วันเวลาปัจจุบัน 10 เม.ย. 2020, 16:59  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 6 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 ม.ค. 2009, 21:50 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ก.ค. 2006, 06:25
โพสต์: 2058


 ข้อมูลส่วนตัว


คุณ เพาพงา วรรธนะกุล

ช่วงสุดท้ายของชีวิต ท่านได้ไปฏิบัติธรรม อยู่กับ หลวงตา มหาบัว ญาณสัมปันโน ที่วัดป่าบ้านตาด อุดรธานี


มีธรรมลิขิตบทหนึ่ง ที่องค์หลวงตาท่านมีแด่ คุณเพาพงา

มีใจความดังนี้



พญามัจจุราช เตือน และ บุกธาตุขันธ์ของสัตว์โลก ตามหลักความจริงของเขา

เราต้องต้อนรับ การเตือนและการบุกของเขา ด้วย สติ ปัญญา ศรัทธา ความเพียร ไม่ถอยหลัง
และ ขนสมบัติ คือ มรรค ผล นิพพาน ออกมาอวดเขาซึ่งๆหน้า ด้วยความกล้าตาย โดยทางความเพียร
เขา กับ เรา ที่ถือว่าเป็นอริศัตรูกันมานาน จะเป็นมิตรกันโดยความจริงด้วยกัน ไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบกัน อีกต่อไปตลอดอนันตกาล

ธาตุขันธ์ เป็นสิ่งที่โลกจะพึงสละทั้งๆที่เสียดาย
เราพึงสละ ด้วยสติปัญญา ก่อนหน้าที่จะสละขันธ์แบบโลกสละกัน
นั่นคือ ความสละอย่างเอกไม่มีสองกับอันใด

กรุณาฟังให้ถึงใจ
เพราะเขียนด้วยความถึงใจ


เอวัง


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 ม.ค. 2009, 21:52 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ก.ค. 2006, 06:25
โพสต์: 2058


 ข้อมูลส่วนตัว


หลวงปู่ ชา สุภัทโท

ท่านเคยไปเตือนสติพ่อพ่วง(โยมอุปัฏฐากวัด) ในคราวที่พ่อพ่วงกำลังจะสิ้นใจ.

รายละเอียดอยู่ใน หนังสือ อุปลมณี หน้า476


หลวงพ่อนั่งบนเตียง มองดูพ่อพ่วงอยู่ครู่หนึ่ง
จึงเอามือลูบหน้าพ่อพ่วงเบาๆ และเรียกว่า
"พ่อพ่วง พ่อพ่วง"

เป็นเวลาพอสมควร พ่อพ่วงจึงลืมตาขึ้นเพราะได้ยินเสียงหลวงพ่อ ทั้งหันหน้ามอง
หลวงพ่อจึงถามว่า
"พ่อพ่วง จำอาตมาได้ไหม?"
พ่อพ่วงผงกศรีษะรับ มองดูหน้าหลวงพ่อแล้วน้ำตาไหล แต่ยังมีเสียงครางอยู่

หลวงพ่อ เอามือจับหน้าผากพ่อพ่วงไว้ แล้วให้โอวาทว่า
"พ่อพ่วง เราเป็นนักปฏิบัตินะ เราเคยต่อสู้มันมานาน ถึงเวลาเขามาเอาก็ให้เขาไป มันของเขาจะหวงไว้ทำไม เอาของเขามาก็ส่งคืนเขาไป เก็บเสียงไว้ข้างในสิ ปล่อยออกมาข้างนอกทำไม?"

หลวงพ่อพูดจบ เสียงครางของพ่อพ่วงก็เงียบลงทันที หลวงพ่อจึงให้โอวาทต่อไปว่า
"สังขารนี้ มันไม่เทียงแท้ แน่นอน
รูปนี้ไม่งาม มันเก่าเพราะใช้มานาน ไปหาเอารูปร่างกายใหม่ ... ไปยังสถานที่เราเคยเห็นโน้น"
(หมายถึง นิมิตที่เกิดขึ้น เมื่อคราวพ่อพ่วงบำเพ็ญธรรมอยู่ที่วัดตอนบวช)

หลวงพ่อเอามือลูบหน้าพ่อพ่วงเรื่อยๆ พลางหันมาถามผู้กองบุญสมว่า
"เวลาเท่าไรแล้ว"
ผู้กองบุญสมยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดู แล้วกราบเรียนว่า
"เวลา12.55น. ครับ"

"อีกห้านาทีพ่อพ่วงก็จะไปแล้ว" หลวงพ่อบอกพร้อมกับลูบหน้าลูบตาพ่อพ่วงไปมา
ตาของพ่อพ่วง ค่อยๆ หรี่ลงๆ พอเปลือกตาปิดกันก็เป็นเวลา13.00น พอดี
พ่อพ่วงก็สิ้นใจจากไปด้วยอาการสงบ


.........................................


เรื่องนี้ เป็นเรื่องที่ผมประทับใจเรื่องหนึ่ง

ถ้าเวลาผมจะตาย แล้วมีพระสุปฏิปันโนมาเตือนสติให้ จะเป็นมหากุศลมาก
แต่ ผมคงไม่มีบุญถึงขนาดนั้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 ม.ค. 2009, 21:54 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ก.ค. 2006, 06:25
โพสต์: 2058


 ข้อมูลส่วนตัว


โอวาทธรรม หลวงปู่ สิม พุทธาจาโร


สิ้นภพ-สิ้นชาติ

“ ทางพระสอนให้ล่ะชั่ว ทำความดี แต่ไม่ให้ติดอยู่ในความดี
ให้บำเพ็ญจิตให้ยิ่งขึ้น จนไม่ติดดีติดชั่ว จึงจะพ้นโลกนี้ไปได้

เพราะแม้คุณความดีจะส่งผลให้เป็นสุข ไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์ เป็น เทพ อินทร์ พรหม ก็ตาม แต่เมื่อกำลังของกุศลกรรมความดีนั้นๆหมดลง ก็ย่อมต้องกลับเวียนว่ายตายเกิดอีก

ทางพระจึงสอนให้มุ่งภาวนา ทำจิตให้ รวม ระวัง ตั้งมั่น
ทำจิตให้มีปัญญารู้ตามความจริงด้วยตนเอง จน ถอดถอนอุปาทานความยึดมั่นถือมั่นต่างๆออกเสีย

จึงจะเป็นไปเพื่อความสิ้นภพสิ้นชาติ หมดทุกข์หมดยาก โดยแท้จริง”

(จาก พุทธจารปูชา หน้า 33)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 ม.ค. 2009, 22:00 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ก.ค. 2006, 06:25
โพสต์: 2058


 ข้อมูลส่วนตัว


จิตสุดท้าย นั้น หมายเอาขณะจิตสุดท้ายในภพชาตินี้ ก่อนที่จะอุปบัติในภพชาติหน้า
จิตในภพชาติหน้า ก็ไม่ใช่ จิตเดิมในภพชาตินี้(ถ้ายังมีเหตุปัจจัยต้องเกิดใหม่อีก)

สิ่งที่สืบเนื่องข้ามภพชาติ คือ วิบากแห่งกรรม ...ไม่ใช่มีจิตอมตะที่ยืนโรงคอยเวียนว่ายตายเกิดข้ามภพชาติ



ใน กุตุหลสาลาสูตร

พระพุทธองค์ไม่ทรงบัญญัติการเกิดกับผู้หมดอุปาทาน

"……..แม้พระสมณโคดมนั้น ก็ทรงพยากรณ์สาวกผู้ กระทำกาลกิริยาล่วงไปแล้วในอุปบัติทั้งหลายว่า ท่านโน่นบังเกิดในภพโน้น ท่าน โน่นบังเกิดในภพโน้น ดังนี้ และสาวกของพระสมณโคดมนั้น รูปใดเป็นบุรุษ สูงสุด เป็นบุรุษยอดเยี่ยม ได้บรรลุความปฏิบัติอันยอดเยี่ยมแล้ว พระสมณโคดม ก็ทรงพยากรณ์สาวกรูปนั้น ผู้กระทำกาลกิริยาล่วงไปแล้วในอุปบัติทั้งหลายว่า ท่าน โน่นเกิดในภพโน้น ท่านโน่นบังเกิดในภพโน้น ดังนี้เหมือนกัน

……..ยิ่งกว่านั้น พระสมณโคดมนั้นยังทรงพยากรณ์สาวกรูปนั้นอย่างนี้ว่า รูปโน้นตัดตัณหาขาดแล้ว ถอนสังโยชน์ทิ้งเสียแล้ว ทำที่สุดแห่งทุกข์แล้วเพราะได้บรรลุเหตุที่ละมานะได้ โดยชอบ ดังนี้ ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้าพเจ้านั้น มีความเคลือบแคลงสงสัย แท้ว่า อย่างไรๆ พระสมณโคดมก็ต้องทรงรู้ธรรมอันบุคคลพึงรู้ยิ่ง ฯ ……”

"……. ดูกรวัจฉะ เราย่อมบัญญัติความเกิดขึ้นแก่คนที่ยังมีอุปาทานเท่านั้น หาบัญญัติแก่ คนที่หาอุปาทานมิได้ไม่
…….ดูกรวัจฉะ ไฟมีเชื้อจึงลุกโพลง ไม่มีเชื้อหาลุกโพลงไม่ แม้ฉันใด ดูกรวัจฉะ เราก็ย่อมบัญญัติความเกิดขึ้นแก่คนที่ยังมีอุปาทาน หาบัญญัติแก่คนที่หาอุปาทานมิได้ไม่ ฉันนั้นเหมือนกันแล ฯ…….”



ตัณหา(และ อุปาทาน) นอกจากจะทำให้ทุกข์ในปัจจุบันแล้ว ยังเป็นเหตุให้เกิดใหม่(ดังที่ว่า"กระทำกาลกิริยาล่วงไปแล้วในอุปบัติทั้งหลายว่า ท่านโน่นบังเกิดในภพโน้น ท่าน โน่นบังเกิดในภพโน้น" )

เรื่อง การเกิดใหม่ ก็เป็นเรื่องเดียวกับที่ ทุกข์ในปัจจุบันนี้
ถ้าจะจบสิ้น ก็จบสิ้นด้วยกัน.... ถ้ายังไม่จบ ก็มีต่ออีกแน่นอน


สำหรับท่านผู้สิ้นอุปาทาน ย่อมดับขันธปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ... ก็ เป็นการดับสนิท อันเย็นแสนจะเย็น เป็นการยุติอย่างสิ้นเชิงในสังสารวัฏฏ์

ส่วนที่เหลือ นอกจากนั้น ก็ยังต้องมีการเกิดใหม่อีก



ในกลุ่มที่ ต้องมีการเกิดใหม่อีก นั้น ก็ยังแบ่งคร่าวๆ เป็น "มีสุคติแน่นอน" กับ "ยังต้องลุ้นระทึกอยู่"

1."มีสุคติแน่นอน" คือ ปิดอบายได้แน่นอน ด้วยอำนาจของอริยผล
จาก สอุปาทิเสสสูตร
ดูกรสารีบุตร บุคคล ๙ จำพวกนี้ ที่เป็นสอุปาทิเสสะ กระทำกาละ
พ้นจากนรก พ้นจากกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน พ้นจากเปรตวิสัย พ้นจากอบาย ทุคติ และวินิบาต


(9ประเภท คือ พระอนาคามี5ประเภท พระสกทาคามี1ประเภท พระโสดาบัน1ประเภท)


2."ยังต้องลุ้นระทึกอยู่" คือ ปุถุชนทั้งหลายนั่นเอง
ป่วยการจะกล่าวไปถึง ฆราวาสผู้บริโภคกาม ว่ายังมีคติที่ไม่แน่นอน .... แม้นแต่ พระผู้ที่สำเร็จโลกียฌาน แต่ ขณะจิตสุดท้ายไม่ได้ดับจิตในฌาน ดันไปยินดีอาลัยในจีวรก็ยังไปเกิดเป็นเลนเกาะจีวรอยู่(อ่าน กระทู้เก่าๆ). และ มีพระสูตรที่กล่าวถึง แม้นพรหมที่ไม่ใช่พระอนาคามีอาจจะจุติจากพรหมโลกลงอบายไปเลยก็มี





ที่สำคัญที่สุดในเรื่องจิตสุดท้าย คือ เรา-ท่าน มักจะไม่รู้กันว่า ขณะจิตไหนจะเป็นจิตสุดท้าย

ที่พิมพ์ ที่อ่าน กันอยู่นี่ อีกสักครู่ไฟฟ้าอาจจะลัดวงจร เกิดไฟไหม้ห้องคอมๆคลอกตายกันก็ได้(แบบผับสยอง)

เพราะเราไม่รู้ว่า ความตายจะมาเมื่อใด เราจึงประมาทไม่ได้ ว่าตอนนี้ไม่ใช่จิตสุดท้าย
และ จะไปรอความหวังว่า ทำจิตขณะสุดท้ายให้ดีๆ ตอนนี้ไม่เป็นไร ก็คงหวังยาก(ขนาดผู้ได้ฌาน ยังไปเกิดเป็นเลนได้)

นี่ คือความน่ากลัวของสังสารวัฏฏ์



ประเด็นที่สำคัญคือ จะทำอย่างไรดี ในเรื่อง จิตสุดท้าย

ที่ดีที่สุด คือ เร่งเจริญ ทาน ศีล สมาธิ ปัญญา กันให้มากที่สุด...ให้เป็นสิ่งที่จิตคุ้นเคย แม้นแต่ตอนที่สติเบลอร์ในขณะใกล้ตาย ก็สามารถปรากฏกุศลจิตได้

ถ้าถึงขนาดปิดอบายได้ จะประเสริฐที่สุด.

แต่ ถ้ายังไม่สามารถปิดอบายได้แน่นอน ก็ต้องหวังลุ้นว่า กุศลที่พยายามกระทำ และ "....ทิฏฐิพรั่งพร้อม สมาทานแล้วในเวลาจะตาย....."(เป็นพระพุทธพจน์โดยตรง จาก มหากัมมวิภังคสูตร) จะช่วยให้ไปสู่สุคติได้
แต่ ก็ยังเอาแน่นอนไม่ได้อยู่ดี


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 ม.ค. 2009, 22:35 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 3
สมาชิก ระดับ 3
ลงทะเบียนเมื่อ: 22 ธ.ค. 2008, 20:09
โพสต์: 112


 ข้อมูลส่วนตัว


:b8:

ถ้าเวลาผมจะตาย แล้วมีพระสุปฏิปันโนมาเตือนสติให้ จะเป็นมหากุศลมาก
แต่ ผมคงไม่มีบุญถึงขนาดนั้น.....(ผมก็ด้วยคนครับ) :b2:

http://www.palungjit.com/smati/books/index.php?cat=149
ว่าด้วย..วิธีฝึกกรรมฐาน

ผมไม่อยากประมาท ก็ศึกษาวิธีฝึกกรรมฐานเพื่อตั้งรับ..จิตสุดท้าย

ขอบพระคุณ..ท่านตรงประเด็น..ที่เมตตาเตือนครับ

ว่าแล้วผมก็ต้องไปนั่งกรรมฐานก่อนน่ะครับ ...บุญกุศลแบ่งๆกันครับ

เจริญในธรรมยิ่งๆขอรับ :b44: :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 ม.ค. 2009, 21:07 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ก.ค. 2006, 06:25
โพสต์: 2058


 ข้อมูลส่วนตัว


ตอนที่ร่างกายปั่นป่วนมากใกล้ตาย จะมีสติได้นั้น
ตอนที่ร่างกายยังไม่แย่มาก เวทนายังไม่กล้า ธาตุขันธ์ไม่แปรปรวนมาก ...มันต้องฝึกเจริญสติปัฏฐาน จนเป็น สตินทรีย์ หรือ สติอัตโนมัติ .
มันจึงจะมีโอกาสที่จะมีสติตอนใกล้ตายได้

สตินทรีย์ บังเกิดจาก วิริยินทรีย์ คือ ความเพียรอันยิ่ง.ไม่ได้เกิดจากการใช้ชีวิตไปเรื่อยเปื่อย แบบไม่สนใจปฏิบัติธรรม.

สติ ก็คือ ความไม่ประมาท
ผู้ที่ขาดสติ ก็คือ ผู้ประมาท

ในเมื่อ เราท่าน ไม่มีญาณเหมือนครูบาอาจารย์ที่ท่านทราบวาระสุดท้ายจะเป็นเมื่อใดได้
เราก็ต้อง ถือหลัก ไม่ประมาท...มีสติ ระลึกอยู่บ่อยๆว่า ตอนนี้อาจจะเป็นจิตดวงสุดท้ายอยู่ก็ได้


"ภิกษุทั้งหลาย
บรรดารอยเท้าสัตว์บกทั้งหลาย รอยเท้าช้างเป็นรอยเท้าใหญ่ รอยเท้าสัตว์บกอื่นๆ ย่อมสามารถรวมลงในรอยเท้าช้างได้หมดฉันใด
ธรรมทั้งหลายบรรดาที่เป็นกุศลทั้งหมด ก็รวมลงในเรื่องความไม่ประมาททั้งหมดฉันนั้น"


ดูกรภิกษุทั้งหลาย
บัดนี้เราขอเตือนพวกเธอว่า
สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา
พวกเธอจงยังความไม่ประมาท ให้ถึงพร้อมเถิด


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 6 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: Google [Bot] และ บุคคลทั่วไป 8 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร