักการะพระธาตุ กราบอดีตสังขารเจ้าอาวาสที่ไม่เน่าเปื่อย ที่วัดแจ้ง อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี ปิดทองพระ ปล่อยชีวิตสัตว์ถวายยาแก่ภิกษุ ไหว้พระตามวัดต่างๆ ขัดองค์พระ ให้ความรู้สมุนไพรในการดูแลสุขภาพเป็นทาน
และสร้างบารมีให้ครบทั้ง 10 อย่างขอเชิญร่วมบุญกุศลร่วมกันนะ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 22 มี.ค. 2012, 04:26 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 3531


 ข้อมูลส่วนตัว


ผู้ที่บำเพ็ญบารมีเพื่อตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เรียกว่า พระโพธิสัตว์

(พระมหาโพธิสัตว์) พระโพธิสัตว์ต้องบำเพ็ญบารมีอย่างครบถ้วน บริจาคสิ่ง

ใหญ่ ๆ ๕ อย่าง เรียกว่าปัญจมหาบริจาค คือ บริจาคอวัยวะ บริจาคชีวิต

บริจาคทรัพย์ บริจาคราชสมบัติ บริจาคบุตร และภรรยา ทั้งหมดเป็นของที่เป็นที่รัก

และสละได้โดยยากทั้งสิ้น ถึงแม้ว่าจะเป็นสิ่งที่รัก ก็ตาม และสิ่งที่มีค่าและเป็น

ที่รักยิ่งกว่านั้น คือ พระสัมมาสัมโพธิญาณ พระบารมีที่ทรงบำเพ็ญทั้งหมด ก็เพื่อ

สิ่งนี้ เพื่อจะช่วยสัตว์โลกให้พ้นจากกองทุกข์ทั้งปวง

การบำเพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว์ ในแต่ละชาติของพระองค์ เพื่อประจักษ์แจ้ง

พระสัมมาสัมโพธิญาณ ตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า นั้น เป็นความ

ละเอียดลึกซึ้ง ของพระมหากรุณาธิคุณ พระบริสุทธิคุณ และ พระปัญญาธิคุณ

ของพระองค์ ซึ่งยากที่ปุถุชนทั่ว ๆ ไปผู้ไม่ได้สดับพระธรรม จะพิจารณาเข้าใจได้

แม้ผู้ที่ศึกษาพระธรรม มาบ้าง ก็ยังยากที่จะคิด พิจารณาให้เข้าใจถึงการกระทำทุกอย่าง

ของพระโพธิสัตว์ในแต่ละชาติได้ โดยเฉพาะการบริจาคบุตรทั้งสอง คือ กัณหาและ

ชาลี รวมถึงบริจาคภรรยา คือ พระนางมัทรี ในพระชาติที่พระองค์ทรงเป็นพระ

เวสสันดร ซึ่งทั้งหมดนั้นจะต้องศึกษาพิจารณาอย่างละเอียดในเหตุในผลจริง ๆ

จะเห็นได้ว่าทั้งพระนางมัทรี , กัณหาและชาลี ต่างก็มีความเข้าใจ ในเรื่องการ

บำเพ็ญพระบารมีเพื่อพระโพธิญาณของพระโพธิสัตว์ เป็นอย่างดี ซึ่งท่านเหล่านี้ล้วน

เป็นผู้ที่สะสมบารมีมาเพื่อที่จะเป็นผู้รู้แจ้งอริยสัจจธรรมในอนาคตข้างหน้า ทั้งนั้น

[พระนางมัทรี คือ พระนางยโสธรา พิมพา, กัณหา คือ พระอุบลวรรณาเถรี, ชาลี

คือ พระราหุล เป็นพระอรหันต์ทั้งหมดในกาลสมัยของพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า

โคดม] และ ก็พร้อมที่จะถูกบริจาค เพื่อการบำเพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว์ให้ครบ

ถ้วนสมบูรณ์

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ หน้า ๑๗๘

"บทว่า ทุปฺปพฺพชฺชํ ความว่า ชื่อว่า การละกองแห่งโภคะน้อยก็ตาม มากก็ตาม

และละเครือญาติ แล้วบวชมอบอุระ (ถวายชีวิต) ในศาสนานี้ เป็นการยาก

บทว่า ทุรภิรมํ ความว่า การที่กุลบุตรแม้บวชแล้วอย่างนั้น สืบต่อความเป็นไป

แห่งชีวิต ด้วยการเที่ยวไปเพื่อภิกษา (เที่ยวบิณฑบาต) ยินดียิ่ง ด้วยสามารถแห่ง

การคุ้มครองคุณคือศีลอันไม่มีประมาณ และบำเพ็ญข้อปฏิบัติธรรมอันสมควรแก่ธรรม

ให้บริบูรณ์ เป็นการยาก"


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๒ หน้าที่ ๔๐๙

ทสุตตรสูตร

(นำมาเพียงบางส่วนเท่านั้น)

[๓๖๔] ข้าพเจ้า สดับมาแล้วอย่างนี้ :-

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้า พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ ประมาณ ๕๐๐ รูป

ประทับอยู่ที่ฝั่งสระโปกขรณี ชื่อ คัดครา ใกล้เมืองจำปา.

ณ ที่นั้นท่านพระสารบุตร เรียกภิกษุทั้งหลายมา ภิกษุเหล่านั้น รับคำของท่านพระ

สารีบุตรแล้ว ท่านพระสารีบุตร กล่าวว่า

[๓๖๕] เราจักกล่าวทสุตตรสูตร อันเป็นธรรมเพื่อ

ปลดเปลื้องกิเลสเครื่องร้อยรัดทั้งปวง เพื่อ

บรรลุถึงพระนิพพาน เพื่อทำที่สุดแห่งทุกข์.

.... ว่าด้วยธรรมหมวด ๔

[๓๙๙] ธรรม ๔ อย่างมีอุปการะมาก ธรรม ๔ อย่างควรเจริญธรรม ๔ อย่างควรกำหนด

รู้ ธรรม ๔ อย่างควรละ ธรรม ๔ อย่างเป็นไปในส่วนข้างเสื่อม. ธรรม ๔ อย่างเป็นไปใน

ส่วนวิเศษ ธรรม ๔ อย่างแทงตลอดได้ยาก ธรรม ๔ อย่างควรให้เกิดขึ้น ธรรม ๔ อย่าง

ควรรู้ยิ่ง ธรรม ๔ อย่างควรทำให้แจ้ง.

[๔๐๐] ธรรม ๔ อย่าง มีอุปการะมากเป็นไฉน? ได้แก่ จักร ๔ คือ การอยู่ในประเทศอัน

สมควร คบหาสัตบุรุษ ตั้งตนไว้ชอบ ความเป็นผู้ทำบุญไว้ในก่อน ธรรม ๔ อย่างเหล่านี้

มีอุปการะมาก.

[๔๐๑] ธรรม ๔ อย่างควรเจริญเป็นไฉน? ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔ คือ ดูก่อนผู้มีอายุทั้ง

หลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ พิจารณากายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ พึง

กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ ภิกษุพิจารณาเวทนา ... จิต ... พิจารณาธรรม

ในธรรมทั้งหลายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ พึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัสใน

โลกเสียได้ ธรรม ๔ อย่างเหล่านี้ ควรเจริญ.

[๔๐๒] ธรรม ๔ อย่างควรกำหนดรู้เป็นไฉน? ได้แก่ อาหาร ๔ คือ กวฬิงการาหาร

อาหารคือคำข้าว หยาบ ละเอียด ๑ ผัสสาหาร ๑ มโนสัญเจตนาหาร ๑ วิญญาณาหาร ๑

ธรรม ๔ อย่างเหล่านี้ ควรกำหนดรู้.

[๔๐๓] ธรรม ๔ อย่างควรละเป็นไฉน? ได้แก่ โอฆะ ๔ คือ กาม ภพ ทิฏฐิ อวิชชา

ธรรม ๔ อย่างเหล่านี้ ควรละ.

[๔๐๔] ธรรม ๔ อย่างเป็นไปในส่วนข้างเสื่อมเป็นไฉน? ได้แก่โยคะ ๔ คือ กาม ภพ

ทิฏฐิ อวิชชา. ธรรม ๔ อย่างเหล่านี้ เป็นไปในส่วนข้างเสื่อม.

[๔๐๕] ธรรม ๔ อย่างเป็นไปในส่วนวิเศษเป็นไฉน? ได้แก่ความพราก(ออกจากโยคะ)

๔ คือ พรากจากกาม ภพ ทิฏฐิ อวิชชา ธรรม ๔ อย่างเหล่านี้ เป็นไปในส่วนวิเศษ.

[๔๐๖ ] ธรรม ๔ อย่างแทงตลอดได้ยากเป็นไฉน? ได้แก่ สมาธิ ๔ คือ สมาธิเป็นไป

ในส่วนข้างเสื่อม ๑ สมาธิเป็นไปในส่วนข้างดำรงอยู่ ๑ สมาธิเป็นไปในส่วนวิเศษ ๑

สมาธิเป็นไปในส่วนแทงตลอด ๑. ธรรม ๔ อย่างเหล่านี้ แทงตลอดได้ยาก.

[๔๐๗] ธรรม ๔ อย่างควรให้เกิดขึ้นเป็นไฉน? ได้แก่ ญาณ ๔ คือ ความรู้ในธรรม ๑

ความรู้ในการคล้ายตาม ๑ ความรู้ในการกำหนด ๑ ความรู้ในการสมมติ ๑. ธรรม ๔

อย่างเหล่านี้ ควรให้เกิดขึ้น.

[๔๐๘] ธรรม ๔ อย่างควรรู้ยิ่งเป็นไฉน? ได้แก่ อริยสัจจ์ ๔ คือ ทุกขอริยสัจจ์ ๑

ทุกขสมุทัยอริยสัจจ์ ๑ ทุกขนิโรธอริยสัจจ์ ๑ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจ์ ๑

ธรรม อย่างเหล่านี้ ควรรู้ยิ่ง.

[๔๐๙] ธรรม ๔ อย่างควรทำให้แจ้งเป็นไฉน? ได้แก่ สามัญญผล ๔ คือ โสดาปัตติ

ผล ๑ สกทาคามิผล ๑ อนาคามิผล ๑ อรหัตตผล ๑ ธรรม ๔ อย่างเหล่านี้ควรทำให้แจ้ง

ธรรม ๔ อย่างเหล่านี้ จริงแท้ แน่นอน ไม่ผิดพลาด ไม่เป็นอย่างอื่น พระตถาคต ทรง

ตรัสรู้ชอบแล้ว ด้วยประการฉะนี้ ...

จบ ธรรมหมวด ๔




เอาบุญมาฝากจะถวายสังฆทาน เจริญวิปัสสนา ให้ธรรมะเป็นทาน ให้อภัยทาน บอกบุญ สักการะพระธาตุ ให้อาหารสัตว์เป็นทาน ช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน ถวายข้าวพระพุทธ อนุโมทนาบุญกับผู้อื่น สร้างพระสร้างเจดีย์สร้างธรรมจักรสร้างรอยพระพุทธบาทสร้างระฆังและอัครสาวกซ้ายขวาสร้างพระสีวลีสร้างพระกัสสะปะสร้างพระอุปคุตสร้างพระองคุลีมารผสมทองคำเปลวพร้อมนำดอกไม้มาบูชาถวายพระรัตนตรัย
รักษาศีล เจริญภาวนา สวดมนต์ ให้อาหารสัตว์เป็นทานเป็นประจำ กรวดน้ำอุทิศบุญ อนุโมทนากับพ่อแม่ญาติพี่น้องที่รักษาศีล ฟังธรรม ให้ทาน อนุโมทนากับเพื่อนๆที่รักษาศีล ศึกษาการรักษาโรค ที่ผ่านมาคุณแม่ได้ถวายสังฆทานมาโดยตลอด ที่ผ่านมาได้ปิดทองพระ รักษาอาการป่วยของผู้อื่นกับผู้ร่วมงาน และที่ผ่านมาได้รักษาอาการป่วยของบิดามารดา ปล่อยชีวิตสัตว์มาโดยตลอด ถวายยาแก่ภิกษุ ขัดองค์พระ ถวายเทียน ให้ความรู้สมุนไพรเพื่อสุขภาพเป็นวิทยาทาน ที่ผ่านมาคุณแม่ได้ทำบุญหลายอย่างมาโดยตลอด ที่ผ่านมาได้ถวายสังฆทานและทำบุญสร้างอาคารผู้ป่วยและกฐินกับเพื่อนๆและให้อาหารเป็นทานแก่สรรพสัตว์กับเพื่อนๆและเพื่อนคนหนึ่งและบริวารของเพื่อนและครอบครัวของเพื่อนได้มีจิตเมตตาให้ทานและเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ช่วยเหลือผู้อื่นอยู่ตลอดและเพื่อนได้เคยสวดมนต์เย็นกับคุณแม่และที่ผ่านมาได้ทำบุญสักการะพระธาตุทำบุญปิดทองชำระหนี้สงฆ์และไหว้พระและทำบุญตามกล่องรับบริจาคตามวัดต่างๆกับเพื่อนและตั้งใจว่าจะสร้างบารมีให้ครบทั้ง 10 อย่างขอให้อนุโมทนาบุญด้วย


ขอเชิญถวายสังฆทาน เจริญวิปัสสนา ให้ธรรมะเป็นทาน ให้อภัยทาน บอกบุญ ให้อาหารสัตว์เป็นทาน สักการะพระธาตุ ฟังธรรม สวดมนต์ ช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน
รักษาศีล เจริญภาวนา สวดมนต์ สร้างพระสร้างเจดีย์สร้างธรรมจักรสร้างรอยพระพุทธบาท
สร้างระฆังและอัครสาวกซ้ายขวาสร้างพระสีวลีสร้างพระกัสสะปะสร้างพระอุปคุตสร้างพระองคุลีมารผสมทองคำเปลวพร้อมนำดอกไม้มาบูชาถวายพระรัตนตรัย กรวดน้ำอุทิศบุญ ถวายข้าวพระพุทธ อนุโมทนาบุญกับผู้อื่น สนทนาธรรม
ถวายข้าวพระพุทธ อนุโมทนาบุญกับผู้อื่น รักษาอาการป่วยของผู้อื่น รักษาอาการป่วยของบิดามารดา
ปิดทอง สักการะพระธาตุ กราบอดีตสังขารเจ้าอาวาสที่ไม่เน่าเปื่อย ที่วัดแจ้ง อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี ปิดทองพระ ปล่อยชีวิตสัตว์ถวายยาแก่ภิกษุ ไหว้พระตามวัดต่างๆ ขัดองค์พระ ให้ความรู้สมุนไพรในการดูแลสุขภาพเป็นทาน
และสร้างบารมีให้ครบทั้ง 10 อย่างขอเชิญร่วมบุญกุศลร่วมกันนะ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 มี.ค. 2012, 08:54 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 3531


 ข้อมูลส่วนตัว


ขี้ขลาดหวาดระแวง เวลาเผชิญเหตุการณ์แต่ละครั้ง ใจรู้สึก
เลื่อนฐานะขึ้นอย่างผิดสังเกตจนตัวเองก็แปลกใจ และอยากให้
เหตุการณ์มีขึ้นเสมอ เพื่อใจจะได้พยายามสร้างตัวเองมากขึ้น
โดยอาศัยเหตุการณ์เป็นเครื่องสนับสนุน การอยู่ป่าอยู่เขามันดี
อย่างลึกลับที่บอกใครไม่ได้ ทั้งไม่คิดอยากพูดคุยกับใครเกี่ยวกับ
การอยู่ป่าด้วย เพราะเป็นธรรมจำเพาะที่เหมาะกับจริตนิสัยของ
แต่ละราย
สำหรับท่านเองเวลาออกมาอยู่ที่หรือป่าธรรมดา ใจคอยแต่
จะขี้เกียจและประมาทนอนใจไม่สนใจช่วยตัวเอง ผลเป็นที่พึงใจ
ไม่ค่อยปรากฏ ฉันก็มากกว่าอยู่ในที่เคยดัดสันดาน นอนก็มาก
ความขี้เกียจก็มาก อารมณ์ก่อกวนก็ค่อย ๆ เพิ่มขึ้นทุกวันเวลา
ส่วนสติปัญญาคอยแต่จะลดลงเสื่อมลง สรุปตามนิสัยของท่านแล้ว
ท่านว่าอยู่ในที่ธรรมดาไม่มีอะไรดีขึ้น นอกจากจะอยู่คอยวันตาย
แบบเปล่าประโยชน์เท่านั้น ถ้าไม่อยากตายแบบโมฆบุรุษก็ควรออก
แสวงธรรมเพื่อเอาตัวรอด พอคิดตกลงก็ตัดสินใจเข้าป่าเขาตาม
เคย ใจที่เคยประสบความสงบสุขและแพรวพราวด้วยปัญญา เพราะ
ป่าเพราะเขาเพราะถ้ำหรือเงื้อมผามาแล้ว จะให้มาอยู่แบบอด ๆ
อยาก ๆ ไม่มีธรรมสัมผัสใจเลยย่อมอยู่ไม่ได้ ต้องเข้าป่าเข้าเขาไป
ตามนิสัย
เมื่อเข้าไปอยู่ในที่เช่นนั้นแล้ว ใจมีความสะดวกสบายไปตาม
ทัศนียภาพโดยไม่ต้องบังคับขู่เข็ญ ความเพียรกับอิริยาบถต่าง ๆ
จะกลมกลืนกันไปเอง สติปัญญาที่เคยเป็นคู่เคียงกับความเพียร
ก็เป็นมาเองโดยไม่ต้องร้องเรียกขู่เข็ญ ความขี้เกียจและฉันมาก
นอนมากก็ลดกันไปเอง อะไร ๆ ที่เป็นอรรถเป็นธรรมรู้สึกตาม ๆกันมา สิ่งที่ไม่เป็นธรรมซึ่งเคยบังคับขับไล่ยาก ๆ เวลาอยู่ใน
สถานที่ธรรมดาก็ค่อย ๆ ตามกันออกไป โดยไม่จำต้องขับไสไล่ส่ง
ให้ลำบากเหมือนอยู่ที่ธรรมดา การฉัน การนอนหลับ การผ่อน
อารมณ์ การพากเพียร กลายเป็นความมีประมาณเหมาะสม
ไปตาม ๆ กัน ผิดกับอยู่ในที่ธรรมดาอยู่มาก เลยทำให้คิดว่า
การถอดถอนกิเลสนั้น อยู่ในป่าในเขาถอดถอนง่ายกว่าอยู่ในที่
ธรรมดาอยู่มาก
อยู่ในที่ธรรมดาตามความรู้สึกท่านว่า แทนที่จะเป็นการ
ถอดถอนกิเลสดังที่เข้าใจ แต่กลับเป็นการสั่งสมและส่งเสริมกิเลส
ไปทุก ๆ อิริยาบถ คือ ฉันก็มาก เพราะตัณหาแอบมากระซิบให้
ฉันมาก ๆ บอกว่าอาหารถูกปากถูกท้องถูกธาตุถูกอัธยาศัยและ
ถูกกับจริตนิสัยของกิเลส กิเลสชอบมาก ต้องฉลองให้มาก ๆ
การนอนก็มากเพราะกิเลสแอบมากระซิบว่าต้องพักผ่อนมากหน่อย
ไม่งั้นอ่อนเพลีย ทำความเพียรไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย พอถึงเวลา
ความเพียรจะเต็มเม็ดเต็มหน่วยเข้าจริง แต่กลับเป็นเวลาพักผ่อนคือ
นอนเสียอีก โดยไม่มีกำหนดว่าจะควรตื่นเวลาใด กิเลสไม่กำหนด
ให้ตื่นเอาเลย ที่ว่าเต็มเม็ดเต็มหน่วยเลยไม่ค่อยโผล่หน้าขึ้นมาให้
เห็นบ้าง ว่าได้ทำความเพียรกี่ชั่วโมงในวันและคืนหนึ่ง ๆ นอกจาก
กิเลสกล่อมให้หลับแต่พอเริ่มฉันเสร็จจนยันค่ำ ไม่เห็นความเพียรมี
อำนาจแทรกความขี้เกียจเพราะฉันมากได้บ้างเลย
การคิดปรุงก็มากจนไม่มีประมาณ แต่ละขณะที่คิดปรุงล้วน
เป็นเรื่องของตัณหาสมุทัยนำทาง พาท่องเที่ยวชมตามสถานที่
ตึกรามบ้านช่อง และโรงอะไรต่าง ๆ ของนางและท้าวกามตัณหา
ภวตัณหา วิภวตัณหา จัดแจงไว้สำหรับนักท่องเที่ยวที่ขบฉันอย่างอิ่มหนำคลำพุงแล้วเที่ยวหย่อนอารมณ์ พูดถึงความขี้เกียจก็มาก
ถ้าศีรษะได้ลงหมอนแล้วเป็นหายห่วงไปในขณะนั้น ใครหรืออะไร
อย่ามายุ่งมาปลุกเป็นไม่ได้ผล ท่านว่า การฉันมาก การนอนมาก
และความขี้เกียจมาก มันเป็นมิตรสหายกันมาดั้งเดิมไม่มีใคร
สามารถแยกออกจากกันได้
ความขี้เกียจนี้เป็นสหายคนสำคัญที่ได้รับการสนับสนุน
จากสหายผู้ฉันมาก นอนมาก สามสหายนี้ถึงไหนถึงกัน ไปไหนไป
ด้วยกัน เป็นหรือตายไม่ยอมพลัดพรากจากกัน ถ้าไม่จับถูไถมัน
เข้าป่าเข้าเขาให้เสือช่วยชำระขับไล่ และความอดอยากขาดแคลน
ช่วยปราบปรามเสียบ้าง เป็นต้องตายในเงื้อมมือของมันจนได้
ไปไม่รอด เพื่อดัดมันให้เห็นฤทธิ์กันเสียบ้าง จึงฝืนใจอยู่ในที่
ที่มันไม่ต้องการ ที่ที่มันกลัวๆ ความพากเพียรทุกด้านจึงเป็น
ความราบรื่นสม่ำเสมอ อะไร ๆ เป็นอรรถเป็นธรรมไปตาม ๆ กัน
ไม่เป็นกิเลสตัณหาดังอยู่ในที่ธรรมดาซึ่งเป็นที่มันปกครองเราง่าย
แต่เราไม่มีโอกาสปกครองมันได้เลย ท่านว่าผมเป็นคนนิสัยฝึก
ทรมานยาก จำต้องหาสถานที่และสิ่งต่าง ๆ ช่วยบังคับอีกทางหนึ่ง
จึงพอมีทางหายใจได้บ้าง ไม่ตีบตันอั้นตู้โดยถ่ายเดียว การอยู่ป่า
อยู่เขาอยู่ในถ้ำและเงื้อมผาดังที่เคยอยู่มานั้น รู้สึกเหมาะกับจริต
นิสัยผมผู้มีกิเลสหนาปัญญาทึบพอมีความสงบสบายใจได้บ้าง
ท่านว่าตอนท่านยังเป็นหนุ่มยิ่งทรมานมาก ทั้งอดอาหาร
ผ่อนอาหาร ทั้งเที่ยวอยู่ในป่าในเขา ไม่ออกมาอยู่ที่ธรรมดาได้
สะดวกใจเหมือนพระทั้งหลายเลย เนื่องจากสิ่งบังคับให้จำต้องอยู่ใน
ที่เช่นนั้น มันบ่งบอกอยู่อย่างชัดเจนว่าต้องทรมานกันอย่างหนัก
ถ้ายังหวังครองมรรคผลนิพพานเป็นสมบัติแก่ใจอยู่ ถ้าจะไหลไปตามอำนาจของตัณหาละก็ จงอยู่แบบสัตว์ไม่มีเจ้าของ ไม่กี่วัน
ก็จะเห็นผลของมันแสดงฤทธิ์ให้ดูจนได้ นี่แลเป็นเหตุให้อยู่อย่าง
ธรรมดา ๆ ไม่ได้ เมื่ออุตส่าห์บำเพ็ญไปตามสถานที่ดังกล่าว ใจ
กลับเกิดความร่มเย็น สติปัญญาที่ไม่เคยปรากฏก็ปรากฏ สิ่งที่
ไม่เคยรู้เคยเห็นก็รู้เห็นไปตามลำดับของการฝึกทรมาน จึงทำให้ใจ
ฮึกหาญสามารถฟันฝ่าอุปสรรคไปได้เป็นพัก ๆ จนกลายเป็นความ
พอใจดูดดื่มในสถานที่ที่เห็นว่าเป็นที่ดัดสันดานนั้น ว่าเป็นสถานที่
วิมานธรรมขึ้นมาอย่างไม่คาดฝัน
ตลอดปัจจุบันนี้ ใจก็มีความเคารพเทิดทูนสถานที่ป่าที่เขา
เหล่านั้นอยู่อย่างสนิทใจ อยากไปอยู่จนสถานที่เหล่านั้นกลายเป็นที่
เผาศพของตนในวาระสุดท้ายปลายแดนแห่งชีวิต ไม่อยากตายใน
สถานที่เกลื่อนกล่นวุ่นวาย การตายในที่เช่นนั้นเป็นการตายที่สงบ
รื่นเริงในธรรม ไม่มีอะไรเข้ามาก่อกวนชวนให้ยุ่งเหยิงวุ่นวาย ใจมุ่ง
ต่อธรรมล้วน ๆ โดยมีสติปัญญาเป็นเพื่อนสอง สนุกไตร่ตรองให้ถึง
เหตุถึงผลของอรรถของธรรมที่มีอยู่ภายในจิตด้วยความรอบคอบ
ขอบชิด ใจกับธรรมสัมผัสกันอย่างสนิทแนบแน่น พอธาตุขันธ์หมด
กำลังสืบต่อลงไป ก็สละปล่อยวางไว้ตามความจริงของเขา ถ้าเรามี
สติปัญญารอบคอบในทุกสิ่ง ทั้งภายในภายนอก เราก็เป็นเราอย่าง
เต็มภูมิ ไม่ต้องไปหยิบยืมคำว่า “เรา” จากสมมุติมาครอง ให้เป็น
บุคคลในสมมุติเช่นโลกสมมุติทั่ว ๆ ไป
ภาระคือขันธ์ที่เคยตะเกียกตะกายแบกหามกันมาก็ปล่อย
ลงไป ธาตุเดิมของเขา เราก็ปล่อยลงในธาตุเดิมของเขา “อนาลโย”
เป็นสมบัติของท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นก็ครอง “อนาลยสมบัติ” ไป
ตามเรื่อง ก็สิ้นเรื่องกันเพียงเท่านี้ จะไปเที่ยวหาอะไรมาต่อให้เกิดเรื่องยุ่งเรื่องยาวต่อไปอีก ความจริงกิเลสสิ้นจากใจเสียอย่าง
เดียว เรื่องทั้งหลายก็สิ้นไปในขณะนั้น นี่เป็นคำที่ท่านพรรณนา
สรรเสริญความดีของป่าเขาลำเนาไพร สำหรับจริตนิสัยท่านเอง
ท่านเคยได้รับความสงบสุขทางใจจากป่าตลอดมาจนปัจจุบัน ไม่เคย
เบื่อหน่ายป่าเขาทั้งหลาย สมกับอนุศาสน์ที่พระพุทธเจ้าประทานไว้
เพื่อพระผู้บวชแล้ว ให้แสวงหาที่วิเวกสงัดเพื่อบำเพ็ญเพียรในป่า
มีรุกขมูลร่มไม้เป็นต้น
ท่านอาจารย์องค์นี้มีนิสัยชอบรู้สิ่งต่าง ๆ จำพวกกายทิพย์
ที่สายตามนุษย์ไม่อาจมองเห็นได้ เช่นพวกเปรต ผี เทวบุตร
เทวธิดา พญานาค คล้ายคลึงกับท่านอาจารย์มั่น เวลามีโอกาส
ท่านสนทนาธรรมกันกับท่านอาจารย์มั่นเกี่ยวกับพวกกายทิพย์
รู้สึกน่าฟังมาก ทำให้เพลิดเพลินไม่อยากให้จบลงง่าย ๆ เวลาท่าน
สนทนาเรื่องพวกกายทิพย์มาฟังธรรมและถามปัญหายิ่งน่าฟังมาก
เพราะต่างคนต่างรู้พูดไม่มีขัดแย้งกันเลย เหมือนคนเรียนวิชาแขนง
เดียวกัน พูดคุยกันเรื่องวิชาแขนงนั้นนั่นแล ท่านอาจารย์องค์นี้รู้สึก
ชำนาญทางวิชากายทิพย์พอสมควร ผู้เขียนเรียนถามเกี่ยวกับพวก
กายทิพย์ เช่น พญานาค เป็นต้น ท่านพูดได้ละเอียดลออน่าฟัง
ท่านว่าพวกพญานาคมีฤทธิ์มาก นิรมิตกายได้ต่าง ๆ เวลา
มาเยี่ยมท่าน ท่านให้เขานิรมิตให้ท่านดู เขาเรียนท่านว่าการนิรมิต
กายของพวกพญานาคไม่เป็นของยากลำบากอะไรเลย จะนิรมิต
ให้เป็นอย่างไรก็ได้ตามต้องการ แล้วเขาก็นิรมิตกายต่าง ๆ ให้ท่าน
ดูในขณะนั้น คือ เขาเตือนท่านให้คอยดูขณะที่เขาจะนิรมิตกาย
แล้วเขาก็หายตัวจากที่นั่นไปครู่หนึ่ง แล้วปรากฏเป็นตาปะขาว
เดินมาแต่ไกลเข้ามาหาท่านบ้าง แล้วหายไปครู่หนึ่ง ไปปรากฏเป็นนายพรานถืออาวุธมาแต่ไกลเข้ามาหาท่านบ้าง แล้วหายไปครู่หนึ่ง
ไปปรากฏเป็นช้างใหญ่เดินเข้ามาหาท่านบ้าง เป็นต้น ถ้าต้องการ
จะให้เป็นอะไรก็นิรมิตกายให้เป็นอย่างนั้นได้ตามต้องการ ต้องการ
จะให้เป็นช้าง เป็นคน หรือเป็นอะไรในที่นั้น ก็ทำให้เป็นขึ้นในที่นั้น
อย่างรวดเร็วทันใจ
ที่ว่าพญานาคพ่นพิษนั้น ท่านเล่าว่าสมัยท่านไปเที่ยววิเวก
แถบฝั่งแม่น้ำโขงกับท่านอาจารย์มั่น ขณะพักอยู่ในที่บางแห่งมี
บึงน้ำใสสะอาดน่าอาบดื่มใช้สอย แต่ท่านอาจารย์มั่นห้ามไม่ให้
พระลงอาบและตักน้ำที่นั่นมาดื่มและใช้สอย กลัวพญานาคพ่นพิษ
ใส่ในน้ำนั้นไว้ เวลาตักมาใช้และอาบดื่มจะเกิดเจ็บไข้ได้ป่วยกัน
ลำบาก เพราะพญานาคพวกนี้ยังไม่มีความเคารพเลื่อมใสในพวก
เรา เขาพยายามแข่งดีกับเรามาหลายคืนแล้ว แต่ไม่นานทิฐิมานะ
เขาก็ลงเอง สู้ธรรมพระพุทธเจ้าไม่ได้ พญานาคพวกนี้ยังไม่เลื่อมใส
ศาสนาและพวกเราเลย เขายังเข้าใจว่าพวกเราที่มาพักอยู่ที่นี่ จะมา
แข่งดีและขับไล่เขาให้หนีจากที่นี่เสีย ฉะนั้นเขาจึงมีปฏิกิริยาท่าทาง
ต่อสู้กับเรามาหลายคืนแล้ว
แต่เราไม่สนใจกับปฏิกิริยาของเขา เพราะแน่ใจว่าความชั่ว
ไม่เคยชนะความดีแต่ไหนแต่ไรมา พระพุทธเจ้าก็ทรงสอนให้
ชนะความชั่วด้วยความดี ธรรมบทนี้หรือบทใดก็ตามไม่เคย
เปลี่ยนแปลงตลอดมา นับแต่เริ่มประกาศธรรมแก่มวลสัตว์จน
วันเสด็จเข้าสู่นิพพาน เพราะเป็นธรรมของจริงอันตายตัวโดย
สมบูรณ์แล้วไม่มีทางเป็นอื่น แม้ท่านอาจารย์องค์นั้นก็ทราบโดยนัย
ที่ท่านอาจารย์มั่นเตือน เพราะท่านรู้เห็นเหตุการณ์เกี่ยวกับ
พญานาคเหล่านี้ได้ดี และเล่าถวายท่านอาจารย์มั่นเช่นเดียวกันไม่นานนักพญานาคเหล่านั้นได้พากันยอมตนถือสรณะกับท่าน
อาจารย์ และถวายอารักขาเพื่อความสะดวกปลอดภัยทุกประการ
ดังท่านอาจารย์มั่นพูดจริง ๆ
เมื่อพญานาคเกิดความเลื่อมใสยอมตนถือสรณะแล้ว
ท่านอาจารย์มั่นจึงถามเขาว่า ทำไมจึงพากันพ่นพิษใส่น้ำที่เป็น
ประโยชน์แก่คนและสัตว์ทั่วไปเล่า ไม่กลัวบาปกรรมบ้างหรือเมื่อ
น้ำเกิดเป็นพิษแก่ใครเข้า พญานาคเองต้องยอมรับบาปโดยไม่มีทาง
หลีกเลี่ยงได้แน่นอน ตามกฎของกรรมที่มีมาดั้งเดิม เพราะผลของ
กรรมมีอำนาจเหนืออำนาจของพญานาคเป็นไหน ๆ ถ้าพญานาค
กลัวบาปกลัวกรรมและกลัวตกนรก ก็จงไปถอนพิษออกจากน้ำใน
บึงนั้นให้กลายเป็นน้ำบริสุทธิ์ขึ้นมาเหมือนเดิม อาตมาและพระ
ทั้งหลายมิได้ไปแตะต้องน้ำที่นั่นเลย เพราะทราบดีว่าพญานาค
แกล้งทำให้อาตมาและพระทั้งหลาย เกิดอันตรายอย่างใดอย่างหนึ่ง
เพราะการอาบดื่มใช้สอยน้ำนั้น
ตอนนี้พญานาคยอมตนอย่างหมอบราบเลย เพราะตนทำ
อย่างนั้นจริง และมิได้บอกท่านว่าตนพ่นพิษใส่น้ำ แต่ท่านอาจารย์
มั่นทราบด้วยญาณภายใน เธอยอมรับว่าได้ทำอย่างท่านว่าจริง ๆ
แล้วรีบไปถอนพิษจากน้ำในบึงออกหมด จึงกลับมาเรียนท่าน
และพร้อมกันอาราธนาให้ท่านและพระทั้งหลาย อาบดื่มใช้สอยน้ำ
ในบึงนั้นตามสบาย โดยจะไม่มีภัยใด ๆ เกิดขึ้น เรื่องพญานาค
ที่ถือทิฐิมานะแข่งดีกับท่านอาจารย์มั่นได้กลับยอมตนลงโดยสิ้นเชิง
และถวายตัวเป็นศิษย์ศึกษาอรรถธรรมกับท่านด้วยความสนใจ
เลื่อมใสอย่างยิ่ง แต่วันนั้นมาเมื่อทราบว่าพญานาคยอมตน และ
ถอนพิษออกจากน้ำหมดแล้ว ท่านจึงสั่งให้พระลงอาบน้ำและ




เอาบุญมาฝากจะถวายสังฆทาน เจริญวิปัสสนา ให้ธรรมะเป็นทาน ให้อภัยทาน บอกบุญ สักการะพระธาตุ ให้อาหารสัตว์เป็นทาน ช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน ถวายข้าวพระพุทธ อนุโมทนาบุญกับผู้อื่น สร้างพระสร้างเจดีย์สร้างธรรมจักรสร้างรอยพระพุทธบาทสร้างระฆังและอัครสาวกซ้ายขวาสร้างพระสีวลีสร้างพระกัสสะปะสร้างพระอุปคุตสร้างพระองคุลีมารผสมทองคำเปลวพร้อมนำดอกไม้มาบูชาถวายพระรัตนตรัย
รักษาศีล เจริญภาวนา สวดมนต์ ให้อาหารสัตว์เป็นทานเป็นประจำ กรวดน้ำอุทิศบุญ อนุโมทนากับพ่อแม่ญาติพี่น้องที่รักษาศีล ฟังธรรม ให้ทาน อนุโมทนากับเพื่อนๆที่รักษาศีล ศึกษาการรักษาโรค ที่ผ่านมาคุณแม่ได้ถวายสังฆทานมาโดยตลอด ที่ผ่านมาได้ปิดทองพระ รักษาอาการป่วยของผู้อื่นกับผู้ร่วมงาน และที่ผ่านมาได้รักษาอาการป่วยของบิดามารดา ปล่อยชีวิตสัตว์มาโดยตลอด ถวายยาแก่ภิกษุ ขัดองค์พระ ถวายเทียน ให้ความรู้สมุนไพรเพื่อสุขภาพเป็นวิทยาทาน ที่ผ่านมาคุณแม่ได้ทำบุญหลายอย่างมาโดยตลอด ที่ผ่านมาได้ถวายสังฆทานและทำบุญสร้างอาคารผู้ป่วยและกฐินกับเพื่อนๆและให้อาหารเป็นทานแก่สรรพสัตว์กับเพื่อนๆและเพื่อนคนหนึ่งและบริวารของเพื่อนและครอบครัวของเพื่อนได้มีจิตเมตตาให้ทานและเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ช่วยเหลือผู้อื่นอยู่ตลอดและเพื่อนได้เคยสวดมนต์เย็นกับคุณแม่และที่ผ่านมาได้ทำบุญสักการะพระธาตุทำบุญปิดทองชำระหนี้สงฆ์และไหว้พระและทำบุญตามกล่องรับบริจาคตามวัดต่างๆกับเพื่อนและที่ผ่านมาได้ให้อาหารเป็นทานแก่บุคคลอื่นตั้งใจว่าจะสร้างบารมีให้ครบทั้ง 10 อย่างขอให้อนุโมทนาบุญด้วย


ขอเชิญถวายสังฆทาน เจริญวิปัสสนา ให้ธรรมะเป็นทาน ให้อภัยทาน บอกบุญ ให้อาหารสัตว์เป็นทาน สักการะพระธาตุ ฟังธรรม สวดมนต์ ช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน
รักษาศีล เจริญภาวนา สวดมนต์ สร้างพระสร้างเจดีย์สร้างธรรมจักรสร้างรอยพระพุทธบาท
สร้างระฆังและอัครสาวกซ้ายขวาสร้างพระสีวลีสร้างพระกัสสะปะสร้างพระอุปคุตสร้างพระองคุลีมารผสมทองคำเปลวพร้อมนำดอกไม้มาบูชาถวายพระรัตนตรัย กรวดน้ำอุทิศบุญ ถวายข้าวพระพุทธ อนุโมทนาบุญกับผู้อื่น สนทนาธรรม
ถวายข้าวพระพุทธ อนุโมทนาบุญกับผู้อื่น รักษาอาการป่วยของผู้อื่น รักษาอาการป่วยของบิดามารดา
ปิดทอง สักการะพระธาตุ กราบอดีตสังขารเจ้าอาวาสที่ไม่เน่าเปื่อย ที่วัดแจ้ง อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี ปิดทองพระ ปล่อยชีวิตสัตว์ถวายยาแก่ภิกษุ ไหว้พระตามวัดต่างๆ ขัดองค์พระ ให้ความรู้สมุนไพรในการดูแลสุขภาพเป็นทาน
และสร้างบารมีให้ครบทั้ง 10 อย่างขอเชิญร่วมบุญกุศลร่วมกันนะ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 มี.ค. 2012, 08:12 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 3531


 ข้อมูลส่วนตัว


ใช้สอยน้ำในบึงนั้นต่อไป
การหยั่งทราบเรื่องลึกลับต่าง ๆ ดังเรื่องพญานาคเป็นต้น
ท่านอาจารย์มั่นนับว่าท่านละเอียดลออมาก ยากที่ลูกศิษย์คนใด
จะเสมอเหมือนได้ การปฏิบัติต่อพวกกายทิพย์นั้น ท่านอาจารย์
ก็คอยแนะนำพระอยู่เสมอ เช่น เวลาไปพักอยู่สถานที่บางแห่ง
กลางคืนยามดึกสงัดพวกเทพมักพากันมาเยี่ยมฟังธรรมท่านเสมอ
ท่านต้องคอยแนะพระให้พากันสำรวมระวังมารยาท และบอกให้
พักนอนเสียตอนหัวค่ำ พอตกดึกก็รีบพากันตื่นนอนและประกอบ
ความเพียรเวลาพวกเทพทั้งหลายมา เพื่อให้เขาได้กราบไหว้และชม
ความเพียรของพระผู้ปฏิบัติพากันบำเพ็ญภาวนาในเวลาเขามาเยี่ยม
ไม่ให้เขาได้พบเห็นกิริยาแห่งการหลับของพระ ซึ่งปราศจากสติและ
ความสวยงามทางมรรยาทแห่งการหลับนอน
พวกเทพเคยนำเรื่องของพระที่นอนไม่ค่อยมีมรรยาท
มาฟ้องท่านอาจารย์เสมอ แม้เป็นสิ่งที่สุดวิสัยจะแก้สำหรับคนนอน
หลับไม่มีสติควบคุมมรรยาทในการหลับ แต่ก็อยู่ในวิสัยของพระ
จะควรแก้ไขได้ ด้วยการไม่นอนในระยะเวลาที่พวกเทพมาหา ท่าน
จึงแนะให้พักนอนเสียแต่ยังไม่ถึงเวลาพวกเทพมา พระท่านได้
พยายามปฏิบัติตามคำแนะนำของท่าน การตำหนิติเตียนพระ
จากพวกเทพก็สงบไป ส่วนท่านที่มีความสามารถในการรับแขก
จำพวกกายทิพย์ ก็รับเขาเช่นเดียวกับท่านอาจารย์เคยรับ ผู้ไม่มี
นิสัยในทางนี้ก็ทำสมาธิภาวนาของตนไปในเวลาที่เขามาเยี่ยมพวกเทวดาทั้งหลายชอบฟังธรรมสูตรต่าง ๆ กัน
ท่านอาจารย์องค์นั้นกับท่านอาจารย์มั่น พูดเหมือนกัน
เกี่ยวกับพวกเทวดาทั้งหลายว่ามีนิสัยต่าง ๆ กันเหมือนมนุษย์เรา
คือ บางพวกชอบฟังธัมมจักกัปปวัตตนสูตร บางพวกชอบฟัง
กรณียเมตตสูตร บางพวกชอบฟังพระอภิธรรม คือ กุสลา ธัมมา
อกุสลา ธัมมา ที่พระพุทธเจ้าทรงโปรดพระมารดาชั้นดาวดึงส์
สวรรค์ บางพวกชอบฟังอปริหานิยธรรมสูตร บางพวกชอบฟัง
เมตตาพรหมวิหาร แต่พวกที่ชอบเมตตาพรหมวิหารมีมากกว่าที่
ชอบสูตรอื่น ๆ เทวดาต่างพวกต่างขั้นต่างภูมิต่างชอบสูตรต่าง ๆ
กันไปตามนิสัยของตน ๆ ไม่มีประมาณในสูตรธรรมทั้งหลาย แต่
ไม่อาจจะนำมากล่าวไว้ในที่นี้ให้เต็มตามสูตรที่เขาต้องการได้ แม้แต่
ผู้เขียนเองยังไม่รู้เห็นและเข้าใจในสูตรที่เทวดาทั้งหลายต้องการกัน
เลย จึงไม่สามารถค้นหาสูตรนั้น ๆ มาเพื่อท่านผู้อ่านได้และ
ขออภัยผ่านไปแบบคนจนตรอก ท่านอาจารย์องค์นั้นไปพักอยู่ใน
ที่ใด บรรดาที่เป็นป่าเป็นเขาเทวดาทั้งหลายชอบไปเกี่ยวข้องกับ
ท่านเสมอ คล้ายกับท่านอาจารย์มั่นผู้เป็นอาจารย์
บางครั้งท่านไปพักกับฤาษีดาบสที่บำเพ็ญอยู่ในถ้ำเป็น
แห่ง ๆ ปราศจากผู้คนพลุกพล่าน โดยมากก็ห่างจากหมู่บ้าน
ประมาณสี่ห้ากิโลเมตรหรือยิ่งกว่านั้น และในเขาลึกที่ไม่ค่อยมีผู้คน
สัญจรไปมา เพราะพวกนี้ไม่ค่อยมีการโคจรบิณฑบาตเหมือน
พระ หุงต้มรับประทานโดยลำพังตนเอง เวลาท่านไปพักกับเขาซึ่งมี
ถ้ำอยู่ใกล้เคียงกันก็ได้อาศัยบิณฑบาตกับเขา วันนั้นฤาษีแกงถั่วมา
ถวายท่านด้วยความปีติยินดีเป็นอันมาก ท่านเล่าตอนนี้น่าขบขัน
มากแต่ขอผ่านไป ท่านว่าท่านก็กำลังหิวมาก ทั้งอ่อนเพลียเพราะเดินทางข้ามน้ำข้ามเขามาสามวันแล้ว การขบฉันก็เขียม ๆ มาก
ตลอดมาในระหว่างเดินทาง เนื่องจากเดินบุกป่าบุกเขามาพบ
หมู่บ้านแห่งละสามสี่หลังคาเรือน ซึ่งเป็นชาวป่าที่ไม่ค่อยเข้าใจเรื่อง
ศาสนา ได้อาศัยเขาบ้างพอประทังชีวิตมาตามทาง ทั้งเดินทางไกล
และขึ้นที่สูงลงต่ำ ร่างกายจึงอ่อนเพลียมากและต้องการอาหาร
มากผิดปกติ
พอฤาษีทำแกงถั่วมาถวายก็ฉันเสียจนเกลี้ยงไปทั้งข้าวทั้งกับ
คือแกงถั่ว ไม่มีอะไรเหลือติดถ้วยติดจานเลยวันนั้น พอฉันแล้ว
แทนที่ร่างกายจะแข็งแรง แต่กลับอ่อนเพลียเข้าไปอีก มีแต่อยาก
หลับนอนท่าเดียว ประกอบกับอาหารฤาษีอร่อยมากด้วย ตัวแกเอง
ก็ดีใจมากด้วยเมื่อเห็นท่านฉันได้มาก เรื่องจึงเข้ากันได้อย่างสนิท
ชนิดไม่คิดหน้าคิดหลังอะไรเลย พอเห็นอาการไม่ดีจึงเดินเข้าทาง
จงกรมทำความเพียรจนกระทั่งบ่าย จึงได้ออกจากทางจงกรมเข้า
ที่พักภาวนา
ขณะนั่งทำสมาธิภาวนาจิตสงบลง ปรากฏได้ยินเสียงฆ้อง
เสียงกลองของพวกเทวดา ที่แสดงความยินดีต่อผลเมตตาที่ตนได้รับ
จากท่าน และยินดีในทานของฤาษีที่ได้ถวายท่านอาจารย์องค์หิว
มาก ๆ นั้น ว่าได้บุญกุศลมหาศาลเหลือที่จะประมาณได้ พวกเขา
มีความปีติยินดีและอนุโมทนาด้วยเป็นล้นพ้น ซึ่งนาน ๆ จะมีท่าน
ผู้มีศีลมีธรรมเป็นที่น่ายินดีและเคารพเลื่อมใสมาโปรดสักครั้งหนึ่ง
พวกเขามีความอิ่มเอิบด้วยผลทานนั้น จึงได้พากันมาแสดงความ
ยินดีอนุโมทนา และขอมีส่วนแห่งบุญนั้นจากการอนุโมทนาใน
ครั้งนี้ด้วยดังนี้ นี่คือคำของเทวดาทั้งหลายที่อาศัยอยู่ในเขาลูกนั้น
แสดงความยินดีต่อทานของฤาษีตนนั้น โดยผ่านมาทางท่านอาจารย์องค์หิวจัดฉันได้มากเพื่อรับทราบเป็นพยาน และขอให้ช่วย
บอกข่าวสารการอนุโมทนาของพวกเขาแก่ฤาษีนั้นด้วย
พอตกตอนเย็นท่านจึงถือโอกาสสนทนาธรรมกับฤาษีตนนั้น
และพูดเปรียบเปรยให้แกทราบโดยปริยายว่า วันนี้ตอนบ่ายอาตมา
ฝันไปว่า พวกเทวดาจำนวนมากพากันตีฆ้องตีกลองมาขอ
อนุโมทนาส่วนบุญ ที่ฤาษีถวายจังหันแก่อาตมาเมื่อเช้าวันนี้เป็น
ล้นพ้น และพวกเขาขอมีส่วนแห่งบุญที่เกิดจากการอนุโมทนาด้วย
ดังนี้ นับว่าคุณฤาษีได้บุญมากจริง ๆ ถึงกับเทวดาทั้งหลายต้อง
พากันมาอนุโมทนาและขอส่วนบุญด้วย พอฤาษีได้ทราบก็รีบยกมือ
ท่วมศีรษะสาธุการแก่เทวดาทั้งหลายอีกครั้งหนึ่ง และกล่าวชมเชย
ท่านอาจารย์ว่าเก่งมากเกี่ยวกับญาณวิถีต่าง ๆ แม้แต่นอนหลับ
กลางวันยังสามารถได้ยินเสียงเทวดากล่าวคำอนุโมทนาสาธุการ
ถ้าเวลาปกติไม่หลับ ท่านอาจารย์องค์นี้จะเก่งแค่ไหน กระผม
ไม่สงสัยเลย
กระผมมีความเคารพเลื่อมใสท่านอาจารย์มากมาแต่ขณะ
เห็นทีแรก จึงทำอะไรเพื่อท่านด้วยความเต็มอกเต็มใจ ยิ่งเห็นท่าน
ฉันได้มากก็ยิ่งเพิ่มความปีติยินดีไม่มีประมาณเอาเลย ประการหนึ่ง
เทวดาพวกนี้เขาอยู่ที่ไหนกันถึงได้ทราบ ว่ากระผมถวายทานแก่ท่าน
แล้วพากันมาอนุโมทนา และขอมีส่วนบุญจากกระผมด้วย สำหรับ
กระผมเองทำไมไม่เคยเห็นเขามาปรากฏตัวเลยนับแต่มาอยู่ที่นี่จน
บัดนี้ ท่านตอบว่า นี่เป็นพวกรุกขเทพ เขาอยู่ในที่ไม่ห่างไกล
พวกเรานักแล ตอนอาตมาอนุโมทนา ยถา สัพพี ฯลฯ เมื่อเช้านี้
เขายังได้ยินและสาธุการด้วย แต่พวกเราไม่ทราบเอง จึงเป็นเหมือน
ไม่มีเขาและอะไร ๆ อยู่ในแถบบริเวณนี้ฤาษีมีความเพลิดเพลินในเรื่องเทวดามาอนุโมทนาทาน
กับตน ได้อาราธนาให้ท่านแสดงให้ฟัง ท่านจึงหาอุบายให้ฤาษีได้ทำ
ภาวนา และท่านเองก็จะได้มีเวลาภาวนาบ้าง ไม่ต้องยุ่งกับเรื่อง
ภายนอกจนเกินไป จึงพูดกับฤาษีว่า การดูพวกเปรต ผี เทวบุตร
เทวธิดา ต้องดูด้วยตาในคือตาใจ การจะรู้พวกนี้ด้วยตาในได้ต้อง
ขยันภาวนา พิจารณาอาการ ๓๒ ภายในกายให้ละเอียดด้วย
ปัญญา เวลาทำสมาธิก็ให้จิตอยู่กับลมหายใจหรือบทพุทโธเท่านั้น
ไม่ให้เผลอไปที่อื่น เมื่อจิตสงบด้วยภาวนาดังกล่าวมาก็มองเห็น
เทวดาได้เอง ไม่ต้องถามผู้อื่นให้ลำบาก แต่ถ้าขี้เกียจภาวนาก็
ไม่เห็นเทวดา ทั้งใจก็ไม่สงบเย็นได้ การเห็นพวกเทวดาซึ่งเป็นพวก
กายทิพย์ต้องเห็นด้วยใจทิพย์ คือสมาธิภาวนาเป็นเครื่องมือ ผู้ไม่มี
เครื่องมือดังกล่าวก็ไม่มีทางรู้เห็นพวกนี้ได้
พอท่านอธิบายจบลง เขามีความพอใจจะปฏิบัติตามเพื่อ
รู้เห็นพวกเทวดาดังท่านอธิบายให้ฟัง จากนั้นท่านก็ลาเขาหลีกไป
ทำความเพียร พอตกกลางคืนดึก ๆ พวกเทวดาก็มาเยี่ยมท่าน
และถามถึงเรื่องฤาษีอยากทราบว่าพวกเทวดาอยู่ที่ไหน และพอใจ
ภาวนาเพื่อทราบเรื่องของเทวดาบ้าง โดยท่านเป็นผู้ชี้แจงให้เขาฟัง
ท่านก็ได้ชี้แจงให้พวกเขาฟังตามที่ได้สั่งสอนฤาษีแล้วนั้น ท่านมิได้
พักอยู่กับฤาษีนานจึงต้องลาจากเขาไป ฤาษีตนนั้นรู้สึกเลื่อมใสใน
ท่านมาก มีความอาลัยเสียดายไม่อยากให้ท่านจากไป
ท่านพักบำเพ็ญอยู่ในป่าแห่งหนึ่ง คราวนั้นมีพระไปด้วย
สององค์ ในป่านั้นท่านทราบทีหลังว่า มีชาวบ้านนำผู้หญิงที่ตาย
ผิดธรรมดาสามัญ ซึ่งชาวบ้านเรียกว่าตายโหง มาฝังไว้แถวบริเวณ
ที่ท่านพักอยู่ หญิงที่ตายนั้นมีเด็กอยู่ในครรภ์ เป็นพวกชาวป่าอนามัยในการคลอดจึงไม่สมบูรณ์ ปล่อยให้กันตายทิ้งอย่างน่าทุเรศ
สงสารตามที่เขาเล่าถวายท่าน เวลาเข้าภาวนา ผีของหญิงนั้นมา
กวนแทบทุกคืน ท่านว่าคนกับผีมีนิสัยคล้ายคลึงกันในความรู้สึก
(ขออภัยเขียนไว้เพื่อพิจารณาหามูลความจริงตามเรื่องที่เกิดขึ้น
กับท่าน) ทางราคะตัณหาที่มีในใจสัตว์โลก
ที่เห็นได้ชัดเจนก็เวลาท่านพักภาวนาอยู่ในป่านั้นกับพระ
สององค์ พอตกกลางคืนเวลาเข้าที่ภาวนา จะเห็นหญิงตายโหง
คนนั้นเข้ามาหาและแสดงเล่ห์กลมารยาแห่งราคะตัณหาแก่ท่าน
เสมอ แต่อำนาจจิตท่านแรงกว่า ผีจึงไม่สามารถทำอะไรท่านได้
สำเร็จ บางครั้งผีตายโหงแสดงอาการรุนแรงแก่ท่านผิดธรรมดา ถึง
จะเข้ามาทำการข่มขืนท่านให้เป็นไปตามใจของตน แต่ก็ไม่มีทาง
ทำได้ ท่านแผ่เมตตาจิตให้ไม่ยอมรับ มีแต่จะทำตามอารมณ์ที่ตน
ปรารถนาอย่างเดียว เวลาถามผีก็บอกตามความจริงไม่โกหก
ว่าตายเพราะเหตุนั้น ๆ ซึ่งเป็นความจริงตามชาวบ้านเล่าให้ฟัง
หลังจากที่ท่านประสบเหตุการณ์มาแล้วถามดูเรื่องราวกับเขา
คือหญิงนั้นก่อนตายสามีหย่าร้างไปมีใหม่ เธอเกิดความ
เสียใจมาก ขณะคลอดบุตรก็ไม่มีใครให้การพยาบาลรักษา และตาย
ในขณะนั้นซึ่งเด็กก็ยังอยู่ในครรภ์ เวลาผีเล่าก็ตรงกับที่ชาวบ้านเล่า
ให้ฟัง ก่อนที่ท่านจะถามเปรียบเทียบชาวบ้าน เพราะได้ปรากฏผีนั้น
มาแสดงความไม่ดีไม่งามให้เห็นทางสมาธิภาวนาอยู่เสมอ เวลา
เขาเล่าให้ฟังเรื่องจึงตรงกับที่ผีเล่า ผีรายนี้ท่านว่าร้ายมาก เมื่อทำ
อะไรท่านไม่สำเร็จก็ไปกวนพระสององค์ ด้วยการข่มขืนท่านขณะ
นอนหลับ ถึงกับพระต้องตะโกนขึ้นทั้งหลับ จนท่านเองได้ยินชัด
ถ้อยชัดคำว่า “ก็โยมเป็นผู้หญิง ส่วนอาตมาเป็นพระ จะให้ทำแบบฆราวาสได้อย่างไร ไม่เอา รีบออกไป เดี๋ยวตกนรกยิ่งกรรมหนักกว่า
นี้เข้าอีก ท่านอาจารย์ช่วยด้วย ผีผู้หญิงกำลังข่มขืนกระผมอยู่เวลา
นี้ รีบมาเร็วช่วยกระผมด้วย ท่านอาจารย์มาเร็ว” ดังนี้ เสียงตะโกน
เรียกท่านทั้งที่หลับ เหมือนเสียงคนตะโกนเรียกกันเราดี ๆ นี่เอง
ท่านอาจารย์เองซึ่งกำลังออกจากที่ภาวนา หลังจากรบกัน
ผีผู้หญิงเพิ่งผ่านไปสักครู่ ก็ได้ยินเสียงแปลกอย่างชัดถ้อยชัดคำ ก็
ได้รีบไปหาพระองค์ที่เรียกท่านให้ช่วยทันที และปลุกให้ตื่นในบัด
เดี๋ยวนั้น เมื่อพระองค์นั้นตื่นขึ้นมา ถามก็ได้ความว่ามีผู้หญิงกำลังมี
ท้องจะเข้ามาข่มขืน บอกเท่าไรก็ไม่ฟัง เลยต้องเรียกให้ท่านอาจารย์
มาช่วย ก็พอดีท่านมาปลุกให้ตื่นอยู่ขณะนี้แลดังนี้ ซึ่งเป็นเรื่อง
ประหลาดมาก ยังไม่เคยปรากฏที่ไหนมาก่อนเลย ท่านว่าพระทั้ง
สององค์นั้นฝันเหมือนกัน แต่มิได้ฝันในคืนเดียวกัน ขณะฝันและ
กลัวหญิงนั้นจะทำลายพรหมจรรย์ ก็ตะโกนเรียกท่านอาจารย์ให้ไป
ช่วยอย่างชัดถ้อยชัดคำเช่นกัน คืนหนึ่งองค์หนึ่งตะโกนร้องเรียก
อีกคืนหนึ่งองค์หนึ่งตะโกนร้องเรียกอยู่เรื่อย สำหรับท่านเองก็ถูกกวน
ทางสมาธิภาวนา พระสององค์ก็ถูกกวนเวลานอนหลับแทบทุกคืน
ท่านว่าสำคัญที่โรคบ้าพรรค์นี้ไม่ยอมรับส่วนกุศลผลเมตตา
อะไรทั้งสิ้น นอกจากสิ่งที่มันต้องการอันเป็นโรคบ้าไม่รู้จักอายนั้น
เท่านั้น จึงทำให้คิดออกไปนอกลู่นอกทางว่า ไม่ว่าโลกใดก็ตาม ถ้า
โรคบ้าโรคหน้าด้านนี้ได้เข้าสิงแล้ว โลกนั้นจะต้องเป็นทำนองเดียว
กับผู้หญิงผีคนนั้นมาเป็นกับพระนั่นแล
ผู้เขียนเรียนถามว่า ที่ว่าผีหญิงมาทำท่าจะทำไม่ดีไม่งามนั้น
เขาทำอย่างไร ท่านตอบแบบคนโมโหให้ผียังไม่หายว่า จะให้อธิบาย
ให้ฟังอย่างเปิดเผยเรือเกยหาดอย่างไรอีก เพียงฟังกันเท่าที่เล่ามานี้ก็อยากเอาหัวมุดดินอยู่แล้ว จะให้พูดชัดยิ่งกว่าคนแก้ผ้าพูดนั้นผม
พูดไม่ได้ เพราะเราไม่ใช่ผีตัวหน้าด้านคนนั้นที่จะพูดจนไม่รู้จักคำ
ควรไม่ควรนี่ ก็ทราบกันอยู่แล้วว่า “ข่มขืน” จะให้พูดอย่างไรอีก
ผีหรือคนฟังก็ต้องเข้าใจกันอย่างชัดเจนไม่มีทางสงสัย
ผู้เขียนถามอีกว่า ส่วนท่านทั้งสององค์นั้นท่านไม่ทราบ
ด้วยสมาธิภาวนาบ้างหรือ ผีจึงไปกวนท่านในเวลาหลับนอน ซึ่ง
ไม่ต้องการความสุขใดยิ่งไปกว่าการหลับสนิทในเวลานั้น ท่านว่า
ก็ท่านไม่ได้บอกว่าท่านทราบหรือไม่ทราบ เห็นแต่ท่านตะโกนลั่น
ตอนกลางคืนดึก ๆ จนเราทนอยู่ไม่ได้ต้องรีบไปปลุก เวลาตื่น
ขึ้นมา ถามได้ความว่าผีมาปลุกปล้ำข่มขืน เรื่องก็เท่านั้น
ผู้เขียน : ท่านอาจารย์พักอยู่ที่นั้นนานเท่าไร ท่านพักอยู่
หลายเดือน แต่เหตุที่จะได้จากที่นั่นไปก็เนื่องจากท่านสององค์
ไม่ชอบอยู่ บอกว่าทนผีมากวนจะเอาตัวไปเป็นอะไรไม่ไหว เลย
จำต้องพาท่านหนีไป
ผู้เขียน : ก็ผีที่รบกวนท่านอาจารย์นั้นไม่นับเข้าในจำพวก
เปรตที่ควรได้รับส่วนบุญบ้างหรือ ทำไมเวลาแผ่ส่วนกุศลให้จึง
ไม่ยินดีรับ ท่านว่า จะเป็นจำพวกไหนผมก็ทราบไม่ได้ ทราบได้แต่
มันจะทำแบบบ้าของมันท่าเดียว โดยไม่สนใจกับอะไรทั้งสิ้นเท่านั้น
พูดแล้วท่านยิ้มนิด แล้วพูดต่อไปอีกว่า ผมสงสารพระสององค์ที่
อายุยังหนุ่มแน่นมาก แต่ท่านเป็นผู้ปฏิบัติดี มีความมุ่งมั่นในธรรม
อย่างยิ่งจะอยู่ไม่เป็นสุข เพราะเรื่องนั้นรบกวนท่าน ตอนกลางคืน
ท่านมีอาการไม่สู้ดี คิดทุกข์คิดยากทั้งสององค์ ในเวลานอนหลับ
กลัวผีตัวนั้นจะไปทำลายดังที่เคยเป็นมา ท่านไม่อยากอยู่ที่นั่นจึงได้
พาหนีไป


เอาบุญมาฝากจะถวายสังฆทาน เจริญวิปัสสนา ให้ธรรมะเป็นทาน ให้อภัยทาน บอกบุญ สักการะพระธาตุ ให้อาหารสัตว์เป็นทาน ช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน ถวายข้าวพระพุทธ อนุโมทนาบุญกับผู้อื่น สร้างพระสร้างเจดีย์สร้างธรรมจักรสร้างรอยพระพุทธบาทสร้างระฆังและอัครสาวกซ้ายขวาสร้างพระสีวลีสร้างพระกัสสะปะสร้างพระอุปคุตสร้างพระองคุลีมารผสมทองคำเปลวพร้อมนำดอกไม้มาบูชาถวายพระรัตนตรัย
รักษาศีล เจริญภาวนา สวดมนต์ ให้อาหารสัตว์เป็นทานเป็นประจำ กรวดน้ำอุทิศบุญ อนุโมทนากับพ่อแม่ญาติพี่น้องที่รักษาศีล ฟังธรรม ให้ทาน อนุโมทนากับเพื่อนๆที่รักษาศีล ศึกษาการรักษาโรค ที่ผ่านมาคุณแม่ได้ถวายสังฆทานมาโดยตลอด ที่ผ่านมาได้ปิดทองพระ รักษาอาการป่วยของผู้อื่นกับผู้ร่วมงาน และที่ผ่านมาได้รักษาอาการป่วยของบิดามารดา ปล่อยชีวิตสัตว์มาโดยตลอด ถวายยาแก่ภิกษุ ขัดองค์พระ ถวายเทียน ให้ความรู้สมุนไพรเพื่อสุขภาพเป็นวิทยาทาน ที่ผ่านมาคุณแม่ได้ทำบุญหลายอย่างมาโดยตลอด ที่ผ่านมาได้ถวายสังฆทานและทำบุญสร้างอาคารผู้ป่วยและกฐินกับเพื่อนๆและให้อาหารเป็นทานแก่สรรพสัตว์กับเพื่อนๆและเพื่อนคนหนึ่งและบริวารของเพื่อนและครอบครัวของเพื่อนได้มีจิตเมตตาให้ทานและเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ช่วยเหลือผู้อื่นอยู่ตลอดและเพื่อนได้เคยสวดมนต์เย็นกับคุณแม่และที่ผ่านมาได้ทำบุญสักการะพระธาตุทำบุญปิดทองชำระหนี้สงฆ์และไหว้พระและทำบุญตามกล่องรับบริจาคตามวัดต่างๆกับเพื่อนและตั้งใจว่าจะสร้างบารมีให้ครบทั้ง 10 อย่างขอให้อนุโมทนาบุญด้วย


ขอเชิญถวายสังฆทาน เจริญวิปัสสนา ให้ธรรมะเป็นทาน ให้อภัยทาน บอกบุญ ให้อาหารสัตว์เป็นทาน สักการะพระธาตุ ฟังธรรม สวดมนต์ ช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน
รักษาศีล เจริญภาวนา สวดมนต์ สร้างพระสร้างเจดีย์สร้างธรรมจักรสร้างรอยพระพุทธบาท
สร้างระฆังและอัครสาวกซ้ายขวาสร้างพระสีวลีสร้างพระกัสสะปะสร้างพระอุปคุตสร้างพระองคุลีมารผสมทองคำเปลวพร้อมนำดอกไม้มาบูชาถวายพระรัตนตรัย กรวดน้ำอุทิศบุญ ถวายข้าวพระพุทธ อนุโมทนาบุญกับผู้อื่น สนทนาธรรม
ถวายข้าวพระพุทธ อนุโมทนาบุญกับผู้อื่น รักษาอาการป่วยของผู้อื่น รักษาอาการป่วยของบิดามารดา
ปิดทอง สักการะพระธาตุ กราบอดีตสังขารเจ้าอาวาสที่ไม่เน่าเปื่อย ที่วัดแจ้ง อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี ปิดทองพระ ปล่อยชีวิตสัตว์ถวายยาแก่ภิกษุ ไหว้พระตามวัดต่างๆ ขัดองค์พระ ให้ความรู้สมุนไพรในการดูแลสุขภาพเป็นทาน
และสร้างบารมีให้ครบทั้ง 10 อย่างขอเชิญร่วมบุญกุศลร่วมกันนะ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 25 มี.ค. 2012, 08:53 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 3531


 ข้อมูลส่วนตัว


ผู้เขียน : เรื่องทำนองนี้จะเป็นได้เฉพาะหญิงเท่านั้น หรือ
ผู้ชายก็มีทางเป็นได้ในเวลาตายไป ท่านฟังแต่คำว่าราคะตัณหาก็
แล้วกัน มันไม่เคยไว้หน้าใครว่าเป็นหญิงเป็นชาย เป็นพระเป็นเณร
เป็นเปรตเป็นผี หรือเป็นเทวบุตรเทวธิดา มันเป็นนายเสียทั้งนั้น
ไม่เคยยอมเป็นบ๋อยใครอย่างง่าย ๆ เลย จึงมิได้นิยมว่าเป็นใครที่
มันจะเป็นนายและบังคับไม่ได้ มันบังคับได้ทั้งนั้น ฉะนั้นผู้หญิงหรือ
ผู้ชายก็ตามจึงมีทางเป็นได้ด้วยกัน แต่ที่ผมพูดนี้ก็พูดตามเรื่องที่
ปรากฏต่างหาก มิได้ตั้งใจตำหนิว่าผู้หญิงไม่ดี ถ้าผู้ชายไม่ดีหรือไป
ปรากฏแก่หญิงหรือแก่นักภาวนาหญิงเข้าบ้าง เขาก็จำต้องพูดทำนอง
เดียวกัน ใครจะว่าเราหรือเขาพูดเป็นเชิงตำหนิติเตียนวิญญาณหญิง
หรือวิญญาณชาย ก็สุดแต่ผู้จะคิดซึ่งห้ามไม่ได้ อันราคะตัณหานี้เรา
ไม่ควรไปสนใจกับพวกเปรตผีหรืออะไรให้เสียเวลา ว่าเขาเป็น
อย่างนั้นอย่างนี้ มนุษย์เรานี่ซิตัวเก่งและเก่งพอ ๆ กันทั้งหญิงทั้ง
ชายด้วย แม้ไม่แสดงออกภายนอกก็เก่งอยู่ภายในอยู่นั่นเอง
เช่นทุกวันนี้กับแต่สมัยผมเป็นเด็กเป็นหนุ่ม ผิดกันมาก
ราวฟ้ากับดินเลยท่าน ดูเอาก็แล้วกัน อย่าให้ต้องพูดต้องบอก
ทั้งภายนอกภายใน เพราะมันเกลื่อนไปด้วยเรื่องอันนี้ทั้งนั้นแทบ
โลกจะเป็นไฟอยู่แล้ว เพราะเจ้าตัวนี้นำหน้ากล้าอวดลวดลายของ
มัน และก็ต่างคนต่างมีต่างคนต่างอวด โลกจึงร้อนขึ้นทุกวัน เพราะ
ไม่มีอะไรเป็นความดีความชอบจากการอวดเจ้าตัวนี้ ปกติมันก็เป็น
เหมือนวัตถุเครื่องทำลายสังหารอยู่แล้ว เมื่อใครคิดสนุกคะนองไป
ยกยอมันขึ้นว่าดี และนำออกอวดโลกที่ต่างคนต่างมี มันต้อง
แผลงฤทธิ์ให้โลกแตกทลายได้โดยไม่สงสัย ลองดูซิถ้าไม่เชื่อว่าเป็น
ความจริง ต้องเห็นฤทธิ์เดชของมันประจักษ์แน่นอนไม่ต้องพูดไปมากและกว้างขวาง เพียงสิ่งนี้มีอยู่ในหัวใจ
ของใครมากน้อย ก็แสดงออกให้เห็นความไม่ดีจนได้อยู่แล้ว จำเป็น
อะไรที่จะส่งเสริมให้มันเจริญเติบโตมีอำนาจมากยิ่งกว่าภูผาป่าไม้ ที่
จะทำลายตัวเองและโลกให้ฉิบหายเล่า ฉะนั้นปราชญ์ท่านจึงสอนให้
ระวังและระงับดับมัน อย่างน้อยก็พอมีความสงบเย็นใจในกลุ่ม
หนึ่ง ๆ พอมีทางหายใจได้บ้าง หากท่านถามผมก็พูดให้ฟังตาม
เรื่อง อย่าหาว่าผมตำหนิติเตียนใคร แม้ตัวผมเองก็เคยกับเจ้าตัว
ยุแหย่ก่อกวนนี้มาพอแล้ว จนไม่สงสัยว่าเจ้าตัวนี้จะพาเราไปเสวย
สุขมหาศาลที่ไหนอีก นอกจากมันกระซิบกระซาบและฉุดลากเราลง
นรกอเวจีทั้งเป็นอยู่ทุกวันเวลาเท่านั้น อย่าสงสัยว่ามันจะพาไปสู่
สันติธรรม อันเป็นความสงบเย็นใจที่ไหนเลย ถ้าจะเห็นโทษของมัน
ก็ควรเห็น เพราะในตัวมันก็คือตัวโทษล้วน ๆ อยู่แล้ว และก็อยู่กับ
หัวใจเราทุกคนอีกด้วย จะสงสัยมันว่าเป็นอะไรอีก
ท่านว่าพวกผีพวกเทพมีมารยาทางราคะตัณหามากเช่น
มนุษย์เรานี่เอง แต่มิได้มีทุกรายไป ผู้เด่นจนแสดงออกให้เห็น
อย่างชัดเจนก็มี เช่นมนุษย์ผู้หนักในทางนี้ บางทีเทพยังแสดง
มารยาและจะจับเอาท่านทั้งเป็นก็มี โดยบอกว่ารักท่านมาก ท่าน
ต้องชี้แจงให้เขาฟังจนเป็นที่เข้าใจ แล้วเขาก็หยุดไม่ทำต่อไป แต่ก็
พอจับมาเป็นข้อคิดได้ นึกว่าคนละภพละภูมิจะไม่มีความรักใคร่
ไยดีต่อกันในทางอารมณ์ได้ แต่ก็ยังแสดงให้เห็นได้ว่าราคะตัณหา
นั้นไม่เลือกหน้า คบได้ทั้งนั้นตามแต่โอกาสและกรณี ขณะนั้น
กายหยาบเราไม่ปรากฏในความรู้สึก คงจะเป็นกายทิพย์ในความรู้
ความเห็นและความรู้สึกของเทพก็เป็นได้ จึงทำให้เกิดอะไรขึ้นในใจ
เทวดา ถึงกับแสดงความรักออกมาอย่างเปิดเผยไม่กระดากอายยิ่งกว่ามนุษย์ผู้ดีมีความละอายประจำนิสัยอีก
เรื่องทำนองนี้ในวงปฏิบัติมักปรากฏเสมอ แต่ท่านไม่ยอม
เล่าให้ใครฟังง่าย ๆ นอกจากพวกเดียวกัน รู้นิสัยกันดี ไว้ใจกันได้
หรือรู้ในทางเดียวกันท่านจึงพูด บางท่านที่ไปอยู่ในเขาลึก มักมี
เทวดามาคอยอารักขาอยู่แถวใกล้เคียงโดยไม่มีใครสามารถรู้เห็นได้
นอกจากพระองค์ที่เทวดามีส่วนเกี่ยวข้องโดยเฉพาะเท่านั้นจะรู้ได้
แต่มิได้มาแสดงอาการเสียหายแบบโลกที่เป็นกายหยาบ เขามาด้วย
ความหวังดี เคารพเลื่อมใสหวังบุญหวังคุณกับท่านจริง ๆ บางครั้ง
ท่านอดอาหารหลายวัน ร่างกายอ่อนเพลียไม่ค่อยมีกำลัง ส่วนใจมี
ความเข้มแข็งและผ่องใส เทวดาเห็นแล้วเกิดความสงสารท่าน
อยากจะให้ท่านมีกำลังทางกาย จึงขออนุญาตปฏิบัติรักษาท่านด้วย
อาหารทิพย์
อาหารทิพย์ในความรู้สึกของพระนั้น ขณะมองเห็นในมือ
ของเทวดาที่ถือมานั้นเป็นเหมือนดินสอพองสีขาวจาง ๆ ไม่ขาวจริง
ดังผ้าขาว สิ่งนั้นแลที่เทวดาบอกกับท่านว่าเป็นอาหารทิพย์ของ
ทวยเทพทั้งหลาย เทวดาผู้นำมานั้น มาขออนุญาตท่านเอาอาหาร
ทิพย์นั้นถูไปตามร่างกายท่านแต่เพียงเบา ๆ เพื่อโอชารสของ
อาหารทิพย์จะได้ซึมซาบเข้าสู่ร่างกายส่วนต่าง ๆ โดยรวดเร็ว และ
มีกำลังเช่นเดียวกับรับประทานอาหารทั่ว ๆ ไปหรือยิ่งกว่านั้น พระ
ท่านไม่อาจอนุญาต กลัวเป็นอาบัติ เพราะตะวันก็บ่ายแล้ว เทวดา
ก็เป็นเพศหญิงและมาเพียงคนเดียว เผื่อบัดดลมีใครมาเห็นเข้า
อย่างน้อยก็ตำหนิ แม้ไม่มีความเสียหายในทางพระวินัย มากกว่า
นั้นเขาอาจเข้าใจว่าเป็นความจริงและตำหนิติเตียนแบบโลก ๆ ว่า
พระกับผู้หญิงอยู่ด้วยกันสองต่อสองในถ้ำในเขาเปลี่ยว ๆ ไม่มีผู้ชายอยู่เป็นเพื่อนแม้คนเดียว เทวดาซึ่งเป็นกายทิพย์จะกลาย
เป็นเรื่องหญิงผู้ก่อกรรมทำเข็ญกับพระขึ้นมา เรื่องก็จะไปกันใหญ่
และกลายเป็นความเสื่อมเสียไปมากมาย ซึ่งความจริงก็ไม่มีอะไร
ต่างคนต่างบริสุทธิ์โดยปกติ
ด้วยเหตุผลที่อ้างนี้ ท่านจึงไม่ยอมให้เทวดามาแตะต้องกาย
ไม่เพียงจะนำอาหารทิพย์มาถูกายเลย เทวดาจึงขอยืนยันตัวเอง
ต่อท่านว่า จะไม่ทำอะไรให้ท่านเสียหาย เพราะการมาเกี่ยวข้องของ
เทวดาแม้แต่น้อย เพราะกายเทวดาก็เป็นกายทิพย์ อาหารที่นำมา
บำรุงก็เป็นอาหารทิพย์ ไม่มีส่วนใดที่จะกระเทือนถึงพระวินัยและ
องค์ท่านให้เสียไป ที่มองเห็นนี้ก็ใจทิพย์มองเห็นกายทิพย์ และ
ใจทิพย์มองเห็นอาหารทิพย์ ที่ฟังการสนทนากันอยู่เวลานี้ก็เป็น
หูทิพย์ฟังเสียงทิพย์ มิได้เกี่ยวกับกายหยาบตาเนื้อหูหนังแต่อย่างใด
พอจะขัดข้องแก่ท่านและวินัยเลย การมาของเทวดาก็เพื่ออุปัฏฐาก
บำรุง หวังบุญหวังกุศลกับท่านผู้มีความหนักแน่นและมุ่งมั่นต่อ
ธรรมอย่างยิ่ง มิได้มาเพื่อทำลายท่านและพระศาสนาให้เสียหาย
ขอท่านจงเห็นใจและอนุญาตเมตตาให้เทวดาได้มีส่วนกุศลที่ควรจะ
ได้จากท่านบ้างเถิด อย่าได้สลัดปัดทิ้งเทวดาผู้หวังบุญเพื่อเป็นปัจจัย
ต่อเติมเสริมภพชาติ ให้เจริญรุ่งเรืองในปัจจุบันและอนาคตให้ยิ่ง ๆ
ขึ้นไป จากกุศลที่ควรจะได้นี้เลย
พระพูดกับเทวดาว่า ขณะที่เทวดามาอยู่กับอาตมา อาตมา
หลับตาลงก็มองเห็นเทวดา ลืมตาขึ้นมาก็มองเห็นเทวดา เผื่อ
คนอื่นเขามีตามิใช่คนตาบอดมาเห็นเราสองคนเข้าที่นั่งอยู่ด้วยกัน
เวลานี้จะว่าอย่างไร จะเป็นความงามตามจารีตของผู้หญิงซึ่งอยู่
ด้วยกันสองต่อสองไหมล่ะ ขอจงคิดให้ดีก่อนจะทำอะไรลงไปเทวดาตอบท่านว่า ที่เห็นนี้เป็นใจท่านและตาท่านผู้มีธรรม คือ
มีสมาธิมีญาณสามารถมองเห็นได้อย่างถนัดชัดเจน แม้ตาเนื้อ
ท่านมองเห็น ก็เป็นมาจากญาณภายในสนับสนุน จึงทำให้เห็นได้
ราวกับตาเนื้อมองเห็นจริง ๆ ความจริงก็คือตาในท่านต่างหาก
ทำให้ตาเนื้อมองเห็นไปด้วย ถ้าท่านไม่มีญาณภายในเป็นพื้นฐาน
อยู่แล้ว ท่านจะไม่สามารถมองเห็นกายทิพย์ของเทวดาได้เลย
เพื่อความแน่ใจที่ท่านจะไม่ต้องระแวงสงสัยว่า จะมีใครมา
สอดรู้สอดเห็นเทวดาที่มานั่งอยู่กับท่าน เทวดาจะรับรองยืนยันว่า
นอกจากท่านเพียงองค์เดียวแล้ว คนอื่นแม้ร้อย ๆ พัน ๆ คนหรือ
มากกว่านั้นมาที่นี่ ก็จะไม่ให้มองเห็นเทวดาได้เลยแม้เพียงคนเดียว
เทวดามีอำนาจพอจะปิดกั้นสายตาคนธรรมดาได้โดยไม่ลำบากเลย
เว้นแต่ท่านผู้มีธรรมและมีญาณหยั่งทราบ เทวดาเคารพ และปิดกั้น
ไม่ได้ อีกประการหนึ่ง เทวดาไม่ใช่ผู้วิเศษวิโสมาจากที่ไหน แต่ก็มา
จากแดนมนุษย์ผู้รักศีลรักธรรม ยินดีในการทำบุญสุนทานประจำ
นิสัยนั่นแล เมื่อมาพบเห็นท่านผู้ปฏิบัติดีก็เลื่อมใสศรัทธาอยาก
บำรุง จะได้มากน้อยเพียงไรก็เป็นบุญกุศล และเป็นนิสัยปัจจัยแก่ตัว
เพียงนั้น ท่านจึงควรเห็นใจและเมตตาอนุเคราะห์ให้ทำในสิ่งที่ควร
ทำได้
สิ่งใดที่ผิดวิสัยของสมณะ เทวดาจะไม่หาญทำ เพราะดี
และชั่วก็ออกจากกรรม คือการทำของตัวเอง เทวดาเข้าใจและ
เคารพไม่ฝ่าฝืน แต่สิ่งที่อาราธนาวิงวอนขอความเมตตาอนุเคราะห์
อยู่เวลานี้ เป็นเรื่องของธรรมล้วนๆ ไม่มีเรื่องพระวินัยและเรื่องโลก
เข้ามาเจือปนเลย เช่นเดียวกับที่ท่านเคยแสดงธรรมแก่เทวดา
มาแล้ว จะมีคนเดียวหรือกี่คนก็ไม่ขัดข้องทางพระธรรมวินัยฉะนั้นขณะเทวดากับพระองค์นี้กำลังโต้วาทีกันอยู่นั้น เป็นเวลาที่
อยู่ในสมาธิภาวนา มิได้เป็นเวลาปกติธรรมดา แต่ที่ท่านพูดกับ
เทวดาว่า เทวดามานั่งอยู่กับอาตมา อาตมาหลับตาก็มองเห็น
เทวดา ลืมตาก็เห็นเทวดานั้น เป็นกาลสถานที่และอิริยาบถทั่ว ๆ
ไปที่ท่านพอรู้ได้เห็นได้ตามวิสัย ฉะนั้นที่เทวดาอ้างเหตุผลเพื่อ
ขอความอนุเคราะห์จากท่าน จึงน่าจะอยู่ในเกณฑ์ที่ควรทำได้
เพราะเป็นเรื่องของใจล้วน ๆ ที่ในสมาธิภาวนา แต่ที่พระท่านถาม
เทวดายอกย้อนไปมา ก็เป็นการแสดงออกทางสมาธิโดยธรรม มิได้
เกี่ยวกับจะเป็นอาบัติเพราะความฝ่าฝืนพระวินัย ด้วยกิริยาที่ทำโดย
ทางสมาธิสมาบัติ
ขณะท่านทำสมาธิของบ่ายวันนั้น ปรากฏว่าเทวดาเอา
อาหารทิพย์มาถูร่างกายท่านจริง ๆ กายที่เทวดามาถูก็เป็นกายใน
สมาธิ มิได้เป็นกายธรรมดา ความรู้สึกทางสมาธิขณะเทวดานำ
อาหารทิพย์มาถูกาย ปรากฏว่าเบามากผิดธรรมดา เมื่อออกจาก
สมาธิแล้ว ร่างกายรู้สึกเบาหวิวและมีกำลังผิดปกติ ราวกับได้ฉัน
จังหันในวันนั้น ท่านองค์นี้ว่า เวลาปกติในบางวันก็มองเห็นเทวดา
ได้ ไม่เพียงต้องเข้าสมาธิแล้วจึงจะรู้จะเห็นดังนี้
แต่การเห็นเทวดาด้วยสมาธิหรือด้วยตาเนื้อของผู้เริ่มฝึกหัด
ภาวนาใหม่ ๆ ย่อมมีทางหลอกลวงตัวเองได้ ไม่จริงเสมอไป
ฉะนั้นแม้ผู้มีนิสัยในทางนี้และอาจรู้เห็นอะไรต่าง ๆ ได้ก็ตาม
อาจารย์ต้องคอยกำชับกำชาไว้เสมอ ยังไม่ปล่อยให้ออกรู้ตามนิสัย
ต้องรอไปจนกว่าสมาธิมีความชำนาญในการเข้าการออก และเข้าใจ
วิธีปฏิบัติต่อสิ่งรู้เห็นต่าง ๆ ว่าอะไรจริงอะไรปลอมพอควรแล้ว ถึง
กาลเวลาที่ควรปล่อยก็ปล่อยบ้าง แต่มิใช่ปล่อยแบบปล่อยตัวไปด้วยโดยไม่คำนึงสิ่งผิดถูกชั่วดี ที่มาเกี่ยวข้องกับสมาธิประเภทนั้น ผู้เห็น
เทวดาแบบหลอกตนนี้ ย่อมมีแทรกอยู่ในวงคณะปฏิบัติเช่นกัน แต่
ถ้าผู้นั้นมีความมุ่งมั่นในธรรม ไม่เผยอเย่อหยิ่งในความรู้ที่ถือว่า
พิเศษของตน และไม่หลงไปตามสิ่งที่รู้เห็นก็แก้ได้ไม่ยากนัก
สำคัญที่ผู้มีนิสัยชอบพอง ๆ อยู่บ้างแล้ว พอเจอสิ่งต่าง ๆ
ดังกล่าวเข้า น่ากลัวเป็นโรคเรื้อรังไม่สนใจต่อยาเอาเลย นอกจากจะ
พยายามแพร่เชื้อให้ระบาดลุกลามออกไปก่อความเสียหายแก่ผู้อื่น
ที่ไม่รู้ไม่เข้าใจในวิธีการวิธีกลนี้เท่านั้น จึงเป็นโรคชนิดที่น่าระวัง
อยู่มาก ผู้เขียนมิใช่นักรู้นักเห็นเทวบุตร เทวธิดา เปรต ผีอะไรเลย
ก็ตาม แต่ถ้ามีผู้มาคุยเรื่องทำนองนี้ให้ฟัง แบบเรื้อรังลุกลามไม่มี
พวงมาลัยและเบรกกำกับอยู่บ้าง ก็ขยาดครั่นคร้ามเหมือนกัน
เพราะปกติเราก็อาจมีโรคพรรค์นี้ติดนิสัยสันดานอยู่แล้ว พอได้เชื้อ
เพิ่มเข้าไป ก็กลัวทางโรงพยาบาลของโรคชนิดนี้ไม่ยอมรับเข้าเป็น
คนไข้ ยิ่งจะวิ่งเตลิดเปิดเปิงไปใหญ่
เพื่อกันโรคนี้อย่างได้ผล คือ ขอให้ผู้เป็นอาจารย์เป็นผู้เข้าใจ
ในทางนี้และทางสมาธิปัญญาอื่น ๆ มาด้วยดีเถิด เพียงผู้ใดก็ตาม
มาพูดแย็บเรื่องทำนองนี้ขึ้น ต้องรู้ทันทีว่าเป็นความจริงหรือปลอม
และสามารถชี้แจงแก้ไขได้ทันที ถ้าผู้นั้นสนใจฟังเพื่ออรรถเพื่อธรรม
จริง ๆ ก็ปฏิบัติตนได้ถูกต้องตามท่านไม่มีทางเสียหาย ที่น่ากลัว
ก็คือ เมื่ออะไรผ่านเข้ามาก็คว้าเอามาเป็นสมบัติและเป็นของจริง
เสียสิ้น โดยไม่คำนึงว่าผิดหรือถูกประการใดบ้าง ของจริงประเภทนี้
จึงมีทางก่อความกระเทือนและเสียหายแก่ตนและผู้อื่นได้อย่างไม่มี
ขอบเขต เพราะเป็นของจริงที่น่ากลัวอย่างยิ่งสำหรับท่านที่เคยผ่าน
มาแล้ว นักภาวนาจึงควรระวังด้วยสติปัญญาด้วยดี อย่าให้ของจริงประเภทนี้เกิดขึ้นได้ จัดว่าเป็นผู้รู้รอบคอบต่อการดำเนิน เป็นสิริ
มงคลแก่ตนและวงพระศาสนา
ท่านที่มีเทวดามาอารักขา ท่านเล่าน่าฟัง ผู้เขียนรู้สึก
เพลินไปกับท่าน เวลานั้นท่านไปพักภาวนาอยู่กับพวกชาวไร่ซึ่งมี
เพียงสองสามครอบครัว เว้นสี่ห้าวันท่านไปบิณฑบาตกับเขามาฉัน
หนหนึ่ง แล้วก็หยุดไปเรื่อย ๆ แต่การภาวนารู้สึกดื่มด่ำคืบหน้าไม่มี
ถอย นั่งสมาธิทั้งกลางวันกลางคืน ส่วนผลที่ได้รับคล้ายคลึงกัน แต่
เวลากลางวันรู้สึกร้อนบ้าง ผิดกับกลางคืนที่อากาศเย็นสบาย จิตก็
ลงได้สนิทเต็มฐานของสมาธิ และลงได้ครั้งละหลาย ๆ ชั่วโมงกว่า
จะถอนขึ้นมา ถ้านึกสงสารเทวดา จะต้อนรับเขา จึงถอนจิตออกมา
ดูบ้างตอนดึก ๆ ถ้าเห็นเขามาก็ต้อนรับเสียบ้าง เสร็จแล้วย้อนจิต
เข้าสู่สมาธิตามอัธยาศัย จนกว่าถึงเวลาค่อยถอนขึ้นมา จากนั้นก็
พิจารณาภาคปัญญาต่อไปจนเรื่องจะยุติลง
รวมเวลาเข้าสมาธิแล้วแต่ละครั้ง ถ้าเป็นกลางคืนก็สี่ห้า
ชั่วโมง กลางวันราวสองหรือสามสี่ชั่วโมง และเดินจงกรมต่อไป
หลังจากทำสมาธิแล้ว ทำอย่างนี้เป็นประจำ ไม่ค่อยสนใจกับเวล่ำ
เวลายิ่งกว่าความเพียรที่กำลังเป็นไปอยู่ในธรรมทั้งหลาย ท่านว่า
อาหารจะฉันหรือไม่ก็มิได้เกิดความหิวโหย จะมีบ้างเพียงส่วน
ร่างกายเล็กน้อย ไม่ถึงกับรบกวนให้วุ่นวายไปตาม ที่เทวดาว่าหิว
นั้นเป็นเรื่องของเทวดาต่างหาก องค์ท่านเองมิได้เป็นอารมณ์กับ
ความหิวโหยอะไรเลย เพราะเพลินในธรรมที่สัมผัสใจอยู่ตลอดเวลา
อันเป็นโอชารสที่ละเอียดอ่อนยิ่งกว่าอาหารอื่นใด
ส่วนเทวดาท่านว่า เวลากลางวันบางครั้งมองไปเห็นนั่ง
พับเพียบเรียบร้อย คอยดูแลท่านอยู่บนก้อนหินห่างกันประมาณ



เอาบุญมาฝากจะถวายสังฆทาน เจริญวิปัสสนา ให้ธรรมะเป็นทาน ให้อภัยทาน บอกบุญ สักการะพระธาตุ ให้อาหารสัตว์เป็นทาน ช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน ถวายข้าวพระพุทธ อนุโมทนาบุญกับผู้อื่น สร้างพระสร้างเจดีย์สร้างธรรมจักรสร้างรอยพระพุทธบาทสร้างระฆังและอัครสาวกซ้ายขวาสร้างพระสีวลีสร้างพระกัสสะปะสร้างพระอุปคุตสร้างพระองคุลีมารผสมทองคำเปลวพร้อมนำดอกไม้มาบูชาถวายพระรัตนตรัย
รักษาศีล เจริญภาวนา สวดมนต์ ให้อาหารสัตว์เป็นทานเป็นประจำ กรวดน้ำอุทิศบุญ อนุโมทนากับพ่อแม่ญาติพี่น้องที่รักษาศีล ฟังธรรม ให้ทาน อนุโมทนากับเพื่อนๆที่รักษาศีล ศึกษาการรักษาโรค ที่ผ่านมาคุณแม่ได้ถวายสังฆทานมาโดยตลอด ที่ผ่านมาได้ปิดทองพระ รักษาอาการป่วยของผู้อื่นกับผู้ร่วมงาน และที่ผ่านมาได้รักษาอาการป่วยของบิดามารดา ปล่อยชีวิตสัตว์มาโดยตลอด ถวายยาแก่ภิกษุ ขัดองค์พระ ถวายเทียน ให้ความรู้สมุนไพรเพื่อสุขภาพเป็นวิทยาทาน ที่ผ่านมาคุณแม่ได้ทำบุญหลายอย่างมาโดยตลอด ที่ผ่านมาได้ถวายสังฆทานและทำบุญสร้างอาคารผู้ป่วยและกฐินกับเพื่อนๆและให้อาหารเป็นทานแก่สรรพสัตว์กับเพื่อนๆและเพื่อนคนหนึ่งและบริวารของเพื่อนและครอบครัวของเพื่อนได้มีจิตเมตตาให้ทานและเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ช่วยเหลือผู้อื่นอยู่ตลอดและเพื่อนได้เคยสวดมนต์เย็นกับคุณแม่และที่ผ่านมาได้ทำบุญสักการะพระธาตุทำบุญปิดทองชำระหนี้สงฆ์และไหว้พระและทำบุญตามกล่องรับบริจาคตามวัดต่างๆกับเพื่อนและตั้งใจว่าจะสร้างบารมีให้ครบทั้ง 10 อย่างขอให้อนุโมทนาบุญด้วย


ขอเชิญถวายสังฆทาน เจริญวิปัสสนา ให้ธรรมะเป็นทาน ให้อภัยทาน บอกบุญ ให้อาหารสัตว์เป็นทาน สักการะพระธาตุ ฟังธรรม สวดมนต์ ช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน
รักษาศีล เจริญภาวนา สวดมนต์ สร้างพระสร้างเจดีย์สร้างธรรมจักรสร้างรอยพระพุทธบาท
สร้างระฆังและอัครสาวกซ้ายขวาสร้างพระสีวลีสร้างพระกัสสะปะสร้างพระอุปคุตสร้างพระองคุลีมารผสมทองคำเปลวพร้อมนำดอกไม้มาบูชาถวายพระรัตนตรัย กรวดน้ำอุทิศบุญ ถวายข้าวพระพุทธ อนุโมทนาบุญกับผู้อื่น สนทนาธรรม
ถวายข้าวพระพุทธ อนุโมทนาบุญกับผู้อื่น รักษาอาการป่วยของผู้อื่น รักษาอาการป่วยของบิดามารดา
ปิดทอง สักการะพระธาตุ กราบอดีตสังขารเจ้าอาวาสที่ไม่เน่าเปื่อย ที่วัดแจ้ง อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี ปิดทองพระ ปล่อยชีวิตสัตว์ถวายยาแก่ภิกษุ ไหว้พระตามวัดต่างๆ ขัดองค์พระ ให้ความรู้สมุนไพรในการดูแลสุขภาพเป็นทาน
และสร้างบารมีให้ครบทั้ง 10 อย่างขอเชิญร่วมบุญกุศลร่วมกันนะ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 มี.ค. 2012, 09:38 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 3531


 ข้อมูลส่วนตัว


เส้นสองเส้น บางครั้งกลางวันเงียบ ๆ เทวดายังลงมาหาท่าน
ดังวันมาขออนุญาตเอาอาหารทิพย์มาถูร่างกายท่าน เป็นต้น
บางครั้งมองเห็นเทวดาที่มานั่งอยู่ด้วยห่างกันประมาณสองวาอย่าง
ชัดเจน ราวกับเห็นด้วยตาเนื้อจริง ๆ ลืมตาขึ้นมาก็ยังเห็นชัด
เช่นเดียวกับหลับตา ขณะนั้นจิตสงบเพียงเล็กน้อยเท่านั้นซึ่งไม่น่า
จะมองเห็นได้ ปกติของจิตที่ควรรับแขกจำพวกกายทิพย์ต้องขยับ
ลงกว่านั้นบ้าง บางครั้งรู้สึกกระดากพิกลถึงกับต้องถามเทวดาว่า นี่
เทวดานิรมิตกายให้หยาบเหมือนกายมนุษย์หรือ จึงมองเห็นได้
ชัดเจนทั้งตาใจทั้งตาเนื้อ เหมือนมองเห็นสิ่งต่าง ๆ
เทวดาบอกท่านว่าเทวดาจะทำให้กายละเอียดก็ได้ หยาบ
ก็ได้ ไม่ลำบากยากเย็นอะไรเลย ขณะนี้เทวดานิรมิตกายหยาบหรือ
กายละเอียด ท่านถาม นิรมิตเป็นกายหยาบ เขาบอกท่าน ก็เวลามี
คนมาที่นี่มองเห็นเข้าจะทำอย่างไร ท่านถาม ก็ทำให้เห็นเฉพาะ
ท่านเพียงองค์เดียวเท่านั้น ดังได้เล่าถวายแล้วอย่างไรเล่า ท่าน
ไม่ต้องกลัว เทวดาบอกท่าน แต่การสนทนากันมิได้สนทนาด้วย
ปาก แต่สนทนาทางใจล้วน ๆ
เทวดายังสามารถรู้บุพเพนิวาสได้เช่นเดียวกับพระที่ท่านมี
นิสัยในทางนี้ ดังเทวดาองค์นี้เล่าบุพเพนิวาสให้พระท่านฟังอย่าง
ละเอียดลออ ว่าเคยประพฤติตนมาอย่างไรบ้างในอดีต แต่ขอ
ผ่านไปทั้งที่เสียดาย เพราะผู้เขียนไม่สามารถจำได้ทุกแง่ทุกกระทง
ที่นำมาลงบ้างก็เพื่อท่านผู้อ่านได้พิจารณาว่า จิตดวงที่เข้าสวมร่าง
นั่นร่างนี่อยู่ตลอดภพตลอดชาติไม่มีเวลาหยุดยั้งนั้น ได้หมุนตัวไป
อย่างไร ทั้งที่บางรายก็ปฏิเสธว่าตายแล้วสูญ การสูญกับความจริง
ที่ไม่สูญและค้านกันอยู่ในบุคคลคนเดียวนั้น ฝ่ายไหนจะเป็นผู้ยอมรับผลและรับความจริงที่เป็นของตายตัวนั้น นอกจากผู้ปฏิเสธ
กับผู้ยอมรับความจริงแล้ว ไม่มีผู้ใดจะเป็นผู้รับผลคือการเกิดตาย
ต้องเป็นหน้าที่ของสัตว์โลกเป็นกันเอง สุขและทุกข์ที่มีในระหว่าง
แห่งภพชาตินั้นๆ ก็เป็นหน้าที่ของผู้เกิดตายรับเอง มิใช่คำปฏิเสธ
ว่า “ตายสูญ” และ “ตายเกิด” เป็นผู้รับผลแทน พอจะมีแก่ใจ
ปฏิเสธอย่างสบายโดยไม่คำนึงถึงความจริงว่าเป็นอย่างไรกันแน่
การบำเพ็ญทางจิตตภาวนาเป็นทางจะรู้เรื่องของตัว เฉพาะ
อย่างยิ่งการเกิดกับการตายที่มีอยู่กับตัว ได้ดีเยี่ยมกว่าวิธีพิสูจน์อื่น
ใดที่ทำให้เสียเวลาไปเปล่า ไม่พบความจริงเป็นเครื่องยับยั้งใจไม่ให้
คิดคะนองไปต่าง ๆ ไม่เข้าเรื่องเข้าราวโดยหาความจริงมิได้ ตัวที่ถูก
ยอมรับว่าตายแล้วเกิดอีกก็คือใจ ที่ถูกปฏิเสธว่าตายแล้วสูญก็คือใจ
ซึ่งเป็นสิ่งลึกลับผิดสิ่งทั้งหลายที่ควรพิสูจน์ได้ด้วยจิตตภาวนาเท่านั้น
อันเป็นการพิสูจน์อย่างเยี่ยม และเห็นผลจากความจริงได้อย่าง
แน่นอน ข้อสำคัญ ขอให้จิตหยั่งลงถึงฐานเดิมของตนเป็นลำดับไป
อย่างไรต้องทราบเรื่องของตัวแน่นอน ทั้งเรื่องเกิดเรื่องตาย ทั้งเรื่อง
ไม่เกิดไม่ตายซึ่งอยู่ในใจดวงเดียวกัน ทั้งเรื่องตายแล้วสูญว่า
ไม่ปรากฏมีอยู่ในใจดวงท่องเที่ยวนี้เลย แม้ในธรรมท่านก็มิได้กล่าว
ไว้ว่าตายแล้วสูญมีอยู่ในใจดวงนี้ เวลาทำจิตตภาวนาไปก็ไม่เคยเจอ
ว่าจิตตายแล้วสูญ ถ้าเจอก็เจอแต่เรื่องตายกับเกิดเท่านั้น ถ้าจิตรู้ตัว
อย่างเต็มที่แล้วก็เจอเอาความไม่เกิดไม่ตายในจิตนั่นไปเสีย ไม่เคย
เจอความตายแล้วสูญเลย ดังที่ขยันปฏิเสธกันในพวกเราผู้ไม่สนใจ
ค้นหาเหตุที่มีอยู่กับตน และประกาศตัวอย่างเปิดเผยอยู่ตลอดเวลานี้
ข้อสำคัญถ้าใจซึ่งเป็นตัวการ ไม่ยอมพิจารณาตามสาเหตุที่
ควรรับทราบจากตัวเองแล้ว แม้จะมีใครสักกี่ร้อยกี่พันคนมาบอกความจริงซึ่งเป็นสมบัติของผู้นั้นค้นพบเอง ก็ไม่มีทางทำให้เขา
ยอมรับเพื่อถือเอาความจริงนั้น มาปรับปรุงแก้ไขตนให้เป็นคนมีเหตุ
มีผลและถือเอาประโยชน์ขึ้นมาได้ สุดท้ายก็คงเป็นผู้เกิดและตาย
ท้าทายตัวเองอยู่ร่ำไป ไม่มีอะไรจะยิ่งกว่าเท่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
เช่นเดียวกับคนไข้หนักที่ไม่สนใจคิดเรื่องของตัวมากไปกว่าความ
สนใจคิดเรื่องห้องในโรงพยาบาล เรื่องหยูกยา เรื่องหมอ และเรื่อง
นางพยาบาลว่า ไม่ดี ไม่ถูกใจตัวเอง แล้วบ่นและร้องครวญคราง
อย่างไม่มีขอบเขตให้คนอื่นรำคาญด้วย ทั้งที่ไม่เกิดประโยชน์อะไร
เลยฉะนั้น
ได้นำเรื่องพระที่มีเทวดามาเยี่ยม และเล่าถึงบุพเพนิวาส
ท่านให้ฟัง ผู้เขียนได้นำมาประกอบกับเรื่องตายเกิดและตายสูญ
พอเป็นเครื่องพิสูจน์แก่พวกเราที่ยังตกอยู่ในวงแห่งปัญหาทั้งสองนั้น
จะควรพิสูจน์ตัวเองจบลง จากนี้จะเริ่มลำดับเรื่องต่อไป
การปฏิบัติของพระธุดงคกรรมฐานสายท่านอาจารย์มั่น
โดยมากท่านชอบอยู่ในป่าในเขาดังกล่าวมา เพื่อหลีกเร้นอยู่สบาย
ในการบำเพ็ญสมณธรรมตามเวลาต้องการ ไม่ทำเวลาให้เสียไปด้วย
กิจอื่น ๆ ที่ไม่จำเป็น การก่อสร้าง ท่านถือเป็นข้าศึกแก่สมณธรรม
ดังที่ท่านแสดงไว้ในมหาขันธกวินัย เกี่ยวแก่การบำเพ็ญของพระ
ผู้เริ่มต้นฝึกหัดใหม่ซึ่งยังไม่มีหลักจิตภูมิใจ ท่านสอนให้หลบหลีก
ปลีกตัวหาอยู่ในที่สงัด เช่น ไม่ควรอยู่ในที่ใกล้ท่าน้ำที่ผู้คนหญิงชาย
จอแจ ไม่ควรอยู่ในสำนักที่กำลังก่อสร้างหรือซ่อมแซม เป็นต้น
คิดดูเพียงบาดแผลเล็ก ๆ ที่ควรจะหายได้ด้วยยาในเวลาไม่นาน
แต่เมื่อถูกกระทบกระเทือนจากสิ่งต่าง ๆ อยู่เสมอ ก็ย่อมกำเริบ
ได้ทั้งที่รักษาอยู่ ใจก็ย่อมเป็นเหมือนแผลซึ่งต้องการการรักษาและมีทางกำเริบได้จากสิ่งต่าง ๆ สัมผัสสัมพันธ์อยู่เสมอเช่นกัน
ไม่ว่าจิตที่เพิ่งเริ่มฝึกหัด หรือฝึกหัดมานานแต่ยังไม่ได้
หลักเกณฑ์ที่พอไว้ใจได้หรือไว้ใจได้อย่างเต็มภูมิแล้ว ย่อมมีทาง
กำเริบได้เช่นเดียวกับแผลใหม่และแผลเก่านั่นแล ถ้าไม่ระวังรักษา
ฉะนั้นการระวังรักษาจึงเป็นความไม่ประมาท ทั้งผู้เริ่มฝึกหัดและ
ผู้ฝึกหัดมานานแล้ว จะถือว่าตนเป็นกรรมฐานเก่าอบรมมานาน
เข้าไหนเข้าได้ อย่างนั้นไม่ได้ เป็นความประมาท หรือจะมีใครมาว่า
ประมาทจน “ด้าน” ก็น่าจะจริงคำเขา เพราะเพียงการฝึกเก่าหรือ
ใหม่ไม่สำคัญเท่าความเป็นหลักฐานมั่นคงของใจ นั่นเป็นจุดมุ่งหมาย
ของธรรมที่ประทานไว้ ฉะนั้นในสมัยปัจจุบัน ท่านพระอาจารย์มั่น
จึงสอนบรรดาศิษย์เน้นหนักในทางความเพียรในสถานที่สงัด
สำหรับพระธุดงค์สายของท่าน และไม่สอนให้เป็นอาจารย์ใครก่อน
สอนให้เป็นอาจารย์ตนในอันดับแรก เพื่อใจจะได้มีหลักฐานมั่นคง
จนสามารถรักษาตัวได้ ไปที่ไหนไม่มีภัยแก่ตนและผู้อื่น ส่วน
ประโยชน์เพื่อผู้อื่นจึงค่อยตามมาเอง เมื่อนักปฏิบัติผู้นั้นมีภูมิจิต
ภูมิธรรมเท่าที่ควรหรือสมบูรณ์เต็มที่แล้ว
เริ่มแรกท่านต้องสอนเพื่อตนก่อนอื่น คล้ายกับจะไม่ให้มอง
ดูหน้าใครเลย นอกจากมองดูความผิดถูกชั่วดีของตนเท่านั้น ทั้ง
สอนให้ระวังสิ่งทำลายจิตใจโดยทางอ้อม คือ เรื่องก่อความยุ่งยาก
หรือเครื่องกังวลใส่ตน ด้วยการจัดนั้นสร้างนี้อันเป็นงานของโลกเขา
ทำกัน มิใช่งานสำคัญของพระธุดงค์ผู้มุ่งความหลุดพ้นในขั้นดำเนิน
และสอนให้สนใจภาวนาดูกิเลสความฟุ้งเฟ้อของตัว มากกว่าการ
เสริมมันด้วยการหาภาระหยาบๆ มาเกี่ยวข้องวุ่นวายจนกลายเป็น
ยาเสพย์ติดขึ้นมาในใจ ไม่ได้จัดนั้นสร้างนี้อยู่ไม่ได้ เพราะกิเลสรบกวน ต้องพามันเที่ยวด้วยทำกิจนั้นงานนี้พอเป็นอารมณ์เครื่อง
อาศัยไปชั่วคราว เสร็จแล้วก็กวนอีกและกวนอีกจนต้องพามันเที่ยว
ประจำแก้ไม่ตก ทีแรกก็คิดว่าทำเพื่อแก้รำคาญ ไม่ได้ทำอยู่ไม่ได้
สุดท้ายเลยหนักเข้าจนกลายเป็นเพิ่มรำคาญ กลายเป็นเรื่องกวนทั้ง
ตนและผู้อื่นให้ขุ่นเป็นตมเป็นโคลนไปตาม ๆ กัน เพราะนักปฏิบัติ
ยึดทางนี้เป็นทางเดินของการแก้กิเลส และความสงบสุขของตนและ
บ้านเมือง กิเลสจึงได้ใจอยากให้พามันเที่ยวแบบนี้จนไม่มีเวลาพัก
ผ่อนหย่อนใจเข้าสู่ความสงบเลยยิ่งดี วงปฏิบัติจะได้ไม่มีข้อวัตร
ปฏิบัติที่เป็นหลักเป็นเกณฑ์เหลืออยู่
ขณะท่านเน้นธรรมลงอย่างถึงใจ ท่านเองรู้สึกน่ากลัวมาก
เพราะไม่ถึงใจเราที่ชอบในทางตรงข้ามกับท่าน เช่น ท่านเน้นลง
ว่า เอา นักปฏิบัติคนใดอยากแซงไอ้เฒ่าผู้โง่เขลาเต่าปลาก็แซงไป
เมื่อได้ธรรมดวงเลิศมาด้วยวิธีนั้นก็ขอนิมนต์มาโปรดไอ้เฒ่าบ้าง
พอได้เห็นฟ้าเห็นดินกับเขาบ้าง ไอ้เฒ่าอยู่แต่ในป่าภาวนาแบบหลับ
หูหลับตา ไม่ได้มองดูเดือนดาวและโลกสงสารว่าเจริญหรือเสื่อมไป
อย่างไรบ้าง ผู้ต้องการความเจริญก้าวหน้าแบบทันสมัยก็จงเอาแบบ
ทันสมัยมาใช้ ภิกษุเฒ่าไม่มีปัญญาหาแบบทันสมัยมาใช้ ก็เอาแบบ
ธุดงควัตรเก่าแก่ที่พระพุทธเจ้าประทานให้มาใช้ไปตามภาษาของตน
แต่ใคร ๆ ก็ชอบมายุ่งมาก วุ่นอยู่ไม่วาย ไม่ให้อยู่สบายได้พอชั่ว
ขณะบ้างเลย
เมื่อมาแล้วแทนที่จะใช้สติปัญญาสอดส่อง มองข้อวัตร
ปฏิบัติเป็นเครื่องยึดดำเนินตาม แต่กลับเป็นพระสมัยเดินทางลัด
ตัดกิเลสด้วยกิจนั้นงานนี้ เพื่ออวดโลกว่าตนมีความสามารถวาสนา
นั่นหรือวาสนา เห็นแต่กิเลสมันร้อยรัดเอาจนหาเวลาอยู่สงบสุขไม่ได้แม้แต่ขณะเดียว มีแต่อารมณ์ฉุดลากไปตรอกนั้นซอยนี้จนก้น
ไม่ติดพื้น นั่นหรือวาสนาของพระปฏิบัติ ผมโง่ ไม่ทราบว่าวาสนา
เป็นอย่างไร และการส่งเสริมวาสนาที่ถูกทางของพระปฏิบัติส่งเสริม
อย่างไร ก็งานของผู้ปฏิบัติเพื่อเอาตัวรอดเป็นยอดตนกับงานทั่วไป
นั้นมันผิดกันเพียงไร ทำไมจึงชอบยุ่งไม่เข้าเรื่องเข้าราว เพียงผมยัง
มีชีวิตอยู่ก็เห็นเป็นอย่างนี้อยู่แล้ว เวลาผมตายไปแล้วจะเป็น
อย่างไร แม้จะโง่แสนโง่ก็พอทราบได้จากพฤติการณ์ที่กำลังเป็นไป
อยู่ในวงปฏิบัติเวลานี้
ประการหนึ่ง พอออกไปจากที่นี่แล้วก็จะเที่ยวพูดอวดโลก
เขาว่า ตนเป็นลูกศิษย์ท่านอาจารย์มั่น เป็นลูกศิษย์ท่านอาจารย์มั่น
อย่างไม่มีเวลางับปากจนเขาเบื่อจะฟัง นั่นซิ ที่สำคัญตอนหนึ่ง ที่นี่
อาจารย์มั่นเป็นพระป่า ๆ แต่ลูกศิษย์อาจารย์มั่นโดยมากเป็นพระที่
ทันสมัยนั่นซิ ตอนมันจะเน่าเฟะไปหมด ด้วยศิษย์อาจารย์มั่น
ประกาศขาย ผมจึงวิตกกับพระปฏิบัติเราที่จะแสดงตัวแผลง ๆ
ออกนอกลู่นอกทาง โดยอ้างเอาครูอาจารย์เป็นสินค้าหน้าร้าน
ขายกิน ประการหนึ่งก็ทำให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นลูกศิษย์
ท่าน แต่มิได้เข้าใจว่าเป็นประเภทกาฝาก คอยดูดเลือดท่านและ
ประชาชนอย่างลึกลับ ประการที่สองก็ทำให้เขาเอือมระอาในการ
ประกาศตน การกระทำ และการรบกวนต่าง ๆ ที่ไม่มีประมาณ ซึ่ง
ล้วนเป็นเรื่องทำลายตน ทำลายครูอาจารย์ ทำลายวงปฏิบัติและ
พระศาสนาให้เสียหายไปด้วยทั้งสิ้น
นิมิตที่เคยปรากฏขณะภาวนาว่ามีพระวิ่งแซงหน้าแซงหลัง
ไป ซึ่งเป็นการส่อแสดงถึงความเก่งกล้าหน้าด้านของพระปฏิบัติผู้
ไม่มีหิริโอตัปปธรรมในใจนั้น เริ่มแสดงเป็นประจักษ์พยานขึ้นมาทุกที ทั้งที่ผมยังไม่ตาย ตอนผมตายไปแล้ว ใครมีลวดลายแห่งเสือ
โคร่งเสือเหลืองอย่างไรที่ซุกซ่อนอยู่ภายใน จะต้องนำออกแสดง
อย่างเต็มฝีมือโดยไม่สงสัย การขายตัวและขายครูอาจารย์ก็เริ่มขาย
เล็กขายน้อยไปบ้างแล้วแต่บัดนี้ ด้วยวิธีการต่าง ๆ ตามลวดลาย
ของแต่ละคน อันเป็นการแสดงความเสียหายในอนาคตให้เห็นอย่าง
ชัดเจนแต่บัดนี้เป็นต้นไป
ท่านเน้นว่า มีใครบ้างที่อยากเป็นคนเก่งกล้าหน้าด้านไม่มี
ยางอายแต่ขณะนี้อยู่แล้ว ทั้งที่อยู่กับผมเวลานี้ให้บอกมา จะได้ยก
ให้เป็นศาสตราจารย์ทางภาคปฏิบัติเสียแต่บัดนี้ทั้งที่ยังโง่เต็มตัว แต่
อยากให้เขาชมว่าตนเป็นผู้ฉลาดเต็มภูมิให้สมใจที่อยากเป็น จง
แสดงตัวออกมาเดี๋ยวนี้ คนเก่งหายากเราอยากพบ เวลาตายแล้วจะ
เสียดาย หมดวาสนาไม่ได้พบ จึงขอพบขณะนี้ที่ลมหายใจยังอยู่ดังนี้
นี่แลเวลาเด็ดท่านเด็ดจริงจนผู้ฟังเหงื่อแตกโชก ร้อนยิ่งกว่า
ถูกไฟ ส่วนผู้ฟังด้วยความสนใจต่ออรรถต่อธรรมและมุ่งมั่นต่อการ
ปฏิบัติจริง เด็ดเท่าไรใจยิ่งหมอบยิ่งยอมยิ่งเย็น ผิดกับท่านแสดง
ธรรมดาเป็นไหน ๆ
ที่นำมาลงนี้เพื่อท่านผู้อ่านได้รู้เรื่องท่านทั้งฝ่ายดีฝ่ายเด็ดและ
อะไรต่าง ๆ ตลอดฝ่ายลูกศิษย์ทั้งหลายที่อาจมีผู้เข้าใจว่า จะดีตาม
ท่านไปเสียทุกอย่างหรือทุกราย ความจริงก็ย่อมมีดีชั่วสับปนกันไป
เช่นเดียวกับพ่อแม่มีลูกหลายคนซึ่งมีทั้งดีและไม่ดีผสมกันไปฉะนั้น
ลูกศิษย์ของท่านอาจารย์ก็เป็นคนมีกิเลส อาจมีดีและมีที่ตำหนิสับปน
กันไปอย่างหลีกไม่พ้น การสังเกตพิจารณาด้วยดีทุกกรณีทั้งภายใน
ภายนอกแล้วดำเนินนั้น เป็นความรอบคอบชอบธรรม และเป็น
มงคลแก่ผู้นั้นโดยเฉพาะ ก่อนจะเป็นมงคลแก่ท่านผู้อื่นที่พลอยได้รับบางตอนที่ท่านแสดงในวงพระปฏิบัติล้วน ๆ และแสดง
อย่างเผ็ดร้อน ซึ่งเป็นธรรมเฉพาะไม่ควรนำมาลง แต่ผู้เขียนเป็นคน
นิสัยไม่ดี กลับไปชอบใจที่เผ็ด ๆ ร้อน ๆ มากกว่าธรรมดา เพราะ
ถึงใจที่อยู่ลึกและไม่ชอบโผล่หน้าขึ้นมารับอรรถรับธรรมง่าย ๆ เวลา
โผล่ขึ้นมารับธรรมบ้าง แม้เผ็ดร้อนก็ยอมทนเอา จึงได้นำมาลงไว้
เพื่อท่านผู้อ่าน ซึ่งมีความรู้สึกคล้ายคลึงกัน อาจสะดุดใจนำไปคิด
เพื่อประโยชน์สำหรับตัวบ้าง หากเป็นการไม่สมควรก็ขออภัย ตาม
ธรรมดาธรรมก็ย่อมมีทั้งลึกทั้งตื้น ทั้งหยาบทั้งละเอียด การแสดง
ก็ควรจะมีลักษณะต่าง ๆ กันไปตามนัยแห่งธรรม เพื่อผู้ฟังซึ่งมี
นิสัยต่าง ๆ กันจะได้สนุกเลือกเอาตามจริตที่ชอบ ที่นำมาลงนี้ก็คิด
ในทำนองนั้นเหมือนกัน ตามแต่จะเลือกติเลือกชมเพื่อประโยชน์
สำหรับท่านเอง เฉพาะผู้เขียนนับว่าสุดกำลัง ที่อยากให้ท่านได้รับ
ประโยชน์จากหนังสือโดยทั่วกัน
พวกภูตผีย้ายครอบครัวเช่นเดียวกับมนุษย์
ขอย้อนกลับมาดำเนินเรื่องอาจารย์องค์ที่ยังค้างอยู่ต่อไป
คือ ท่านพักอยู่ในถ้ำแห่งหนึ่งที่จังหวัดเชียงใหม่ การบำเพ็ญธรรม
รู้สึกสะดวกมาก รู้เห็นสิ่งต่าง ๆ ทั้งภายในและภายนอกมากมาย
กว้างขวางผิดกับที่ทั้งหลายอยู่มาก เห็นเป็นโอกาสดี ท่านจึงพัก
บำเพ็ญอยู่ที่นั่นเป็นเวลาหลายเดือน การพิจารณาแจ่มแจ้งดีทั้ง
กลางวัน กลางคืน อากาศก็ดี ถ้ำก็อยู่เปิดเผย รับลมได้ดีตลอดเวลา
จึงไม่มีปัญหากับดินฟ้าอากาศ เย็นสบายสม่ำเสมอ แต่ที่นั่นรู้สึกมี
อะไรพิเศษอยู่บ้างทั้งภายในภายนอกเกี่ยวกับด้านสมาธิภาวนา
เวลาพิจารณาภายในใจก็สงบได้อย่างละเอียดมาก เวลาออกเดินทางปัญญาก็คล่องแคล่วไม่อืดอาดล่าช้า อันเป็นลักษณะเกียจคร้านเข้า
แอบแฝง ท่านว่าที่นั่นเทวดามักมาเยี่ยมเสมอ หลายชั้นหลายภูมิ
ทั้งเบื้องบนเบื้องล่างไม่ค่อยขาด เรื่องเหล่านี้ท่านถือเป็นธรรมดา
ที่แปลกอยู่บ้างก็คือ พวกผีพากันย้ายบ้านเรือนครอบครัว
จากแถบบ้าน...บ้าน... ฯลฯ ใกล้ภูเขา...จังหวัด...ทางภาคอีสาน
ไปอยู่ภูเขาทางจังหวัดเชียงใหม่กันมากมาย มีทั้งขี่ม้า ขี่วัว อุ้มลูก
หาบกระบุงตะกร้า ขนครอบครัวผ่านไปหน้าบริเวณที่ท่านพักอยู่
พอไปถึงหน้าบริเวณนั้น หัวหน้าผีพาบริษัทบริวารเข้าไปกราบไหว้
ท่าน ท่านถามการไปมาของผีเหล่านั้น ได้รับคำตอบจากเขาว่า
กำลังพากันย้ายครอบครัวลูกหลานมาจากบ้านนั้น ๆ ดังกล่าวแล้ว
มาอยู่ภูเขา...จังหวัดเชียงใหม่ โดยพวกผีบอกว่าทางโน้นอดอยาก
กันดารมาก ผู้คนไม่มีศีลธรรม มีแต่ฉกลักปล้นขโมยและฆ่าฟัน
รันแทงกันไม่เว้นแต่ละเวลา ผีก็มีนิสัยคล้ายกันกับมนุษย์ คือ กลาย
เป็นผีไม่มีศีลธรรมไปตามมนุษย์ เบียดเบียนกัน ทำลายกัน เหมือน
มนุษย์ ทำให้เกิดความเดือดร้อนระส่ำระสายอยู่ไม่เป็นสุขเหมือน
แต่ก่อน ทราบจากญาติ ๆ เขามาเยี่ยมบอกว่าทางเชียงใหม่นี้มี
ความผาสุก มนุษย์ก็มีศีลธรรมดีกว่าที่อื่น ๆ สัตว์จำพวกมนุษย์
ไม่รู้จักดังพวกผมนี้ที่อยู่เชียงใหม่ก็มี และมีศีลธรรมดี มีความร่มเย็น
เป็นสุขดีกว่าที่อื่นๆ จึงได้พากันย้ายครอบครัวมาตามคำญาติเล่า
ให้ฟัง (คำว่าญาติกรุณาทราบว่าเป็นผีเช่นกัน)
ท่านถามเขาว่า คำว่าอดอยากกันดารนั้น อดอยากกันดาร
อย่างไร เพราะไม่ได้อาศัยข้าวปลาอาหารบ้านเรือนเสื้อผ้าเครื่องนุ่ง
ห่มใช้สอยเหมือนมนุษย์ จะต้องปลูกสร้างขวนขวายให้ลำบากและมี
การเบียดเบียนแย่งชิงกันอยู่กันกินเหมือนมนุษย์ เขาตอบว่า ขึ้นชื่อว่าสัตว์ที่มีวิบากกรรมติดตัวอยู่แล้ว จะไปเกิดไปอยู่ที่ไหน ก็มีวิบาก
กรรมเป็นเครื่องสนับสนุนและบีบคั้นราวีเหมือนกันหมด จะเกิดเป็น
รูปร่างวัตถุหรือร่างใดไม่สำคัญหรอกท่าน มันสำคัญอยู่ที่กรรมดีชั่ว
มีอยู่กับตัวเท่านั้น ไปเกิดไปอยู่ในกำเนิดใดที่ใดก็คือผู้นั้นอยู่นั่นเอง
สำหรับความสุขทุกข์ที่จำต้องอาศัย ฉะนั้นคำว่าอดอยากและ
สมบูรณ์จึงมีได้ในสัตว์ที่มีกรรมดีชั่วหนักเบาไปตามภูมิของตน
ท่านถาม : ที่ว่าผีมีศีลธรรมและไม่มีศีลธรรมนั้นเป็นอย่างไร
ผีก็รู้จักศีลธรรมเช่นมนุษย์ทั้งหลายเหมือนกันหรือ
เขาตอบ : คำว่าศีลธรรมนั้นมีอยู่ทั่วไป ไม่เพียงแต่มนุษย์
อย่างเดียว ความดีและความสุขในหลักธรรมชาตินั้น สัตว์รู้กันทั่ว
โลก แต่ชื่อนั้นอาจรู้หรือไม่รู้ก็ได้ เพราะไม่สำคัญเท่าธรรมชาติที่สัตว์
ทั้งหลายชอบและจำต้องอาศัยโดยทั่วกัน ความดีนั่นแลคือศีลธรรม
สุขที่เกิดจากความดีนั่นแลคือศีลธรรมอีกเหมือนกัน แต่เป็นฝ่ายเหตุ
กับฝ่ายผล ต่างกันเพียงเท่านั้น ที่ว่าผีมีศีลธรรมคือผีผู้ดี มีนิสัยดี
กิริยาที่แสดงออกต่อเพื่อนผีด้วยกันดี ที่ว่าผีไม่มีศีลธรรมก็คือผีผู้
ไม่ดี มีนิสัยไม่ดี กิริยาที่แสดงออกทุกอาการต่อเพื่อนผีด้วยกันไม่ดี
เช่นเดียวกับมนุษย์ผู้ดีและมนุษย์ผู้ไม่ดีแสดงออกต่างกันนั่นแล
ฉะนั้น ศีลธรรมมีอยู่ที่ไหนที่นั้นจึงร่มเย็น ขาดศีลธรรมที่ไหนที่นั่น
จึงร้อน
ท่านถาม : คำว่าญาตินั้นหมายความว่าอย่างไร และเคย
เป็นญาติกันมาแต่เมื่อไร
เขาตอบ : ญาติผีกับญาติคนก็เหมือนกัน คือ แต่เมื่อครั้ง
เป็นมนุษย์เคยเป็นพี่เป็นน้องกันอย่างสนิทติดจมเช่นเดียวกับมนุษย์
เป็นกัน เวลาตายไปกลับได้มาเกิดเป็นผีด้วยกัน และต่างคนยัง



เอาบุญมาฝากจะถวายสังฆทาน เจริญวิปัสสนา ให้ธรรมะเป็นทาน ให้อภัยทาน บอกบุญ สักการะพระธาตุ ให้อาหารสัตว์เป็นทาน ช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน ถวายข้าวพระพุทธ อนุโมทนาบุญกับผู้อื่น สร้างพระสร้างเจดีย์สร้างธรรมจักรสร้างรอยพระพุทธบาทสร้างระฆังและอัครสาวกซ้ายขวาสร้างพระสีวลีสร้างพระกัสสะปะสร้างพระอุปคุตสร้างพระองคุลีมารผสมทองคำเปลวพร้อมนำดอกไม้มาบูชาถวายพระรัตนตรัย
รักษาศีล เจริญภาวนา สวดมนต์ ให้อาหารสัตว์เป็นทานเป็นประจำ กรวดน้ำอุทิศบุญ อนุโมทนากับพ่อแม่ญาติพี่น้องที่รักษาศีล ฟังธรรม ให้ทาน อนุโมทนากับเพื่อนๆที่รักษาศีล ศึกษาการรักษาโรค ที่ผ่านมาคุณแม่ได้ถวายสังฆทานมาโดยตลอด ที่ผ่านมาได้ปิดทองพระ รักษาอาการป่วยของผู้อื่นกับผู้ร่วมงาน และที่ผ่านมาได้รักษาอาการป่วยของบิดามารดา ปล่อยชีวิตสัตว์มาโดยตลอด ถวายยาแก่ภิกษุ ขัดองค์พระ ถวายเทียน ให้ความรู้สมุนไพรเพื่อสุขภาพเป็นวิทยาทาน ที่ผ่านมาคุณแม่ได้ทำบุญหลายอย่างมาโดยตลอด ที่ผ่านมาได้ถวายสังฆทานและทำบุญสร้างอาคารผู้ป่วยและกฐินกับเพื่อนๆและให้อาหารเป็นทานแก่สรรพสัตว์กับเพื่อนๆและเพื่อนคนหนึ่งและบริวารของเพื่อนและครอบครัวของเพื่อนได้มีจิตเมตตาให้ทานและเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ช่วยเหลือผู้อื่นอยู่ตลอดและเพื่อนได้เคยสวดมนต์เย็นกับคุณแม่และที่ผ่านมาได้ทำบุญสักการะพระธาตุทำบุญปิดทองชำระหนี้สงฆ์และไหว้พระและทำบุญตามกล่องรับบริจาคตามวัดต่างๆกับเพื่อนและเมื่อวานนี้ได้ให้ทานแก่สัตว์ทำบุญถวายผ้าป่าและตั้งใจว่าจะสร้างบารมีให้ครบทั้ง 10 อย่างขอให้อนุโมทนาบุญด้วย


ขอเชิญถวายสังฆทาน เจริญวิปัสสนา ให้ธรรมะเป็นทาน ให้อภัยทาน บอกบุญ ให้อาหารสัตว์เป็นทาน สักการะพระธาตุ ฟังธรรม สวดมนต์ ช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน
รักษาศีล เจริญภาวนา สวดมนต์ สร้างพระสร้างเจดีย์สร้างธรรมจักรสร้างรอยพระพุทธบาท
สร้างระฆังและอัครสาวกซ้ายขวาสร้างพระสีวลีสร้างพระกัสสะปะสร้างพระอุปคุตสร้างพระองคุลีมารผสมทองคำเปลวพร้อมนำดอกไม้มาบูชาถวายพระรัตนตรัย กรวดน้ำอุทิศบุญ ถวายข้าวพระพุทธ อนุโมทนาบุญกับผู้อื่น สนทนาธรรม
ถวายข้าวพระพุทธ อนุโมทนาบุญกับผู้อื่น รักษาอาการป่วยของผู้อื่น รักษาอาการป่วยของบิดามารดา
ปิดทอง สักการะพระธาตุ กราบอดีตสังขารเจ้าอาวาสที่ไม่เน่าเปื่อย ที่วัดแจ้ง อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี ปิดทองพระ ปล่อยชีวิตสัตว์ถวายยาแก่ภิกษุ ไหว้พระตามวัดต่างๆ ขัดองค์พระ ให้ความรู้สมุนไพรในการดูแลสุขภาพเป็นทาน ถวายผ้าป่า
และสร้างบารมีให้ครบทั้ง 10 อย่างขอเชิญร่วมบุญกุศลร่วมกันนะ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 27 มี.ค. 2012, 09:53 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 3531


 ข้อมูลส่วนตัว


จำกันได้อย่างถนัดชัดเจน จึงเป็นญาติกันโดยสายโลหิตมาแต่มนุษย์
จนปัจจุบันอย่างแยกไม่ออก นอกจากกรรมจะแยกให้ไปเกิดในที่
ต่างกันจึงสุดวิสัยที่จะจำ
ท่านถาม : เวลามาอยู่เชียงใหม่แล้วจะไม่คิดถึงบ้านเก่า
ที่เคยอยู่มา เช่นมนุษย์ย้ายบ้านใหม่แล้วยังคิดถึงบ้านเก่าละหรือ
เขาตอบ : ไม่มีอะไรให้คิดถึง เพราะผีไม่มีไร่นาสาโท
บ้านช่องแบบมนุษย์ มีแต่สิ่งละเอียดติดตัวเท่านั้น จึงไม่คิดถึง
ท่านถาม : กระบุงตะกร้าที่พากันหาบพะรุงพะรังมานี้ เอา
มาทำไมกัน ม้า วัว เหล่านั้นเอามาทำไม ทิ้งไว้โน้นไม่ได้หรือ
เขาตอบ : ก็เครื่องใช้ของผี สมบัติของผี ผีต้องนำติดตัวไป
ด้วย หรือจะว่าวิบากกรรมของผี วิบากกรรมของคน สมบัติของผี
สมบัติของคนก็ไม่ผิด เมื่อวิบากกรรมมีอยู่กับตัว
ท่านถาม : การอยู่ทางโน้นก็ดี การมาอยู่เชียงใหม่ก็ดี ต้อง
มีบ้านเรือนอยู่และมีหมู่มีเพื่อนอยู่ด้วย หรือต่างคนต่างอยู่
เขาตอบ : ต้องมีบ้านเรือนและมีหมู่เพื่อนลูกหลาน เช่น
เดียวกับมนุษย์และสัตว์อื่น ๆ นั่นแลท่าน เพราะพวกนี้ก็เป็นสัตว์
ประเภทหนึ่งเช่นเดียวกับสัตว์ทั้งหลาย เป็นแต่มีรูปกายไม่ปรากฏใน
สายตามนุษย์และสัตว์บางจำพวกเท่านั้น แต่เปิดเผยในจำพวก
กายทิพย์ด้วยกัน ความสุขความทุกข์มีเหมือนกัน เพราะใจผีกับใจ
สัตว์ทั้งหลายมีกรรมและวิบากกรรมเหมือนกัน จะเกิดในภพกำเนิด
ใด อยู่ที่ใด จึงมีวิบากกรรมเป็นเครื่องเสวยเหมือนกัน
ท่านว่า เวลามองพวกผีที่หอบขนครอบครัว ผัวเมียลูก
หลานผ่านมาเป็นจำนวนมากนั้น ไม่ผิดอะไรกับมนุษย์เราย้าย
ครอบครัวเหย้าเรือน ลักษณะการไปที่เต็มไปด้วยภาระแบกหามต่าง ๆ ย่อมแสดงให้เห็นความทุกข์ความกังวลหม่นหมอง เช่นเดียว
กับมนุษย์ย้ายครอบครัว และสัตว์บางจำพวกเช่นมด ขนไข่จากที่นี่
ไปอยู่ที่นั้นนั่นแล ทำให้คิดในธรรมบทว่า กรรมจำแนกแจกสัตว์ให้
เป็นต่าง ๆ กัน และเสวยผลต่าง ๆ กันตามวิบากของตนที่ทำไว้
ใครเกิดเป็นอะไร อยู่ที่ใด ย่อมตกอยู่ในอำนาจแห่งกรรมดี ชั่ว สุข
ทุกข์ด้วยกัน ไม่มีพิเศษจากกรรมต่างกันอะไรเลย ผู้ทำดี ผลที่สนอง
ตอบก็เป็นสุข ผู้ทำชั่ว ผลนั่นก็เป็นทุกข์ คำว่าสุขหรือทุกข์มีได้ใน
สัตว์ทั่วไปไม่นิยมชาติกำเนิด เป็นเพียงหยาบละเอียดต่างกันเท่านั้น
ทั้งกายหยาบ กายละเอียด สรุปแล้วก็คือเรือนร่างแห่งความสุข
ทุกข์เราดี ๆ นี่เอง จึงไม่ควรตื่นเต้นในการเกิดซึ่งเท่ากับการตาย
ในขณะเดียวกัน ผู้ไม่อยากตาย แต่ยังปรารถนาอยากเกิดเป็นนั่น
เป็นนี่อยู่ก็เท่ากับปรารถนาความตายอยู่นั่นเอง
ท่านว่า ผมนำเรื่องของผีของเทพที่เคยพบเห็นมาเทียบกับ
เรื่องของตัวและสัตว์ทั่วไปจนได้ความชัดเจนว่า ล้วนตกอยู่ใน
กองทุกข์ด้วยกัน เช่นเดียวกับสัตว์ชนิดต่าง ๆ ที่ถูกขังไว้ในที่
แห่งเดียวกันฉะนั้น ทำให้เกิดความสลดสังเวชต่อความเกิดตายที่เรา
และสัตว์ทั้งหลายกำลังตกอยู่ โดยไม่มีวันเวลาว่าจะพ้นไปได้เมื่อไร
และทำให้มีความขยันทางจิตตภาวนาเพื่อรื้อถอนกิเลสอันเป็นตัวนำ
ของภพชาติมากขึ้น ตามเหตุการณ์ที่ประสบมา คำว่าภพหรือชาติ
ก็คือที่ตั้งแห่งทุกข์โดยตรง ผู้ประสงค์ความสุขอันสมบูรณ์จึงไม่ควร
ปรารถนาความเกิด ซึ่งเป็นการขัดแย้งหรือตัดรอนความประสงค์นั้น
นอกจากความสิ้นเชื้อภายในใจนั้นเป็นความสุขอันสมบูรณ์แท้
ท่านว่า ไม่เพียงทราบเรื่องเปรตผีเทวบุตรเทวดาเท่านั้น
แม้ท่านอาจารย์มั่นที่นิพพานแล้ว ยังเมตตามาเยี่ยมและแสดงธรรมโปรดท่านเสมอ ส่วนมากโอวาทท่านอาจารย์มั่นที่แสดง
แก่ท่าน หนักไปในความไม่ประมาท โดยยกสติขึ้นเป็นเครื่องประกัน
ความเพียรว่าผู้มีสติในอิริยาบถนั้น ๆ ไม่เฉพาะเวลาเข้าที่ทำ
สมาธิภาวนา หรือเข้าทางจงกรมโดยความมีสติ จึงจะเรียกว่า
ทำความเพียร สตินั่นแลคือธรรมรับรู้ ธรรมต้านทาน ธรรมต่อสู้
ธรรมหลบฉากในวิธีการรบ ธรรมคืบหน้ากล้าตายในสงคราม
ระหว่างกิเลสกับจิต ถ้าขาดสติเพียงอย่างเดียวก็เจ๊ง ท่านอาจารย์
มั่นสอน นักปฏิบัติจึงควรบำรุงสติ สติควรมีอยู่กับธรรมทุกขั้น
ทุกภูมิของจิต ไม่ว่าขั้นเริ่มฝึกหัด ไม่ว่าขั้นจิตเป็นสมาธิ ไม่ว่าขั้น
เริ่มฝึกหัดทางปัญญา ไม่ว่าขั้นปัญญาและขั้นปัญญาอันแหลมคม
สติมีความจำเป็นกับธรรมทุกขั้นไปตลอดสาย
สติไม่ควรให้อยู่ในวงจำกัดว่าควรมีน้อยเพียงนั้น หรือควรมี
มากเพียงนั้น แต่ควรให้มีจนแก่กล้าเป็นขั้นมหาสติได้ยิ่งดี เพราะสติ
เป็นธรรมสำคัญในวงความเพียรที่ผู้ปฏิบัติควรสนใจอย่างยิ่ง ไม่ว่า
กิจใดทั้งในและนอก ทั้งหยาบและละเอียด สติเป็นธรรมจำเป็นที่
ควรแทรกอยู่ด้วยทุกกรณี สมาธิทุกขั้นปัญญาทุกภูมิ สติต้องเป็น
พี่เลี้ยงให้เป็นไป ถ้าขาดสติเป็นเรื่องขาดมากกว่างานทุกชิ้นที่ขาดไป
ไม่ได้ทำ จะทำงานใดหรือไม่ แต่สติไม่ควรให้ขาดไปจากตัวจากใจ
ผู้พยายามบำรุงสติไม่ลดละ ไม่ว่ากิเลสจะหนาแน่นเพียงไรในหัวใจ
จะต้องเบิกทางให้เดินจนได้ คือ สมาธิทุกขั้นปัญญาทุกภูมิจะเกิด
และมีกำลังได้ด้วยอำนาจสติเป็นเครื่องบำรุงหนีไม่พ้น ทางเชื่อมโยง
แต่ขั้นเริ่มแรกจนถึงวิมุตติพระนิพพาน ได้แก่สตินี่แลเป็นผู้สนับสนุน
ใครจะเจริญสมถะหรือวิปัสสนาขั้นใดก็ตาม ถ้าขาดสติแล้วสมถะและ
วิปัสสนานั้นไม่มีทางเจริญได้เลยนับแต่เริ่มแรกปฏิบัติมาจนสุดทางเดิน ผมไม่มองเห็นธรรม
ใดที่เด่นและฝังลึกในใจเท่าสตินี่เลย สติเป็นทั้งพี่เลี้ยงเป็นทั้งอาหาร
เป็นทั้งยารักษาของสมาธิและปัญญาทุกขั้น ธรรมดังกล่าวนี้จะ
เจริญได้จนสุดขั้นของตน ล้วนขึ้นอยู่กับสติเป็นผู้บำรุงรักษาโดยจะ
ขาดไม่ได้ ท่านจงฟังให้ถึงใจ ยึดไว้อย่าหลงลืมว่า สตินี่แลคือขุม
กำลังใหญ่แห่งความเพียรทุกด้าน ต้องผ่านสตินี้ก่อนจะเคลื่อนไหว
โยกย้ายความคิดเห็นไปในทางใด หยาบหรือละเอียดในธรรมขั้นใด
ต้องมีสติเป็นตัวการสำคัญในวงความเพียร
ปัญญาเมื่อถึงคราวคิดค้น จงคิดค้นให้เต็มฝีมืออย่าออมแรง
กลัวปัญญาจะล้นฝั่ง ถ้าสติมีกำกับปัญญาไปทุกระยะที่พิจารณา
คิดค้นแล้ว ปัญญาจะไม่ล้นฝั่งกลายเป็นความเหลวไหลไปได้ ที่
ปัญญากลายเป็นน้ำล้นฝั่งจนหาที่จอดแวะและยุติไม่ได้นั้น เพราะ
ขาดสติกำกับ ปัญญาจึงกลายเป็นสัญญาไปจนหาจุดความจริง
ไม่เจอ ปัญญาที่มีสติเป็นเพื่อนสองต้องก้าวขึ้นสู่หาปัญญาโดย
ไม่คาดหมาย ลงใจมีมหาสติมหาปัญญาเป็นเพื่อนสองแล้ว กิเลส
จะหนาแน่นยิ่งกว่าภูเขาทั้งลูกก็ไม่ทนความแตกทลาย เพราะ
อำนาจของมหาสติมหาปัญญาไปได้ การทำความเพียร อย่าสนใจ
มองดูเวลาสถานที่หรือสิ่งใด ยิ่งไปกว่าการมองดูจิตหรือเหตุการณ์ที่
เกิดดับอยู่ภายในจิตด้วยสติ พิจารณาด้วยปัญญา นี่แลคือทาง
พ้นทุกข์ทั้งมวลอยู่ตรงนี้ ไม่อยู่กับสถานที่กาลเวลา
แต่การแสวงหาที่วิเวกสงัดเพื่อชัยภูมิอันเหมาะสมนั้นเป็น
ความชอบธรรม แต่ระวังอย่าถือสิ่งนั้นเป็นอารมณ์จนกลายเป็นการ
สร้างอุปสรรคแก่ตน เพราะความกังวลแสวงหาสถานที่ การแสวงหา
สถานที่ก็แสวงจนเป็นที่พอใจ สติก็ตั้งปัญญาก็คิดไปในขณะเดียวกันอย่าให้เสียเวลาไปเปล่า สติปัฏฐานสี่และสัจธรรมสี่ นั่นคือสนามรบ
จงทุ่มเทสติปัญญาศรัทธาความเพียรลงที่นั่น อย่าสงสัยว่ามรรคผล
นิพพานจะมีอยู่ในที่อื่นใด นอกไปจากวงสติปัฏฐานสี่และสัจธรรมสี่
นี้ ธรรมดังกล่าวเป็นที่ยืนยันรับรองมรรคผลมาแต่ดึกดำบรรพ์
และยังเป็นธรรมรับรองมรรคผลเต็มภูมิอยู่อย่างสมบูรณ์ไม่มีอะไร
บกพร่อง
การบกพร่องไม่สามารถถึงที่ประสงค์ได้ ขึ้นอยู่กับสติปัญญา
ศรัทธาความเพียรของแต่ละราย มิได้ขึ้นอยู่กับธรรมดังกล่าวที่เป็น
ธรรมยืนยันรับรองตายตัวอยู่แล้ว ท่านจงทำความมั่นใจต่อมรรคผล
ด้วยการคุ้ยเขี่ยขุดค้นสติปัฏฐานสี่หรือสัจธรรมสี่ให้เต็มภูมิสติปัญญา
ที่มีอยู่ ท่านจะเป็นผู้หยิบยื่นมรรคผลให้แก่ท่านเอง ด้วยความ
สามารถของตนโดยไม่คาดฝัน ในวันหนึ่งข้างหน้าแน่นอน
ที่อธิบายนี้คือที่รวมแห่งมรรคผลว่า ไม่มีอยู่ในที่อื่นใด ท่าน
จงพยายามตามนี้ จงหายสงสัยในองค์พระศาสดา องค์พระธรรม
และองค์พระสงฆ์ ตลอดครูอาจารย์ ที่โลกว่าท่านเข้าสู่นิพพาน
ไปแล้ว
คำว่านิพพานมิได้อยู่ตามจุดที่โลกคาดคะเนหรือเดากัน
แต่อยู่ที่โลกไม่สามารถคาดเดาได้ ท่านจะเห็นนิพพานที่นั่น เห็น
พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เห็นครูอาจารย์ และเห็นท่านเอง
ที่ตรงนั้น แล้วหายสงสัยโดยประการทั้งปวง ที่นั่นคือที่ไหนเล่า? ก็
คือสติปัฏฐานสี่และสัจธรรมทั้งสี่ กับใจที่มีมหาสติมหาปัญญาคุ้ย
เขี่ยขุดค้นอย่างละเอียดทั่วถึง จนเป็นธรรมของจริงล้วน ๆ ขึ้นมา
ทุกส่วน ไม่มีความรู้ความเห็นใดปลอมแปลงแฝงอยู่ในสติปัฏฐานสี่
และสัจธรรมทั้งสี่นั่นเลย ต่างอันต่างจริง คือสติปัฏฐานสี่ก็จริงสัจธรรมทั้งสี่ก็จริง ใจก็จริงด้วยปัญญา นั่นแลคือวิมุตติ นั่นแล
คือนิพพาน นั่นแลคือที่สถิตอยู่แห่งองค์ศาสดา องค์พระธรรม องค์
พระสงฆ์ และครูอาจารย์ที่ท่านบริสุทธิ์ จะเป็นที่ไหนกันอีกเล่า ?
นั่นแลคือที่ยุติความกังวล นั่นแลที่ปล่อยวางภพชาติทั้งมวล นั่นแล
คือที่ปล่อยวางทุกข์ทั้งปวง ท่านปล่อยวางกันที่ตรงนั้น
ท่านจงพยายามในข้อปฏิบัติเพื่อความปล่อยวางที่จุดนั้น
อย่าคาดคะเนอย่าเดาให้เสียเวลาและเหนื่อยเปล่า เพราะธรรม
นั่นมิใช่ธรรมคาดคะเน มิใช่ธรรมเดา แต่เป็นธรรมจริง ใครจริงใน
ข้อวัตรปฏิบัติที่ประทานไว้ ผู้นั้นจะเข้าถึงธรรมจริงปราศจากความ
ด้นเดาใด ๆ ทั้งสิ้นดังนี้
พอเมตตาสั่งสอนจบลง ท่านอาจารย์องค์นั้นก้มลงกราบ
โดยทางสมาธิภาวนา เสร็จแล้วท่านอาจารย์มั่นขยับเคลื่อนองค์
เล็กน้อยแล้วหายลับไปเลย คราวนี้ท่านมิได้เหาะมาโดยทางอากาศ
เวลาท่านจากไป องค์ท่านก็หายลับไปเลย ท่านว่าตามนิมิตสำหรับ
ท่านอาจารย์มั่นเอาแน่ไม่ค่อยได้ คือ บางทีท่านเหาะลอยมาทาง
อากาศและกลับไปทางอากาศ แต่บางทีก็เดินมาอย่างธรรมดา
และหายไปอย่างธรรมดา รูปลักษณะท่านเป็นร่างเดิมไม่มีอะไร
เปลี่ยนแปลง ทุกครั้งที่ท่านเมตตาสั่งสอน ท่านมาในร่างเดิม ท่าน
ว่าท่านอาจารย์มั่นมาเมตตาสั่งสอนท่านเสมอ
ท่านอาจารย์องค์นี้มีนิสัยวาสนาแปลก ๆ อยู่บ้าง ที่สำคัญ
ก็คือ ท่านชอบอยู่ในป่าในเขาและชอบเที่ยวคนเดียว แม้จะออก
มาเกี่ยวข้องกับหมู่คณะบ้างก็เพียงชั่วคราว และชอบเผชิญกับ
เหตุการณ์ต่าง ๆ มีเสือเป็นต้น แต่ชีวิตท่านก็ผ่านมาได้ด้วย
ความราบรื่นปลอดภัย ครั้งหนึ่งตอนกลางวันท่านพักจำวัดอยู่ในกุฎีเล็ก ๆ เผอิญวันนั้นโยมมารดาท่านไปที่วัด ไม่ทราบอะไรดลใจ
ให้โยมท่านไปร้องเรียกท่านให้ลงไปศาลาอย่างรีบด่วน โดยบอก
ว่าเวลานี้มีพระนางมัทรีมาอยู่ที่ศาลา ขอนิมนต์ท่านลงไปศาลา
เดี๋ยวนี้ ๆ ทั้งร้องเรียก ทั้งยืนคอยท่านอยู่หน้ากุฎีให้รีบลงไปโดย
ด่วน จนท่านตกใจตื่นทั้งหลับและรีบลงมาจากกุฎีทันที มิได้คิดว่า
อะไรเป็นอะไร ที่ว่าพระนางมัทรีอยู่ที่ศาลาจะจริงหรือเท็จ ก็ยังมิได้
พิจารณา รีบลุกพรวดพราดลงจากกุฎีเลยในเดี๋ยวนั้น
น่าอัศจรรย์เกินคาด เรื่องไม่คาดฝันก็ได้เริ่มเกิดขึ้นใน
ขณะนั้น คือ พอท่านลงจากกุฎีมาด้วยความรีบด่วนได้ประมาณ
สามวาเท่านั้น ต้นไม้ใหญ่หน้ากุฎีท่านก็หักล้มลงทับกุฎีท่านใน
ขณะนั้น จนแหลกละเอียดไม่มีชิ้นเหลืออยู่เลย ถ้าท่านยังนอนหลับ
อยู่ในกุฎีโดยโยมท่านมิได้มาปลุกอย่างกะทันหันแล้ว อย่างไรก็คง
หลับเตลิดไปเลยจนป่านนี้ คงไม่มีวันตื่นแน่นอน ท่านว่า นี่แลคือ
กรรมที่ยังสืบต่ออยู่จึงยังไม่ถึงที่ ชีวิตก็ยังผ่านมาได้ถึงวันนี้ ไม่งั้นก็
คือขณะนั้นแน่นอนเป็นวาระสุดท้ายท่าน พอเรื่องผ่านไปแล้ว ท่าน
จึงถามโยมมารดาว่า เพราะเหตุไร อยู่ ๆ จึงมาเรียกปลุกท่านอย่าง
รีบด่วนจนไม่ได้ตั้งเนื้อตั้งตัว รีบลุกออกมาทั้งที่กำลังเป็นบ้าหลับ
บ้าตื่น และเวลาตื่นขึ้นมาแล้วยังงงงันอยู่เลย แม้กระทั่งไม้ล้มทับกุฎี
โยมมารดาบอกว่า เหมือนมีอะไรบันดาลใจให้ต้องรีบไป
ปลุกท่านให้ลุกเพื่อมาดูพระนางมัทรี ประกอบกับขณะนั้น ก็ปรากฏ
เห็นพระนางมัทรีมานั่งอยู่บนศาลาจริง ๆ ด้วย โดยพระนางทรง
บอกเองว่าตนเป็นพระนางมัทรี จึงอยากให้พระลูกชายมาต้อนรับ
และดูพระนางมัทรี แต่ก่อนเคยได้ยินแต่ชื่อในพระเวสสันดรชาดก
ไม่คาดฝันว่าจะได้เห็นองค์พระนางมัทรีเอง เสด็จมาอยู่ที่ศาลาในป่าเช่นนั้น จึงทำให้เกิดความตื้นตันใจอย่างบอกไม่ถูก จึงรีบไปปลุก
ลูกชายให้ตื่นและรีบลงไปศาลาหาพระนางมัทรี เรื่องก็ดังที่ปรากฏ
นั่นแล โยมท่านว่า ผมเองก็อัศจรรย์ไม่เคยคาดคิดว่าเรื่องทำนองนี้
จะเกิดขึ้น ไม่เช่นนั้นผมต้องตายแล้วแต่บัดนั้น ท่านว่า
ขณะฟังท่านเล่า ขนลุกซู่ทุกที ท่านว่ากรรมบันดาลจริงๆ ที่
ว่าพระนางมัทรีมานั่งอยู่ที่ศาลานั้น น่าจะเป็นเทวดานิมิตเพศเป็น
พระนางมัทรีมาช่วยชีวิตท่านไว้ ไม่เช่นนั้นก็คงจบไปแล้วในวันนั้น
มิได้เป็นท่านมาจนบัดนี้เลย ฟังโยมท่านพูดว่าเป็นผู้หญิงจริงๆ นั่ง
อยู่บนศาลา รูปร่างสวยงามมาก ไม่เคยเห็นหญิงใดสวยงามเหมือน
หญิงที่ประกาศตนว่าเป็นพระนางมัทรีซึ่งนั่งอยู่บนศาลานั้น แต่เวลา
พากันกลับมาดูอีกหลังจากเหตุการณ์ผ่านไปแล้ว ไม่เห็นมีพระนาง
มัทรีอยู่ที่นั่นเลย เห็นแต่รูปพระเวสสันดรกับรูปพระนางมัทรีที่มีอยู่
บนศาลามาดั้งเดิมเท่านั้น ใครๆ นึกประหลาดและอัศจรรย์ไป
ตามๆ กันที่เหตุการณ์เปลี่ยนไปในทำนองนั้น
ท่านอาจารย์องค์นี้รู้สึกหวุดหวิดต่อชีวิตมาหลายครั้ง คือ
เคยเผชิญกับเสือมาหลายครั้ง ไม้ล้มทับกุฎีแหลกละเอียด องค์ท่าน
เทวดาบันดาลให้หนีพ้นไปได้อีก ครั้งสุดท้ายนี้ก็หวุดหวิดไปเหมือน
กัน คือ วันนั้นเดินทางไปพักในป่าใหญ่นอกบ้านแห่งหนึ่ง
เนื่องจากเดินทางมาจากเขา พอมาถึงที่นั้นค่ำพอดี จึงแวะพักในป่า
นั้น พอตกกลางคืนราว ๓ ทุ่ม ทั้งฝนทั้งพายุโหมกันมาอย่างหนัก
ทั้งลูกเห็บเม็ดโต ๆ ก็ลงพร้อมกัน หาที่หลบหลีกไม่ได้ ต้องยืนพิง
ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งด้วยความจำเป็น ตามองไม่เห็นอะไร ฝนก็ตก
เต็มที่ ลูกเห็บก็ลงราวกับพังหินลงจากภูเขา พายุใหญ่ก็โหมกันมา
เหมือนต้นไม้จะถอนไปทั้งรากทั้งโคน ขณะยืนเปียกฝน มือข้างหนึ่งถือกลดกางไว้ บ่าข้างหนึ่งสะพายบาตร ยืนหนาวตัวสั่นอยู่ใต้ต้นไม้
เหมือนลูกนกถูกฝน
ไม่นึกไม่ฝัน เหตุไม่คาดฝันก็ได้เกิดขึ้นในขณะนั้น คือ กิ่งไม้
ใหญ่ถูกพายุพัดทนไม่ไหว หักขาดตกลงถูกกลดในมือท่านแหลก
ละเอียดหมด บาตรหลุดบ่าตกกระเด็นไปคนละทิศละทาง คราวนี้
เป็นอันว่ายังเหลือแต่ตัวกับลมหายใจทนหนาวอยู่ คอยวาระสุดท้าย
จะมาถึง บริขารชิ้นใดตกไปไหนก็ไม่มีทางทราบได้ เพราะเป็นเวลา
กลางคืน ฝนกำลังตกหนัก พายุกำลังแรงเต็มที่ ตามองไม่เห็นอะไร
มีแต่ยืนหลับตาดูลมหายใจอยู่เท่านั้นว่าจะหยุดทำงานกันขณะใด
ยังมีติดตัวอยู่เฉพาะสบงกับจีวรที่นุ่งห่มปกปิดกายเท่านั้น ทั้ง
เปียกปอนไม่มีดีเลย ความหนาวเหน็บเจ็บปวดปรากฏว่ารวดร้าวไป
ทั้งร่าง ชนิดพูดไม่ออกบอกไม่ถูก นึกว่าตัวเองตายไปครึ่งหนึ่งแล้ว
เนื่องจากความทุกข์ทรมานแสนสาหัส จนหาอะไรเทียบไม่ได้เวลา
นั้น ยืนนึกถึงพระพุทธเจ้าผู้เป็นบรมครูที่ทรงได้รับความทุกข์ทรมาน
ยิ่งกว่าตัวที่กำลังได้รับอยู่เวลานั้นมากมาย ท่านไม่เห็นเป็นอะไร ยัง
เล็ดลอดอันตรายทั้งหลายมาจนได้ตรัสรู้เป็นศาสดาสอนโลก ส่วน
เรามีทุกข์บ้างชั่วระยะเวลาฝนตกเท่านี้ยังทนไม่ไหว ก็ควรตายไปเสีย
อย่าเสียดายชีวิตเลย
พอฝนและพายุสงบลงซึ่งเป็นเวลานานประมาณ ๒ ชั่วโมง
เศษ จึงพอมีลมหายใจคืนมาบ้าง ทีแรกนึกว่าตายไปกับฝนกับพายุ
และลูกเห็บหมดแล้ว คืนนั้นไม่ได้พักหลับนอนทั้งคืน ทั้งยืนทั้งนั่ง
ตัวสั่นอยู่ตลอดสว่าง ขณะที่ฝนกำลังตกนั้น ก็บังเอิญมีงูสามเหลี่ยม
ใหญ่ตัวหนึ่งเลื้อยเข้ามาหาท่าน ไล่ก็ไม่ยอมหนี มันเลื้อยเฉียดมา
ที่เท้า ก้มลงดูใกล้ ๆ จึงทราบว่าเป็นงูสามเหลี่ยม ที่พอมองเห็นได้บ้างก็เพราะเป็นหน้าเดือนหงาย แม้จะมืดด้วยอากาศฝนก็ยังพอ
มองเห็นได้ งูตัวนั้นจากไล่ไม่ยอมหนีแล้ว มันยังมาขดตัวอยู่ข้าง ๆ
คนอีก ห่างกันประมาณครึ่งเมตรเท่านั้น จึงทำให้คิดปลงอนิจจังว่า
คราวนี้เราเป็นทุกข์เต็มทน แต่งูตัวนี้เวลาฝนตกคงนึกสนุกจึงออก
เที่ยวหาอาหารกิน แทนที่จะไปเที่ยวหาอาหาร ทำไมจึงกลับมา
นอนขดอยู่ข้างเราอย่างนี้ ซึ่งไล่ก็ไม่ยอมหนี ชะรอยมันคงจะมา
เป็นมิตรกับเราในยามทุกข์ยากกระมัง
พอปลงอนิจจังตกก็เลยหยุดไล่ ปล่อยให้มันนอนอยู่ตาม
สบาย แต่ไม่แสดงกิริยาท่าทางน่ากลัวอะไรเลย คงอยู่ตามธรรมดา
ของมันอย่างนั้นเอง จวนสว่างมันถึงได้หนีไป ส่วนท่านเองหนี
ไปไหนไม่ได้เพราะตามองไม่เห็นอะไร ไฟก็จุดไม่ได้ ไม้ขีดไฟที่เก็บไว้
ในบาตร ก็ถูกกิ่งไม้ใหญ่ตกลงมาทับหลุดมือหายไปไหนก็ไม่มีทาง
ทราบได้ เทียนไขและโคมไฟที่อยู่ในบาตรก็เช่นกัน ไม่ทราบตกหาย
ไปไหน จำต้องทนนั่งลิงนอนลิงเฝ้างูสามเหลี่ยมอยู่จนถึงสว่าง เมื่อ
สว่างพอมองเห็นอะไรได้บ้าง จึงเที่ยวค้นดูบริขารต่าง ๆ ที่ตกหาย
ไป เฉพาะกลดถูกกิ่งไม้ทับแหลกไม่มีชิ้นดีเลย ส่วนบาตรถูกไม้ทับ
บู้บี้ไปหมดแต่ยังพอแก้ไขได้ จึงนำมาทุบตีที่บุบ ๆ ออก พอได้
ใส่อาหารฉันในวันต่อไป
ตอนเช้าชาวบ้านออกมาดูท่าน ต่างพากันมาปลงธรรม
สังเวชว่า ท่านมีบุญมากไม่ตายไปเสียแต่คืนนี้ น่าสงสารท่านเหลือ
ประมาณ แต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้เวลานั้น เพราะทางบ้านก็หลังคา
ถูกพายุพัดกระเจิงไปตามลมก็มีเยอะ เหตุการณ์ขนาดนี้ถ้ายัง
ไม่ถึงคราวก็ผ่านพ้นไปได้ แต่ใครเล่าจะอยากเจอบ้างเหตุการณ์
ทำนองนี้



เอาบุญมาฝากจะถวายสังฆทาน เจริญวิปัสสนา ให้ธรรมะเป็นทาน ให้อภัยทาน บอกบุญ สักการะพระธาตุ ให้อาหารสัตว์เป็นทาน ช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน ถวายข้าวพระพุทธ อนุโมทนาบุญกับผู้อื่น สร้างพระสร้างเจดีย์สร้างธรรมจักรสร้างรอยพระพุทธบาทสร้างระฆังและอัครสาวกซ้ายขวาสร้างพระสีวลีสร้างพระกัสสะปะสร้างพระอุปคุตสร้างพระองคุลีมารผสมทองคำเปลวพร้อมนำดอกไม้มาบูชาถวายพระรัตนตรัย
รักษาศีล เจริญภาวนา สวดมนต์ ให้อาหารสัตว์เป็นทานเป็นประจำ กรวดน้ำอุทิศบุญ อนุโมทนากับพ่อแม่ญาติพี่น้องที่รักษาศีล ฟังธรรม ให้ทาน อนุโมทนากับเพื่อนๆที่รักษาศีล ศึกษาการรักษาโรค ที่ผ่านมาคุณแม่ได้ถวายสังฆทานมาโดยตลอด ที่ผ่านมาได้ปิดทองพระ รักษาอาการป่วยของผู้อื่นกับผู้ร่วมงาน และที่ผ่านมาได้รักษาอาการป่วยของบิดามารดา ปล่อยชีวิตสัตว์มาโดยตลอด ถวายยาแก่ภิกษุ ขัดองค์พระ ถวายเทียน ให้ความรู้สมุนไพรเพื่อสุขภาพเป็นวิทยาทาน ที่ผ่านมาคุณแม่ได้ทำบุญหลายอย่างมาโดยตลอด ที่ผ่านมาได้ถวายสังฆทานและทำบุญสร้างอาคารผู้ป่วยและกฐินกับเพื่อนๆและให้อาหารเป็นทานแก่สรรพสัตว์กับเพื่อนๆและเพื่อนคนหนึ่งและบริวารของเพื่อนและครอบครัวของเพื่อนได้มีจิตเมตตาให้ทานและเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ช่วยเหลือผู้อื่นอยู่ตลอดและเพื่อนได้เคยสวดมนต์เย็นกับคุณแม่และที่ผ่านมาได้ทำบุญสักการะพระธาตุทำบุญปิดทองชำระหนี้สงฆ์และไหว้พระและทำบุญตามกล่องรับบริจาคตามวัดต่างๆกับเพื่อนและตั้งใจว่าจะสร้างบารมีให้ครบทั้ง 10 อย่างขอให้อนุโมทนาบุญด้วย


ขอเชิญถวายสังฆทาน เจริญวิปัสสนา ให้ธรรมะเป็นทาน ให้อภัยทาน บอกบุญ ให้อาหารสัตว์เป็นทาน สักการะพระธาตุ ฟังธรรม สวดมนต์ ช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน
รักษาศีล เจริญภาวนา สวดมนต์ สร้างพระสร้างเจดีย์สร้างธรรมจักรสร้างรอยพระพุทธบาท
สร้างระฆังและอัครสาวกซ้ายขวาสร้างพระสีวลีสร้างพระกัสสะปะสร้างพระอุปคุตสร้างพระองคุลีมารผสมทองคำเปลวพร้อมนำดอกไม้มาบูชาถวายพระรัตนตรัย กรวดน้ำอุทิศบุญ ถวายข้าวพระพุทธ อนุโมทนาบุญกับผู้อื่น สนทนาธรรม
ถวายข้าวพระพุทธ อนุโมทนาบุญกับผู้อื่น รักษาอาการป่วยของผู้อื่น รักษาอาการป่วยของบิดามารดา
ปิดทอง สักการะพระธาตุ กราบอดีตสังขารเจ้าอาวาสที่ไม่เน่าเปื่อย ที่วัดแจ้ง อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี ปิดทองพระ ปล่อยชีวิตสัตว์ถวายยาแก่ภิกษุ ไหว้พระตามวัดต่างๆ ขัดองค์พระ ให้ความรู้สมุนไพรในการดูแลสุขภาพเป็นทาน
และสร้างบารมีให้ครบทั้ง 10 อย่างขอเชิญร่วมบุญกุศลร่วมกันนะ


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 12 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 7 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร