วันเวลาปัจจุบัน 06 ก.ค. 2020, 03:55  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 เม.ย. 2020, 07:05 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 3824


 ข้อมูลส่วนตัว


"อดทนสิอดทน"
คนอดทนทุกคน..ล้วนได้ดี
อดทนถึงที่ได้ดีทุกคน
อดทนไม่ถึงที่ีไม่ได้ดีสักคน...

คติธรรม
หลวงปู่หา สุภโร









..ท่านพระอาจารย์กล่าวว่า

“นี่คือการเติมน้ำมันชนิดต่างๆ เริ่มต้นที่ศรัทธาความเชื่อ
ที่เกิดจากการได้ยินได้ฟัง ได้อยู่ใกล้ชิดกับพระศาสนา
ได้อยู่ใกล้ชิดกับพระธรรมคำสอน ฟังเทศน์ฟังธรรมอยู่เรื่อยๆ
เมื่อฟังเรื่อยๆ ศึกษาอยู่เรื่อยๆ ก็จะเกิดความรู้ความเห็นที่ถูกต้อง”

...”คณะศิษย์จึงพากันเติมน้ำมัน ณ สถานียอดเขาชีโอนทุกเวลา
เพราะศรัทธาและมั่นใจว่าน้ำมันบนยอดเขาเป็นน้ำมันชนิดพิเศษ
ซึ่งเมื่อเติมแล้ว ใจคอ ผู้รับจะเบิกบานแช่มชื่น

...และน้ำมันพิเศษชนิดนี้ สามารถพาเราไปสู่มรรคผลนิพพานได้
หากเราขยันเติมด้วยความเคารพบูชาอย่างสูงสุด”.

คำปรารภ ..ศิษยานุศิษย์...
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
หนังสือธรรมะบนเขา เล่ม5













#ภาพนิมิต

#ตลอดเวลาหนึ่งปีเต็มที่อยู่ร่วมกับ_ท่านพระอาจารย์มั่น_ภูริทัตโต ตั้งแต่หลังออกพรรษา
๕ วันปีหนึ่งไปบรรจบหลังออกพรรษาของอีก
ปีหนึ่ง ข้าพเจ้าเร่งทำความเพียรอย่างเต็มสติกำลังของตนเข้าใจว่า ท่านพระอาจารย์มั่นก็คงจะเฝ้าดูการปฏิบัติ และจิตของข้าพเจ้าอยู่เหมือนกัน วันหนึ่งท่านได้กล่าว่า ท่านได้กำหนดจิตดูท่านจวนแล้วได้ความเป็นธรรมว่า
#กาเยนะ_วาจายะ_วะเจตะ_วิสุทธิยา ท่านจวนเป็นผู้มีกายและจิตสมควรแก่ข้อปฏิบัติธรรม..

"เมื่อออกพรรษา เสร็จกิจทุกอย่างข้าพเจ้าก็กราบลาท่านอาจารย์มั่น ออกวิเวกธุดงค์ ท่านก็เลยแนะนำให้ไปอยู่ถ้ำยาง บ้านลาดกระเชอ จังหวัดสกลนคร ทางสายกาฬสินธุ์ สมัยนั้นบ้านลาดกะเฌอ ยังเป็นหมู่บ้านเล็กๆ มีเพียงสิบกว่าหลังคาเรือน ชาวบ้านเป็นพวกชาวป่า ชาวเขา การคมนาคมติดต่อกับโลกภายนอกไม่มีทางรถ เป็นทางเดินด้วยเท้าเท่านั้น ข้าพเจ้ามุ่งหน้าไปสู่ถ้ำนั้น ปรากฏว่าตัวถ้ำยางอยู่ห่างจากหมูบ้านราว ๒ กิโลเมตร เป็นที่อับชื้น อากาศเยือกเย็นมาก ปากถ้ำหันหน้าไปทางทิศตะวันตก​ ข้าพเจ้าได้ปรารภความเพียรอยู่ในถ้ำนั้นถึง ๗ วัน ๗ คืน โดยไม่ได้หลับนอนเลย อาหารที่ฉันลงไปกลางคืนก็ถ่ายออกหมด เพราะอากาศเย็นชื้นมาก จิตมักจะรวมโดยง่าย เกิดภาพนิมิตต่างๆ มากมาย บางครั้งเดินจงกรมอยู่จิตจะรวม ก็หยุดเดิน ยืนกำหนดจิต ปล่อยให้รวม เมื่อจิตถอนจากการรวมแล้ว จึงเดินจงกรมต่อไป ส่วนนิมิตภาพภายนอกและภายในที่ปรากฏในถ้ำนั้น ก็มีเกิดขึ้นเสมอ เมื่อกำหนดพิจารณาดูจิตของตนแล้ว จึงรู้ว่านิมิตที่เกิดขึ้นนี้ ก็เนื่องจากพลังของจิตที่แส่ส่ายไปนั่นเอง แม้ต่อมาออกจากถ้ำมาพักอยู่ที่วัดล่างวัดหนึ่ง ขณะที่ภาวนาก็ปรากฏนิมิต เห็นหญิงมาเปลือยกายนั่งอยู่ใต้กุฏิ ครั้งแรกข้าพเจ้าคิดว่าเป็นเปรตก็สวดมนต์อุทิศส่วนบุญกุศลให้ แต่ภาพนั้นก็ยังไม่หายไป ยังคงปรากฏอยู่ เลยกำหนดจิตพิจารณาใหม่ ก็รู้ว่าเกิดจากพลังของจิต จึงพิจารณาเพ่งดูจิตของตน ภาพนั้น
ก็เลยหายไป.. "

จึงรู้และเข้าใจว่า ภาพต่างๆ ที่แสดงทั้งภาพภายนอกและภาพภายในที่เป็นนิมิตปรากฏ
ให้เห็นในขณะนั่งหลับตาภาวนานั้น ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องของจิตที่แสดงรัศมีหรือพลังออกไปหลอกลวงต่างๆ เท่านั้น ผู้ไม่มีสติปัญญาก็อาจจะลุ่มหลงไปตามภาพนิมิตนั้นๆ เป็นเหตุให้พลั้งเผลอ และที่สุดก็สำคัญตนว่าได้ญาณ
มีความรู้อย่างนั้น อย่างนี้ มีหูทิพย์ ตาทิพย์
เกิดขึ้น ทิฏฐิวิปลาสไปก็ได้ อาจจะเป็นเหตุ
ให้ธรรมะแตกไปก็ได้

#พระอาจารย์จวน_กุลเชฏโฐ











#จิตเดิมแท้

#จิตแท้นี้ต้องเป็น “ความบริสุทธิ์” หรือ “สอุปาทิเสสนิพพาน” ของพระอรหันต์ท่านเท่านั้น นอกจากนี้ไม่อาจเรียก “จิตแท้” อย่างเต็มปากเต็มใจได้ สำหรับผู้แสดงกระดากใจไม่อาจเรียกได้

#จิตดั้งเดิม_หมายถึงจิตดั้งเดิมแห่ง “วัฏฏะ” ของจิตที่เป็นอยู่นี่ ซึ่งหมุนไปเวียนมา ดังที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ในหลักธรรมว่า “ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย จิตเดิมแท้ผ่องใส” นั่น! “แต่อาศัยความคละเคล้าของกิเลสหรือกิเลสจรมา จึงทำให้จิตเศร้าหมอง” ท่านว่า

#จิตเดิมแท้_นั้นหมายถึงเดิมแท้​ ของสมมุติ
ต่างหาก ไม่ได้หมายถึงความเดิมแท้ของความบริสุทธิ์ เวลาท่านแยกออกมา “ปภัสสรมิทัง จิตฺตัง ภิกฺขเว” “ปภัสสร” หมายถึง ประภัสสร คือความผ่องใส ไม่ได้หมายถึงความบริสุทธิ์ นี่ หลักเกณฑ์ของท่านพูดถูกต้องหาที่แย้งไม่ได้เลย ถ้าว่าจิตเดิมเป็นจิตที่บริสุทธิ์นั้นจะมีที่ค้านกันว่า “ถ้าบริสุทธิ์แล้วมาเกิดทำไม?” นั่น แน่ะ!

#ท่านผู้ชำระจิตบริสุทธิ์แล้วท่านไม่ได้มาเกิดอีก ถ้าจิตบริสุทธิ์แล้วชำระกันทำไม มันมีที่แย้งกันตรงนี้ จะชำระเพื่ออะไร? ถ้าจิตผ่องใสก็ชำระ เพราะความผ่องใสนั้นแลคือตัว “อวิชชา” แท้ไม่ใช่อื่นใด ผู้ปฏิบัติจะทราบประจักษ์ใจของตนในขณะที่จิตได้ผ่านจากความผ่องใสนี้ไปแล้วเข้าถึง“วิมุตติจิต” ความผ่องใสนี้จะไม่ปรากฏตัวเลย นั่น! ทราบได้ตรงนี้อย่างประจักษ์กับผู้ปฏิบัติ และค้านกันได้ก็ค้านกันตรงนี้ เพราะความจริงนั้นจะต้องจริงกับใจของบุคคล เมื่อใครทราบใครรู้ก็ต้องพูดได้เต็มปากทีเดียว

#ฉะนั้น_จิตของพวกเรากำลังตกอยู่ในวงล้อม ทำให้หวาดให้กลัว ให้รักให้ชัง ให้เป็นทุกสิ่งทุกอย่างชื่อว่าเป็นอาการของสมมุติ เป็นอาการของกิเลสโดยสิ้นเชิง ตัวเราเองไม่ได้พลังจิตเป็นของตนเอง มีแต่พลังของกิเลสตัณหาอาสวะ มันผลักมันดันอยู่ทั้งวันทั้งคืน ยืน เดิน นั่ง นอน แล้วเราจะหาความสุขความสบายมาจากที่ไหน เมื่อธรรมชาตินี้ซึ่งเป็นของแปรสภาพอยู่ตลอดเวลา ยังมายั่วยุจิตให้เป็นไปตามอีกด้วยโดยที่เราไม่รู้สึก

#โลกนี้จะหาความสุขที่ไหน หาไม่ได้ ถ้า ไม่ได้ถอดถอนธรรมชาติเหล่านี้ออกจากจิตใจโดยสิ้นเชิงเสียเมื่อไร จะหาความทรงตัวอยู่อย่างสบายหายห่วงไม่ได้เลย จะต้องกระดิกพลิกแพลงหรือต้องเอนโน้นเอนนี้ ตามสิ่งที่มาเกี่ยวข้องยั่วยวนมากน้อย ฉะนั้นท่านจึงสอนให้ชำระจิต ซึ่งเป็นการชำระความทุกข์ทรมานของตนนั้นแล

#ไม่มีผู้ใดที่จะหยั่งถึงหลักความจริงได้อย่างแท้จริงดั่งพระพุทธเจ้า มีพระองค์เดียวที่เรียกว่า “สยัมภู” โดยไม่ต้องได้รับการอบรมสั่งสอนจากผู้หนึ่งผู้ใดเลย ในการแก้กิเลสออกจากพระทัยของพระองค์ ทรงทำหน้าที่ทั้งเป็นนักศึกษาทั้งเป็นครูไปในตัวลำพังพระองค์เดียว จนได้ตรัสรู้ถึงขั้น “ยอดธรรม ยอดคน ยอดศาสดา”

#ส่วนทางสมาธิด้านความสงบนั้น ท่านคงได้ศึกษาอบรมมาบ้างเหมือนกันกับดาบสทั้งสอง ไม่ปฏิเสธ แต่นั่นไม่ใช่ทางถอดถอนถึงความเป็น “สัพพัญญู” ได้ เวลาจะเป็น “สัพพัญญู” ก็เสด็จออกจากดาบสทั้งสองไปบำเพ็ญลำพังพระองค์เดียว และทรงรู้เองเห็นเองโดยไม่มีครูสั่งสอนเลย แล้วนำธรรมนั้นมาสั่งสอนโลก

#หลวงตาพระมหาบัว_ญาณสัมปันโน
#คัดจากหนังสือ_ญาณสัมปันนธัมมานุสรณ์










" เมื่อเรามีการเกี่ยวข้อง
กับคนอื่น เรามีความหวังดี
ต่อคนอื่นอยากจะให้เขา
ประพฤติดีปฏิบัติชอบ

เมื่อเราให้คำแนะนำ
ตักเตือนเขา ถ้าเขายอมรับ
จิตของเราจะทำหน้าที่
ให้การอบรมตักเตือน
สั่งสอนเรื่อยไปด้วยความ
เมตตาปรานี ด้วยความ
หวังดีที่จะช่วยพยุงการ
ประพฤติกาย วาจา
และใจให้มีระดับสูงขึ้น

เป็นการสงเคราะห์กัน
ด้วยธรรม เป็นการแสดง
ความเมตตากันโดยธรรม

แต่ผู้ใดไม่ยอมรับฟัง
โอวาทคำสั่งสอน
จิตของผู้รู้พิจารณาแล้ว
ว่าทำไปก็ไม่เกิดประโยชน์
นอกจากจะทำให้เกิดมีการ
ร้าวรานแตกความสามัคคี
ซึ่งกันและกัน ก็จะหยุดเสีย

ผู้ที่มีสมาธิมีสติปัญญา
จะต้องเป็นอย่างนั้น
เพราะการประพฤติ
ปฏิบัติธรรมนี่ขึ้นอยู่กับ
สมรรถภาพของผู้ปฏิบัติเอง "

โอวาทธรรม
หลวงพ่อพุธ ฐานิโย










" รูปอันนี้เราได้มาดีแล้ว​
เมื่อมันชำรุดทรุดโทรมไป​
พระพุทธ​เจ้าก็ไม่มีความ
หวั่นไหวต่อมัน

มันจะเสื่อมลาภ
ให้มันเสื่อมไปตามวิสัย​
ใจเราไม่เสื่อม

ความนินทาก็มันลมปาก​
ครั้นรู้เท่าแล้ว
จิตไม่กระวนกระวาย
จิตไม่มาเกี่ยวข้องกับ
ร่างกายแล้ว​ มันก็สุข
เท่านั้นแหละ

ความทุกข์​กายเกิดขึ้น
ถ้ารู้เท่าแล้วจิตก็
ไม่หวั่นไหว ไม่มีกิเลส
เครื่องมลทินจะตามได้

ไม่มีความโศกเศร้าต่อ
ความเสื่อมของร่างกาย
ความเสื่อมลาภ​ เสื่อมยศ​
ความนินทา​ ความสรรเสริญ

มีความรู้สึกเป็นปรกติ​
นี้ชื่อว่าเป็นผู้รู้เท่าโลก "

โอวาทธรรม
หลวง​ปู่​ขาว​ อ​นา​ลโย











" อย่าไปยินดี ยินร้าย
ในการอยู่ การเป็น การตาย

สังขารทั้งหลาย ไม่ว่า
เนื้อ เล็บ หนัง กระดูก
ผม ขน เป็นสิ่งที่
ปรุงแต่งขึ้นมาทั้งสิ้น

มันไม่ใช่ตัวตน
ไม่เป็นสิ่งอมตะ รอถึงวัน
แค่นั้นแหละ จะวันไหน
ก็แค่นั้นเอง ละวางซะ "

โอวาทธรรม
หลวงปู่แหวน สุจิณโณ









" คำว่าหลงๆ​ ทั้งหลาย
ไม่ใช่หลงสิ่งอื่น หลง
กายเราหลงจิตเรานี่

คำว่ารู้ๆ​ ไม่ใช่รู้อะไร​
รู้กายและรู้จิตของเรานี่เอง

ถ้าหากว่าเห็นจิตชัดลงไป​
ก็จะไม่หลงสังขารว่าเป็นจิต

ถ้าหากว่ายังไม่เห็นจิต
อยู่ตราบใด ก็ยังหลงว่า
สังขารนั่นล่ะเป็นจิต
อยู่ตราบนั้น "

โอวาทธรรม
หลวง​ปู่​แบน​ ธ​นาก​โร









“วัวกินน้ำบริสุทธิ์ แล้วน้ำนั้นกลายเป็นน้ำนม
แต่งูกินน้ำบริสุทธิ์ แล้วน้ำกลายเป็นยาพิษ

ธรรมะเป็นของบริสุทธิ์หมดจด
ซึ่งเรารับมาศึกษา และปฏิบัติ
แล้วเหมือนดื่มลงไป ดื่มพระธรรม
ต้องดื่มเป็นวัวอย่าเป็นงู
ให้ธรรมเกิดเป็นน้ำนม ไม่ใช่ยาพิษ

ที่จริงคนเรายังสู้งูไม่ได้ งูไม่เคยเป็นอันตราย
เพราะยาพิษในตัวของมัน แต่ผู้ปล่อยให้ยาพิษ
คือ ทิฏฐิมานะเกิดขึ้นในใจ เพราะธรรมะที่ได้ศึกษา
และปฏิบัติแล้วก็ป่วยอยู่ทุกวัน”

พระอาจารย์ชยสาโร ภิกขุ










"บุญกุศล เป็นของควรทำให้มาก
ในเมื่อมีชีวิตอยู่ ก็ทำเสีย"

หลวงปู่เทสก์ เทสรํสี








#จะเอาอะไรมาเพิ่มอีก

ก็ถ้าหากตายไปในวันนี้วันพรุ่งนี้ สิ่งต่างๆ ที่เคยมีและผ่านเข้ามา ตะเกียกตะกายดิ้นรน ไขว่คว้าทุกอย่าง ก็จะเป็นเพียงแค่ สิ่งที่ไม่มีตัวตน ไม่ใช่ของเรา
——-
หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต










#อดีตที่ล่วงผ่านมาแล้ว_อย่าไปคำนึงถึงเลย

มันก็ออกไปจากปัจจุบันนี้แหละ. อนาคตก็เหมือนกัน มันก็ออกไปจากปัจจุบันนี้แหละ. อย่าไปคำนึงถึงเลย

#คุมมันเข้า_ให้ดูหัวใจตัวเอง
#อย่าไปดูหัวใจคนอื่น เรื่องของเขา เรามีหน้าที่ของเรา

นักปฏิบัติต้องตัดอย่างนั้นนะ ถ้าไม่ตัดออกอย่างนั้น ก็จะโลเลอยู่อย่างนั้นแหละ เดี๋ยวก็วิ่งไปนั่น ไปนี่

ไม่ว่าจะทำอะไร ก็จะต้องให้ถูกใจตัวเองหมดอยู่อย่างนั้นเป็นอย่างนั้นก่อนที่จะเป็นบ้านะ
มันบ้าตัวนี้แหละ...
.
หลวงปู่ลี กุสลธโร
วัดป่าภูผาแดง อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 12 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร