วันเวลาปัจจุบัน 23 ต.ค. 2020, 04:09  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 12 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 มี.ค. 2009, 20:21 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 พ.ค. 2007, 09:55
โพสต์: 1632


 ข้อมูลส่วนตัว


หลักวิชชา เพื่อบรรลุธรรม ในทางพุทธศาสนา
หลักวิชชา การบรรลุธรรม ต้องรู้จักว่า
สิ่งที่ทำให้เกิดทุกข์ คือ อะไร (ทุกข์)
เหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ คืออะไร (สมุทัย)
เหตุที่ทำให้ถึงความดับทุกข์ คืออะไร (นิโรธ)
หนทางแห่งความดับทุกข์ คืออะไร (มรรค)

ทีนี้มีปัญหา ว่าท่านทั้งหลายจะคิดพิจารณา ตามสิ่งที่มีอยู่ในพระไตรปิฎก(คือพิจารณาจากรายละเอียด ไปสู่หลักธรรมหัวข้อใหญ่ หรือจะเรียกว่า การ อุปมาน ก็ได้)
หรือ จะคิดพิจารณาตามหลักการของข้าพเจ้า อันเป็นหัวข้อธรรมหลัก ของพระไตรปิฎก(คือ พิจารณาจากหลักธรรมหัวข้อใหญ่ไปหารายละเอียด จะเรียกว่า อนุมานก็ได้)


อันนี้ก็แล้วแต่ความคิดของท่านทั้งหลายนะขอรับและเมื่อท่านทั้งหลายได้ หลักนำ หรือ หลัก อริยะสัจสี่แล้ว ท่านทั้งหลาย ก็ต้องคิดพิจารณาหลักการเหล่านั้น เป็นข้อๆไปว่า
สิ่งที่ทำให้เกิดทุกข์ คือ อะไร
ซึ่งท่านทั้งหลาย ก็ต้องทำความเข้าใจตามหลักความเป็นจริงตามหลักพุทธศาสนา ก่อนว่า ทุกข์ นั้น คือ ผล แห่ง ความโลภ ความโกรธ ความหลง อันอาจแสดงออกทางพฤติกรรม หรือการกระทำ ทั้งทางใจ ทางวาจา หรือทางกาย
ความโลภ ความโกรธ ความหลง ฯลฯ คือ ทุกข์ แต่สิ่งที่ทำให้เกิดความโลภ ความโกรธ ความหลง หรือทุกข์นั้น คือ
๑. การครองเรือน ๒.การทาน
๓.การกตัญญู ๔. การเจรจา ติดต่อสื่อสาร
๕. สรรพอาชีพ ๖. ประพฤติ
๗. ระลึก ๘. ดำริ
ที่กล่าวไป จะพิจารณาเป็นคู่ มี ๔ คู่ ๘ ข้อ
เมื่อ ท่านทั้งหลายได้รู้แล้วว่า สิ่งที่ทำให้เกิดทุกข์ มีอะไรบ้าง ท่านทั้งหลายก็ต้องรู้ว่า เหตุที่ทำเกิดทุกข์ หรือสมุทัยนั้น แท้จริงแล้ว ก็คือ พฤติกรรม หรือ การกระทำ ฯ ตามหลักธรรม ทั้ง ๔ คู่ ๘ ข้อ
ท่านทั้งหลายต้องรู้ และศึกษาค้นคว้า สนใจ สังเกต จดจำ นับตั้งแต่ตัวเราเป็นต้นไป ว่า การครองเรือน เป็นเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ได้อย่างไร แล้วทำไม จึงคู่กับ การทาน ถ้าท่านทั้งหลาย คิดตรงนี้ได้ เข้าใจตรงนี้ได้ ท่านทั้งหลาย ก็จะเข้าใจไปถึงเรื่องของอัตตา หรือการยึดถืออัตตา ด้วยเช่นกัน
อนึ่ง เมื่อท่านทั้งหลาย คิดได้ เกิดความเข้าใจได้ ปัญญาก็ย่อมเกิด และย่อมสามารถรู้จักขจัดอาสวะแห่งกิเลสให้สิ้น ได้เป็นบางเรื่องบางอย่าง โดยการบังคับ ต่อเมื่อ พิจารณาจนเกิดความรู้ ความเข้าใจอยู่เป็นประจำแล้ว ก็จักสามารถขจัดอาสวะแห่งกิเลสได้โดยอัตโนมัติ ในบางเรื่องบางอย่าง ตามความรู้ ความเข้าใจของแต่ละบุคคล
อีกประการหนึ่ง ท่านทั้งหลายจงอย่ามี วิจิกิจฉา คือ ความลังเล สงสัยว่า การรู้จักขจัดอาสวะแห่งกิเลสให้สิ้นได้เป็นบางเรื่อง บางอย่างเป็นอย่างไร อันนี้ไม่ต้องมี วิจิกิจฉา
แล้วท่านทั้งหลายก็จะรู้ได้ด้วยตัวของท่านทั้งหลายเอง
(จ่าสิบตรี เทวฤทธิ์ ทูลพันธ์ ๒๔ มีนาคม ๒๕๕๒)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 มี.ค. 2009, 20:40 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33853

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ท่านมานี่อีกแล้วหรอขอรับ บอกตรงนี้ก็ได้นะขอรับ
กรัชกายรักการศึกษาจึงขอตามท่านไปทุกหนแห่งนะขอรับ ไม่ได้เคล็ดวิธีไม่เลิก :b1:

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 25 มี.ค. 2009, 08:37 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 พ.ค. 2007, 09:55
โพสต์: 1632


 ข้อมูลส่วนตัว


กรัชกาย เขียน:
ท่านมานี่อีกแล้วหรอขอรับ บอกตรงนี้ก็ได้นะขอรับ
กรัชกายรักการศึกษาจึงขอตามท่านไปทุกหนแห่งนะขอรับ ไม่ได้เคล็ดวิธีไม่เลิก :b1:


ฮ่า ฮ่า ฮ่า จากการอวดรู้ อวดฉลาด กลับกลายเป็น อยากรู้ อยากได้ ฮ่า ฮ่า ฮ่า

เอ็งก็คิดพิจารณา ตามหลักวิชชา ข้างต้น ได้แต่อ่าน แล้วอวดรู้ อวดฉลาด ไม่ได้ใช้สมองสติปัญญาคิดพิจารณา ตามหลักความจริง แล้วเอ็งจะรู้อะไร
ข้าพเจ้าถึงบอกเจ้า กรัชกาย ว่า เจ้ามันมีความคิดต่ำ สมองสติปัญญา เลวทราม
ถ้าเอ็งยังคิดไม่ได้ว่า เคล็ดการฝึกอยู่ที่ไหน ก็ให้ไปศึกษา ในพระไตรปิฎก ตามวิธีการในการทำความเข้าใจในพระไตรปิฎก ที่ข้าพเจ้าเขียนเป็นบทความไว้
เพราะในพระไตรปิฎก ก็มีเคล็ดวิธี การปฏิบัติ แม้จะยากสักหน่อย ก็คงไม่เกินความสามารถของเอ็งดอกนะ
แล้วถ้าข้าพเจ้าว่างมากๆ ก็จะมาอธิบายให้ได้เข้าใจกันว่า หลักปฏิบัติของข้าพเจ้ากับ หลักการปฏิบัติในพระไตรปิฎก ไม่ได้แตกต่างจากกันเพราะเหตุใด ทั้งๆที่ข้าพเจ้าไม่ได้อ่านหรือศึกษา จากพระไตรปิฎกเลย เพียงได้รับการสอนจากอาจารย์ ในการปฏิบัติ สมาธิ เท่านั้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 25 มี.ค. 2009, 08:55 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33853

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


Buddha เขียน:
กรัชกาย เขียน:
ท่านมานี่อีกแล้วหรอขอรับ บอกตรงนี้ก็ได้นะขอรับ
กรัชกายรักการศึกษาจึงขอตามท่านไปทุกหนแห่งนะขอรับ ไม่ได้เคล็ดวิธีไม่เลิก :b1:


ฮ่า ฮ่า ฮ่า จากการอวดรู้ อวดฉลาด กลับกลายเป็น อยากรู้ อยากได้ ฮ่า ฮ่า ฮ่า

เอ็งก็คิดพิจารณา ตามหลักวิชชา ข้างต้น ได้แต่อ่าน แล้วอวดรู้ อวดฉลาด ไม่ได้ใช้สมองสติปัญญาคิดพิจารณา ตามหลักความจริง แล้วเอ็งจะรู้อะไร
ข้าพเจ้าถึงบอกเจ้า กรัชกาย ว่า เจ้ามันมีความคิดต่ำ สมองสติปัญญา เลวทราม
ถ้าเอ็งยังคิดไม่ได้ว่า เคล็ดการฝึกอยู่ที่ไหน ก็ให้ไปศึกษา ในพระไตรปิฎก ตามวิธีการในการทำความเข้าใจในพระไตรปิฎก ที่ข้าพเจ้าเขียนเป็นบทความไว้
เพราะในพระไตรปิฎก ก็มีเคล็ดวิธี การปฏิบัติ แม้จะยากสักหน่อย ก็คงไม่เกินความสามารถของเอ็งดอกนะ
แล้วถ้าข้าพเจ้าว่างมากๆ ก็จะมาอธิบายให้ได้เข้าใจกันว่า หลักปฏิบัติของข้าพเจ้ากับ หลักการปฏิบัติในพระไตรปิฎก ไม่ได้แตกต่างจากกันเพราะเหตุใด ทั้งๆที่ข้าพเจ้าไม่ได้อ่านหรือศึกษา จากพระไตรปิฎกเลย เพียงได้รับการสอนจากอาจารย์ ในการปฏิบัติ สมาธิ เท่านั้น



ขอรับ :b8: กรัชกายบุญน้อยด้อยปัญญา เกิดมาเพื่อเป็นธุลีรองบาทของท่าน เชิญท่านดุด่าว่ากล่าวผู้ใช้นามว่า "กร้ชกาย" ได้ตามอัธยาศัย แต่ขอได้โปรดบอกเคล็ดวิชาหรือวิธีปฏิบัติที่ท่านได้ร่ำเรียนสมาธิมาจากอาจารย์ของท่านให้ข้า ฯ น้อยด้วยเถิดนะขอรับ
รอสามเดือนนานไปขอรับ บอกภายในวันนี้คืนนี้เลยนะขอรับ :b8: :b1:

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 25 มี.ค. 2009, 09:11 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 พ.ค. 2007, 09:55
โพสต์: 1632


 ข้อมูลส่วนตัว


กรัชกาย เขียน:
Buddha เขียน:
กรัชกาย เขียน:
ท่านมานี่อีกแล้วหรอขอรับ บอกตรงนี้ก็ได้นะขอรับ
กรัชกายรักการศึกษาจึงขอตามท่านไปทุกหนแห่งนะขอรับ ไม่ได้เคล็ดวิธีไม่เลิก :b1:


ฮ่า ฮ่า ฮ่า จากการอวดรู้ อวดฉลาด กลับกลายเป็น อยากรู้ อยากได้ ฮ่า ฮ่า ฮ่า

เอ็งก็คิดพิจารณา ตามหลักวิชชา ข้างต้น ได้แต่อ่าน แล้วอวดรู้ อวดฉลาด ไม่ได้ใช้สมองสติปัญญาคิดพิจารณา ตามหลักความจริง แล้วเอ็งจะรู้อะไร
ข้าพเจ้าถึงบอกเจ้า กรัชกาย ว่า เจ้ามันมีความคิดต่ำ สมองสติปัญญา เลวทราม
ถ้าเอ็งยังคิดไม่ได้ว่า เคล็ดการฝึกอยู่ที่ไหน ก็ให้ไปศึกษา ในพระไตรปิฎก ตามวิธีการในการทำความเข้าใจในพระไตรปิฎก ที่ข้าพเจ้าเขียนเป็นบทความไว้
เพราะในพระไตรปิฎก ก็มีเคล็ดวิธี การปฏิบัติ แม้จะยากสักหน่อย ก็คงไม่เกินความสามารถของเอ็งดอกนะ
แล้วถ้าข้าพเจ้าว่างมากๆ ก็จะมาอธิบายให้ได้เข้าใจกันว่า หลักปฏิบัติของข้าพเจ้ากับ หลักการปฏิบัติในพระไตรปิฎก ไม่ได้แตกต่างจากกันเพราะเหตุใด ทั้งๆที่ข้าพเจ้าไม่ได้อ่านหรือศึกษา จากพระไตรปิฎกเลย เพียงได้รับการสอนจากอาจารย์ ในการปฏิบัติ สมาธิ เท่านั้น



ขอรับ :b8: กรัชกายบุญน้อยด้อยปัญญา เกิดมาเพื่อเป็นธุลีรองบาทของท่าน เชิญท่านดุด่าว่ากล่าวผู้ใช้นามว่า "กร้ชกาย" ได้ตามอัธยาศัย แต่ขอได้โปรดบอกเคล็ดวิชาหรือวิธีปฏิบัติที่ท่านได้ร่ำเรียนสมาธิมาจากอาจารย์ของท่านให้ข้า ฯ น้อยด้วยเถิดนะขอรับ
รอสามเดือนนานไปขอรับ บอกภายในวันนี้คืนนี้เลยนะขอรับ :b8: :b1:


Buddha....ตอบ...

ฮ่า ฮ่า ฮ่า เข้าใจเขียนนะเอ็ง เจ้าไม่ได้มีบุญน้อยดอก แต่สมองสติปัญญา และความคิดน้อย เหตุเพราะ มัวหลงผิด ด้วยอวิชชา แต่ยังแข็งขืนไม่พิจารณาตามหลักความเป็นจริง ก็เท่านั้น
อีกประการหนึ่ง เอ็งรีบอ่าน แล้วรีบตอบ โดยที่ไม่ได้คิดพิจารณา แล้วเอ็งจะรู้อะไรว่า สิ่งที่ข้าพเจ้าแสดงความคิดเห็นไป มีอะไรบ้าง และแนะนำว่าอย่างไรบ้าง
เอ็งต้องไปคิดพิจารณาตามบทความและข้อแสดงความคิดเห็นของข้าพเจ้าต่อจากนี้อีก ๓ เดือน ในนั้น ก็เป็นเคล็ดการปฏิบัติอยู่แล้ว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 25 มี.ค. 2009, 11:44 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33853

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


อ้างคำพูด:
Buddha....ตอบ...

ฮ่า ฮ่า ฮ่า เข้าใจเขียนนะเอ็ง เจ้าไม่ได้มีบุญน้อยดอก แต่สมองสติปัญญา และความคิดน้อย เหตุเพราะ มัวหลงผิด ด้วยอวิชชา แต่ยังแข็งขืนไม่พิจารณาตามหลักความเป็นจริง ก็เท่านั้น
อีกประการหนึ่ง เอ็งรีบอ่าน แล้วรีบตอบ โดยที่ไม่ได้คิดพิจารณา แล้วเอ็งจะรู้อะไรว่า สิ่งที่ข้าพเจ้าแสดงความคิดเห็นไป มีอะไรบ้าง และแนะนำว่าอย่างไรบ้าง
เอ็งต้องไปคิดพิจารณาตามบทความและข้อแสดงความคิดเห็นของข้าพเจ้าต่อจากนี้อีก ๓ เดือน ในนั้น ก็เป็นเคล็ดการปฏิบัติอยู่แล้ว



ฮ่า ฮ่า ฮ่า เข้าใจเขียนนะเอ็ง เจ้าไม่ได้มีบุญน้อยดอก แต่สมองสติปัญญา และความคิดน้อย เหตุเพราะ มัวหลงผิด ด้วยอวิชชา แต่ยังแข็งขืนไม่พิจารณาตามหลักความเป็นจริง ก็เท่านั้น



คงพอมีบุญอยู่บ้างก็ได้นะขอรับ บุญจึงนำพามาให้พบกับท่าน :b8:
แต่บุญอย่างเดียวคงไม่พอ

เพราะ กรัชกาย เป็นอย่างที่ท่านบุดฯ ว่ามา คือ สมองสติปัญญา...น้อย
ก็ในเมื่อเป็นอย่างนี้ อย่าว่าแต่สามเดือนเลยนะขอรับ สามปีก็คิดไม่ออก :b2:
บอกมาเถอะนะขอรับ ท่านทำสมาธิด้วยวิธีใด

หากไม่บอกกรัชกายจะสรุปว่า ท่านบุดฯ ฝึกสมาธิแบบภาวนาพุทโธนะขอรับ
:b1:

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 25 มี.ค. 2009, 22:22 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 18 เม.ย. 2008, 13:18
โพสต์: 1367

ที่อยู่: bangkok

 ข้อมูลส่วนตัว


กรัชกาย เขียน:
หากไม่บอกกรัชกายจะสรุปว่า ท่านบุดฯ ฝึกสมาธิแบบภาวนาพุทโธนะขอรับ

จำได้ว่า ท่านBuddha เคยเล่าไว้ว่าเคยภาวนา พุทโธ แล้วเกิดฟุ้งซ่านจึงเลิกวิธีนี้...ถ้ายังไงสรุปเป็นอย่างอื่นเถอะครับ :b32: :b32:

กระผมเองก็มีสมอง สติปัญญาน้อยเช่นกันครับ(แต่ก็ยังดีครับที่พอมีบ้าง) พิจารณามาทั้งวันแล้วก็ยังไม่เข้าใจว่า การครองเรือนคู่กับทาน แล้วจะเข้าใจเรื่องของอัตตายังไง...ภูมิธรรมอย่างท่านกรัชกายยังให้คิดตั้ง 3 เดือน เป็นกระผมมิต้อง 3 กัปล์เลยหรือนี่... :b2: :b2:

.....................................................
ตั้งสติไว้ มองความจริงตามความเป็นจริง


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 25 มี.ค. 2009, 22:52 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33853

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


รอพรุ่งนี้คงได้คำตอบ :b1: โดยสมมุติก็ผ่านสามเดือนไปแล้วครับ :b32:

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 มี.ค. 2009, 12:53 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 พ.ค. 2007, 09:55
โพสต์: 1632


 ข้อมูลส่วนตัว


คำว่า สมมุติ นั้น หมายถึง การยอมรับ หรือตกลงกันเอง โดยปริยาย โดยไม่ได้คำนึง ถึงหลักความเป็นจริง หรือ หมายถึง สิ่งที่ไม่มีอยู่จริง หรือ สิ่งที่อาจจะเกิดขึ้น หรือมีอยู่ก็ได้ หรืออาจจะไม่เกิดขึ้น หรือไม่มีอยู่ก็ได้ หรืออาจเป็นจำนวนที่ไม่สามารถจะนับได้ ฯลฯ อย่างนี้เป็นต้น
(ขยายความ จาก พจนานุกรมไทย ฉบับ ราชบัณฑิตยสถาน)

ถ้าเจ้าผู้ชื่อ กรัชกาย เจ้าไม่ใช้สมองสติปัญญาของตัวเอง หวังแต่จะกอบโกยเอาของผู้อื่น แสดง ก็แสดงถึงสภาพสภาวะจิตใจ หรือ จิตของของเจ้า รวมไปถึง เจตสิก อันหมายถึง ความรู้ ที่ประกอบอยู่กับจิต ฯลฯ ไปพิจารณาดูนะขอรับ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 มี.ค. 2009, 13:49 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33853

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ท่านบุดฯ ขอรับ
กรัชกายสรุปถูกไหมขอรับว่า ท่านใช้ภาวนาพุทโธ
ที่ถามเพราะกรัชกายจะได้ดำเนินตามผู้เดินก่อนไงล่ะขอรับ :b1:

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 มี.ค. 2009, 13:57 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 พ.ค. 2007, 09:55
โพสต์: 1632


 ข้อมูลส่วนตัว


ดีถามสั้นๆ ก็ตอบให้สั้นว่า
อาจารย์ ข้าพเจ้า สอนให้ทุกรูปแบบ คือ
แบบแรก
นั่งสมาธิ กำกับ ลมหายใจ โดยใช้ คำว่า พุทธ และ โธ

แบบที่สอง
นั่งสมาธิ โดยใช้ คำว่า หยุบหนอ พองหนอ กำกับ

แบบที่สาม
นั่งสมาธิ โดยใช้แบบธรรมกาย กำกับ (ในสมัยนั้น หลวงพ่อสด กำลังเริ่มดัง)

แบบที่ 4 จำไม่ได้ เพราะไม่ได้ใช้

ข้าพเจ้าฝึกทุกรูปแบบตามท่านอาจารย์ที่สอนให้ และก็มีผลเกิดขึั้น ทุกรูปแบบ
แบบที่ดีที่สุด คือ การนั่งสมาธิ แบบ พุทธ -โธ แต่อาจมีปัญหาว่า จะเกิดวิตก วิจาร จนไม่หลับไม่นอน ไม่หลับทั้งคืนก็มี ต้องท่องพุทธ โธ กำกับลมหายใจตลอด

แบบอื่น ไม่อยากกล่าวถึง เพราะอาจมีสาวกของพวกเขาไม่พอใจก็เป็นได้ จบนี้ไม่ต้องถาม อีกสามเดือน จึงจะอธิบายให้ได้เข้าใจกันว่า ทำไมหลักการปฏิบัติทั้งหมดของข้าพเจ้า จึงเหมือนในพระไตรปิฎก ทั้งๆที่ไม่ได้ศึกษาจากพระไตรปิฎก และยังมีที่เจ้ากรัชกาย และท่านทั้งหลาย รวมไปถึง บุคคลากรทางศาสนา ไม่เข้าใจ หรือเข้าใจผิด หรือหลงผิด ยังมีอีกมาก แล้วจะมาอธิบาย


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 มี.ค. 2009, 19:34 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 พ.ค. 2007, 09:55
โพสต์: 1632


 ข้อมูลส่วนตัว


การนั่งสมาธิ รูปแบบที่ 4 ที่ว่าจำไม่ได้นั้น ความจริงแล้วตอนแรกนึกไม่ออกว่าเป็นแบบไหน
ตอนนี้ ระลึกได้แล้ว

รูปแบบที่ 4 คือ การเดินจงกรม ซ้ายย่างหนอ ขวาย่างหนอ
ในรูปแบบนี้ ที่ว่าไม่เคยใช้ หรือไม่ได้ใชันั้น ความจริงแล้ว ก็เคยทดลองฝึกตอนเป็นสามเณร ประมาณ สองสามครั้ง
แต่ต่อมา คิดพิจารณาว่า การเดิน แล้วกำหนดว่า ซ้ายย่างหนอ ขวาย่างหนอ นั้น ผิดธรรมชาติ
เพราะขณะเราเดิน เราต้องมองดูทางเดิน และดูรอบข้างตัวเรา คือต้องมีสมาธิ มีความรู้สึกตัวและระลึกได้ ในการเดิน จึงเลิกทดลองฝึก ไม่ฝึกอีกเลย จนปัจจุบันนี้ แต่ใช้วิธีอื่นแทน

ส่วนในรูปแบบ การนั่งสมาธิ แบบ ยุบหนอ พองหนอ นั้น ความจริงแล้ว ยังมีรายละเอียดอีกว่า
ถ้าได้ยินเสียง หรือได้สัมผัสทางอายตนะ ก็ให้ระลึกว่า ได้ยินหนอ หรือคันหนอ หรืออื่นๆ แต่ต่อมาได้คิดพิจารณาแล้วว่า การนั่งสมาธิรูปแบบนี้ ไม่ใช่เป็นการนั่งสมาธิ เพราะเป็นการแบ่งแยกสมาธิ ทำให้ไม่สามารถควบคุมความคิดของตัวเองได้ จึงได้เลิก ไม่ทดลองฝึกอีกเลย


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 12 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 15 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร