วันเวลาปัจจุบัน 17 ม.ค. 2020, 23:48  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 28 ก.ค. 2009, 07:47 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 3653


 ข้อมูลส่วนตัว


ความคิด ค้วย..ความรักตน ความเกี่ยวข้องผูกพันกับคนอื่น จนทำให้เกิดความกลัว..

กลัวภัยฯลฯ ว่าโลกแตกซึ่งโอกาสที่จะเกิดขึ้นน้อยมากในช่วงชีวิตปัจจุบัน

ทั้งที่ภัยใกล้ตัว เกิด แก่ เจ็บ ตายเป็นสิ่งที่ต้องเกิด

ขึ้นในการเวียนวายตายเกิดในสังสารวัฏ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้...เกิด เกิดขึ้นแล้ว..

แก่ลงไปทุกขณะจิต ป่วยเป็นระยะเหมือนถี่ขึ้นตามความชรา ความตายกำลังใกล้เข้า

มาเหมือนการนับถอยหลัง..การดำรงอยู่อย่างรู้ธรรมะที่แท้จริงที่มีโอกาสหลุดพ้นใน

สังสารวัฏ..กับความคิดในความกลัวโลกแตกที่สะสมอกุศล อย่างไหนมีประโยชน์

มากกว่ากัน..แต่ถึงรู้ก็ยังคิดกลัวเช่นนั้น...เพราะสะสมปัญญาไม่มากพอ.



ตามพระวินัยบัญญัติ เมื่อพระภิกษุสวดพระธรรมพร้อมกับอนุปสัม โดยต่างคนต่าง

สวด ไม่มีโทษทางธรรมและวินัย แต่ถ้ามีเจตนาเล่นโดยไม่เคารพธรรม สวดรับกันเป็น

ช่วงๆ เป็นลูกคู่ หรือในขณะที่สอนธรรมจะสวดพร้อมกับพระภิกษุไม่ได้

กิริยาจิต

กิริยา ( สักว่ากระทำ ) + จิตฺต ( จิต )

จิตที่สักว่ากระทำกิจ หมายถึง จิตที่ไม่ใช่กุศล ไม่ใช่อกุศล ไม่ใช่วิบากจิต ไม่ใช่จิตชาติ

ที่เป็นและไม่ใช่จิตชาติที่เป็นผล เป็นกิริยาชาติ คือ เกิดขึ้นสักแต่ว่าทำกิจการงานให้สำเร็จ

เท่านั้น

กิริยาจิตมี ๒๐ ดวง ผู้ที่ไม่ใช่พระอรหันต์มีกิริยาจิตเพียง ๒ ดวง ซึ่งเป็นอเหตุกกิริยาจิต

เท่านั้น คือ ปัญจทวารวัชชนจิตทำกิจรำพึง ( รู้ ) อารมณ์ทางปัญจทวาร และมโนทวารวัชชน-

จิตทำกิจรำพึงถึง ( รู้ ) อารมณ์ทางมโนทวาร หรือทำโวฏฑัพพนกิจทางปัญจทวาร ส่วนกิริยา

จิตนอกนั้น ล้วนเป็นของพระอรหันต์ทั้งสิ้น พระอรหันต์จึงมีกิริยาจิตได้ถึง ๒๐ ดวง ( แล้ว

แต่ว่าจะได้รูปฌานและอรูปฌานหรือไม่ )


กิริยาชาติ

กิริยา ( สักว่ากระทำ ) + ชาติ ( การเกิด , จำพวก , หมู่ , เหล่า , ชนิด )

การเกิดเป็นกิริยา , จำพวกกิริยา หมายถึง กิริยาจิต ๒๐ ดวงและเจตสิกที่เกิดร่วม

ด้วย เป็นชาติที่ไม่ใช่เหตุและไม่ใช่ผล เพียงเกิดขึ้นกระทำกิจการงานแล้วก็ดับไปเท่านั้น


อเหตุกกิริยาจิต

อเหตุก ( ไม่มีเหตุประกอบ ) + กิริยจิตฺต ( จิตที่เกิดขึ้นสักแต่ว่าทำกิจ )

กิริยาจิตที่ไม่มีเหตุเจตสิกประกอบ หมายถึง ปัญจทวาราวัชชนจิต ๑ มโนทวา-

ราวัชชนจิต ๑ หสิตุปาทจิต ๑ กิริยาจิตทั้ง ๓ ดวงนี้ ไม่มีเหตุเจตสิก ๖ เกิดร่วม

ด้วย จึงได้ชื่อว่า อเหตุกกิริยา

ปัญจทวาราวัชชนจิตเป็นกิริยามโนธาตุ มโนทวาราวัชชนจิตเป็นกิริยามโน

วิญญาณธาตุ ทั้ง ๒ ดวงนี้ เกิดได้กับทุกบุคคลที่มีจิต ทั้งปุถุชนและพระอริย-

บุคคล หสิตุปาทจิตเป็นกิริยามโนวิญญาณธาตุ เกิดได้กับพระอรหันต์เท่า

นั้น ( อรูปพรหมบุคคลไม่มีปัญจทวาราวัชชนจิต และหสิตุปาทจิต เพราะไม่มี

ปัญจทวาร และไม่มีรูปให้เกิดอาการยิ้มแย้ม )


สเหตุกกิริยาจิต

สเหตุก ( มีเหตุประกอบ ) + กิริยจิตฺต ( จิตที่เกิดขึ้นสักว่าทำกิจ )

กิริยาจิตที่มีเหตุเจตสิกประกอบ หมายถึง กิริยาจิต ๑๗ ดวง ที่มีเหตุเจตสิกเกิด

ร่วมด้วย ซึ่งเป็นจิตที่เกิดได้กับพระอรหันต์เท่านั้น ได้แก่ มหากิริยาจิต ๘ ดวง

ญาณวิปปยุตต์ ๔ ดวง มีเหตุ ๒ คือ อโลภะ อโทสะ

ญาณสัมปยุตต์ ๔ ดวง มีเหตุ ๓ คือ อโลภะ อโทสะ อโมหะ

รูปาวจรกิริยาจิต ๕ ดวง มีเหตุ ๓ คือ อโลภะ อโทสะ อโมหะ

อรูปาวจรกิริยาจิต ๔ ดวง มีเหตุ ๓ คือ อโลภะ อโทสะ อโมหะ

ขณะจิตที่ตกใจ จิตเป็นประเภทโทสมูลจิต โดยกิจ จิตทำกิจชวนกิจ

ไม่มีเรา ไม่มีเขา ไม่มีสัตว์บุคคล เป็นเพียงจิต เจตสิก และรูปเท่านั้น



เมื่อ "เห็น" แล้วเกิด "โลภะ"....................

ยินดีพอใจ ใน "รูปารมณ์" ที่กำลังปรากฏ.



ดูเหมือนไม่เป็นโทษ

เพราะดูว่า.........เป็นเพียง "ความพอใจธรรมดา ๆ"



แต่ ให้ทราบว่า แม้ "โลภะธรรมดา ๆ"

ขณะนั้น.............

ก็เป็น "ธรรมที่เป็นโทษ" ซึ่งให้ผลเป็นทุกข์.



โดย ค่อย ๆ "สะสมทุกข์" มากขึ้น ๆ ทีละเล็ก ทีละน้อย

ไม่ใช่ว่า "ทุกข์" จะปรากฏทันที.....

ที่มี "โลภะ" ความยินดี พอใจ เกิดขึ้น เพียงเล็กน้อย.


แต่ เมื่อใด ที่ โลภะ" ความยินดีพอใจ นั้น

มีกำลัง มากขึ้น ๆ

มากถึงขั้นที่เป็น "นิวรณธรรม"

ซึ่งกลุ้มรุมจิต ขณะนั้น.!


ขณะนั้น............

ลักษณะ อาการของสภาพธรรม ที่หนัก

เพราะเป็น "อกุศล"

มีอาการกระสับกระส่าย ไม่สงบ ก็ปรากฏ.


ฉะนั้น...จะเห็นได้ ว่า

ตั้งแต่ตื่นจนหลับ นั้....."ชวนวิถีจิต"

สั่งสมสันดาน ที่เป็น "กุศล" มาก.?

...........หรือ ที่เป็น "อกุศล" มาก.?



.



แล้วจะทำอย่างไรดี.!



.



ทุกท่าน.....กำลังกิน "ยาพิษ"

ซึ่ง ถ้ารู้....ก็ควรแสวงหา "ยาที่จะแก้ยาพิษ"


ถ้าไม่รู้...............ก็ยังคง "กินยาพิษ" และ "สะสมยาพิษ"

ซึ่ง ต้อง ให้ผล เป็น "โทษภัย" ทีละเล็ก ทีละน้อย เรื่อย ๆ



"ยาที่จะแก้พิษ" นั้น...มีขนานเดียวเท่านั้น

คือ

"อบรมเจริญสติปัฏฐาน"



.



ขณะใด ที่ สติปัฏฐาน ไม่เกิด

ก็ไม่มี "หนทาง" ที่จะพ้นจาก "การสะสมของอกุศล"

เพราะว่า "กุศลอื่น ๆ" เกิดน้อย.!



ขณะที่ อบรมเจริญสติปัฏฐาน

ขณะนั้น....

"สติปัฏฐาน" เกิดแทน "อกุศล" ได้.!



เพราะเหตุว่า

"โวฏฐัพพนวิถีจิต" เป็น "อนันตรปัจจัย"

ซึ่ง กระทำทาง ให้ "กุศลจิต" เกิดขึ้น..."ตามการสะสม"



ฉะนั้น

"กุศลจิต" ก็สามารถเกิดขึ้น

พร้อมกับ "สติ" ที่ระลึก.......

รู้ "ลักษณะ" ของสภาพธรรม ที่กำลังปรากฏ ได้.!


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 8 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร