วันเวลาปัจจุบัน 08 ธ.ค. 2019, 00:01  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 84 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3, 4, 5, 6  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 มิ.ย. 2009, 22:25 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 1
สมาชิก ระดับ 1
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 มิ.ย. 2009, 00:13
โพสต์: 36


 ข้อมูลส่วนตัว


natdanai เขียน:
lookwhy เขียน:
ดิฉันจึงขอคำปรึกษาจากผู้มีธรรมะในใจทุกท่านนะค่ะ

1. ทุกท่านคิดว่าเรื่องของไสย์ศาสตร์มีจริงหรือไหมค่ะ? มีในพระพุทธศาสนาไหมค่ะ


มีจริงครับ....แต่จริงๆแล้วไม่มี :b6:

lookwhy เขียน:
2. ดิฉัน เริ่มมีความโกรธ และเกลียด พี่สาวอยู่ในใจ เพราะทำให้แม่มีความทุกข์ทำให้พ่อต้องช้ำใจตาย ทั้งที่ในบ้างครั้งก็สงสาร ทุกครั้งที่มีการทำร้ายกัน ดิฉันจะเป็นคนที่ร้องไห้เอง ทั้ง ๆ ที่ ไม่ได้เจ็บบาดแผลทางกาย เลย แต่เสียใจ ที่เห็นแม่ทุกข์ทุกข์จนแทบจะไม่มีน้ำตาให้ร้องออกมา ดิฉันควรจัดการกับความโกรธในใจอย่างไรดี เคยได้ยินคำว่า ทุกข์ที่ไหนก็ให้ดับที่นั้น แต่ตอนนี้คิดไม่ออกว่าจะดับอย่างไร


โกรธเพราะเห็นว่าทำให้แม่เสียใจ...แต่จริงๆท่านเองก็รู้ว่าพี่สาวท่านป่วย...การกระทำของเขานั้นไม่ได้มาจากเจตนาที่จะทำร้ายจิตใจแม่เลย ทำไปเพราะอาการป่วย น่าสงสารมากนะครับท่านเองควรเมตตาเขาให้มากเพราะมันจะเป็นการช่วยแม่ของท่านด้วย แม่ของท่านจะได้มีกำลังใจที่จะทำหน้าที่ของแม่ต่อไป

lookwhy เขียน:
3. ทุกวันนี้ ดิฉันและน้องชายยังมีความคิดที่จะส่งตัวพี่ให้ไปรักษาที่โรงพยาบาลแต่ติดอยู่ที่แม่ยังมีความเชื่อว่า ต้องลองรักษาพระก่อน เพราะแม่มีความคิดว่า ไปโรงพยาบาลกลับมาอาการก็ไม่ดีขึ้นเหมือนที่ญาติคนอื่น ๆ ที่เป็น ดิฉัน ควร จะรอ และให้โอกาส การรักษา ด้านความเชื่อนี้ต่อไปดีไหม ? เพราะเท่าที่เห็น คือ อาการที่พอจะคุยกันรู้เรื่อง โดยที่ไม่ต้องทานยา แต่ก็ยังอาละวาดอยู่


เอาตรงกลางซิครับ...รักษาทั้ง 2 ทางนั่นแหละครับ การรักษาที่โรงพยาบาลก็จำเป็นกับคนป่วยครับ ส่วนการรักษากับพระนั้นจำเป็นกับแม่ของท่านครับ ลองคุยกับแม่ดูครับว่าพาไปรักษาทางร่างกายกับหมอแผนปัจจุบัน และก็ให้พระรักษาทางจิต แม่อาจจะยอมให้พี่สาวไปรักษาที่โรงพยาบาลบ้างก็เป็นได้ครับ แต่ท่านเองก็ต้องคอยสนับสนุนช่วยเหลือเวลาที่แม่ต้องการจะพาไปรักษากับพระด้วยนะครับ

lookwhy เขียน:
4. ถ้าหาก ดิฉันและคุณแม่ทำบุญสวดมณต์อุทิศส่วนกุศล ให้เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายแทนพี่สาว ผลบุญจะช่วยให้เขาหลุดพ้น วิบากกรรมได้ไหมค่ะ บุญกรรมทำแทนกันได้ไหม ?


ทำแทนกันไม่ได้ครับ...ของแบบนี้ใครทำใครได้ครับ แต่การกระทำแบบนี้อาจจะเป็นปัจจัยให้พี่สาวของท่านดีขึ้นได้ครับ

ท่านเองเป็นคนที่มีความกตัญญู...บุญกุศลจากความกตัญญูของท่านจะส่งให้ท่านสมปราถนา :b8:

ยังดีครับที่รู้ตัวว่ากำลังโกรธ รู้ว่าภาระหน้าที่ๆสำคัญของตัวเองมีอะไร ก็แปลว่ายังมีสติดีอยู่ครับ...ก็ครองสติไว้นี่แหละครับ และก็ทำใจสบายๆกินให้อิ่มนอนให้หลับครับ :b13:


ขอบคุณสำหรับคำแนะนำ ค่ะ จะขอรับไว้ปฎิบัติ ค่ะ
เรื่อง ครองสติ เนี้ยดูจะเป็นเรื่องที่ค่อนข้าง ยาก สำหรับ ตัวดิฉัน พอสมควร แต่ ยินดีที่จะพยายามทำค่ะ ขอบคุณอีกครั้งค่ะสำหรับคำแนะนำ ขอบคุณค่ะ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 มิ.ย. 2009, 23:09 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ก.พ. 2009, 22:21
โพสต์: 1975


 ข้อมูลส่วนตัว


พี่สาวของคุณlookwhy....ไม่ได้โดนคุณไสย์อะไหรอกค่ะ
ญาติทางแฟนเราก็เป็นโรคนี้2คน
ถ้าถึงขั้นจะทำร้ายคนนี่....คืออาการของเค้าหนักมากแล้วค่ะ
ญาติของแฟนเรา เค้าพาไปที่โรงพยาบาล
แล้วทางโรงพยาบาลเค้าจะให้ยาทาน

แต่ขอบอกเลยค่ะ...เค้าต้องทานยาทุกวันค่ะ...ขาดไม่ได้
แม้แต่เวลาเดียว....รู้สึกว่าจะเป็นยาเกี่ยวกับคุมสมองหรืออะไรนี่และค่ะ
เราก็เรียกไม่ค่อยถูก

แต่ผู้ป่วยบางคน...สาเหตุที่ไม่ทานยาคือ...ยาบางตัวที่หมอให้มา
บางหมอเหมือนยาแรงไป
คือ ผู้ป่วยทานแล้ว ใจจะสั่น...แล้วก็เวียนหัว ตาลาย
เวลาเดินจะเซๆ...นั่นคือยาที่หมอให้มาแรงไป....คุณก็จะต้องเปลี่ยนโรงพยาบาล
แล้วเอายาเก่า...ให้หมอดูแล้วบอกว่าขอเปลี่ยนยา

บางคนก็หายได้....แต่ญาติของแฟนเรา...หมอบอกว่าเค้าต้องทานยาตลอดชีวิตค่ะ
เพราะหนักแล้ว
ที่นี่มีคนเป็นโรคนี้เยอะค่ะขอบอกว่าเยอะมากๆ

ส่วนทางธรรมะนั้น....เราสังเกตุทุกๆคน...ที่เป็นโรคนี้ แปลกมากๆ
คือ..พอลูก เริ่มมีอาการพูดคนเดียว ด่าว่าไม่รู้ว่าเค้าว่าใคร
จะมี คนที่เป็นพ่อหรือแม่...จะเสียชีวิต1คนค่ะแปลกมากๆ

ทางญาติแฟนเรา พอเค้าเริ่มมีอาการอย่างนี้....คุณพ่อเค้าเสียชีวิตทั้งสองคนค่ะ
ของคนอื่นๆก็เหมือนกันค่ะ

เราขอแนะนำ...ให้คุณพาพี่สาวของคุณ...รักษาทางหมอเถอะค่ะ
พอเค้าทานยา...แล้วอาการดีขึ้น...คุณต้องเล่าอาการ..ตอนที่เค้าไม่ทานยา
ให้เค้าฟังค่ะเค้าจะได้รู้
คนที่เป็นโรคนี้...ทุกๆคนจะไม่ค่อยยอมทานยาหรอกค่ะ
เพราะฉนั้นคุณอาจจะเหนื่อยหน่อยค่ะ

โรค ที่พี่สาวคุณเป็นอยู่ ขอให้คุณรักษาทั้งทางธรรมะ
และทางหมอค่ะ
คนที่จะรักษาทางธรรมะได้คือคุณแม่ของคุณค่ะ :b4: :b4: :b4:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 มิ.ย. 2009, 00:16 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 1
สมาชิก ระดับ 1
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 มิ.ย. 2009, 00:13
โพสต์: 36


 ข้อมูลส่วนตัว


bbby เขียน:
พี่สาวของคุณlookwhy....ไม่ได้โดนคุณไสย์อะไหรอกค่ะ
ญาติทางแฟนเราก็เป็นโรคนี้2คน
ถ้าถึงขั้นจะทำร้ายคนนี่....คืออาการของเค้าหนักมากแล้วค่ะ
ญาติของแฟนเรา เค้าพาไปที่โรงพยาบาล
แล้วทางโรงพยาบาลเค้าจะให้ยาทาน

แต่ขอบอกเลยค่ะ...เค้าต้องทานยาทุกวันค่ะ...ขาดไม่ได้
แม้แต่เวลาเดียว....รู้สึกว่าจะเป็นยาเกี่ยวกับคุมสมองหรืออะไรนี่และค่ะ
เราก็เรียกไม่ค่อยถูก

แต่ผู้ป่วยบางคน...สาเหตุที่ไม่ทานยาคือ...ยาบางตัวที่หมอให้มา
บางหมอเหมือนยาแรงไป
คือ ผู้ป่วยทานแล้ว ใจจะสั่น...แล้วก็เวียนหัว ตาลาย
เวลาเดินจะเซๆ...นั่นคือยาที่หมอให้มาแรงไป....คุณก็จะต้องเปลี่ยนโรงพยาบาล
แล้วเอายาเก่า...ให้หมอดูแล้วบอกว่าขอเปลี่ยนยา

บางคนก็หายได้....แต่ญาติของแฟนเรา...หมอบอกว่าเค้าต้องทานยาตลอดชีวิตค่ะ
เพราะหนักแล้ว
ที่นี่มีคนเป็นโรคนี้เยอะค่ะขอบอกว่าเยอะมากๆ

ส่วนทางธรรมะนั้น....เราสังเกตุทุกๆคน...ที่เป็นโรคนี้ แปลกมากๆ
คือ..พอลูก เริ่มมีอาการพูดคนเดียว ด่าว่าไม่รู้ว่าเค้าว่าใคร
จะมี คนที่เป็นพ่อหรือแม่...จะเสียชีวิต1คนค่ะแปลกมากๆ

ทางญาติแฟนเรา พอเค้าเริ่มมีอาการอย่างนี้....คุณพ่อเค้าเสียชีวิตทั้งสองคนค่ะ
ของคนอื่นๆก็เหมือนกันค่ะ

เราขอแนะนำ...ให้คุณพาพี่สาวของคุณ...รักษาทางหมอเถอะค่ะ
พอเค้าทานยา...แล้วอาการดีขึ้น...คุณต้องเล่าอาการ..ตอนที่เค้าไม่ทานยา
ให้เค้าฟังค่ะเค้าจะได้รู้
คนที่เป็นโรคนี้...ทุกๆคนจะไม่ค่อยยอมทานยาหรอกค่ะ
เพราะฉนั้นคุณอาจจะเหนื่อยหน่อยค่ะ

โรค ที่พี่สาวคุณเป็นอยู่ ขอให้คุณรักษาทั้งทางธรรมะ
และทางหมอค่ะ
คนที่จะรักษาทางธรรมะได้คือคุณแม่ของคุณค่ะ :b4: :b4: :b4:


ขอบคุณสำหรับคำแนะนำ ค่ะ
ตอนนี้ ทางครอบครัวและดิฉัน อยู่ในช่วงที่จะตัดสินใจว่า เราควรที่จะทำเขาไปอยู่ที่โรงพยาบาลสวนปรุงที่เชียงใหม่ค่ะ ใกล้ บ้าน และแม่สามารถ ไปเยี่ยม ได้ แต่ทั้งนี้ดิฉันไม่สามารถตัดสินใจได้เต็มที่ ติดอยู่ที่คุณแม่เป็นผู้ดูแล และเค้า ก็เชื่อใจแม่มากที่สุด
หากไป อยู่โรงพยาบาลแล้ว เป็นที่แน่นอน ว่าเขาจะ ผูกใจเจ็บ เกลียดและไม่ไว้ใจ ในตัวดิฉันและแม่ แน่นอน เพราะขณะนี้ เขาเองก็เริ่มระแวง และไม่ไว้ใจดิฉัน อยู่แล้ว
ดิฉันจะพยายามทำตามคำแนะนำของสมาชิกทุกท่านที่เมตตาและปราถนาดีต่อครอบครัวของดิฉัน ขอบค่ะ ขอให้ทุกท่านมีความสุขความเจริญในชีวิตทุกคนนะค่ะ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 มิ.ย. 2009, 11:50 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ก.พ. 2009, 22:21
โพสต์: 1975


 ข้อมูลส่วนตัว


ไม่ค่ะ...พี่สาวของคุณยังไม่ถึงขั้นต้องอยู่โรงพยาบาลค่ะ
คุณไม่ต้อง พาเค้าไปที่โรงพยาบาลสวนปรุงก็ได้ค่ะ
คุณพาเค้าไปหาหมอ...ที่รักษาเกี่ยวกับโรคสมองโดยตรงก็ได้แล้วค่ะ
ถ้าเค้ามียากิน...เค้าจะไม่มีอาการแบบที่คุณเห็น
เพียงแต่ระยะแรก...คุณแม่ของคุณจะต้องเหนื่อยหน่อย
คือจะต้องดูแลเค้าเรื่องทานยา....ต้องทานให้ตรงเวลา...รู้สึกจะเป็นหลังอาหารค่ะ
คุณจะต้องพูดกับเค้าดีๆค่ะ

ขอบอกเลยค่ะต้องใช้ความอดทนมากค่ะ
ญาติของแฟนเรา...ที่เป็นครั้งหลังนี้..เป็นผู้หญิง
กำลังเรียนมหาลัย...เค้าจะดื้อมากๆ...เค้าจะไม่ชอบให้ใครพูดเรื่อง
พาเค้าไปหาหมอ....จนคุณแม่ของเค้าต้องร้องไห้
เพราะไม่รู้จะทำยังไงดี....เค้าก็เลยยอมรักษาตัว...โดยการทานยา
ตอนนี้เค้าดีขึ้นเยอะแล้วค่ะ...กลับไปเรียนต่อได้

ถ้าเค้าไม่ได้ทานยาต่ิอไปอาการจะกำเริบมาก
เราเห็นมีอยู่คนหนึ่งค่ะ...เค้าจะนั่งคุยเหมือนเค้านั่งคุยกับใคร
บางครั้งก็ยิ้มหัวเราะ...เหมือนเค้าคุยกับเพื่อนน่ะค่ะ
แต่ตอนนี้...ไม่รู้ว่าเค้าพูดภาษาอะไร....ฟังไม่รู้เรื่องเลย

ขอให้คุณและคุณแม่ของคุณ
ชนะกับสิ่งที่เกิดกับครอบครัวของคุณน่ะค่ะ :b4: :b4:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 มิ.ย. 2009, 12:11 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 1
สมาชิก ระดับ 1
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 มิ.ย. 2009, 00:13
โพสต์: 36


 ข้อมูลส่วนตัว


bbby เขียน:
ไม่ค่ะ...พี่สาวของคุณยังไม่ถึงขั้นต้องอยู่โรงพยาบาลค่ะ
คุณไม่ต้อง พาเค้าไปที่โรงพยาบาลสวนปรุงก็ได้ค่ะ
คุณพาเค้าไปหาหมอ...ที่รักษาเกี่ยวกับโรคสมองโดยตรงก็ได้แล้วค่ะ
ถ้าเค้ามียากิน...เค้าจะไม่มีอาการแบบที่คุณเห็น
เพียงแต่ระยะแรก...คุณแม่ของคุณจะต้องเหนื่อยหน่อย
คือจะต้องดูแลเค้าเรื่องทานยา....ต้องทานให้ตรงเวลา...รู้สึกจะเป็นหลังอาหารค่ะ
คุณจะต้องพูดกับเค้าดีๆค่ะ

ขอบอกเลยค่ะต้องใช้ความอดทนมากค่ะ
ญาติของแฟนเรา...ที่เป็นครั้งหลังนี้..เป็นผู้หญิง
กำลังเรียนมหาลัย...เค้าจะดื้อมากๆ...เค้าจะไม่ชอบให้ใครพูดเรื่อง
พาเค้าไปหาหมอ....จนคุณแม่ของเค้าต้องร้องไห้
เพราะไม่รู้จะทำยังไงดี....เค้าก็เลยยอมรักษาตัว...โดยการทานยา
ตอนนี้เค้าดีขึ้นเยอะแล้วค่ะ...กลับไปเรียนต่อได้

ถ้าเค้าไม่ได้ทานยาต่ิอไปอาการจะกำเริบมาก
เราเห็นมีอยู่คนหนึ่งค่ะ...เค้าจะนั่งคุยเหมือนเค้านั่งคุยกับใคร
บางครั้งก็ยิ้มหัวเราะ...เหมือนเค้าคุยกับเพื่อนน่ะค่ะ
แต่ตอนนี้...ไม่รู้ว่าเค้าพูดภาษาอะไร....ฟังไม่รู้เรื่องเลย

ขอให้คุณและคุณแม่ของคุณ
ชนะกับสิ่งที่เกิดกับครอบครัวของคุณน่ะค่ะ :b4: :b4:


ขอบคุณสำหรับคำแนะนำอีกครั้งค่ะ
อย่างที่ ทราบค่ะว่า เขาต้องทาน ยา นั่นก็อีกปัญหาหนึ่ง ซึ่งแม่และคนในครอบครัว ไม่สามารถบังคับหรือควบคุมให้เขาทาน ยา ได้ เขาเอา ยา ไม่ทิ้ง บ้าง เอา ไปล้างน้ำบ้าง พูดบอกอย่างไง ก็ไม่ ยอมกิน ถ้ายังพูดให้เขากินเขาก็จะโว้ย วาย อาละวาด อันนี้ เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ คิดจะให้เขาไปอยู่ที่โรงพยาบาลสักพัก ให้เขารู้ตัวว่าป่วย และกินยาเอง แม่จะได้ไม่ต้องเหนื่อย แต่นี่ ก็ได้แค่คิด เพราะแม่ ยังไม่ตัดสินใจ คนเป็นลูก ก็กลุ่มใจ แต่ถึงอย่างไร ก็ขอบคุณอีกครั้งนะค่ะสำหรับคำแนะนำ ขอบคุณค่ะ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 มิ.ย. 2009, 19:12 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 ก.พ. 2009, 20:42
โพสต์: 699


 ข้อมูลส่วนตัว


พวกไสยศาสตร์ หรือเดรัจฉานวิชานั้น ตอนนี้เริ่มเชื่อว่า มีจริง แต่วิชาพวกนี้ ก็เหมือนวิชาอื่นๆ เช่น พวกร่างทรง องค์เทพ หรือพวกอภิญญาต่างๆ คือที่เห็นๆ นั้น หลอกลวงเสีย 90%
และเรื่องพวกนี้ มันไม่เป็นสามัญ คือคนทั่วไปไม่สามารถพิสูจน์ให้เห็นจริงได้ เราเลยไม่รู้ว่าใครจริง ใครปลอม ยิ่งในยุคสมัยนี้ พวกตัวจริงที่ว่ามีน้อยแล้ว ก็ยังมีน้อยลงไปอีก ทำให้มีการหลอกลวงกันได้ โดยไม่มีขอบเขต นึกอยากจะมีฤทธิ์อะไร ก็เอา (เพราะไม่ต้องเกรงใจใคร แถมพวกตัวจริงที่น้อยๆ อยู่นี่ ก็ไปอยู่ในโลกโลกุตระกันหมด)

เรื่องราวจึงเป็นว่า ของจริงนั้นมีอยู่ แต่ที่เห็นๆ นั้น มักไม่จริง


กรณีผู้ป่วยนั้น ก็อย่าหวังเต็มร้อยกับแพทย์ปัจจุบันนะ เพราะเรื่องของสมองนั้น ยังลี้ลับอยู่มากในปัจจุบัน แต่ก็อาจช่วยบรรเทาได้บ้าง...
ในทางพระ ลองไปปรึกษากับพระที่มีฌาณ (หมายถึงมีกำลังจิตสูง) ท่านอาจจะช่วยทำลายไสยเวทได้บ้าง หากเป็นไสยจริงนะ

แต่โดยความเห็นส่วนตัว (เท่าที่อ่านจากกระทู้นะ) ลองทำบุญบ้าน นิมนต์พระมาสวดหน่อย จะดีไหม...


เพิ่มเติม: หากผู้ป่วยไม่ยอมสวด เราก็สามารถสวดเองได้ อาจจะหาเพลงสวดมาเปิด แล้วสวดตาม ให้เขาได้ยินไปด้วย


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 มิ.ย. 2009, 20:56 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 3
สมาชิก ระดับ 3
ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ก.ย. 2008, 19:18
โพสต์: 160

ที่อยู่: นนทบุรี

 ข้อมูลส่วนตัว


สวัสดีครับคุณ lookwhy กระผมเองก็เคยมีเพื่อนเป็นโรคอาละวาด ทำลายข้าวของเหมือนกันครับ (เป็นที่โรงเรียนด้วย) แต่ยังไม่กำเริบเท่านี้ (ไม่ได้พูดกับตัวเอง) แต่จากประสบการณ์พบว่า หากวันไหนเพื่อนไม่ได้กินยาจะเริ่มคุมตัวเองไม่อยู่ครับ ดังนั้นขอแนะนำำว่าควรกินยาครับ โดยอาจจะบอกกับเขาอย่างใจเย็นเท่าที่จะใจเย็นได้ว่า ถ้าเธอไม่อยากเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ (เช่น มีอะไรมาหลอกหลอน) ขอใ้ห้กินยานะ แล้วทุกอย่างจะค่อย ๆ ดีขึ้นเอง เป็นต้นครับ

่ส่วนทางศาสนา ลองไปขอคำแนะนำจากพระเกจิอาจารย์ก็ได้ครับ เช่น หลวงพ่อจรัญ หลวงพ่อปราโมทย์ (แ่ต่ที่สำคัญที่สุดก็คือ ต้องช่วยตัวเองด้วยครับ)

ขอเป็นกำลังใจให้คุณ lookwhy ผ่านพ้นอุปสรรคนี้ไปได้ รวมถึงคุณแม่ของคุณด้วยครับ จะแผ่ส่วนบุญส่วนกุศลให้ด้วยครับ :b1: :b16: :b12:

ป.ล. เขียนว่า "สวดมนต์" ครับ ไม่ใช่ "สวดมณต์"

.....................................................
สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 มิ.ย. 2009, 21:46 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 1
สมาชิก ระดับ 1
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 มิ.ย. 2009, 00:13
โพสต์: 36


 ข้อมูลส่วนตัว


murano เขียน:
พวกไสยศาสตร์ หรือเดรัจฉานวิชานั้น ตอนนี้เริ่มเชื่อว่า มีจริง แต่วิชาพวกนี้ ก็เหมือนวิชาอื่นๆ เช่น พวกร่างทรง องค์เทพ หรือพวกอภิญญาต่างๆ คือที่เห็นๆ นั้น หลอกลวงเสีย 90%
และเรื่องพวกนี้ มันไม่เป็นสามัญ คือคนทั่วไปไม่สามารถพิสูจน์ให้เห็นจริงได้ เราเลยไม่รู้ว่าใครจริง ใครปลอม ยิ่งในยุคสมัยนี้ พวกตัวจริงที่ว่ามีน้อยแล้ว ก็ยังมีน้อยลงไปอีก ทำให้มีการหลอกลวงกันได้ โดยไม่มีขอบเขต นึกอยากจะมีฤทธิ์อะไร ก็เอา (เพราะไม่ต้องเกรงใจใคร แถมพวกตัวจริงที่น้อยๆ อยู่นี่ ก็ไปอยู่ในโลกโลกุตระกันหมด)

เรื่องราวจึงเป็นว่า ของจริงนั้นมีอยู่ แต่ที่เห็นๆ นั้น มักไม่จริง


กรณีผู้ป่วยนั้น ก็อย่าหวังเต็มร้อยกับแพทย์ปัจจุบันนะ เพราะเรื่องของสมองนั้น ยังลี้ลับอยู่มากในปัจจุบัน แต่ก็อาจช่วยบรรเทาได้บ้าง...
ในทางพระ ลองไปปรึกษากับพระที่มีฌาณ (หมายถึงมีกำลังจิตสูง) ท่านอาจจะช่วยทำลายไสยเวทได้บ้าง หากเป็นไสยจริงนะ

แต่โดยความเห็นส่วนตัว (เท่าที่อ่านจากกระทู้นะ) ลองทำบุญบ้าน นิมนต์พระมาสวดหน่อย จะดีไหม...


เพิ่มเติม: หากผู้ป่วยไม่ยอมสวด เราก็สามารถสวดเองได้ อาจจะหาเพลงสวดมาเปิด แล้วสวดตาม ให้เขาได้ยินไปด้วย

ขอบคุณนะค่ะ ที่ให้ความรู้ทางด้านความเชื่อด้านไสย์ศาสตร์ ส่วนคำแนะนำต่าง ๆ จะนำไปปฎิบัติตามค่ะ
อันทีจริง แล้ว ที่บ้านก็ตกลงกันไว้แล้วถ้าทนไม่ไหว จริงๆ แล้วการไปไว้โรงพยาบาลเป็นทางออกสุดท้ายที่จะทำ เพราะถ้าพาไปโรงพยาบาลคงพาไปได้ครั้งเดียวจริง อย่างไรก็ขอบคุณนะค่ะสำหรับคำแนะนำ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 มิ.ย. 2009, 22:06 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 1
สมาชิก ระดับ 1
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 มิ.ย. 2009, 00:13
โพสต์: 36


 ข้อมูลส่วนตัว


Passa เขียน:
สวัสดีครับคุณ lookwhy กระผมเองก็เคยมีเพื่อนเป็นโรคอาละวาด ทำลายข้าวของเหมือนกันครับ (เป็นที่โรงเรียนด้วย) แต่ยังไม่กำเริบเท่านี้ (ไม่ได้พูดกับตัวเอง) แต่จากประสบการณ์พบว่า หากวันไหนเพื่อนไม่ได้กินยาจะเริ่มคุมตัวเองไม่อยู่ครับ ดังนั้นขอแนะนำำว่าควรกินยาครับ โดยอาจจะบอกกับเขาอย่างใจเย็นเท่าที่จะใจเย็นได้ว่า ถ้าเธอไม่อยากเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ (เช่น มีอะไรมาหลอกหลอน) ขอใ้ห้กินยานะ แล้วทุกอย่างจะค่อย ๆ ดีขึ้นเอง เป็นต้นครับ

่ส่วนทางศาสนา ลองไปขอคำแนะนำจากพระเกจิอาจารย์ก็ได้ครับ เช่น หลวงพ่อจรัญ หลวงพ่อปราโมทย์ (แ่ต่ที่สำคัญที่สุดก็คือ ต้องช่วยตัวเองด้วยครับ)

ขอเป็นกำลังใจให้คุณ lookwhy ผ่านพ้นอุปสรรคนี้ไปได้ รวมถึงคุณแม่ของคุณด้วยครับ จะแผ่ส่วนบุญส่วนกุศลให้ด้วยครับ :b1: :b16: :b12:

ป.ล. เขียนว่า "สวดมนต์" ครับ ไม่ใช่ "สวดมณต์"


ขอบคุณ ค่ะ สำหรับคำแนะนำนะค่ะ
และขอบคุณอีกครั้งที่แก้คำผิดให้ดิฉัน เนี้ย อายจัง 555 +++ ตอนที่คุยกับ นักจิตวิทยา ก็บอกดิฉันเช่นนั้น ว่าต้องกินยาตลอด แต่ บางครั้งดิฉันสังเกตุว่ากินยาหรือไม่กินยา นั้น อาการเหมือนกัน ทั้ง ๆ ที่กินติดต่อกันเป็นเวลา สองสามเดือนแล้ว ไม่ได้แตกต่างจากการไม่กินยาเลย แล้วอีกอย่าง คือคนไข้ไม่ยอมทาน ยาแล้ว เราไม่สามารถบังคับได้ค่ะเดี๋ยวบ้านแตก ... เลย กลุ้ม จริง ไม่อ่อนไม้แข็ง ลองมาหมด อย่างไรก็ขอขอบคุณนะค่ะสำหรับคำแนะนำ จะพยายามปฏิบัติตามดูนะค่ะ ขอบคุณค่ะ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 มิ.ย. 2009, 20:02 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 เม.ย. 2009, 13:23
โพสต์: 607


 ข้อมูลส่วนตัว


lookwhy เขียน:
สวัสดีค่ะทุกท่าน

มีเรื่องอยากจะขอความเห็นจากทุกท่านที่มีธรรมะอยู่ในใจ เป็นเรื่องที่ยังหาทางออกไม่ได้ มันก่ำกึ่งในความรู้สึก ระหว่าง ความเชื่อ กับ สติปัญญา

เรื่องมีอยู่ว่า ที่บ้าน มีคนในครอบครัวที่มีอาการทางจิต (หวาดระแวง หูแว่ว ว่ามีคนอื่นมากลั่นแกล้งมาทำร้ายก่อนกวน) อาระวาดตะโกน ด่าว่าบุคคลที่ไม่มีตัวตน ต่อหน้าคนในครอบครัวและสาธารณะชน เป็นมานานแล้วตั้งแต่ แต่ระยะหลัง มีอาการหนักขึ้น ถึงขั้น พยายามพกอาวุธและทำร้ายบุคคลในครอบครัว ได้ทำการรักษาทางแพทย์แผนปัจจุบัน แต่ไม่ต่อเนื่อง เนื่องจากคนไข้ไม่ยอมรับว่าป่วย ด้วยเพราะบิดาและมารดายังทำใจไม่ได้ที่จะให้บุตรรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล และยังเห็นว่าบุตรของตนยังพอพูดจากันรู้เรื่อง เหตุการณ์ล่วงเลยสร้างความลำบากทุกข์ใจให้กับคนในครอบครัวมาก

จนกระทั่งวันหนึ่ง บิดาของคนป่วยเสียชีวิต อันเนี่องมาจากภาวะหัวใจล้มเหลว ด้วยความเครียดจากปัญหาในครอบครัว และทำใจยอมรับภาวะการป่วยของบุตรสาวไม่ได้ ผู้เป็นมารดาจำต้องรับภาระปัญหาไว้ ลูกสาวและลูกชาย พยายามเสนอให้ ผู้เป็นแม่ พาบุตรสาวคนโตไปรักษาที่โรงพยาบาล อันเนื่องจากเห็นว่ามารดาของตนอายุเยอะแล้ว และ พี่สาวยังเป็นไม่มากน่าจะรักษาได้หาย และทนไม่ได้ที่เห็นสภาพของมารดาต้องถูกพี่สาวด่าว่าและอาระวาดจนทำให้ผู้เป็นแม่มีความเศร้าซึมเสียสุขภาพกายและใจอยู่เสมอ

แต่ผู้เป็นมารดา มีความลังเลใจที่จะส่งบุตรสาวไปรักษา ด้วยกลัวว่า ลูกจะเสียงประวัติ และคิดว่าหากไปโรงพยาบาล กลับมาอาการจะหนักกว่าเก่า อันเนื่องด้วย จากประสบการณ์ ญาติพี่น้องคนที่เป็นไปรักษา กลับมา มีอาการสงบลงแต่เศร้าซึมและหวาดระแวง และด้วยความทุกข์จึงได้ไป ปรึกษา หมอดูท่านหนึ่ง ที่มีผู้แนะนำมา หมอดู บอกกับผู้เป็นแม่ว่า บุตรสาวไม่ได้บ้า แต่โดนทำ คุณไสย์ ซึงเป็นเหตุที่ทำให้ผู้เป็นแม่เชื่อ เนื่องจาก

1. ได้เพียงวันเดือนปีเกิด สามารถบอกบุคคลิก ท่านท่าทางอุปนิสัยได้อย่างถูกต้อง
2. บอกช่วงระยะเวลาการป่วยได้อย่างถูกต้อง
3. บอกสภาวะอาการของคนป่วยได้อย่างถูกต้อง เช่น ด่า หรือ เพ้อเจ้อเป็นถึงใคร
โดยไม่ได้เห็นหรือรู้จักกันมาก่อน เพราะคุยกันทางโทรศัพท์

เหตุการณ์นี้ จะไม่มีน้ำหนักและไม่ทำให้คิด เลย ถ้าหาก ไม่ได้ มีคนทัก เหมือนกัน ถึง สามคน คนแรก คือหมอดูทางโทรศัพท์ คนที่สองเป็นอาจารย์ทางด้านไสย์ศาสตร์ทำของขลัง คนที่สามเป็นผู้ปฏิบัติธรรมที่ขอคำปรึกษา โดยที่ทั้งสามคน ไม่เคยรู้จักหรือเห็นผู้ป่วยมาก่อน ทุกคนแนะนำให้พาไปวัดไปรดน้ำมณต์ และสวดมนต์แผ่เมตตา เหตุการณ์ น่าจะดีขึ้น หากบุตรสาวกระทำตามที่แนะนำ แต่หากว่า คนในบ้านคิดหรือมีแผนการณ์จะพาไปรดน้ำมณต์ที่วัด ก็จะมีอาการหวาดระแวงคุมครั่งขึ้นมาทันที ดังนั้นผู้เป็นแม่ก็พาไปรดน้ำมณต์เอง ตามวัดต่าง ๆ ในจังหวัดหรือต่างจังหวัด เท่าที่มีโอกาส ผลของการรดน้ำมณต์พาไปวัด ทำให้บุตรสาว มีสภาวะทางอารมาณ์ที่ดีขึ้นบ้าง แต่ยังมีอาการคุมคลั่งด่า และเพ้อเจ้อ อยู่ และบุตรสาวเองก็ไม่ยอมสวดมณต์ ทุกวันนี้ คนที่เป็นลูกอย่างดิฉัน ไม่มีความสบายใจเลยทุกข์ใจตลอดเวลา เป็นห่วงและสงสารแม่ แต่ตัวเองก็มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบคือเรียนให้จบ

ดิฉันจึงขอคำปรึกษาจากผู้มีธรรมะในใจทุกท่านนะค่ะ

1. ทุกท่านคิดว่าเรื่องของไสย์ศาสตร์มีจริงหรือไหมค่ะ? มีในพระพุทธศาสนาไหมค่ะ

2. ดิฉัน เริ่มมีความโกรธ และเกลียด พี่สาวอยู่ในใจ เพราะทำให้แม่มีความทุกข์ทำให้พ่อต้องช้ำใจตาย ทั้งที่ในบ้างครั้งก็สงสาร ทุกครั้งที่มีการทำร้ายกัน ดิฉันจะเป็นคนที่ร้องไห้เอง ทั้ง ๆ ที่ ไม่ได้เจ็บบาดแผลทางกาย เลย แต่เสียใจ ที่เห็นแม่ทุกข์ทุกข์จนแทบจะไม่มีน้ำตาให้ร้องออกมา ดิฉันควรจัดการกับความโกรธในใจอย่างไรดี เคยได้ยินคำว่า ทุกข์ที่ไหนก็ให้ดับที่นั้น แต่ตอนนี้คิดไม่ออกว่าจะดับอย่างไร

3. ทุกวันนี้ ดิฉันและน้องชายยังมีความคิดที่จะส่งตัวพี่ให้ไปรักษาที่โรงพยาบาลแต่ติดอยู่ที่แม่ยังมีความเชื่อว่า ต้องลองรักษาพระก่อน เพราะแม่มีความคิดว่า ไปโรงพยาบาลกลับมาอาการก็ไม่ดีขึ้นเหมือนที่ญาติคนอื่น ๆ ที่เป็น ดิฉัน ควร จะรอ และให้โอกาส การรักษา ด้านความเชื่อนี้ต่อไปดีไหม ? เพราะเท่าที่เห็น คือ อาการที่พอจะคุยกันรู้เรื่อง โดยที่ไม่ต้องทานยา แต่ก็ยังอาละวาดอยู่

4. ถ้าหาก ดิฉันและคุณแม่ทำบุญสวดมณต์อุทิศส่วนกุศล ให้เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายแทนพี่สาว ผลบุญจะช่วยให้เขาหลุดพ้น วิบากกรรมได้ไหมค่ะ บุญกรรมทำแทนกันได้ไหม ?

สุดท้าย ขอขอบคุณทุกท่านที่ชี้แนะและให้ความเห็น ดิฉันหวังว่าคงจะมีผู้แนะหนทางให้กับดิฉันและครอบครัวได้ ดิฉันรู้ดีว่าตนย่อมเป็นที่พึ่งแห่งตน แต่หากตอนนี้สภาวะทางใจของดิฉัน ไม่สามารถที่จะคิดตัดสินเองได้ จึงอยากได้ความเห็นของผู้ที่มีใจเมตา แนะแนวทางออกขอขอบพระคุณค่ะ

ปล. ความจริงแล้ว ดิฉันมีความตั้งใจจะหาทางออกโดย นึกถึงท่านพระอาจารย์ วอ วัชชิระ เมธี แต่ไม่รู้ว่าจะติดต่อ ท่านอย่างไร เพราะ อ่านหนังสือธรรมมะของท่านมาพอสมควร คิดว่าท่านอาจช่วยเตือนสติให้กับดิฉันและชี้ทางออกได้พอดีมาเจอเว็บนี้ คิดว่าคำแนะนำจากสมาชิกลานธรรมจักร อาจช่วย ได้บ้างนะค่ะ

น่ากลัวอ่ะ เกลียดพี่เลยเหรอครับ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 08 มิ.ย. 2009, 21:20 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 1
สมาชิก ระดับ 1
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 มิ.ย. 2009, 00:13
โพสต์: 36


 ข้อมูลส่วนตัว


ผู้ดูแลสัตว์วิเศษ เขียน:
lookwhy เขียน:
สวัสดีค่ะทุกท่าน

น่ากลัวอ่ะ เกลียดพี่เลยเหรอครับ


คำถาม นี้ ใช่ ค่ะ เกลียด และ ก็ โกรธ และก็สงสาร มัน ปน ๆ กัน แล้วแต่สถานะการ ตอนแรกก็สงสาร พ่อ เขา อาละวาด ก็ โกรธ พอเขา เริ่มทำไม่ดีกับแม่และคนในครอบครัวก็ เกลียด แต่สุดท้าย ก็ ต้องสงบใจ ให้ได้ ก็เป็นคนในครอบครัวนี่ ค่ะ ตอนนี้ก็ทำใจให้สงบได้เยอะแล้ว ก็ ขอบ คุณ ทุกท่าน ด้วย ค่ะ ที่ให้ ความเมตตา แนะนำ บางท่าน คง อธิฐาน จิต ให้ดิฉันและครอบครัว ขอขอบคุณอีกครั้งค่ะ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 09 มิ.ย. 2009, 12:55 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 10
สมาชิก ระดับ 10
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 พ.ย. 2008, 12:29
โพสต์: 807

ที่อยู่: กรุงเทพฯ

 ข้อมูลส่วนตัว


คุณน้องlookwhy ตอนนี้เป็นไงบ้าง ดีขึ้นมากกว่าเดิมรึยัง
จริงๆถึงตอนนี้ถึงจะยังไม่ได้พาพี่สาวไปรับการรักษาที่ รพ. ก็มีวิธีง่ายๆที่เรากับแม่สามารถทำได้
เชื่อได้ว่าใครๆก้ทำได้และให้ผลเร็วมาก นั่นก็คือ

1. น้องหรือแม่น้องต้องตักบาตรในวันพระและวันเกิดของพี่สาวเรา ใน 1อาทิตย์เป็นอย่างน้อยแต่
ถ้าใส่ทั้งเสาร์ อาทิตย์ ด้วยก็แล้วแต่ ก้จะได้บุญมากขึ้นตามลำดับ :b40:

2. หาเวลาสวดมนต์หัวใจยอดพระกัณฑ์หรือยอดพระกัณฑ์ไตรปิฏก นั่นเอง หาสวดได้ไม่ยาก
สวดให้บ่อย เพราะบทสวดนี้รวมเอาใจหัวใจบทสวด และหัวใจพุทธมนต์ไว้ด้วยกัน เช่น
มะอะอุ อุอะมะ -หัวใจพระรัตนตรัย , อะ สัง วิ สุ โล ปุ สะ พุ ภะ คือหัวใจพุทธคุณ 9(หรือนวหรคุณ)
กุ สะ ลา ธัม มา- ธรรมะอันเป็นกุศล
ยังมี หัวใจพระวินัย หัวใจพระอภิธรรม หัวใจพระสูตร ซึ่งคาถานี้หลวงพ่อแสงวัดมณีชลขันธ์ ลพบุรี(อาจารย์สมเด็จโต) ท่านได้มาจากพระแท่นศิลาอาสน์ เมืองพิษณุโลก มีอานิสงส์สำหรับผู้ที่สวดเป็น
ประจำ พี่ก็สวดเหมือนกันครับ ให้เราสวดมนต์ช่วยพี่สาวดู
:b39:

ดังคำกล่าวที่ว่า ลูกดีทำบุญให้พ่อแม่ที่ลำบากให้ดีขึ้นได้ พ่อแม่ดีทำบุญให้ลูกที่ลำบากดีขึ้นได้เหมือนกัน
ในทำนองเดียวกัน ."น้องสาวดี ก็ทำบุญให้พี่สาวที่กำลังตกระกำลำบากให้ดีขึ้นได้เช่นกันครับ" -ขอฝากเป็นข้อคิดไว้นะ :b44:

.....................................................
"มีสติเป็นเรือนจิต ใช้ชีวิตเป็นเรือนใจ ใช้ปัญญาเป็นแสงสว่างส่องทางเดินไปเถิด จะได้ล้ำเลิศในชีวิตของท่าน มีความหมายอย่างแท้จริง"
ในการปฏิบัติธรรม หลวงพ่อท่านบอกว่า ให้ตัดปลิโพธกังวลใจทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น ลูก สามี ภรรยา ความวุ่นวายทั้งหลายทั้งปวง อย่าเอามาเป็นอารมณ์ จากหนังสือ: เจริญกรรมฐาน7วันได้ผลแน่นอน หัวข้อ12: ระงับเวรด้วยการแผ่เมตตา


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 09 มิ.ย. 2009, 16:20 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 1
สมาชิก ระดับ 1
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 มิ.ย. 2009, 00:13
โพสต์: 36


 ข้อมูลส่วนตัว


อินทรีย์5 เขียน:
คุณน้องlookwhy ตอนนี้เป็นไงบ้าง ดีขึ้นมากกว่าเดิมรึยัง
จริงๆถึงตอนนี้ถึงจะยังไม่ได้พาพี่สาวไปรับการรักษาที่ รพ. ก็มีวิธีง่ายๆที่เรากับแม่สามารถทำได้
เชื่อได้ว่าใครๆก้ทำได้และให้ผลเร็วมาก นั่นก็คือ

1. น้องหรือแม่น้องต้องตักบาตรในวันพระและวันเกิดของพี่สาวเรา ใน 1อาทิตย์เปนอย่างน้อยแต่
ถ้าใส่ทั้งเสาร์ อาทิตย์ ด้วยก็แล้วแต่ ก้จะได้บุญมากขึ้นตามลำดับ :b40:

2. หาเวลาสวดมนต์หัวใจยอดพระกัณฑ์หรือยอดพระกัณฑ์ไตรปิฏก นั่นเอง หาสวดได้ไม่ยาก
สวดให้บ่อย เพราะบทสวดนี้รวมเอาใจหัวใจบทสวด และหัวใจพุทธมนต์ไว้ด้วยกัน เช่น
มะอะอุ อุอะมะ -หัวใจพระรัตนตรัย , อะ สัง วิ สุ โล ปุ สะ พุ ภะ คือหัวใจพุทธคุณ 9(หรือนวหรคุณ)
กุ สะ ลา ธัม มา- ธรรมะอันเป็นกุศล
ยังมี หัวใจพระวินัย หัวใจพระอภิธรรม หัวใจพระสูตร ซึ่งคาถานี้หลวงพ่อแสงวัดมณีชลขันธ์ ลพบุรี(อาจารย์สมเด็จโต) ท่านได้มาจากพระแท่นศิลาอาสน์ เมืองพิษณุโลก มีอานิสงส์สำหรับผู้ที่สวดเป็น
ประจำ พี่ก็สวดเหมือนกันครับ ให้เราสวดมนต์ช่วยพี่สาวดู
:b39:

ดังคำกล่าวที่ว่า ลูกดีทำบุญให้พ่อแม่ที่ลำบากให้ดีขึ้นได้ พ่อแม่ดีทำบุญให้ลูกที่ลำบากดีขึ้นได้เหมือนกัน
ในทำนองเดียวกัน ."น้องสาวดี ก็ทำบุญให้พี่สาวที่กำลังตกระกำลำบากให้ดีขึ้นได้เช่นกันครับ" -ขอฝากเป็นข้อคิดไว้นะ :b44:


ขอบคุณอีกครั้งนะค่ะคุณอินทรีย์ 5
ดิฉัน พึ่งกลับบ้านมาเมื่อ 3 วันที่ แล้ว อาการ ของพี่สาว คงเหมือนเดิม มีขึ้น ๆ ลง ๆ ด่า ๆ บ่น ๆ บ้าง เหมือน ดูแล เด็ก เอาแต่ใจ คนหนึ่ง ดีว่าไม่อาระวาด กับคนในบ้านและคนอื่นบ่อยนัก ส่วนคุณแม่ ยังคงต้องใจเย็นและ รับอารมณ์ พี่เหมือนเช่นเคย ดิฉันกับน้องชาย กลับบ้าน ก็ต้อง ทำใจให้เย็นที่สุด นิ่งเงียบเวลา เขา แสดงอารมณ์ ไม่ดี หรือเห็นท่าไม่ดี ก็เดินหนี พยายามทำให้มันเป็นเรื่องปกติ เกิดขึ้นเดียวก็สงบ (ก็พูดกับแม่และแม่พูดกับดิฉัน บ่อย ๆ ว่า ช่างมัน) ปล่อยให้มันเป็นเรื่องธรรมดา
ส่วนเรื่อง พาไปโรงพยาบาล แม่คง ไม่ยินยอม เช่น เคย ค่ะ ก็สุดแท้แต่แม่
เรื่องการสวดมนต์ ดิฉัน ขอขอบคุณ และจะนำไปปฏิบัติ ค่ะ ทุกวันนี้ คุณแม่ก็สวดมนต์ และ ใส่บาตร ทุกเช้า ตัวดินเองก็เช่นกัน หากไม่มีเหตุจริง ก็เกือบทุกวันค่ะ

ขอขอบคุณอีกครั้งสำหรับแนะนำและความเมตตาให้กับครอบครัวดิฉัน ขอบคุณค่ะ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 09 มิ.ย. 2009, 19:25 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 10
สมาชิก ระดับ 10
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 พ.ย. 2008, 12:29
โพสต์: 807

ที่อยู่: กรุงเทพฯ

 ข้อมูลส่วนตัว


(1)ที่เล่ามาน้องทำดีและทำถูกต้องแล้วครับ ทุกครั้งที่ใส่บาตร หรือกรวดน้ำ ก็ให้นึกถึงพี่สาวและเจ้ากรรมนายเวรพี่สาวด้วย และทุกครั้งที่สวดมนต์เสร็จก็ให้แผ่เมตตาให้พี่สาวและเจ้ากรรมนายเวรของพี่สาวด้วยนะ
:b39:
(2) ว่าแต่ทางคุณแม่ และคุณLookwhy ทำบุญตักบาตร สวดมนตร์ แผ่เมตตา อย่างนี้มานานกี่เดือนแล้ว
ครับ หรือว่าเพิ่งทำ.......... ตั้งแต่ที่พี่สาวเป็นโรคนี้ :b40:

(3) ต้องมีกัลยาณมิตรที่ดีไว้คอยดูแลใกล้ชิดพี่สาวนะ โรคนี้ต้องมีคนดูแลและให้กำลังใจให้คำแนะนำซึ่งก็
คือคุณแม่ของเรานั่นเอง .".ซึ่งท่านเก่งมากที่ปล่อยวางเรื่องนี้และใจเย็นต่อเหตุการณ์ได้." ก้ทำให้แบบนี้
แหละ จะดีที่สุด และน้องเองก็ช่วยแม่อีกแรงหนึ่ง ให้กำลังใจคุณแม่เยอะๆ คิดว่าต้องใช้เวลาหลายเดือน
ถึงจะค่อยเห็นผลจนถึงดีขึ้น :b40:

ขอให้พี่สาวหายเร็วๆ เอาชนะโรคนี้ให้ได้เร็วๆนะครับ พี่จะมาโพสท์ ถาม-ตอบ ในกระทู้เราอยู่เรื่อยๆและกัน จนกว่าครอบครัวเราจะหายห่วง และเป็นกัลยาณมิตรคนนึงที่คอยตอบคำถามเราอย่างดีที่สุด
ขอเพียงแต่น้องLookwhy เข้มแข็งเหมือนคุณแม่ก้ถือว่าเยี่ยมและเก่งแล้วนะ

:b39:

.....................................................
"มีสติเป็นเรือนจิต ใช้ชีวิตเป็นเรือนใจ ใช้ปัญญาเป็นแสงสว่างส่องทางเดินไปเถิด จะได้ล้ำเลิศในชีวิตของท่าน มีความหมายอย่างแท้จริง"
ในการปฏิบัติธรรม หลวงพ่อท่านบอกว่า ให้ตัดปลิโพธกังวลใจทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น ลูก สามี ภรรยา ความวุ่นวายทั้งหลายทั้งปวง อย่าเอามาเป็นอารมณ์ จากหนังสือ: เจริญกรรมฐาน7วันได้ผลแน่นอน หัวข้อ12: ระงับเวรด้วยการแผ่เมตตา


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 09 มิ.ย. 2009, 21:14 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 พ.ค. 2008, 14:14
โพสต์: 3836

อายุ: 12
ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว


lookwhy เขียน:
1. ทุกท่านคิดว่าเรื่องของไสย์ศาสตร์มีจริงหรือไหมค่ะ? มีในพระพุทธศาสนาไหมค่ะ


มีจริงจ๊ะ แต่มันคนละเรื่องกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับคุณนะ
สิ่งที่เกิดขึ้นกับคุณคืออะไร ไม่มีใครยืนยันได้

สำหรับพระพุทธศาสนา ถามว่ามีมั๊ย
ถ้าเป้นของพระพุทธเจ้าแท้ๆ ที่ท่านเรียกว่า "ใบไม้ในกำมือ"
ก็อาจจะพูดได้ว่าขอบเขตของพระพุทธศาสนาที่ท่าน"ขีด-วง"เอาไว้นั้น ไม่มีของพวกนี้รวมอยู่ด้วย ท่านไม่เอามารวมด้วย

แต่ถ้าถามว่าในปัจจุบัน มีสิ่งเหล่านี้ปรากฏในพระพุทธศาสนาไหม
ก้ตอบว่ามีจ๊ะ เต็มเลย เยอะแยะไปหมด
เรียกว่าทำเกินที่พระพุทธเจ้าสอน แต่บังเอิญสวมเครื่องแบบพระพุทธเจ้าอยู่
คนไม่รู้เขาก็เลยมองว่ามันเป้นส่วนหนึ่งของกันและกัน



lookwhy เขียน:
2. ดิฉัน เริ่มมีความโกรธ และเกลียด พี่สาวอยู่ในใจ เพราะทำให้แม่มีความทุกข์ทำให้พ่อต้องช้ำใจตาย ทั้งที่ในบ้างครั้งก็สงสาร ทุกครั้งที่มีการทำร้ายกัน ดิฉันจะเป็นคนที่ร้องไห้เอง ทั้ง ๆ ที่ ไม่ได้เจ็บบาดแผลทางกาย เลย แต่เสียใจ ที่เห็นแม่ทุกข์ทุกข์จนแทบจะไม่มีน้ำตาให้ร้องออกมา ดิฉันควรจัดการกับความโกรธในใจอย่างไรดี เคยได้ยินคำว่า ทุกข์ที่ไหนก็ให้ดับที่นั้น แต่ตอนนี้คิดไม่ออกว่าจะดับอย่างไร


นี่หนู จะเล่าอะไรให้ฟัง ตอนผมอายุกำลังแก่นเลยนะ สัก 16-18 ปี
วัยทรนงเลยล่ะ เขาเรียกว่าวัยคะนอง วัยหัวเลี้ยวหัวต่อ
แม่ก็อายุ 50 กว่าๆพอดี
ทะเลาะกันประจำ แรงด้วย แรงมากเลยล่ะ

แต่พอโตขึ้น หายโง่ ก็ถึงบางอ้อว่าเราตอนนั้นมันเป้นเพราะฮอร์โมน
แม่ก็เป็นเพราะวัยทอง กำลังจะหมดประจำเดือน จิตใจไม่มั่นคง
สิ่งเหล่านี้เป็นปกติธรรมดาของชีวิต แตมันดันมาบรรจบกันพอดี
เลยเปรี้ยวใส่กันแบบอย่างไม่ยอมกันเลย
ผมก็เพิ่งแตกเนื้อจะเป็นหนุ่มเป้นครั้งแรก
แม่ก็เพิ่งแตกเนื้อแก่ เข้าสู่วัยทองเป็นครั้งแรก

เราไม่รู้จักความจริงข้อนี้ไง เราเลยไม่ยอมรับ
แต่เมื่อรู้จักความจริงข้อนี้แล้ว เราก็นึกเสียใจทั้งคู่ว่าเพราะเราโง่
เราเลยเดือดร้อนอย่างนั้น

ความบ้า ความพิการ มันเป็นธรรมชาติข้อหนึ่งที่ว่ามันเกิดขึ้นกับบุคคลได้
เราไม่ยอมรับความจริงข้อนี้ ปฏิเสธว่ามันเป้นสิ่งที่ไม่ควรเกิด โดยเฉพาะกับฉัน
เมื่อไม่ยอมรับความจริง เราก็พยามจะแก้ไขความจริงข้อนี้ด้วยการพยามทำสิ่งที่เป้นไปไม่ได้

เราโดนกิเลสมันหลอกว่า เราจะต้องทำให้ถึงที่สุด
เราต้องรักษาให้ถึงที่สุด เพื่อพี่สาวเรา

ที่จริงไม่ได้ทำพื่อพี่สาวหรอก แต่ทำเพื่อตัวเอง
กล่าวคืออยากให้ตัวเองมีความสุขใจ ด้วยการแก้ไขพี่สาว
ให้พี่สาวเป้นไปอย่างที่ใจยอมรับได้
ตอนนี้พี่เราบ้า เรายอมรับไม่ได้ ต้องแก้ไขให้ได้

แล้วก็ฝืนรักษาไป จนลืมความพอดี ไม่รู้จักปล่อยวางในการรักษา
พอหนักเข้า เราก็เริ่มหาหนทางที่วิปริตขึ้นไปทุกที
เพราะใจมันยิ่งร้อนรนอยากจะพ้นจากเรื่องจริงอันนี้ไปไวๆ

"การรักษา" อาจจะเพียงพอแล้วสำหรับพี่คุณ
ที่ต้องรักษาจริงๆ คือคนรอบตัวพี่คุณต่างหาก

โรคที่ต้องรักษาคือ โรคปฏิเสธความจริง
เมื่อไหร่เรายอมรับความจริง เรียนรู้วิธีที่จะอยู่กับความจริง เราจะมีความสุข

แต่โรคนี้รักษายาก ถ้าไม่ปฏิบัติธรรมนะ
ต่อให้อ่านหนังสือดีๆสักล้านเล่ม ก็แก้ไขอะไรไม่ได้จริงๆจังๆ
มันต้องปฏิบัติ
www.wimutti.net เข้าไปที่หลวงพ่อปราโมทย์
เข้าไปที่พระธรรมเทศนา แล้วให้โหลด mp3 มาฟังกันทั้งบ้าน
ฟังเข้าใจไม่เข้าใจก้ทำไป ท่านสอนให้ทำอะไรก้ให้วางใจท่าน
ทำไปซื่อๆง่ายๆ อย่าคิดให้มันมาก ฟังให้เยอะๆ แล้วคุณอาจจะพบทางสว่าง
ฟังให้มันได้สัก 3 แผ่นนะ โดยเฉพาะแผ่นต้นๆ เช่น 1-2-3 อดทนฟังเอาให้ได้


อ้างคำพูด:
3. ทุกวันนี้ ดิฉันและน้องชายยังมีความคิดที่จะส่งตัวพี่ให้ไปรักษาที่โรงพยาบาลแต่ติดอยู่ที่แม่ยังมีความเชื่อว่า ต้องลองรักษาพระก่อน เพราะแม่มีความคิดว่า ไปโรงพยาบาลกลับมาอาการก็ไม่ดีขึ้นเหมือนที่ญาติคนอื่น ๆ ที่เป็น ดิฉัน ควร จะรอ และให้โอกาส การรักษา ด้านความเชื่อนี้ต่อไปดีไหม ? เพราะเท่าที่เห็น คือ อาการที่พอจะคุยกันรู้เรื่อง โดยที่ไม่ต้องทานยา แต่ก็ยังอาละวาดอยู่


ก็แปลว่า ทุกวันนี้
ความจริงที่ว่าพี่เราป่วย มันปรากฏอยู่ตรงหน้า เราก็ไม่ยอมรับจนถึงทุกวันนี้
เราเลยไม่สบายใจ

ถามง่ายๆว่า ต้องทำยังไงกับพี่สาว เราถึงจะมีความสุข
ต้องแก้ไขพี่สาวยังไง ถึงเมื่อไหร่ เราถึงจะมีความสุข
แล้วถามว่า ระหว่างแก้ไขพี่สาว กับแก้ไขตัวเรา อะไรเป้นไปได้ อะไรมันง่ายกว่า

พระพุทธเจ้าท่านสอนเสมอว่า จิตนี้บังคับบัญชาไม่ได้
ที่ท่านพูดหมายถึง จิตของเรานี่แหละ ที่บังคับไม่ได้
มันนึกจะเสียใจ เราก้ห้ามไม่ได้ อยากให้ความเสียใจนี้มันจบไวๆ มันก็ไม่ได้
ตอนเราดีใจ มีความสุข อยากอยู่กับความสุขใจไปนานๆ จิตเรามันก็หายดีใจไปเองของมัน บังคับเหนี่ยงรั้งเอาไว้ไม่ได้เลย
ท่านถึงบอกว่าจิตนี้บังคับบัญชาไม่ได้

นี่ขนาดจิตเรานะ ยิ่งไม่ต้องไปพูดถึงพี่สาว
ธรรมดาสัตวืทุกชนิด รักสุขหวงสุขอยากอยู่กับความสุข
เกลียดทุกข์ อยากจะผลักความทุกข์ออกไป ไม่อยากสัมผัสกับความทุกข์

มีเหรอพี่สาวจะรักทุกข์ เกลียดสุข อยากจะอาละวาด เกลียดความสงบสุข
แต่ความจริงที่ปรากกต่อหน้านี้คือเขาอ่อนแอ เขาบ้า เขาไม่สบาย รักษาให้กลับมาเหมือนเดิมไม่ได้

เรากลับไปโกรธคนบ้า ที่ไม่ยอมหายบ้า

คนที่ไม่รู้จักว่าคนบ้านั้น ธรรมดาเขาเป้นอย่างนั้น
แล้วไปโทษคนบ้าว่าไม่ปกติตะหากล่ะครับ ที่เราควรโกรธ

ธรรมชาติเสือมันกินเนื้อ มันฆ่าเพื่อกินเนื้อ
แต่มีคนศีลธรรมจัดคนหนึ่งไปเห็นแล้วก็อุทานขึ้นมาว่า เสือพวกนี้โง่
หลงทำบาปไม่รู้ตัว น่าจะดูอย่างพวกเก้งกวางช้างม้าที่มันกินผักมันก็อยู่ได้
ทำไมเสือไม่พัฒนา?!?!?! ยิ่งคิดยิ่งกรุ้ม

คนพูดต่างหากที่มันไม่รู้จักความจริงของเสือ ธรรมชาติของเสือ
แล้วยอมรับความจริงอันนั้น ยอมรับธรรมชาติอันนั้นของมัน



อ้างคำพูด:
4. ถ้าหาก ดิฉันและคุณแม่ทำบุญสวดมณต์อุทิศส่วนกุศล ให้เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายแทนพี่สาว ผลบุญจะช่วยให้เขาหลุดพ้น วิบากกรรมได้ไหมค่ะ บุญกรรมทำแทนกันได้ไหม ?


เจ้ากรรมนายเวรในความหมายที่ว่า มีวิญญานเจ้าหนี้มาคอยเก็บดอกรังควานนั้น
ไม่มีจ๊ะ ท้าให้ไปหาในพระไตรปิฏกยังไงก็ไม่มี

มันมีแต่ กรรมและผลของกรรม แปลง่ายๆว่า การกระทำและผลของการกระทำ
การกระทำก้มีสองอย่างคือกระทำโดยใจ และกระทำโดยกาย (กาย+วาจา)

และเวรคือความแค้นตั้งแต่สองฝ่ายขึ้นไป ที่มีต่อกัน แต่เวรนี้ระงับได้
ถ้าสองฝ่ายอยู่ด้วยกันแล้วพูดคุยกันจนปลงใจกันได้ ไม่ติดใจกัน อันนี้เรียกว่าเวรระงับ
เช่นคนที่ทะเลาะกันแค้นกัน แต่ต่อมาตกลงกันได้ เขาก็เลิกรังควานเรา เราก็เลิกรังควานเขา ไม่มีอะไรค้างคา ติดใจกันอีก นี่คือเวรมันระงับไป
ถ้าเราเลิก แต่เขาไม่เลิก มันก้ไม่จบ เรียกว่าเวรไม่ระงับ


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 84 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3, 4, 5, 6  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: Google [Bot] และ บุคคลทั่วไป 3 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร