วันเวลาปัจจุบัน 17 ก.ย. 2019, 18:12  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กระทู้นี้ถูกล็อก คุณไม่สามารถแก้ไขข้อความ หรือ ตอบกลับในกระทู้นี้  [ 118 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2, 3, 4, 5 ... 8  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 ม.ค. 2011, 07:16 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 7082

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ
จากภาพ : เป็นพิธีบรรพชาเป็น “สามเณรี” ของท่านแม่ชีนันทญาณี
ณ วัดสัทธัมมการะ กรุงโคลัมโบ ประเทศศรีลังกา
ต่อมาท่านได้เข้าพิธีอุปสมบทเป็น “พระภิกษุณี”
เมื่อวันที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๕๑ ณ ประเทศศรีลังกา อีกครั้ง



tongue สืบเนื่องมาจากกรณีที่ข้าพเจ้า “สาวิกาน้อย” ได้นำ...

ประวัติและปฏิปทา “ภิกษุณีนันทญาณี (อดีตแม่ชีรุ้งเดือน สุวรรณ)”
แห่งสำนักปฏิบัติธรรมนิโรธาราม ต.ดอยแก้ว อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่

มาเผยแผ่...
ดังมีเนื้อหาตามกระทู้ข้างล่างนี้ค่ะ
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=13&t=35661


ปรากฏว่า... มีเพื่อนๆ หลายท่านเข้ามาแสดงความคิดเห็น อ้างอิงหลักฐาน ฯลฯ
กรณีการบวชเป็น “พระภิกษุณี” ในหลากหลายแง่มุมกัน

:b8: เพื่อนๆ ชาวลานธรรมจักรท่านอื่นมีความคิดเห็นอย่างไรกันบ้างกับกรณีนี้ค่ะ


:b10: :b10: :b6: ข้าพเจ้า “สาวิกาน้อย” สมควรจักนำ...
ประวัติและปฏิปทาของท่านมาเผยแผ่ลงในเว็บธรรมจักรหรือไม่ อย่างไรค่ะ
??






.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 ม.ค. 2011, 07:17 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 7082

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


ท่านที่ ๑... คุณดอกรัก

ดอกรัก เขียน:
ไม่เห็นด้วยกับการบวชภิกษุณี เคยมีบัญชาองค์สมเด็จพระสังฆราชไว้ ไม่ให้ผู้ใดบวชภิกษุณี



ท่านที่ ๒... คุณ Yodyood

Yodyood เขียน:
ในพระวินัยผู้ที่อุปสมบทภิกษุณีได้มีเพียงพระพุทธเจ้า กับภิกษุณีด้วยกันเท่านั้น
อีกทั้งภิกษุณีในฝ่ายเถรวาทก็ไม่มีเหลืออยู่แล้ว ขาดไปแล้ว
จะให้นักบวชต่างนิกายก็ดี หรือพระภิกษุก็ดี ทำการอุปสมบทภิกษุณีก็เท่ากับผิดพระวินัย
ไม่ต้องอิงเรื่องกฎหมายครับ อิงพระวินัยอย่างเดียวก็บวชเข้าทางเถรวาทไม่ได้อยู่แล้ว
การที่เขาบัญญัติกฎหมายขึ้นมาเพื่อเน้นย้ำในจุดนี้ให้ประชาชนทั่วไปรับทราบเท่านั้น (มีเหตุ ถ้าข้อมูลไม่ผิด)

ผมอนุโมทนาในความจริงใจในการเผยแผ่ศาสนา
แต่อย่าไปยึดติดกับความเป็นภิกษุณีในฝ่ายเถรวาทเลยครับ ไม่มีผลกับการบรรลุธรรมหรอก

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 ม.ค. 2011, 07:21 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 7082

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


ท่านที่ ๓... คุณชิดชัย

ชิดชัย เขียน:
พระวรธรรมคติ

ในพิธีประสาทปริญญาแก่ผู้สำเร็จการศึกษา
ปริญญาตรีและโท รุ่นที่ ๔๗

ของมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย รุ่นที่ ๔๗
ประจำปีพระพุทธศักราช ๒๕๔๔ จำนวน ๓๓๙ รูป

ในวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๔๔ เวลา ๑๔.๐๐ น.

(สมเด็จพระญาณสังวร)
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก


วันนี้จะขอเป็นพระผู้เฒ่าที่ทันสมัย คือจะนำพระบัญชาขององค์กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ มาอ่านให้ที่ประชุมพระสำคัญทั้งหลายฟัง เป็นพระบัญชาที่ทันสมัย มีคุณยิ่งใหญ่แก่จิตใจผู้ได้ยินได้ฟังแน่นอน

พระบัญชานี้ทรงประกาศเป็นลายลักษณ์อักษร ลงวันที่ ๑๘ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๑ มีข้อความดังนี้

“ประกาศห้ามพระเณรไม่ให้บวชหญิงเป็นบรรพชิต หญิงซึ่งจักได้สมมติตนเป็นสามเณรี โดยถูกต้องพระพุทธานุญาตนั้น ต้องสำเร็จด้วยนางภิกษุณีให้บรรพชา เพราะพระองค์ทรงอนุญาตให้นางภิกษุณีมีพรรษา ๑๒ ล่วงแล้ว เป็นปวัตตินี คือเป็นอุปัชฌาย์ ไม่ได้ทรงอนุญาตให้ภิกษุเป็นอุปัชฌาย์ นางภิกษุณีหมดสาบสูญชาติเชื้อสายมานานแล้ว เมื่อนางภิกษุณีผู้รักษาขนบธรรมเนียมสืบต่อสามเณรี ไม่มีแล้ว สามเณรีผู้บวชสืบต่อมาจากภิกษุณีก็ไม่มี เป็นอันเสื่อมสูญไปตามกัน

ผู้ใดให้บรรพชาเป็นสามเณรี ผู้นั้นชื่อว่าบัญญัติสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่บัญญัติ เพิกถอนสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้แล้ว เป็นเสี้ยนหนามแก่พระศาสนา เป็นตัวอย่างที่ไม่ดี”

“เพราะเหตุนี้ ห้ามไม่ให้พระเณรทุกนิกายบวชหญิงเป็นภิกษุณี เป็นสิกขมานาและเป็นสามเณรี
ตั้งแต่นี้ไป ประกาศแต่วันที่ ๑๘ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๑”


ลงพระนามข้างท้ายว่า “กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์”

คงเห็นพ้องต้องกันแน่ ว่าพระบัญชานี้ทันสมัย ทันกับเหตุการณ์ขณะนี้อย่างยิ่ง จะเป็นคุณเป็นประโยชน์แก่ผู้คนมากมาย ช่วยปกป้องมิให้ทำบาปทำกรรมที่มิใช่เบาต่อพระพุทธศาสนา ซึ่งขอเตือนสติไว้อีกครั้งในที่นี้ว่า ไม่มีการทำบาปกรรมใดจะยิ่งใหญ่เท่าทำต่อพระพุทธศาสนา และในทางตรงกันข้าม ก็ไม่มีการทำคุณงามความดีจะยิ่งใหญ่เท่าทำต่อพระพุทธศาสนา

เชื่อไว้เถิด ดีกว่าไม่เชื่อ จะได้ไม่เป็นการเสียงพาตนไปรับผลของบาปกรรมที่หนักนัก ไม่มีสรณะ หรือที่พึงใด ที่ยิ่งใหญ่เสมอพระพุทธเจ้า พระผู้ประทานพระธรรมและพระอริยสงฆ์ให้เป็นสรณะแทนพระองค์ท่าน เมื่อเสด็จขันธปรินิพพานแล้วเช่นในทุกวันนี้

ขอทุกรูปผู้เป็นบัณฑิตมหาบัณฑิตหรือไม่ได้เป็นก็ตาม แต่เป็นพุทธศาสนิก จงสำนึกให้มั่นในพระมหากรุณาแห่งองค์สมเด็จพระบรมศาสดาอย่าบังอาจลบหลู่ด้วย การคิด พูด ทำ ใดๆ อันไม่ถูกต้องอันผิดจากที่ทรงบัญญัติไว้ ไม่เช่นนั้นชีวิตจะไม่สวัสดี ขอฝากให้สำนึกให้จงดีดังกล่าวนี้

วัดบวรนิเวศวิหาร กทม.


************************************************

ขอตอบ...คุณดอกรัก
คุณ Yodyood และคุณชิดชัย


ขอโมทนาสาธุการในการแสดงความเห็นของทุกท่านดังกล่าวค่ะ
ว่าโดยย่อ “ท่านภิกษุณีนันทญาณี” ได้อุปสมบทเป็นภิกษุณีที่ประเทศศรีลังกา
ท่านจึงเป็นภิกษุณีต่างประเทศ เป็นภิกษุณีฝ่ายมหายานจากประเทศศรีลังกา
(แต่ก็มีหลายท่านค้านว่า...เป็นภิกษุณีฝ่ายเถรวาทจากประเทศศรีลังกา)

เพราะสงฆ์ ๒ ฝ่าย คือภิกษุสงฆ์ศรีลังกาและภิกษุณีสงฆ์ศรีลังกา ทำพิธีบวชให้อย่างถูกต้อง
(การอุปสมบทเป็นภิกษุณีในสงฆ์ ๒ ฝ่ายนี้ เป็นการอุปสมบทตามพระวินัยในฝ่ายเถรวาท)

ดังนั้น ท่านไม่ใช่เป็นภิกษุณีไทย ไม่ใช่เป็นภิกษุณีฝ่ายเถรวาทไทย
เพียงแต่มาพำนักในประเทศไทยเท่านั้น เพราะมีมูลนิธิ-สำนักฯ ตั้งอยู่ในประเทศไทย
ในเมื่อบวชมาทางฝ่ายไหน พระวินัยต่างๆ ก็ต้องเป็นไปตามฝ่ายที่ท่านบวชมาเป็นหลัก


พระวรธรรมคติของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ
ดังที่ปรากฏเนื้อหาตาม link ในกระทู้ข้างล่างนี้...
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=7&t=18744

พระบัญชาดังกล่าวขององค์กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์
สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๑๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
เป็นกรณีใช้บังคับกับ ภิกษุสงฆ์และภิกษุณีสงฆ์ไทยในฝ่ายเถรวาทเท่านั้นค่ะ


ปัจจุบัน ภิกษุณีสงฆ์ในฝ่ายเถรวาทได้เสื่อมสูญ ขาดสายไปนานแล้ว

อีกทั้ง กฎระเบียบของคณะสงฆ์ไทยในปัจจุบัน ก็ไม่อนุญาตให้พระภิกษุสงฆ์
ทำการอุปสมบทพระภิกษุณี หรือบรรพชาสามเณรี ให้แก่สตรีด้วยค่ะ


ณ วันเสาร์ที่ ๘ มกราคม ๒๕๕๔
แก้ไขเพิ่มเติม ณ วันพุธที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๕๖

************************************************

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 ม.ค. 2011, 07:23 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 7082

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


ท่านที่ ๔... ท่านเจโตวิมุติ

เจโตวิมุติ เขียน:
:b42: เรื่องอย่างนี้ ไม่ทราบวัตถุประสงค์ของผู้นำมาเผยแพร่ ว่ามีเจตนาอย่างไร สำหรับเราไม่รู้สึกอะไรทั้งด้านบวกและด้านลบ แต่เข้าใจว่าผู้นำมาเผยแพร่นั้นมีเจตนาแน่ แต่เดาไม่ได้ว่าเป็นกุศล หรืออกุศล เคลือบแฝงผลประโยชน์ใดหรือไม่ คือเรื่องอะไรที่เรายังยึดกันอยู่ ถ้าความเห็นหรือสิ่งที่ยึดไว้ แม้แต่กฎที่มันกล่าวต่างกัน มันก็เป็นเหตุทำให้สงฆ์แตกแยกได้ และมันเป็นกรรมหนัก
......คนเราเมื่อจิตมันยังมีอวิชชาบดบัง อาจเห็นพยามารเป็นอรหันต์ได้เสมอ คนที่พยายามตั้งกฏขึ้นมาใหม่ ตั้งทฤษฏีใหม่ ขึ้นมาให้เหนือกว่าพระพุทธเจ้าองค์นี้ ไม่ว่าจะเข้มงวดกว่า เคร่งครัดกว่า หรือแปลกไปจากพระธรรมคำสั่งสอน ถ้าคิดว่าเป็นพุทธ เรากล้ากล่าวว่าล้วนเป็น โมฆะศาสดาทั้งสิ้นทั้งสิ้น จำได้หรือไม่ในสมัยพุทธกาลเข้าใจว่าเป็นพระเทวทัต (อาจจำชื่อผิด) พยายามตั้งกฏขึ้นมาใหม่ 3 ข้อ ให้ดูว่าเคร่งกว่าพระพุทธเจ้า เช่น บวชในลัทธิของเขาต้องอยู่ป่าตลอดชีวิต ฉันท์มื้อเดียวตลอดชีวิต หรือฉันท์มังสะวิรัติตลอดชีวิต อะไรทำนองนี้ ภิกษุหนุ่ม จำนวนประมาณ 500 รูป เกิดศรัทธามากจนบังปัญญาเสียสิ้น ได้หันหน้าติดตามศาสดาองค์นี้ไป เดือดร้อนถึงพระสารีบุตร หรือพระอานนท์ (จำไม่ได้อีก) ต้องไปเทศนาให้เข้าใจถ่องแท้ว่า มัชฌิมา หรือทางสายกลางเท่านั้น เป็นแนวทางแห่งการพ้นทุกข์ ทั้งสายที่ตึงและหย่อนเกินไปนั้นพุทธองค์ทรงศึกษาและปฎิบัติผ่านมาแล้ว มันไม่ใช่ทาง ทรงให้หลีกเลี่ยงเสีย ศาสนาพุทธของพระโคดมองค์นี้ท่านพยากรณ์ไว้ว่า จะต้องสิ้นสุดเมื่อครบ 5000 ปี ทันสมัยอยู่ได้แค่นั้น ยามนั้นเราจะมีพระพุทธเจ้าองค์ใหม่ และมีพระธรรมคำสั้งสอนใหม่เกิดขึ้น ฉะนั้นระหว่างนี้ ถ้าใครกล่าวว่าเป็นพุทธย่อมไม่มีศาสดาองค์ใหม่ และไม่มีทฤษฏีใหม่แน่นอน อย่าลังเลสงสัยในธรรม จงมั่นคงในพระพุทธองค์และศึกษาปฏิบัติต่อไป คนเราไม่จำเป็นต้องเรียกเราว่าเป็นอะไร ภิกษุ ภิกษุณี แม่ชี สามเณร หรือแม้แต่ฆราวาส ขอให้มีเจตนาเพื่อความพ้นทุกข์แล้ว จะไปยึดมันไว้ทำไมว่าเป็นอะไร เพราะอะไรที่ว่ามันล้วนไม่น่าเอา ไม่น่าเป็นทั้งหมดนั้นแหละ....ขอให้เข้าใจ/เจโตวิมุติ


************************************************

ขอตอบ...ท่านเจโตวิมุติ

เจโตวิมุติ เขียน:
:b42: เรื่องอย่างนี้ ไม่ทราบวัตถุประสงค์ของผู้นำมาเผยแพร่ ว่ามีเจตนาอย่างไร สำหรับเราไม่รู้สึกอะไรทั้งด้านบวกและด้านลบ แต่เข้าใจว่าผู้นำมาเผยแพร่นั้นมีเจตนาแน่ แต่เดาไม่ได้ว่าเป็นกุศล หรืออกุศล เคลือบแฝงผลประโยชน์ใดหรือไม่


:b8: ท่านเจโตวิมุติ และเพื่อนๆ ลานธรรมจักรทุกท่าน

ขอโมทนาสาธุการในการแสดงความเห็นดังกล่าวของท่านเจโตวิมุติค่ะ
สาวิกาฯ รู้จักนาม เคยฟังธรรม และติดตามผลงานของท่านภิกษุณีนันทญาณี
มาถึงตอนนี้ก็ร่วม ๕ ปีแล้ว จึงทราบความเป็นมาของการบรรพชาเป็นสามเณรี
และการอุปสมบทเป็นภิกษุณีของท่านพอสมควรค่ะ

ก่อนหน้านี้ ไม่เคยรู้จักท่านเป็นการส่วนตัว
ไม่เคยเห็นหน้าตาตัวจริงของท่าน ไม่เคยสนทนาพูดคุยกับท่าน
รวมทั้ง ไม่เคยไปปฏิบัติที่สำนักฯ ของท่านเลยแม้แต่ครั้งเดียว


จุดประสงค์ที่สาวิกาฯ นำประวัติและปฏิปทาของ “ท่านภิกษุณีนันทญาณี”
มาเผยแผ่ลงในเว็บธรรมจักร ก็เป็นจุดประสงค์เดียวกันกับที่นำประวัติและปฏิปทา
ของพ่อแม่ครูบาอาจารย์ แม่ชี อุบาสก อุบาสิกาท่านอื่นๆ
มาเผยแผ่ลงในเว็บธรรมจักรนั่นแหละค่ะ กล่าวคือ
มีกุศลเจตนาอันมั่นคงเป็นที่ตั้ง เพื่อเผยแผ่คุณงามความดี
โดยเฉพาะปฏิปทาและหลักธรรมของพ่อแม่ครูบาอาจารย์ ฯลฯ
ทั้งนี้ เพื่อเป็นตัวอย่างให้สาธุชนนักภาวนารุ่นหลังได้รับรู้เป็นแบบอย่าง
และเจริญรอยตาม
ทั้งนี้ ไม่ได้มีอกุศลเจตนาเป็นที่ตั้ง
และไม่ได้มีผลประโยชน์เคลือบแฝงกับสำนักฯ นิโรธารามแต่อย่างใดเลยค่ะ


:b1: หาก ท่านเจโตวิมุติ ยังมีข้อสงสัยใดๆ เกี่ยวกับเจตนาของสาวิกาฯ อีก
ไม่ว่าในแง่มุมใด ก็ขอเชิญสอบถามมาได้เลยค่ะ ยินดีให้ความกระจ่างในทุกเรื่องค่ะ

ณ วันเสาร์ที่ ๘ มกราคม ๒๕๕๔

************************************************

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 ม.ค. 2011, 07:42 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 7082

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ

• พระภิกษุณี ควรมีหรือไม่ ? (สมเด็จพระญาณสังวรฯ) •
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=7&t=18744

รูปภาพ

• “นิรามิสา” ภิกษุณีแห่งหมู่บ้านพลัม ประเทศฝรั่งเศส •
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=7&t=21765





.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 ม.ค. 2011, 08:02 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 2
สมาชิก ระดับ 2
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 ธ.ค. 2010, 11:11
โพสต์: 94


 ข้อมูลส่วนตัว


"ผู้นั้นชื่อว่าบัญญัติสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่บัญญัติ เพิกถอนสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้แล้ว"

"ผู้นั้น" หากเป็นพระภิกษุเข้าข่าย "อวดอุตริมนุษยธรรม" ๑ ใน ๔ ข้อห้าม ผู้ละเมิด "ปรับอาบัติปาราชิก" ขาดจากความเป็นพระภิกษุทันที

โปรดช่วยกันบำรุงพระศาสนา ป้องกันศาสนา ด้วยการศึกษาพระวินัยให้ท่องแท้ ไม่สนับสนุนสิ่งที่ไม่ใช่พระธรรมพระวินัยที่บัญญัติไว้ เป็นการช่วยพระศาสดา ช่วยให้พระศาสนาดำรงคงอยู่ครบ ๕๐๐๐ ปี สาธุ

:b8: :b8: :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 ม.ค. 2011, 11:19 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 07 ส.ค. 2010, 00:17
โพสต์: 255

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


:b42: ต้องขออภัยคุณสาวิกาน้อย ที่ทำให้ไฟติดขึ้นที่ใจแล้ว เราไม่มีเจตนานี้เลย ศาสนาพุทธไม่ใช่ศาสนาของเรา(ของกู) พระพุทธเจ้าไม่ใช่พระพุทธเจ้าของเรา(ของกู) ถ้าศาสนาพุทธจะเป็นของใคร ก็ต้องเป็นของพุทธศาสนิกชนทุกคน เราจึงไม่ได้พูดโดยโทสะ หรือความยินร้ายในเรื่องนี้ แต่ความที่พุทธศาสนิกชน หรือผู้สนใจในธรรมและการปฏิบัติธรรมทั้งหลายนั้นยังมีวุฒิภาวะ และความรู้ความเข้าใจ ในแก่นแท้ของพุทธศาสนาที่ต่างกัน การนำข้อมูลมานำเสนอ ถ้าเป็นข้อมูลที่ได้วิเคราะห์แล้ว หรือยอมรับกันเป็นการสากลแล้ว ย่อมไม่เกิดโทษภัย
......เราเองไม่สนใจด้วยซ้ำว่าท่านเป็นภิกษุณีจริงหรือไม่ แต่เรามีคำถามเพื่อเพื่อนทุกคนในกระดานนี้ ว่าทำไมท่านต้องใช้ความพยายามที่จะเป็นภิกษุณีถึงขนาดนั้น ในเมื่อถ้าท่านต้องการเพียงเพื่อการหลุดพ้นจริง จิตของท่านอย่างเดียวที่หลุดพ้น และการหลุดพ้นก็อาศัยเพียงกายนี้เป็นทางผ่าน ซึ่งจะอยู่ในเพศใดไม่เห็นสำคัญ และน่าจะไม่มีข้อจำกัด แต่การทำอะไรให้ดูเคร่งกว่าทางสายกลาง แนวปฏิบัติที่แต่กต่าง รูปแบบใหม่ที่ดูเคร่งครัด น่าศรัทธากว่า มันมีแนวโน้มที่จะชักจูงคนประเภทศรัทธานำหน้าปัญญาให้หันเหและเดินตามไป และมันหมิ่นเหม่ต่อการเป็นทฤษฎีใหม่ ศาสดาองค์ใหม่ ซึ่งมีหลายสำนักกำลังทำอยู่ในปัจจุบัน อย่าลืมว่าสิ่งที่พระพุทธองค์ตรัสรู้นั้นถึงที่สุดแล้ว...โปรดอย่าพยายามเอาไปต่อยอดกันอีกเลย ทฤษฏีใหม่จะไม่เกิดขึ้นจริงแท้ จนกว่าศาสนานี้จะสิ้นสุดลงเมื่อครบ 5000 ปีตามพุทธทำนาย ใช้สติปัญญา ไม่ต้องเชื่อเรา......ขออภัยอีกครั้ง/เจโตวิมุติ..


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 ม.ค. 2011, 18:30 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 ก.พ. 2010, 17:53
โพสต์: 4999

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ผมขอแสดงความเห็นหน่อยครับ เป็นความเห็นส่วนตัว อาจทำให้ใครไม่พอใจก็ต้องขออภัย
เอาแค่สั้นๆครับ ผมว่า คนไทยไม่ชี้เฉพาะเจาะจงนะครับ จิตใจคับแคบ พยายามแบ่งชนชั้น
แบ่งมันเสียทุกเรื่องแม้กระทั้งเรื่องศาสนา อย่าลืมซิครับว่า ศาสนาพุทธไม่ได้มีคนไทยเป็นเจ้าของ
ศาสนาพุทธก็ไม่ได้ถือกำเนิดมาจากประเทศไทย แต่ทำไมพุทธศาสนิกชนไทย ถึงได้เจ้ายศเจ้าอย่าง
แบ่งชั้นแบ่งเพศ เจ้ากี้เจ้าการกับพระไตรปิฎก อ้างไปเสียทุกเรื่อง แปลกดีครับชาติอื่นเขาบวชได้
แต่ของเราบวชไม่ได้ ทั้งๆที่เป็นพุทธศาสนาเหมือนกัน

ไม่ว่าผู้หญิงหรือผู้ชายมันแตกต่างกันแค่ร่างกาย แต่จิตก็คือจิต
เมื่อจิตดวงนั้นไปอยู่ในร่างหญิงก็เป็นหญิง แต่ถ้าจิตดวงเดิมไปอยู่ในร่างชายก็คือชาย
เมื่อจิตพ้นจากร่างกายเดิม เมื่อยังไม่ปฏิสนธิ์มันก็เป็นจิตที่ไม่เป็นทั้งชายและหญิง

การปฏิบัติธรรมที่มุ่งสู่นิพพาน เขาปฏิบัติกันที่จิต มีกายไว้เป็นเครื่องอยู่หรือเครื่องมือในการปฎิบัติแค่นั้น
กายเมื่อถึงเวลามันก็เน่าก็เปลือยไปตามกฎแห่งวัฏ ที่สำคัญในเรื่องของการหลุดพ้นอันดับแรก
เขาไม่ให้ยึดถือเรื่องกายและจิตว่าเป็นตัวตน แต่นี่อะไรกันครับปากก็บอกว่า
เป็นผู้ปฏิบัติ บางท่านแสดงตนแสดงภูมิเหมือนกับรู้แล้วบรรลุแล้ว แต่อะไรกันครับพูดออกมาได้
ผู้หญิงห้ามบวช พูดเสียเป็นคุ้งเป็นแคว ไม่รู้หรือไม่ดูเลยว่า มันขัดกับการปฏิบัติหรือเปล่า
แบบนี้ที่เขาเรียกอัตตาหรือเปล่าครับ

ก็รู้ๆกันอยู่การปฏิบัติต้องปฏิบัติที่กายและใจของตัวเอง ไม่เกี่ยวกับคนอื่น
ทำไมต้องไปห้ามโน้นห้ามนี้ คนเขาจะบวชมันเป็นบุญเป็นกุศลเห็นๆอยู่
ไปยุ่งไปวุ่นวายกับเขาทำไม ผมว่าไปห้ามพวกที่บวชตามประเพณีหรือพวกบวชแก้บน
ยังจะเข้าท่ากว่านะครับ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 ม.ค. 2011, 19:42 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 3
สมาชิก ระดับ 3
ลงทะเบียนเมื่อ: 20 ก.ค. 2010, 15:02
โพสต์: 146

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


พระวินัยปิฎก จุลวรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้าที่ 447

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนอานนท์ ก็ถ้าสตรีจักไม่ได้ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต
ในธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว พรหมจรรย์จักตั้งอยู่ได้นาน สัทธรรมจะพึงตั้งอยู่ได้ตลอดพันปี

ก็เพราะสตรีออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต ในธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว
บัดนี้ พรหมจรรย์จักไม่ตั้งอยู่ได้นาน สัทธรรมจักตั้งอยู่ได้เพียง ๕๐๐ ปีเท่านั้น

ดูก่อนอานนท์ สตรีได้ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตในธรรมวินัยใด
ธรรมวินัยนั้นเป็นพรหมจรรย์ ไม่ตั้งอยู่ได้นาน


เปรียบเหมือนตระกูลเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่มีหญิงมากมีชายน้อย
ตระกูลเหล่านั้นถูกพวกโจรผู้ลักทรัพย์กำจัดได้ง่าย

อีกประการหนึ่ง ...
เปรียบเหมือนหนอนขยอกที่ลงในนาข้าวสาลีที่สมบูรณ์ นาข้าวสาลีนั้นไม่ตั้งอยู่ได้นาน
อีกประการหนึ่ง เปรียบเหมือนเพลี้ยที่ลงในไร่อ้อยที่สมบูรณ์ ไร่อ้อยนั้นไม่ตั้งอยู่ได้นาน


ดูก่อนอานนท์ บุรุษกั้นทำนบแห่งสระใหญ่ไว้ก่อน เพื่อไม่ให้น้ำไหลไป
แม้ฉันใด เราบัญญัติครุธรรม ๘ ประการแก่ภิกษุณี เพื่อไม่ให้ภิกษุณีละเมิดตลอดชีวิต ฉันนั้นเหมือนกัน

จันทร์เพ็ญเชื่อมั่นในสายพระเนตรอันยาวไกลขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและองค์สังฆราชของไทยว่า
สิ่งที่พระองค์บัญญัตินั้น ก็เพื่อให้พระสัทธรรมของพระพุทธองค์ยืนยาวครบ ๕,๐๐๐ ปี

:b8: :b8: :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 ม.ค. 2011, 22:04 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 3
สมาชิก ระดับ 3
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ธ.ค. 2010, 14:56
โพสต์: 122

โฮมเพจ: chanachai20102553@gmail.com
แนวปฏิบัติ: ค้นหาธรรมของพุทธเจ้า
งานอดิเรก: มองธรรม
สิ่งที่ชื่นชอบ: ทุกเล่ม
ชื่อเล่น: แค่นามสมมุติ
อายุ: 32

 ข้อมูลส่วนตัว


:b42: ดูก่อนท่านทั้งหลาย.............................

ธรรมพระพุทธเจ้า.............ไม่ว่าจะอยู่ ณ ที่ใดก็พึงเป็นธรรม
จะต่างสถานที่ เวลา บุคคล ต่างโอกาส
ต่างๆนานา ถ้าพึงกระทำโดยสุจริต ไม่ลบหลู่ มีความเคารพอย่างสูง
ไม่ทำให้ศาสนาด่างพร้อย ไม่ทำให้บิดเบือน
ก็ยังเป็นธรรมของพระพุทธเจ้าอยู่ดี

ท่านทั้งหลายพึงพิจารณาเทอญฯ..........................


(เพิ่มเติม...ธรรมะของพระพุทธเจ้าผ่านมาเป็นเวลา 2554 ปี มาแล้ว อาจจะมีบางอย่างเบลี่ยนหรือไม่เปลี่ยนทุกท่านไม่อาจจะพึงรู้ได้ ขนาดคำพูดของบุคคลที่บอกกันมายังเพี้ยนได้ ท่านทั้งหลายเอ๋ย...อย่าพึ่งพากันสรุปเลยทุกอย่างนี้ ต่างคนต่างความคิด ไม่มีใครผิดและใครถูก)

.....................................................
เราจักขออำนาจบุญกุศลที่ตัวเราได้กระทำไว้ในอดีต ปัจจุบัน และ อนาคต
จงแผ่อำนาจแห่งบุญกุศลทั้งหลายไปสู่ทั่วทั้งสากลโลก ทั้ง16 ชั้นฟ้า 15 ชั้นดิน วิญญาณที่มีรูป และ ไม่มีรูป ทั่วทั้งทุกอณูใน 3 โลกจงได้รับแห่งบุญกุศลที่เราได้จักกระทำไว้ด้วยเทอญ สาธุ.................................


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 ม.ค. 2011, 01:54 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2009, 02:43
โพสต์: 12213


 ข้อมูลส่วนตัว


สัตว์โลก...เป็นไปตามกรรม

โลก..เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย

มีเจริญ..ก็มีเสื่อม..

แม้..ไม่มีใครอยากให้เสื่อม..

มันก็เสื่อมตามเหตุ..ตามปัจจัย
เจโตวิมุติ เขียน:
......แต่เรามีคำถามเพื่อเพื่อนทุกคนในกระดานนี้ ว่าทำไมท่านต้องใช้ความพยายามที่จะเป็นภิกษุณีถึงขนาดนั้น ในเมื่อถ้าท่านต้องการเพียงเพื่อการหลุดพ้นจริง จิตของท่านอย่างเดียวที่หลุดพ้น และการหลุดพ้นก็อาศัยเพียงกายนี้เป็นทางผ่าน ซึ่งจะอยู่ในเพศใดไม่เห็นสำคํญ และน่าจะไม่มีข้อจำกัด

:b8: :b8:
ต้องการหลุดพ้น..เพศอะไรก็ปฏิบัติได้
ต้องการเผยแผ่พระธรรม...ถึงธรรมแล้วเพศอะไรก็สอนคนได้

ทางธรรมมีเท่านี้...

ส่วนทางโลก..มีมากมาย..
..อยากเผยแผ่ธรรม..
..อยากเท่าเทียม..
..อยากบวช..
..อยาก..ฯลฯ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 ม.ค. 2011, 02:06 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 3
สมาชิก ระดับ 3
ลงทะเบียนเมื่อ: 19 ส.ค. 2010, 07:51
โพสต์: 132

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


สิ่งที่คุณโฮฮับพูดขึ้นมาก็ชี้ชัดถึงปัญหาของคนที่เข้ามาบวชเรียนแต่ไม่ได้ศึกษาพระธรรมที่มีอยู่ในประเทศไทยในปัจจุบัน มันก็แสดงให้เห็นความบอบช้ำของพระศาสนาที่เป็นอยู่ในขณะนี้อยู่แล้ว หากต้องการที่จะบวชภิกษุณีเข้าทางเถรวาทให้ได้จริงๆ ก็ต้องเพิกถอน (และแก้ไข) บทบัญญัติของการบวชภิกษุณี แล้วต่อไปในอนาคตจะควบคุมการเพิ่ม หรือแก้ไขบทบัญญัติของพระพุทธเจ้ากันตามความต้องการได้อย่างไร? พระพุทธศาสนาในไทยที่บอบช้ำอยู่แล้วจะไม่ยิ่งแย่ลงไปอีกเหรอครับ?

ความเคารพในตัวพระภิกษุณีต่างนิกายเป็นสิ่งที่ดี และควรกระทำ
หากแต่ถ้าไม่ระวัง
เกิดมีกระทำการใดๆที่จะเป็นการแก้ไขหรือเพิกถอนบทบัญญัติที่มีอยู่แล้ว ถึงแม้จะมีเจตนาดีก็ตามที
แล้วต่อไปจะควบคุม ป้องกันการแก้ไขบทบัญญัติอื่นๆกันอย่างไร?
คนไม่ดีก็จะใช้เหตุการณ์นั้นเป็นข้ออ้างในการแก้ไขบทบัญญัติที่เป็นเสี้ยนหนามแก่ตัวเองได้
อยากให้ทุกฝ่ายค่อยๆคิดและทำความเข้าใจจุดนี้ด้วย

------------------------------------------------------------------

ถึงคุณ สาวิกาน้อย
ก็นำประวัติและปฏิปทาของท่านมาเผยแผ่ลงในเว็บธรรมจักรเถอะครับ
ผมก็ขอโทษด้วยแล้วกันที่พาออกนอกเรื่องไปซะนั่น


แก้ไขล่าสุดโดย Yodyood เมื่อ 04 ม.ค. 2011, 04:46, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 ม.ค. 2011, 04:08 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 2
สมาชิก ระดับ 2
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 ธ.ค. 2010, 11:11
โพสต์: 94


 ข้อมูลส่วนตัว


จัทร์เพ็ญ เขียน:
พระวินัยปิฎก จุลวรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้าที่ 447

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนอานนท์ ก็ถ้าสตรีจักไม่ได้ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต
ในธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว พรหมจรรย์จักตั้งอยู่ได้นาน สัทธรรมจะพึงตั้งอยู่ได้ตลอดพันปี

ก็เพราะสตรีออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต ในธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว
บัดนี้ พรหมจรรย์จักไม่ตั้งอยู่ได้นาน สัทธรรมจักตั้งอยู่ได้เพียง ๕๐๐ ปีเท่านั้น

ดูก่อนอานนท์ สตรีได้ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตในธรรมวินัยใด
ธรรมวินัยนั้นเป็นพรหมจรรย์ ไม่ตั้งอยู่ได้นาน


เปรียบเหมือนตระกูลเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่มีหญิงมากมีชายน้อย
ตระกูลเหล่านั้นถูกพวกโจรผู้ลักทรัพย์กำจัดได้ง่าย

อีกประการหนึ่ง ...
เปรียบเหมือนหนอนขยอกที่ลงในนาข้าวสาลีที่สมบูรณ์ นาข้าวสาลีนั้นไม่ตั้งอยู่ได้นาน
อีกประการหนึ่ง เปรียบเหมือนเพลี้ยที่ลงในไร่อ้อยที่สมบูรณ์ ไร่อ้อยนั้นไม่ตั้งอยู่ได้นาน


:b8: :b8: :b8:

ขอโมทนา :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 ม.ค. 2011, 05:10 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 ก.พ. 2010, 17:53
โพสต์: 4999

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ก่อนอื่นขอออกตัวก่อนนะครับว่า ที่ผมมาแสดงความเห็น ไม่ใช่มาโต้แย้งหรือลบหลู่พระไตรปิฎก
แต่มาเสนอความเห็นในแนวทางของเหตุและผล ซึ่งหลักการนี้ก็เป็นหลักสำคัญของพระธรรมของ
พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ และข้อเสนอแนะครับว่า การอ้างอิงสิ่งใดผู้ที่อ้างอิงต้องสามารถให้คำอธิบาย
ในสิ่งที่อ้างได้ ไม่ใช่การอ้างขึ้นมาลอยๆโดยขาดเหตุผลหรือคำอธิบายในสิ่งที่อ้าง หรือไม่ก็กล่าวหาว่า
อีกฝ่ายไม่เคารพหรือจะทำลายศาสนาไปนั้นเลย ในทางกลับกันการอ้างโดยขาดเหตุผลและชี้แจง
ในข้อข้องใจไม่ได้ ผมว่า จะเป็นตัวท่านเองที่จะเป็นผู้ทำลายหรือทำให้พุทธศาสนาเสื่อมลง
เพราะพุทธศาสนาตั้งขึ้นมาได้และอยู่มาได้ทุกวันนี้ ก็ด้วยเป็นคำสอนที่ยึดเหตุและผลเป็นใหญ่


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 ม.ค. 2011, 06:17 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 3
สมาชิก ระดับ 3
ลงทะเบียนเมื่อ: 19 ส.ค. 2010, 07:51
โพสต์: 132

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


แนะนำให้อ่าน ปัญหาภิกษุณี : บททดสอบสังคมไทย โดย พระพรหมคุณาภรณ์
http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=1017 (หาในเวปของวัดญาณเวศฯ ไม่เจอ pdf ให้ download)

เหตุ 1
ผู้หญิงมีสิทธิบวชเป็นภิกษุณี(ในฝ่ายเถรวาท) แต่คนที่มีสิทธิบวชให้ไม่มี เพราะภิกษุณีในนิกายเถรวาทได้ขาดสูญไปแล้ว และพระพุทธเจ้าก็ปรินิพพานไปแล้ว
ผล 1
ผู้หญิงจึงไม่สามารถบวชเป็นภิกษุณีได้(ในฝ่ายเถรวาท) (มีสิทธิ์ แต่ผู้ที่สามารถบวชให้ได้ไม่มีเหลืออยู่แล้วในโลก)

เหตุ 2
ภิกษุณีนันทญาณีบวชมาทางฝ่ายมหายาน
ผล 2
ภิกษุณีนันทญาณีเป็นภิกษุณีในฝ่ายมหายาน และไม่สามารถเป็นภิกษุณีในฝ่ายเถรวาทด้วยเหตุผลข้อ 1

หวังว่าจะเป็นเหตุ และผลที่เพียงพอนะครับ? ผมจะได้จบและให้คุณสาวิกาน้อยนำข้อมูลอื่นๆมาโพสต่อไป

[เพิ่มเติม]

คำถาม
เหตุใดมหายานจึงบวชภิกษุณีได้
ตอบ
เพราะข้อบังคับต่างๆ ไม่เหมือนกับเถรวาท
ในอดีตพระบางกลุ่มมีความต้องการดัดแปลงแก้ไข ยกเลิก หรือเพิ่มเติม บทบัญญัติที่มีอยู่เดิมจึงแยกออกไปเป็นนิกายต่างๆมากมาย (มูลเหตุสังคายนาครั้งที่ 2)


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กระทู้นี้ถูกล็อก คุณไม่สามารถแก้ไขข้อความ หรือ ตอบกลับในกระทู้นี้  [ 118 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2, 3, 4, 5 ... 8  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 6 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร