วันเวลาปัจจุบัน 08 มี.ค. 2021, 17:00  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 7 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 ธ.ค. 2009, 11:08 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 09 มิ.ย. 2007, 21:13
โพสต์: 2631

อายุ: 0
ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว


ในการปฏิบัติกรรมฐาน

มีหลากหลายสำนักและวิธีการมากมายที่แตกต่างกันออกไป

เป้าหมายความสำเร็จอยู่ที่ความระงับและสงบ

มีหลายสำนักสอนให้มุ่งจินตนาการเพื่อเกิดความสงบ

อย่างนั้นเป็นการปรุ่งแต่งหรือไม่คือหมายถึงว่าเป็นสังขารอีกอย่างหนึ่ง

ที่ปรุ่งแต่งให้เกิดความสงบขึ้นมา เหมือนกินยาแก้ปวด

จึงจะเป็นหนทางแห่งการหลุดพ้นหรือไม่

หรือว่าความสงบมีเพียงประการเดียว

ปฏิบัติไปเรื่อยๆจะบรรลุนิพพานเองตามธรรมชาติ


แต่ถ้าหากยังมีความสงบที่แท้ ที่มิใช้ความสงบจากการปรุ่งแต่ง

แต่เป็นความสงบที่ปลดทุกข์ได้แล้ว

ดัวคำท่านพุทธทาสอธิบายว่า

เป็นเหมือนเช่นปวดท้องถ่าย

แล้วได้ปลดถ่ายทุกข์

ท่านว่าความสงบอย่างไหนที่เป็นวิมุติ

หรือทั้งสองอย่าง


นิพพานมีทั้งแบบถาวรและชั่วคราว

ไหนๆก็ตัดสินใจตีตั๋วขึนรถขบวนนี้แล้ว

ก็ไม่อยากลงต่อรถกลางทาง


ท่านผู้เจริญธรรม มีทัศนะอย่างไรกับเรื่องนี้ขอรับ

.....................................................
นิพพานที่นี่ เดี๋ยวนี้


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 ธ.ค. 2009, 11:33 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 19 ส.ค. 2009, 09:31
โพสต์: 639

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


อ้างคำพูด:
ในการปฏิบัติกรรมฐาน
มีหลากหลายสำนักและวิธีการมากมายที่แตกต่างกันออกไป


มี ๔๐ วิธีค่ะ แต่พื้นฐานเดียวกันบนสติปัฏฐานค่ะ

อ้างคำพูด:
เป้าหมายความสำเร็จอยู่ที่ความระงับและสงบ


ใช่ค่ะ แล้วต่อไปยังปัญญา และการพ้นทุกข์ทั้งมวลค่ะ

อ้างคำพูด:
มีหลายสำนักสอนให้มุ่งจินตนาการเพื่อเกิดความสงบ
อย่างนั้นเป็นการปรุ่งแต่งหรือไม่คือหมายถึงว่าเป็นสังขารอีกอย่างหนึ่ง


ไม่ถูกนะคะ การจอนตนาการเพื่อความสงบ แบบนั้น ไม่มีทางสงบ เป็นการปรุงแต่งจิตค่ะ ปรุงแต่งโดยเอาความคิดนำจิต ไม่ได้ถือว่าเป็นสังขารค่ะ

อ้างคำพูด:
ที่ปรุ่งแต่งให้เกิดความสงบขึ้นมา เหมือนกินยาแก้ปวด
จึงจะเป็นหนทางแห่งการหลุดพ้นหรือไม่


ไม่หลุดชัวร์ค่ะ

อ้างคำพูด:
หรือว่าความสงบมีเพียงประการเดียว ปฏิบัติไปเรื่อยๆจะบรรลุนิพพานเองตามธรรมชาติ


ความสงบที่แม้มีเพียงประการเดียวค่ะ สงบแห่งจิต เพื่อเกิดปัญญา และจะนำมาซึ่งการรู้วิธีการพ้นทุกข์ค่ะ

อ้างคำพูด:
แต่ถ้าหากยังมีความสงบที่แท้ ที่มิใช้ความสงบจากการปรุ่งแต่ง แต่เป็นความสงบที่ปลดทุกข์ได้แล้ว


มีค่ะ ศีลและสมาธิ จะนำมาซึ่งความสงบนั้นค่ะ

อ้างคำพูด:
ดัวคำท่านพุทธทาสอธิบายว่า เป็นเหมือนเช่นปวดท้องถ่าย แล้วได้ปลดถ่ายทุกข์ ท่านว่าความสงบอย่างไหนที่เป็นวิมุติ หรือทั้งสองอย่าง


วิมุตติ คือ ไม่มีการถ่ายทุกข์ค่ะ ไม่มีทุกข์ทรมานใดๆ เป็นสุขเหนือสุข เป็นสงบเหนือสงบค่ะ

อ้างคำพูด:
นิพพานมีทั้งแบบถาวรและชั่วคราว ไหนๆก็ตัดสินใจตีตั๋วขึนรถขบวนนี้แล้ว ก็ไม่อยากลงต่อรถกลางทาง


นิพพานมีสองชั้นค่ะ ชั้นแรก คือ พระมหาโพธิสัตว์ ซึ่งจะยังคงพระชนม์ชีพอยู่หรือไม่ก็ได้ ในหลวงของเราก็เพิ่งเข้าสู่สัมโพธิญาณนั้นค่ะ นี่เป็นนิพพานชั่วคราว เพราะหลังจากบำเพ็ญต่อเพื่อรอกรรมหมด หรือเพื่อรอให้ได้บุญถึง ก็เข้าพระนิพพานถาวร สุขเหนือสุข สงบเหนือสงบ น่ะค่ะ

เราๆก็ไปถึงได้นะคะ ขอเพียงมีความเพียรพยายาม ถือศีล ทำสมาธิ แล้วพอปัญญาเกิด เราจะรู้ทางสู่นิพพานค่ะ ทางสายหลางที่แท้นั้น วิธีไม่ยาก แต่ ไม่ง่าย แต่การทำให้ไปถึง ยากมาก แค่อย่าท้อ แย่าหยุดเพียรเท่านั้นเองค่ะ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 ธ.ค. 2009, 14:14 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 พ.ค. 2007, 09:55
โพสต์: 1632


 ข้อมูลส่วนตัว


ผู้ใช้ชื่อว่า mes เขียน......

"ในการปฏิบัติกรรมฐาน

มีหลากหลายสำนักและวิธีการมากมายที่แตกต่างกันออกไป

เป้าหมายความสำเร็จอยู่ที่ความระงับและสงบ

มีหลายสำนักสอนให้มุ่งจินตนาการเพื่อเกิดความสงบ

อย่างนั้นเป็นการปรุ่งแต่งหรือไม่คือหมายถึงว่าเป็นสังขารอีกอย่างหนึ่ง

ที่ปรุ่งแต่งให้เกิดความสงบขึ้นมา เหมือนกินยาแก้ปวด

จึงจะเป็นหนทางแห่งการหลุดพ้นหรือไม่

หรือว่าความสงบมีเพียงประการเดียว

ปฏิบัติไปเรื่อยๆจะบรรลุนิพพานเองตามธรรมชาติ


แต่ถ้าหากยังมีความสงบที่แท้ ที่มิใช้ความสงบจากการปรุ่งแต่ง

แต่เป็นความสงบที่ปลดทุกข์ได้แล้ว

ดัวคำท่านพุทธทาสอธิบายว่า

เป็นเหมือนเช่นปวดท้องถ่าย

แล้วได้ปลดถ่ายทุกข์

ท่านว่าความสงบอย่างไหนที่เป็นวิมุติ

หรือทั้งสองอย่าง


นิพพานมีทั้งแบบถาวรและชั่วคราว

ไหนๆก็ตัดสินใจตีตั๋วขึนรถขบวนนี้แล้ว

ก็ไม่อยากลงต่อรถกลางทาง


ท่านผู้เจริญธรรม มีทัศนะอย่างไรกับเรื่องนี้ขอรับ"

Buddha.....ให้คำแนะนำ และให้ความรู้
คุณขอรับ สิ่งที่คุณได้เรียนรู้ หรือรับรู้มานั้น เป็นการได้รับรู้ และเรียนรู้ จากผู้ที่ไม่รู้จริง อาจจะกล่าวว่า คุณได้เรียนรู้มาจากพวกที่ชอบอวดอุตริฯ ต้องขออภัยต่อท่านทั้งหลาย ข้าพเจ้าไม่มีเจตนาจะลบหลู่หรือ ดูหมิ่น พวกท่านทั้งหลาย แต่พวกท่านทั้งหลาย ไม่รู้จริง ไม่รู้แจ้ง ในหลายๆเรื่องหลายอย่าง บิดเบือนหลักธรรมธรรมสอน ไม่มีความเข้าใจในหลักการที่แท้จริง ทางพุทธศาสนา ข้าพเจ้าจึงจำเป็นต้องเขียนตามความเป็นจริง แต่ข้าพเจ้าก็จะพยายาม ไม่เผยแพร่หรือสอน ในหลักธรรมหรือหลักการบางอย่าง ซึ่ง อาจจะทำให้เกิดผลเสียต่อท่านทั้งหลาย หากท่านทั้งหลายไม่รู้ และหรือ ไม่ได้เรียนรู้จากสิ่งที่ข้าพเจ้าได้สอนไป
แต่หลักธรรมหรือหลักการบางอย่าง จำเป็นต้องเขียนเพื่ออธิบาย เพื่อให้พุทธศาสนิกชน ทั้งหลายได้เกิดความเข้่าใจที่ถูกต้อง มิให้เกิดการหลงผิดตามความไม่รู้ ที่พวกท่านทั้งหลาย ได้กระทำเอาไว้

ความจริงแล้ว เรื่อง ของการ ปรุงแต่ง หรือ สังขารนี้ มีอยู่พระอภิธรรมปิฎก อยู่แล้ว แต่บุคคลากรทางพุทธศาสนาส่วนใหญ่มองข้าม ไม่รู้ ไม่เข้าใจ หรือและบิดเบือน ไม่สอนให้กับพุทธศาสนิกชน อย่างครบถ้วน จึงทำให้เกิดความเข้าใจผิด คิดไปว่า การปรุงแต่ง หรือสังขาร นั้น หมายถึงการปรุงแต่งทางด้านความคิดเพียงอย่างเดียว
การปรุงแต่ง หรือสังขารนั้น แท้จริงแล้ว จะเริ่มตั้งแต่ ระบบการทำงานของสรีระร่างกาย ของทุกคนอยู่แล้ว หมายความว่า ระบบการทำงานของสรีระร่างกาย มีการปรุงแต่ง ถ้าหากไม่ปรุงแต่ง ย่อมเกิดอาการผิดปกติของร่างกายอย่างแน่นอน
ดังนั้น บุคคล จะมีความสงบทางจิตใจ หรือไม่มีความสงบทางจิตใจ ก็ย่อมเกิดจากการปรุงแต่งทั้งสิ้น แม้จะบรรลุนิพพาน ก็ยังต้องอาศัยการปรุงแต่ง นับตั้งแต่การปรุงแต่ง ของระบบการทำงานของสรีระร่างกาย ไปจนถึงการปรุงแต่งทางด้านความคิด และการปรุงแต่งทางด้านความรู้ หรือปรุงแต่งทางด้านหลักธรรม ต่างๆ ทุกอย่าง ล้วนมีการปรุงแต่งทั้งสิ้น ถ้าไม่มีการปรุงแต่ง ก็ไม่มีธรรมะ ไม่มีการหลุดพ้น ฯลฯ
นิพพาน ไม่มีแบบ ถาวร หรือ แบบชั่วคราว บุคคลที่กล่าวอย่างนั้น มันอวดอุตริมนุษยธรรม ถ้าเป็นพระสงฆ์ ก็ต้องอาบัติ ปาราชิก เพราะ ตัวเขา ไม่ได้รู้เรื่อง นิพพานอะไรเลย ดันสอนว่า นิพพานมีแบบถาวร หรือ แบบชั่วคราว
นิพพาน เป็นชื่อ ชั้น หรือขั้น การฝึกปฏฺิบัติธรรม หรือฝึกตน ทางพุทธศาสนา ถ้าบรรลุนิพพาน ก็บรรลุนิพพาน ไม่ใช่บรรลุชั่วคราวหรือถาวร
การบรรลุนิพพาน จะมีปรากฎการณ์ทางสรีระร่างกาย หลายอย่าง และก็จะมีปรากฎการณ์ทางสรีระร่างกายอย่างนั้น อยู่เสมอ เมื่อได้รับการสัมผัสจากสิ่งภายนอก
เอาแค่นี้ขอรับ ยาวไป อ่านยาก


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 ธ.ค. 2009, 14:41 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33871

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


สวัสดีขอรับอาจารย์บุดฯ :b8:

ท่านมาก็ดีแล้ว มีไรจะบอก

ท่านอยู่เชียงราย มีสมาชิกท่านหนึ่งก็อยู่เชียงราย กำลังต้องการคนแนะนำการทำกรรมฐานประมาณเนี่ยอยู่

เช่นที่ว่า จากการอ่านและฟังเทศก์เท่านั้น ผู้ปฎิบัติไม่สามารถให้คำตอบกับตัวเองได้

ในสภาวธรรมบางอย่างที่เกิดขึ้น เพราะไม่มีปรากฏในคำอธิบายใดในรายละเอียดที่ลึกขึ้นไปถึงภาคปฏิบัติ

ดิฉัน

เข้าไปหาพระอาจารย์ที่วัดในหมู่บ้าน เพราะท่านเป็นพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบรูปหนึ่ง ท่านก็ไม่ได้นั่งสมาธิ

และไม่รู้จักพระรูปใดที่ปฏิบัติเรื่องสมาธิ

ถ้าอาจารย์ท่านใดรู้จักพระในจังหวัดเชียงรายที่ดิฉันและคุณพ่อ คุณแม่ จะไปกราบนมัสการท่านได้ กรุณาให้คำ

แนะนำด้วยค่ะ ขอขอบพระคุณด้วยนะค่ะ



เต็มๆกระทู้นี้ขอรับ

viewtopic.php?f=2&t=27817&p=162751#p162751

ท่านไม่ไปช่วยเค้าหน่อยหรือขอรับ

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


แก้ไขล่าสุดโดย กรัชกาย เมื่อ 20 ธ.ค. 2009, 14:45, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 21 ธ.ค. 2009, 17:24 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 2
สมาชิก ระดับ 2
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 มิ.ย. 2008, 17:25
โพสต์: 62


 ข้อมูลส่วนตัว


อ้างคำพูด:
ในการปฏิบัติกรรมฐาน
มีหลากหลายสำนักและวิธีการมากมายที่แตกต่างกันออกไป
เป้าหมายความสำเร็จอยู่ที่ความระงับและสงบ


เท่าที่ได้อ่าน-ได้ฟัง-ได้ทราบมา
ครูบาอาจารย์จากหลายสำนักไม่ได้กำหนดเป้าหมายอยู่ที่ความสงบระงับ

แต่ส่วนใหญ่มีเป้าหมายอยู่ที่ความสิ้นไปแห่งกองทุกข์
หรือการไม่ยึดมั่นถือมั่นในตัวตน หรือในธรรมทั้งปวง

แต่วิธีปฏิบัติเบื้องต้นของ การได้มาซึ่งสมาธิ แตกต่างกัน
โดยส่วนตัวคิดว่าจำเป็นที่จะต้องมีวิธีที่แตกต่างกัน มีสำนักที่มีแนวต่างกัน
เพราะผู้ปฏิบัติแต่ละท่านมีจริต นิสัย ต่างกัน
จึงต้องให้ยาที่ถูกกับโรค


ที่ต่างกันจริงๆ ก็คือ ภาษาที่ใช้-
- สายหนึ่งบอกว่า ดูจิต สิ่งใดปรากฏแก่จิตก็รู้ ดูเฉยๆ
ดูว่ามีความคิดเกิด? ดูอย่างเป็นกลางๆ ไม่แทรกแซง
- สายหนึ่งบอกว่า เจริญสติ มีสติรู้สึกตัวทั่วพร้อม เย็นร้อนอ่อนแข็งก็รู้ มีเวทนาเกิดก็รู้
มีความคิดก็รู้ มีสัญญาผุดขึ้นมาก็รู้ รู้เฉยๆ ไม่กดข่ม ไม่บังคับ
- สายหนึ่งบอกว่า ให้ทันต่อการกระทบ ทางอายตนะทั้ง 6 ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
ให้เป็นเพียง รูปกระทบตา เสียงกระทบหู ไม่ต่อไปถึง เวทนา – ตัณหา
ซึ่งจะเป็นการตัดวงจรแห่งปฏิจจสมุปบาท

ใคร่ขอถามว่า
- ทั้งสามแนวข้างต้นนี้ เป็นเรื่องเดียวกัน อย่างเดียวกันหรือไม่
- กว่าจะถึงลำดับเช่นนี้ได้ แต่ละสาย แต่ละแนว ต้องผ่านขั้นต้นอย่างใดมาก่อน


เราต่างก็มาถกเถียงกันที่บันไดขั้นที่สอง คือ สมาธิ
ส่วนบันไดขั้นแรกคือ ทาน-ศีล นั้นไม่มีปัญหา
และบันได้ขั้นที่สามคือ ปัญญา นั้นก็ไม่มีปัญหา
เพราะเมื่อไปถึงขั้นนั้นแล้ว ต่างก็รู้ ต่างก็เห็นอย่างเดียวกัน เรื่องเดียวกัน


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 21 ธ.ค. 2009, 20:36 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 2
สมาชิก ระดับ 2
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 พ.ย. 2009, 07:32
โพสต์: 95

แนวปฏิบัติ: หลักวิถีธรรมชาติ - อานาปานสติ,บริกรรมภาวนา
ชื่อเล่น: นุ
อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ขออ้างอิง ธรรมบรรยาย ของ ท่านอาจารย์สายวิปัสสนากรรมฐาน
ท่านเคยได้กล่าวว่า "สมถะวิธีก็ดี(อารมณ์กรรมฐาน ๔๐ ประการ) วิปัสสนาวิธีก็ดี(เช่นการตามรู้จิต-อารมณ์จิต การตามรู้กาย หรือ การยกเอาธาตุ เอาขันธ์ เอาอายตนะมาพิจจารณา น้อมจิตน้อมใจ เข้าสู่พระไตรลักษณ์) ทั้งสองอย่างเป็นเพียงแต่ชื่อของวิธีการปฎิบัติ วัตถุประสงค์ของการปฎิบัติ ก็เพื่อให้จิตสงบ ให้เกิดสติปัญญา รู้แจ้งเห็นจริงในธรรมะ ตามความเป็นจริง"

แล้วขอไขข้อข้องใจอีกประการนึงคือ
พระอรหันต์ กับ พระมหาโพธิสัตว์ นั้นแตกต่างกัน แต่ทำไมถึงนำมาเป็นความหมายเดียวกัน
พระอรหันต์นั้น หมดซึ่งกิเลสในจิตในใจ สิ้นภพสิ้นชาติ ไม่มีการเิิกิดอีก แต่ พระโพธิสัตว์นั้น กิเลสยังไม่หมด เพียงแต่เหลืออย่างเบาบางเท่านั้น เนื่องจากว่าท่านปราถนา พุทธภูมิ จึงยังคงบำเพ็ญบารมียังมีการเกิดการดับอยู่

และยังมีอีก 1 กระทู้ ที่ให้ความหมายผิดๆว่า ท่านพระอาจารย์หลวงปู่มั่น เป็น พระมหาโพธิสัตว์
ซึ่งเป็นการทำให้เข้าใจผิด เนื่องจากว่า ตามประวัติของท่านนั้น ในอดีตชาติ ท่านเคยปราถนา พุทธภูมิ เช่นเดียวกับ ครูบาอาจารย์ของท่าน(ท่านอาจารย์หลวงปู่เสาร์) ที่เคยปราถนาพุทธภูมิ แต่สุดท้าย ทั้งสองท่านก็ได้ ตั้งจิตอธิษฐาน ลาพุทธภูมิคือไม่ปราถนาอีก สุดท้ายทั้งสองท่านก็ได้ รู้แจ้งเห็นจริงในสภาวะธรรมตามความเป็นจริง ตามที่ท่านได้เคยเล่าให้บรรดาลูกศิษย์ของท่านฟัง

ขอทำความเข้าใจอย่างนี้ครับ ขอเจริญในธรรม :b8: :b8: :b8:

.....................................................
จงทำศีลให้เป็น อธิศีล
ทำจิตให้เเป็น อธิจิต
ทำปัญญาให้เป็น อธิปัญญา


พื้นฐานคุณธรรมความเป็นมนุษย์คือ ศีล๕ กุศลกรรมบถ๑๐ หิริโอตัปปะ และความกตัญญู กตเวทิตา

จุดสูงสุดของการรู้ธรรม เห็นธรรม ก็คือ
...สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา ...สิ่งนั้นมีความดับไปเป็นธรรมดา


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 21 ธ.ค. 2009, 20:51 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 พ.ค. 2007, 09:55
โพสต์: 1632


 ข้อมูลส่วนตัว


กรัชกาย เขียน:
สวัสดีขอรับอาจารย์บุดฯ :b8:

ท่านมาก็ดีแล้ว มีไรจะบอก

ท่านอยู่เชียงราย มีสมาชิกท่านหนึ่งก็อยู่เชียงราย กำลังต้องการคนแนะนำการทำกรรมฐานประมาณเนี่ยอยู่

เช่นที่ว่า จากการอ่านและฟังเทศก์เท่านั้น ผู้ปฎิบัติไม่สามารถให้คำตอบกับตัวเองได้

ในสภาวธรรมบางอย่างที่เกิดขึ้น เพราะไม่มีปรากฏในคำอธิบายใดในรายละเอียดที่ลึกขึ้นไปถึงภาคปฏิบัติ

ดิฉัน

เข้าไปหาพระอาจารย์ที่วัดในหมู่บ้าน เพราะท่านเป็นพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบรูปหนึ่ง ท่านก็ไม่ได้นั่งสมาธิ

และไม่รู้จักพระรูปใดที่ปฏิบัติเรื่องสมาธิ

ถ้าอาจารย์ท่านใดรู้จักพระในจังหวัดเชียงรายที่ดิฉันและคุณพ่อ คุณแม่ จะไปกราบนมัสการท่านได้ กรุณาให้คำ

แนะนำด้วยค่ะ ขอขอบพระคุณด้วยนะค่ะ



เต็มๆกระทู้นี้ขอรับ

viewtopic.php?f=2&t=27817&p=162751#p162751

ท่านไม่ไปช่วยเค้าหน่อยหรือขอรับ

ฮ่า ฮ่า ฮ่า
แม่เด็ก ดุวะ ไม่เอาด้วยดอกขอรับ......
ถ้าจะสอนให้มนุษย์บรรลุธรรม ข้าพเจ้าก็ต้องสอนให้ คณะสงฆ์ ก่อน
ให้คำแนะนำ กับบุคคลทั่วไปได้บ้าง แต่ก็อย่างที่บอกไว้ แม่เด็ก ดุ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับ สตรี ขอรับ


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 7 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 14 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร