วันเวลาปัจจุบัน 28 ม.ค. 2020, 00:54  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 ส.ค. 2011, 05:04 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 3664


 ข้อมูลส่วนตัว


เพศพระภิกษุ เป็นเพศของการขัดเกลากิเลสโดยประการต่างๆ อย่างยิ่ง ต่างจากเพศ

คฤหัสถ์อย่างสิ้นเชิง ราวฟ้ากับดิน เพราะฉะนั้นการกระทำของคฤหัสถ์ ผู้ครองเรือน จึง

ไม่สมควรกับเพศบรรพชิตครับ แม้แต่การประพฤติพรหมจรรย์ในพระธรรมวินัย โดยการ

ออกบวชเป็นเพศบรรพชิตแล้ว ก็ต้องมีธรรมที่เป็นเครื่องขัดเกลากิเลส ตามที่พระ

พุทธเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้ เพื่อขัดเกลากิเลสของพระภิกษุเอง และเพื่อความ

เจริญขึ้นของกุศลธรรมประการต่างๆ ตามสิกขาบทที่พระองค์ทรงบัญญัติไว้

การละเล่นต่างๆ ที่เป็นของเพศคฤหัสถ์ ไม่เหมาะสมโดยประการทั้งปวง สำหรับเพศ

บรรพชิต เพราะเพศบรรพชิต เป็นเพศที่เว้นทั่วจากกิเลสและขัดเกลากิเลสเพื่อถึงความ

ไม่มีกิเลส ดังนั้น การละเล่น ย่อมนำมาซึ่งความเจริญด้วยกิเลส ดังเช่น เพศคฤหัสถ์

จึงไม่สมควรอย่างยิ่งครับ เพราะฉะนั้นการเล่นเฟสบุ๊คเป็นการละเล่น ที่เป็นของคฤหัสถ์

และการร้องเพลงก็เช่นกัน ไม่สมควรกับเพศบรรพชิต ส่วนการที่พระร้องเพลงก็เป็น

อาบัติเช่นกันครับ การร้องเพลง เป็นสิ่งที่ไม่สมควรกับพระภิกษุ แม้แต่การสวดเือื้อน

เป็นทำนองก็เป็นอาบัติทุกกฎแล้ว ไม่ต้องกล่าวถึงการร้องเพลงเลยครับ เพราะพระ

ภิกษุ เป็นเพศที่ต่างกับคฤหัสถ์อย่างสิ้นเชิงครับ





พระวินัยปิฎก จุลวรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้าที่ 8

เรื่องสวดพระธรรมด้วยทำนอง

[๒๐] สมัยต่อมา พระฉัพพัคคีย์สวดพระธรรมด้วยทำนองยาวคล้าย

เพลงขับ ชาวบ้านเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า พระสมณะเชื้อสายพระ-

ศากยบุตรเหล่านั้น สวดพระธรรมด้วยทำนองยาวคล้ายเพลงขับ เหมือนพวก

เราขับ ภิกษุทั้งหลายได้ยินพวกนั้นเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ บรรดา

ที่เป็นผู้มักน้อย . .. ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนพระฉัพพัคคีย์

จึงได้สวดพระธรรมด้วยทำนองยาวคล้ายเพลงขับ แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่

พระผู้มีพระภาคเจ้า.

พระผู้มีพระภาคเจ้า... ทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุ

ทั้งหลาย ข่าวว่า... จริงหรือ.

ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.

พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียน . . . ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถา

รับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุสวดพระธรรมด้วยทำนอง

ยาวคล้ายเพลงขับ มีโทษ ๕ ประการนี้ คือ:-

๑. ตนยินดีในเสียงนั้น

๒. คนอื่นก็ยินดีในเสียงนั้น

๓. ชาวบ้านติเตียน

๔. สมาธิของผู้พอใจการทำเสียงย่อมเสียไป

๕. ภิกษุชั้นหลังจะถือเป็นเยี่ยงอย่าง.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โทษ ๕ ประการนี้แล ของภิกษุผู้สวดพระธรรม

ด้วยทำนองยาวคล้ายเพลงขับ.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงสวดพระธรรมด้วยทำนองยาวคล้าย

เพลงขับ รูปใดสวด ต้องอาบัติทุกกฏ.

พระวินัยปิฎก จุลวรรค เล่ม ๗ ภาค ๒- หน้าที่ 71

ประพฤติอนาจารต่าง ๆ

[๑๙๕] สมัยนั้น พระฉัพพัคคีย์ ประพฤติอนาจารเห็นปานนั้น.............

.....................ฉันอาหารในเวลาวิกาลบ้าง ดื่มน้ำเมาบ้าง ทัดทรงดอกไม้ของ

หอมและเครื่องลูบไล้บ้าง ฟ้อนรำบ้าง ขับร้องบ้าง ประโคมบ้าง เต้นรำบ้าง

ฟ้อนรำกับหญิงฟ้อนรำบ้าง ขับร้องกับหญิงฟ้อนรำบ้าง ประโคมกับหญิงฟ้อน

รำบ้าง เต้นรำกับหญิงฟ้อนรำบ้าง . . . ฟ้อนรำกับหญิงเต้นรำบ้าง ขับร้องกับ

หญิงเต้นรำบ้าง ประโคมกับหญิงเต้นรำบ้าง เต้นรำกับหญิงเต้นรำบ้าง เล่น

หมากรุกแถวละแปดตาบ้าง แถวละสิบตาบ้าง เล่นหมากเก็บบ้าง เล่นชิงนางบ้าง

เล่นหมากไหวบ้าง เล่นโยนห่วงบ้าง เล่นไม้หึ่งบ้าง เล่นฟาดให้เป็นรูปต่าง ๆ

บ้าง เล่นสกาบ้าง เล่นเป่าใบไม้บ้าง เล่นไถน้อย ๆ บ้าง เล่นหกคะเมนบ้าง

เล่นไม้กังหันบ้าง เล่นตวงทรายด้วยใบไม้บ้าง เล่นรถน้อย ๆ บ้าง เล่นธนูน้อย

บ้าง เล่นเขียนทายบ้าง เล่นทายใจบ้าง................................................

พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงประพฤติ

อนาจารมีอย่างต่าง ๆ รูปใดประพฤติ พึงปรับอาบัติตามธรรม.







ถีนะ หมายถึง ความไม่สมประกอบแห่งจิต ความไม่ควรแก่การงานแห่งจิต

ความท้อแท้ ความถดถอย ความหดหู่ อาการที่หดหู่ ภาวะที่หดหู่ ความซบเซา

อาการที่ซบเซา ภาวะที่ซบเซาแห่งจิต.

มิทธะ หมายถึง ความไม่ควรแก่การงาน-แห่งนามกาย ความปกคลุม ความ

หุ้มห่อ ความปิดบังไว้ภายใน ความง่วงเหงา ความหาวนอน ความโงกง่วง

อาการที่หาวนอน ภาวะที่หาวนอน

ความง่วง หลัก ๆ จึงหมายถึง มิทธะเจตสิก ครับ แต่ขณะที่ง่วง ก็มีความหดหู่

ความไ่ม่ควรแก่การงาน ที่เ่ป็นลักษณะของ ถีนะ เกิดร่วมด้วย

ชวนจิต ทางปัญจทวารวิถี และ ทางมโนทวารวิถี ในวาระแรก จะเหมือนกันครับ

คือ ถ้าทางปัญจทวารวิถี...ชวนจิตเป็นกุศล ทางมโนทวารวิถี ก็เป็นกุศลด้วย เป็นกุศล

ประเภทเดียวกัน ถ้าทางปัญจทวารวิถี เป็นอกุศล ทางมโนทวารก็เป็นอกุศลด้วย เป็น

อกุศลประเภทเดียวกัน นี่คือ วาระแรกครับ จะเหมือนกัน.

ส่วนขณะที่โดนหนามตำ ขณะนั้นเป็นทางกายทวารวิถี จะมาปนกับทางจักขุทวารวิถี

ไม่ได้แล้ว เพราะขณะที่กระทบสัมผัสสิ่งที่ไม่ดี ในวาระแรก ชวนจิตเป็นอกุศล เป็นโทสะ

ชวนจิตทางมโนทวารที่เกิดสืบต่อ ก็ต้องเป็นโทสะเหมือนกัน แต่ มโนทวารในวาระหลังๆ

อาจเป็นกุศลหรืออกุศลก็ได้ อาจเป็นโลภะก็ได้ เช่น บางคนชอบความเจ็บปวด เป็นต้น

แต่ต้องเป็นมโนทวารวิถี ในวาระหลัง ๆ ครับ.

การที่วาระจิตทางปัญจทวารวิถีดับไป ภวังคจิตเกิดขึ้น มโนทวารวิถีจิตเกิดต่อ ก็แล้ว

แต่ครับ ว่าจะเกิดวาระจิตทางมโนทวารวิถีจิตอีกกี่วาระ กำหนดแน่นอนตายตัวไม่ได้เลย

อาจจะเกิดยาวเลยก็ได้ แต่ที่ยาวนี่ไม่ใช่นานนะครับ เวลา 1 วินาที ก็เกิดวิถีจิตนับไม่ถ้วน

แล้วครับ หรือ เมื่อมโนทวารวิถีจิตนั้นดับ ภวังคจิตเกิดขึ้น แล้วก็เกิดปัญจทวารวิถีจิตก็ได้

ครับ เพราะเป็นอนัตตาครับ ไม่สามารถกำหนดได้ว่า ต้องเป็นมโนทวารวิถีกี่วาระ...ปัญจ-

-ทวารวิถี ถึงจะเกิดต่อครับ และวิถีจิตแต่ละวาระที่จะเกิดนั้น ทางมโนทวารวิถีจิต จะต้อง

มีภวังคจิตเกิดขึ้นก่อนเสมอ





เอาบุญมาฝากจะถวายสังฆทาน เจริญวิปัสสนา ให้ธรรมะเป็นทาน ให้อภัยทาน บอกบุญ สักการะพระธาตุ ให้อาหารสัตว์เป็นทาน ช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน ถวายข้าวพระพุทธ อนุโมทนาบุญกับผู้อื่น สร้างพระสร้างเจดีย์สร้างธรรมจักรสร้างรอยพระพุทธบาทสร้างระฆังและอัครสาวกซ้ายขวาสร้างพระสีวลีสร้างพระกัสสะปะสร้างพระอุปคุตสร้างพระองคุลีมารผสมทองคำเปลวพร้อมนำดอกไม้มาบูชาถวายพระรัตนตรัย
รักษาศีล เจริญภาวนา สวดมนต์ ให้อาหารสัตว์เป็นทานเป็นประจำ กรวดน้ำอุทิศบุญ อนุโมทนากับพ่อแม่ญาติพี่น้องที่รักษาศีล ฟังธรรม ให้ทาน อนุโมทนากับน้องคนหนึ่งและเพื่อนๆของน้องที่รักษาศีล ศึกษาการรักษาโรค ให้ยานพาหนะเป็นทาน ให้ที่อยู่อาศัยเป็นทาน ที่ผ่านมาคุณแม่ได้ถวายสังฆทานมาโดยตลอด ที่ผ่านมาได้ปิดทองพระ รักษาอาการป่วยของผู้อื่นกับผู้ร่วมงาน และที่ผ่านมาได้รักษาอาการป่วยของมารดา ปล่อยชีวิตสัตว์มาโดยตลอด ถวายยาแก่ภิกษุ ที่ผ่านมาคุณแม่ได้ทำบุญหลายอย่างมาโดยตลอด และตั้งใจว่าจะสร้างบารมีให้ครบทั้ง 10 อย่างขอให้อนุโมทนาบุญด้วย


ขอเชิญถวายสังฆทาน เจริญวิปัสสนา ให้ธรรมะเป็นทาน ให้อภัยทาน บอกบุญ ให้อาหารสัตว์เป็นทาน สักการะพระธาตุ ฟังธรรม สวดมนต์ ช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน
รักษาศีล เจริญภาวนา สวดมนต์ สร้างพระสร้างเจดีย์สร้างธรรมจักรสร้างรอยพระพุทธบาท
สร้างระฆังและอัครสาวกซ้ายขวาสร้างพระสีวลีสร้างพระกัสสะปะสร้างพระอุปคุตสร้างพระองคุลีมารผสมทองคำเปลวพร้อมนำดอกไม้มาบูชาถวายพระรัตนตรัย กรวดน้ำอุทิศบุญ ถวายข้าวพระพุทธ อนุโมทนาบุญกับผู้อื่น สนทนาธรรม
ถวายข้าวพระพุทธ อนุโมทนาบุญกับผู้อื่น รักษาอาการป่วยของผู้อื่น รักษาอาการป่วยของบิดามารดา
ปิดทอง สักการะพระธาตุ กราบอดีตสังขารเจ้าอาวาสที่ไม่เน่าเปื่อย ที่วัดแจ้ง อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี ปิดทองพระ ปล่อยชีวิตสัตว์ถวายยาแก่ภิกษุ
และสร้างบารมีให้ครบทั้ง 10 อย่างขอเชิญร่วมบุญกุศลร่วมกันนะครับ


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 3 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร