วันเวลาปัจจุบัน 06 เม.ย. 2020, 10:10  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 45 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2, 3  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 31 ธ.ค. 2008, 00:09 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 1
สมาชิก ระดับ 1
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ธ.ค. 2008, 22:13
โพสต์: 23


 ข้อมูลส่วนตัว


สวัสดีครับ
ก็ตามหัวข้อนั่นเลยนะครับ
ผมเพียงต้องการที่จะศึกษา และทำความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการเชื่อมั่นของชาวพุทธน่ะครับ

ก่อนอื่นผมขอบอกก่อนนะครับว่าผมไม่ใช่ชาวพุทธ ไม่ได้มีเจตนาร้ายใดๆ ทั้งสิ้นที่จะทำให้เกิดความเสียหายแก่ศาสนาของท่านทั้งสิ้น เป็นเพียงแค่การเปิดประเด็นความคิดและคำถามเท่านั้น ถ้าเกิดว่าผมพูดจาอะไรผิดไป หรือไปทำให้ผู้ใดเดือดร้อนก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ

รบกวนเพื่อนๆ พี่ๆ หน่อยนะครับ ช่วยตอบคำถามของผมเป็นข้อๆ ทีครับ เอาแบบเชิงตรรกะนะครับ ไม่ใช่ยึดพื้นฐานจากการศรัทธาเป็นหลัก ว่ากันด้วยเหตุผล และสัจธรรมครับ อ่านคำถามให้จบก่อนด้วยนะครับ แล้วค่อยตอบ ผมยอมรับในความผิดถ้าหากว่าผมหลงผิดไปครับ ขอบคุณครับ


1. ทุกวันนี้เรามีศาสนาเพื่ออะไร ยึดเหนี่ยวจิตใจ ตามบรรพบุรุษ หรือ สัจธรรม
2. จะเชื่อมั่นในศาสนาพุทธอย่างไรว่าเป็นศาสนาที่คิดว่าถูกต้องที่สุดแล้วที่คุณเลือกที่จะนับถือ
3. จะเชื่อในหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าได้อย่างไร แล้วทุกเรื่องนั้นจะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นเรื่องจริง


3.1 พระพุทธเจ้านั้นเป็นตามความเชื่อของชาวพุทธนั้น เป็นคน หรือเป็น เทพเจ้า หรือเป็นพระเจ้า
ถ้าคำตอบนั้นเป็นคน แล้วมีความพิเศษมากกว่าคนอย่างพวกเราอย่างไร ทำไมถึงคิดเช่นนั้น
ถ้าคำตอบนั้นเป็นอย่างอื่น แล้วมีสิ่งใดที่สามารถยืนยันในความพิเศษมากกว่าคนอย่างเรา

3.2 กฎหมายนั้นถูกร่างขึ้นเพื่อประโยชน์ส่วนรวม และมาจากบรรทัดฐาน และความคิดเห็นของคนในสังคมนั้นๆที่จะร่างกฎหมายออกมาเพื่อให้สังคมนั้นอยู่ร่วมกันได้ เช่นเดียวกับความดีและความชั่วที่เกิดจากบรรทัดฐานของคนทั่วไปที่มีจิตใจตรงกันว่าการกระทำต่างๆ นั้นเป็นสิ่งที่ดีหรือชั่ว เพราะฉะนั้นการกำหนดความดีและความชั่วทุกวันนี้ใครเป็นผู้กำหนด เกิดจากคนด้วยกันเองใช่หรือไม่ ทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำกันทุกวันนี้ ความดีและความชั่วที่ถูกต้องนั้นเป็นเช่นไร ผู้กำหนดที่แท้จริงคือใคร ถ้าเราอยู่ในโลกนี้คนเดียวแล้วเราทำชั่วจะมีอะไรเกิดขึ้นกับเราบ้าง ตามตรรกะแล้วการกราบไหว้รูปปั้นนั้นเป็นสิ่งที่หลายคนมองว่าเป็นสิ่งดี เพราะเหตุอันใดถึงบอกว่านี่เป็นสิ่งที่ดี เพราะเกิดจากความเชื่อและความคิดเห็นของคนในสังคมที่เห็นพ้องต้องกัน ซึ่งตามหลักความเป็นจริงแล้วถ้าน้ำท่วมรูปปั้นนั้นขึ้นมา เป็นไปไม่ได้เลยที่รูปปั้นนั้นจะช่วยตัวเองโดยการหนีน้ำท่วมได้ แต่ก็ยังคงขอความคุ้มครองและกราบไหว้จากสิ่งนั้น ทั้งที่เขาเองยังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ สิ่งเหล่านี้เป็นไปได้หรือไม่ที่จะเกิดจากอุปทานหมู่ ที่มีคนมาบอกว่าเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ และสามารถช่วยเหลือเราได้ ทั้งที่ความจริงมันก็ขัดกับหลักตรรกะและหลักสัจธรรมอยู่

หลักธรรมคำสอนต่างๆ คัมภีร์ต่างๆ ศาสนาทุกศาสนา ที่ทุกคนก็ต่างเห็นตรงกันว่าสอนให้เป็นคนดี ก็เช่นเดียวกัน มีใครสามารถยืนยันในความถูกต้องได้นอกจากบุคคลที่เห็นพ้องต้องกันกับหลักนั้นเท่านั้น สวรรค์ และนรกนั้นใครสามารถยืนยันได้ว่ามีจริง คนที่เคยบอกว่าเคยไปนรกสวรรค์นั้นมีสิ่งใดบ้างที่สามารถมายืนยันหรือพิสูจน์ว่าเป็นเรื่องจริงได้ แล้วจะเชื่อได้อย่างไรในหลักธรรมที่วันนี้เรายึดถือกันอยู่ทั้งๆที่รู้ว่าเราเองก็มีส่วนที่จะกำหนดความถูกต้องของสังคมนั้น หรือว่าเกิดจากการคิดว่าความคิดเห็นของคนเพียงหนึ่งคนว่าดีที่สุด แล้วจึงยึดถือแนวทางปฏิบัติของคนผู้นี้มาใช้ในการดำเนินชีวิต และการบรรลุถึงธรรมขั้นต่างนั้นมีความน่าเป็นหรือไม่ว่าที่จะเกิดจากอุปทาน ในเรื่องนี้ศาสนาพุทธอธิบายในเชิงเหตุผลไว้อย่างไรครับ

3.3 ทุกสิ่งมีเกิดก็ย่อมมีดับ

3.3.1 พืชที่งอกเงยจากพื้นดินนั้น เกิดจากการนำแร่ธาตุในดินมาสร้างส่วนประกอบของลำต้น แต่เมื่อมันดับมันก็ต้องย่อยสลายกลายเป็นแร่ธาตุในดินเหมือนเดิม แน่นอนสสารนั้นย่อมไม่วันทำให้หายไปจากจักรวาล และไม่มีผู้ใดที่จะสร้างมันขึ้นมาได้ คาร์บอน 1 อะตอม ไม่มีผู้ใดสร้างขึ้นมาได้ และไม่มีใครทำให้มันหายไปได้ ในหลักตรรกะแล้วมันจะเนรมิตสสารสัก 1 อะตอม ขึ้นมาเองกระนั้นได้อย่างไร หรือไม่มันก็มีอยู่ก่อนแล้วจากระยะเวลาที่ลบอนันต์ ในเรื่องนี้ศาสนาพุทธอธิบายในเชิงเหตุผลไว้อย่างไรครับ

3.3.2 ไข่กับไก่นั้นอะไรเกิดก่อนกัน ทุกวันนี้ยังไม่มีชีวิตไหนที่อุบัติขึ้นมาเองโดยปราศจากชีวิตก่อนหน้านั้น หรือไม่มีชีวิตไหนในพิภพจักรวาลนี้ที่อุบัติขึ้นมาเองโดยปราศจากชีวิตก่อนหน้านั้น เช่นพ่อแม่ หรือเซลล์ที่เป็นต้นแบบ ประเด็นที่น่าสนใจมากกว่าคือใครคือไก่ตัวแรกหรือไข่ฟองแรก หรือใครคือชีวิตแรก ชีวิตแรกนั้นมาจากลบอนันต์หรือไม่ ถ้ามองในแง่ของตรรกะแล้ว ทุกชีวิตนั้นย่อมเกิดและตายเป็นสัจธรรม เพราะฉะนั้นมี ณ จุดเวลาหนึ่งที่ชีวิตนั้นอุบัติขึ้นมาแน่นอน และที่น่าสังเกตอีกอย่างคือชีวิต ถึงแม้ว่าวิวัฒนาการจะก้าวไกลขนาดไหน คนจะสร้างอะไรได้มากมาย แต่ไม่มีใครสร้างชีวิตด้วยสิ่งที่ไม่ได้มาจากชีวิตอยู่ก่อนแล้วได้ ศพที่มีทุกอย่างเหมือนตอนมีชีวิต แต่ถ้าเป็นศพแล้ว จะใส่พลังานหรือจะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างใดๆก็ตาม ก็ไม่มีใครสามารถที่จะให้กลับมามีชีวิตอีกครั้งได้ นี่เป็นสิ่งยืนยันได้หรือไม่ว่าการมีอยู่ของวิญญาณนั้นมีอยู่จริง แล้วสภาพหลังการตายที่ยังเป็นสมมติฐานอยู่จะมีข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร นรกสวรรค์นั้น มีสิ่งที่พิสูจน์ได้หรือไม่ อยากทราบว่าในเรื่องนี้ศาสนาพุทธอธิบายในเชิงเหตุผลไว้อย่างไรครับ

3.4 อำนาจที่มองไม่เห็น แต่มันคือสัจธรรม เพราะทุกคนยอมรับว่ามันมีจริงๆ กล่องที่ตั้งอยู่นิ่งๆ กับที่นั้น จะเคลื่อนที่ได้ก็ต่อเมื่อมีแรงมากระทำกับมัน อิเล็กตรอนโคจรอยู่รอบนิวเคลียส ดวงจันทร์โคจรรอบโลก โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ ดวงอาทิตย์โคจรอยู่ในกาแลกซีทางช้างเผือกเพราะมีอำนาจหรือแรงชนิดหนึ่งทำให้มันสามารถโคจร ร่างกายของมนุษย์ที่มีการเติบใหญ่ และแก่ชราก็มีอำนาจหรือแรงชนิดหนึ่งที่คอยเปลี่ยนแปลงความสมดุล มวลสาร พลังงานต่างๆในร่างกาย สรุปคือ ทุกๆ สิ่งที่เกิดการเปลี่ยนแปลงย่อมเกิดจากอำนาจของการเปลี่ยนแปลง ในจักรวาลแห่งนี้ไม่มีอะไรไม่เปลี่ยนแปลง การเกิด และดับ ล้วนเกิดจากอำนาจเหล่านี้ทั้งสิ้น อำนาจนี้มาจากไหน เกิดขึ้นได้อย่างไร สิ่งนี้แหละที่หลายคนพยายามตอบออกมาว่ามันคือ ธรรมชาติ

ธรรมชาติคืออะไร การอุบัติขึ้นมาเองหรือเปล่า ถ้าเป็นเช่นนั้นขัดกับหลักตรรกะแน่นอน หรือเป็นแหล่งพลังงานที่มีอยู่อย่างอนันต์หรือเปล่า มีจิตใจหรือไม่ ถ้าไม่มีทำไมถึงเนรมิตจิตใจคนได้งดงามขนาดนี้ ในเรื่องนี้ศาสนาพุทธอธิบายในเชิงเหตุผลไว้อย่างไรครับ

3.5 กาลเวลา เวลาที่เปลี่ยนแปลงมีอำนาจคอยขับเคลื่อนทำให้มันเปลี่ยนแปลงไปข้างหน้าหรือไม่ เวลามีจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดหรือไม่ เราสามารถมองในแง่ของตรรกะได้อย่างไร ทำมาปัจจุบันหยุดอยู่ ณ กาลเวลาจุดนี้ ที่มนุษย์สามารถสร้างเครื่องบิน เพื่อที่จะบินขึ้นไปบนท้องฟ้าได้ทั้งๆที่น่าจะมีมาตั้งนานแล้ว และยังพัฒนาสติปัญญาได้เพียงแค่นี้อยู่ แต่ไม่สามารถที่จะบินด้วยปีกของตัวเองได้ เพราะมนุษย์ไม่มีปีก แล้วทำไมไม่วิวัฒนาการปีกขึ้นมาทั้งๆที่ใครต่อใครต้องการที่จะบินขึ้นไปบนฟ้ามานานแล้ว ทุกคนสามารถตอบในเรื่องอดีตได้ แต่ไม่มีใครที่จะสามารถยืนยันในเรื่องอนาคตของตัวเองได้ แล้วมนุษย์จะวิวัฒนาการได้จริงหรือเปล่า และขนาดไหน และถึงเมื่อไหร่

3.6 ชาติภพต่างๆ ของคนเรานั้นมีจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงสมมติฐาน การอ้างถึงชาติภพในอดีตนั้น เราสามารถมองในแง่ของตรรกะได้อย่างไร มีหลักฐานอันใดที่พิสูจน์ได้ที่ไม่ใช่จากคำพูดของผู้อื่นที่กล่าวต่อกันมา และการที่มีผู้บอกว่าสามารถรู้ถึงอดีตชาติของตนเองได้นั้น มีความน่าจะเป็นหรือไม่ที่จะเกิดจากอุปทานหมู่ เช่นเดียวกัน

3.7 การเวียนว่ายตายเกิดนั้นจะเชื่อได้อย่างไรว่าเป็นเรื่องจริง แน่นอน การเกิด แก่ เจ็บ ตาย นั้นเป็นสัจธรรม แต่สภาพก่อนการเกิดและสภาพหลังการตายนั้น มีใครบ้างที่มีเครื่องพิสูจน์ หรือหลักฐาน ที่บ่งบอกถึงสภาพก่อนการเกิดและสภาพหลังการตายมีหลักตรรกะอย่างไรที่สามารถบ่งบอกได้ การชดใช้เวรกรรมในชาติก่อนหน้านี้เป็นเรื่องจริงได้อย่างไร และแรกเกิดของคนในชาติแรกนั้นเป็นเช่นไร เกิดมาเพื่ออะไร และเราจะเชื่อในเรื่องของการนิพพานได้อย่างไร

พอแล้วครับปวดหัวแล้วครับวันนี้

ใช้สติปัญญาที่มนุษย์มีอย่างอเนกอนันต์ค่อยๆ ไตร่ตรอง ไม่ใช่เห็นว่ามันเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดทุกข์จึงเขวี้ยงมันทิ้งและหนีไปซะ แต่จงเดินหน้าหาทุกข์ที่มาเผชิญและต่อสู้กับมัน ทุกวันที่จะมีสักกี่คนที่จะพยายามค้นหาความประจักษ์ในตัวเอง และจะมีซักกี่คนที่จะกล้ายืนยันตอบคำถามได้อย่างมั่นใจ 100% ว่า มนุษย์เกิดมาทำไม ตายแล้วไปไหน ความเชื่อที่คุณเชื่อกันมาจะเป็นจริงได้ตามความเชื่อนั้นหรือไม่ ถ้าตามหลักศาสนาแล้วการงานทุกสิ่งที่ทำนั้นคือสิ่งที่ถูก แต่สิ่งที่ถูกจริงๆ คืออะไร มั่นใจได้อย่างไร มองดูคำถามข้อที่ 1 เยอะๆ

ภายในจิตใจของมนุษย์นั้นสิ่งหนึ่งที่เรียกว่าทิฐิ ถ้าลองได้เชื่อหรือศรัทธาสิ่งหนึ่งสิ่งใดอย่างเต็มเปี่ยมแล้ว เจ้าทิฐินี้ก็จะเพิ่มขึ้นอย่างเต็มเปี่ยมเช่นเดียวกัน จนไม่สามารถจะใส่สิ่งอื่นเข้าไปในจิตใจได้อีก ถึงแม้ว่าสิ่งที่จะใส่เข้าไปนั้นเป็นสิ่งที่ดีกว่า ถูกต้องกว่า มันก็จะไม่ยอมเปิดทางให้สิ่งอื่นเข้าไปง่ายๆ

ทุกอย่างอาจจะมีการผิดพลาดบ้างเป็นสัจธรรมที่ไม่มีมนุษย์คนไหนถูกต้องเสมอ

ผมก็พร้อมที่รับฟังคำตอบของพี่ๆ ทุกคนครับ ซึ่งจริงๆแล้วผมเองก็มีคำตอบของทุกอย่างในใจของผมอยู่แล้วครับ อยากทราบคำตอบของผม ก็ติดต่อได้ที่เมล์ผมก็ได้ครับ
ขอโทษครับที่อาจไม่ถูกใจใครหลายคน และไม่ได้เรียงร้อยให้มันสวย

ขอบคุณสำหรับทุกคำตอบนะครับ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 31 ธ.ค. 2008, 10:54 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 09 ก.ค. 2008, 08:42
โพสต์: 67

ที่อยู่: สังขตธาตุ

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: ขอตอบสั้นๆนะครับ คำถามยาวมาก โมทนาในการใฝ่รู้ครับ :b8:

อ้างคำพูด:
1. ทุกวันนี้เรามีศาสนาเพื่ออะไร ยึดเหนี่ยวจิตใจ ตามบรรพบุรุษ หรือ สัจธรรม


ตอบ ถูกต้องทั้งนั้นครับแล้วแต่ความเชื่อ ศรัทธาและประเพณี

อ้างคำพูด:
2. จะเชื่อมั่นในศาสนาพุทธอย่างไรว่าเป็นศาสนาที่คิดว่าถูกต้องที่สุดแล้วที่คุณเลือกที่จะนับถือ


ตอบ การจะเชื่อมั่นว่าศาสนาใดถูกต้องที่สุดให้ดูที่พระสัทธรรมที่ค้นพบว่าเป็นความจริงหรือไม่ แม้เวลาจะเปลี่ยนไปถูกต้องตามกาลเสมอ เป็นความจริงเสมอ ที่ใครมาศึกษาก็รู้ความจริงอย่างเดียวกัน

อ้างคำพูด:
3. จะเชื่อในหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าได้อย่างไร แล้วทุกเรื่องนั้นจะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นเรื่องจริง


ตอบ พระพุทธองค์ไม่ทรงสอนให้เชื่ออะไรงมงาย ทรงเป็นผู้ชี้แนะเท่านั้น
เราควรน้อมมาปฏิบัติ น้อมมาใส่ตัว แล้วจะรู้ได้เห็นได้ด้วยตนเองเท่านั้นว่า เป็นความจริง

อ้างคำพูด:
3.1 พระพุทธเจ้านั้นเป็นตามความเชื่อของชาวพุทธนั้น เป็นคน หรือเป็น เทพเจ้า หรือเป็นพระเจ้าถ้าคำตอบนั้นเป็นคน แล้วมีความพิเศษมากกว่าคนอย่างพวกเราอย่างไร ทำไมถึงคิดเช่นนั้น
ถ้าคำตอบนั้นเป็นอย่างอื่น แล้วมีสิ่งใดที่สามารถยืนยันในความพิเศษมากกว่าคนอย่างเรา


ตอบ พระพุทธเจ้านั้นเป็นมนุษย์ มีลักษณะเช่นเดียวกับเราทุกประการ พระองค์มีความมุ่งหมายที่จะค้นหาความจริงของชีวิตเฉกเช่นนักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายที่ทดลองแล้วทดลองอีกในแต่ละยุคสมัย

แต่ในบรรดาคนเหล่านั้นนานๆทีจะหาผู้เป็นอัจฉริยะได้สักคนหนึ่ง เช่นไอน์สไตน์ เป็นต้น
พระพุทธเจ้าก็เป็นอัจฉริยะพระองค์หนึ่งในสมัยนั้น

อ้างคำพูด:
เพราะฉะนั้นการกำหนดความดีและความชั่วทุกวันนี้ใครเป็นผู้กำหนด เกิดจากคนด้วยกันเองใช่หรือไม่ ทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำกันทุกวันนี้ ความดีและความชั่วที่ถูกต้องนั้นเป็นเช่นไร ผู้กำหนดที่แท้จริงคือใคร


ตอบ เรื่องความดีความชั่วนั้นในแต่ละยุคนั้น ผู้คนในยุคนั้นเป็นผู้กำหนด ศาสนายุคนั้นๆกำหนดตามความเชื่อของคนในสมัยนั้น ผู้กำหนดที่แท้จริงคือ ใจเรา(งงไหมเนี่ย)

แม้จะอยู่คนเดียวบนโลกใบนี้ ใจเราเท่านั้นที่รู้ได้ เรื่องรูปปั้นงมงายนั้นในพระพุทธศาสนาไม่มี
ไม่สอนเช่นนั้น

อ้างคำพูด:
และการบรรลุถึงธรรมขั้นต่างนั้นมีความน่าเป็นหรือไม่ว่าที่จะเกิดจากอุปทาน ในเรื่องนี้ศาสนาพุทธอธิบายในเชิงเหตุผลไว้อย่างไรครับ


ตอบ อย่าเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน ได้ฟังมา เราตถาคตเป็นเพียงผู้ชี้แนะเท่านั้น นี่คือศาสนาพุทธ ถามว่าเป็นวิทยาศาสตร์ไหม

พระพุทธองค์ไม่ทรงสอนให้เชื่อโดยขาดเหตุผล แต่ทรงให้ทดลองทำดูก่อนด้วยเหตุด้วยผล แล้วจะรู้เห็นด้วยตนเองว่า นรก สวรรค์ อริยบุคคล มีจริงไหม

อ้างคำพูด:
3.3 ทุกสิ่งมีเกิดก็ย่อมมีดับ ในเรื่องนี้ศาสนาพุทธอธิบายในเชิงเหตุผลไว้อย่างไรครับ


ตอบ พระพุทธศาสนาสอนว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นเหตุ เป็นผลกันเสมอ ไม่มีสิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดโดยปราศจากเหตุ

"เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี"

นักวิทยาศาสตร์พยายามหาต้นตอของสสาร โมเลกุล แร่ธาตุ อะตอม คว้าก ย่อยลงไปเรื่อยๆพบว่ามันคือพลังงาน(e=mc2) ที่ไม่สามารถหาคำตอบได้ว่าพลังงานมาจากไหน แต่พุทธศาสนามีคำตอบแล้ว

อ้างคำพูด:
3.3.2 ไข่กับไก่นั้นอะไรเกิดก่อนกัน ทุกวันนี้ยังไม่มีชีวิตไหนที่อุบัติขึ้นมาเองโดยปราศจากชีวิตก่อนหน้านั้น หรือไม่มีชีวิตไหนในพิภพจักรวาลนี้ที่อุบัติขึ้นมาเอง


ตอบ เมื่อศึกษาพุทธศาสนาแล้วจะพบว่า จิต นี่แหละมาก่อน จิตนี่แหละเป็นประธานของทุกสิ่งทุกอย่าง อย่าว่าแต่โลกใบนี้เลย ทุกชีวิต ทุกสรรพสิ่ง จักรวาลต่างๆ ภพภูมิต่างๆ นรก สวรรค์

จิตนี่แหละเป็นผู้สร้าง

อำนาจของจิตมีมากเหลือคณานับจริงๆ

สิ่งที่ตายๆแต่ร่างกายเท่านั้น แต่จิตยังวนเวียนหาร่างใหม่ไปเรื่อยๆ ชีวิตหลังความตายจึงมีอยู่จริง อยากรู้ว่ามีจริงไหมต้องฝึกจิตให้นิ่ง จิตนิ่งจะมีพลังมหาศาลเหมือนจุดโฟกัส (เช่นถ้าไม่มีกล้องจุลทรรศน์เราอาจไม่ค้นพบเชื้อโรคต่างๆ)

อ้างคำพูด:
ในจักรวาลแห่งนี้ไม่มีอะไรไม่เปลี่ยนแปลง การเกิด และดับ ล้วนเกิดจากอำนาจเหล่านี้ทั้งสิ้น อำนาจนี้มาจากไหน เกิดขึ้นได้อย่างไร สิ่งนี้แหละที่หลายคนพยายามตอบออกมาว่ามันคือ ธรรมชาติ

ธรรมชาติคืออะไร การอุบัติขึ้นมาเองหรือเปล่า ถ้าเป็นเช่นนั้นขัดกับหลักตรรกะแน่นอน หรือเป็นแหล่งพลังงานที่มีอยู่อย่างอนันต์หรือเปล่า มีจิตใจหรือไม่ ถ้าไม่มีทำไมถึงเนรมิตจิตใจคนได้งดงามขนาดนี้ ในเรื่องนี้ศาสนาพุทธอธิบายในเชิงเหตุผลไว้อย่างไรครับ


ตอบ ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดจากอำนาจของจิตรวมปรุงแต่งขึ้นที่เราเรียกว่าสังขาร เมื่อมี action จึงมี reaction แรงรวม=แรงสลาย เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงเกิดขึ้นเป็นเหตุเป็นผลเสมอ ไม่ได้เกิดลอยๆ
อะไรๆๆก็ตอบว่าเป็นธรรมชาติๆ แล้วธรรมชาติจริงๆมันคืออะไร พุทธศาสนามีคำตอบ

อ้างคำพูด:
3.5 กาลเวลา เวลาที่เปลี่ยนแปลงมีอำนาจคอยขับเคลื่อนทำให้มันเปลี่ยนแปลงไปข้างหน้าหรือไม่ เวลามีจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดหรือไม่


ตอบ กาลเวลาไม่มีอยู่จริง แม้แต่ไอน์สไตน์ก็กล่าวเช่นนี้ ที่เราบอกว่าทำไมเร็วนัก ทำไมช้านักเพราะจิตใจคิดเช่นนั้น(เวลาใจมีอยู่จริง)

อ้างคำพูด:
ทุกคนสามารถตอบในเรื่องอดีตได้ แต่ไม่มีใครที่จะสามารถยืนยันในเรื่องอนาคตของตัวเองได้ แล้วมนุษย์จะวิวัฒนาการได้จริงหรือเปล่า และขนาดไหน และถึงเมื่อไหร่


ตอบ เรื่องอนาคตพุทธศาสนาก็ตอบได้ว่า ทุกชีวิตนั้นอย่างไรต้องกลับสู่สภาพเดิม อันบริสุทธิ์คือ จิต จะช้า เร็วนั้นขึ้นกับวาระแต่ละคน

อ้างคำพูด:
ชาติภพต่างๆ ของคนเรานั้นมีจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงสมมติฐาน
การเวียนว่ายตายเกิดนั้นจะเชื่อได้อย่างไรว่าเป็นเรื่องจริง
และเราจะเชื่อในเรื่องของการนิพพานได้อย่างไร


ตอบ เมื่อวานคุณกินข้าวเย็นกับใคร เดือนที่แล้วคุณกินกับใคร ปีที่แล้วคุณกินกับใคร
คุณอาจจำได้ใกล้ๆ แต่ย้อนไปอดีตเรื่อยๆ อาจลืม

แต่ถ้าคุณฝึกจิตดี มีพลังคุณ มีสมาธิ คุณจะจำได้แม่น แม้เวลาผ่านไปนาน ถึงชาติก่อนๆด้วย

(ปัจจุบันหมอทางตะวันตกใช้วิธีสะกดจิตย้อนอดีตรักษาผู้ป่วยในโรคบางโรคได้)

นิพพาน คือจิตที่บริสุทธิ์สงบจากกิเลสเท่านั้น(บริสุทธิ์ได้ด้วยวิชชา)ลองสัมผัสในทางโลกง่ายๆเช่นคุณลองทำสมาธิ จิตคุณสงบไม่ฟุ้งซ่าน คุณจะสัมผัสกับความสุขไหม นั่นแค่สุขหลอกๆนะคุณอาจติดใจ

แต่นิพพานคือสุขจริง อมตะ สุขมากกว่านั้นหลายเท่ายิ่งนัก

เหนื่อยแฮะ สวัสดีปีใหม่ครับ :b31: :b23:

.....................................................
เราคือใจที่บริสุทธิ์


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 31 ธ.ค. 2008, 14:15 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 6
สมาชิก ระดับ 6
ลงทะเบียนเมื่อ: 12 ก.ค. 2008, 23:37
โพสต์: 449

ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว


เห็นคำถาม แล้วหมดแรงตอบ มีหลายประเด็นเหลือเกิน ใครมีแรงเหลือเฟือ เชิญเลยครับ ถ้าคิดไม่ผิดคุณคงนับถือคริสต์ใช่มั้ย ยินดีที่ได้สนทนา

.....................................................
สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 31 ธ.ค. 2008, 17:04 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 1
สมาชิก ระดับ 1
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ธ.ค. 2008, 22:13
โพสต์: 23


 ข้อมูลส่วนตัว


ขอบคุณมากครับ คุณ thammathaiแต่เท่าที่ดูเหมือนว่าคุณแทบจะไม่เข้าใจในคำถามผมเลยครับ
ตามข้างบนที่บอกว่า เอาแบบเชิงตรรกะนะครับ ไม่ใช่ยึดพื้นฐานจากการศรัทธาเป็นหลัก
ยกคำถามมาขึ้นมาก็น่าจะยกคำอธิบายคำถามนั้นขึ้นมาด้วยสิครับ อย่าตัดมาเป็นบางส่วนทำให้จุดมุ่งหมายของคำตอบเปลี่ยนไป


งั้นผมขอถามต่อเลยนะครับ สีแดงคือคำพูดของผม


อ้างอิงคำพูด:
1. ทุกวันนี้เรามีศาสนาเพื่ออะไร ยึดเหนี่ยวจิตใจ ตามบรรพบุรุษ หรือ สัจธรรม

ตอบ ถูกต้องทั้งนั้นครับแล้วแต่ความเชื่อ ศรัทธาและประเพณี

แล้วทำไมถึงต้องเชื่อในศรัทธาและประเพณีครับ ทำไมมนุษย์ถึงไม่เชื่อในสัจธรรม ทั้งๆที่มีสัจธรรมมากมายที่สมควรยึดถือ จะมีซักกี่คนที่จะกล้ายืนยันตอบคำถามได้อย่างมั่นใจ100% ว่า มนุษย์เกิดมาทำไม ตายแล้วไปไหน ความเชื่อที่คุณเชื่อกันมาจะเป็นจริงได้ตามความเชื่อนั้นหรือไม่ ลองย้อนไปอ่านดูในข้อ 3.2 อีกครั้งครับ



อ้างอิงคำพูด:
2. จะเชื่อมั่นในศาสนาพุทธอย่างไรว่าเป็นศาสนาที่คิดว่าถูกต้องที่สุดแล้วที่คุณเลือกที่จะนับถือ


ตอบ การจะเชื่อมั่นว่าศาสนาใดถูกต้องที่สุดให้ดูที่ เป็นความจริงเสมอ ที่ใครมาศึกษาก็รู้ความจริงอย่างเดียวกัน
อ่านคำถามของผมข้อที่ 3 หลายๆรอบทีครับ ด้วยเหตุนี้เองผมถึงตั้งคำถามพวกนี้ขึ้นมา
สัทธรรมที่ค้นพบว่าเป็นความจริงหรือไม่ แม้เวลาจะเปลี่ยนไปถูกต้องตามกาลเสมอ
มีหลายสิ่งมากมายที่ยังคงขัดแย้งกับหลักตรรกะและสัจธรรม แต่ทำไม่มนุษย์ยังคงเชื่อละ ศรัทธายึดถืออย่างเหนียวแน่น




อ้างอิงคำพูด:
3. จะเชื่อในหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าได้อย่างไร แล้วทุกเรื่องนั้นจะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นเรื่องจริง


ตอบ พระพุทธองค์ไม่ทรงสอนให้เชื่ออะไรงมงาย ทรงเป็นผู้ชี้แนะเท่านั้น
เราควรน้อมมาปฏิบัติ น้อมมาใส่ตัว แล้วจะรู้ได้เห็นได้ด้วยตนเองเท่านั้นว่า เป็นความจริง

ถ้าไม่เชื่ออะไรที่งมงายก็อ่านคำถามผมทั้งหมดอีกครั้ง
25 ศตวรรษผ่านมาแล้วหลายสิ่งหลายอย่างยังพิสูจน์ไม่ได้ หลายสิ่งหลายอย่างขัดแย้งกันมากมาย ข้อมูลมากมายก็ขัดแย้งกับสัจธรรมด้วยกันเอง เพียงแค่ออกมาจากปากของคนที่คุณเรียกว่าผู้ชี้แนะ แล้วทำไมคนคนนี้ถึงเป็นผู้ชี้แนะครับ ทั้งที่สัจธรรมนั้นคนทุกคนต่างเห็นพ้องต้องกันและรู้กันอยู่ ทำไมถึงเลือกปฏิบัติตามผู้ชี้แนะนี้
แนะนำให้ดูหัวเรื่องอีกครั้งครับ ว่าเชิงตรรกะนะครับ ไม่ใช่ยึดพื้นฐานจากการศรัทธาเป็นหลัก




อ้างอิงคำพูด:
3.1 พระพุทธเจ้านั้นเป็นตามความเชื่อของชาวพุทธนั้น เป็นคน หรือเป็น เทพเจ้า หรือเป็นพระเจ้าถ้าคำตอบนั้นเป็นคน แล้วมีความพิเศษมากกว่าคนอย่างพวกเราอย่างไร ทำไมถึงคิดเช่นนั้น
ถ้าคำตอบนั้นเป็นอย่างอื่น แล้วมีสิ่งใดที่สามารถยืนยันในความพิเศษมากกว่าคนอย่างเรา


ตอบ พระพุทธเจ้านั้นเป็นมนุษย์ มีลักษณะเช่นเดียวกับเราทุกประการ พระองค์มีความมุ่งหมายที่จะค้นหาความจริงของชีวิตเฉกเช่นนักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายที่ทดลองแล้วทดลองอีกในแต่ละยุคสมัย
แต่ในบรรดาคนเหล่านั้นนานๆทีจะหาผู้เป็นอัจฉริยะได้สักคนหนึ่ง เช่นไอน์สไตน์ เป็นต้น
พระพุทธเจ้าก็เป็นอัจฉริยะพระองค์หนึ่งในสมัยนั้น

วิทยาศาสตร์ คือศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาค้นคว้าหาเหตุผลของสิ่งที่มีอยู่ในธรรมชาติ และกระบวนการต่างๆว่าเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร วิทยาศาสตร์คือศาสตร์ของตรรกะเป็นอันดับแรก ทั้งที่ปัจจุบันนั้นมีเหตุผลที่อธิบายถึงธรรมชาติในดีมากกว่าและดีกว่า 25 ศตวรรษที่แล้ว ไอสไตน์นั้นเป็นอัจฉริยะทางด้านวิทยาศาสตร์จริงอยู่ และทุกทฤษฎีของเขานั้นสามารถพิสูจน์ได้ในทางเหตุผล แต่ศาสตร์ที่ไม่ได้อธิบายถึงธรรมชาติที่มีอยู่ แต่อธิบายถึงคำถามดังที่ผมตั้งข้างบนนั้น เช่น เวียนว่ายตายเกิดนั้น ล้วนอธิบายไม่ได้ในทางเหตุผลทั้งสิ้น ซึ่งศาสตร์นี้ไม่ใช่เหรอที่เป็นสมมติฐาน และเป็นที่มาของความเชื่อต่างๆที่ไร้ข้อพิสูจน์ เพราะฉะนั้นความจริงของชีวิตมนุษย์นั้นแท้จริงคืออะไร



อ้างอิงคำพูด:
เพราะฉะนั้นการกำหนดความดีและความชั่วทุกวันนี้ใครเป็นผู้กำหนด เกิดจากคนด้วยกันเองใช่หรือไม่ ทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำกันทุกวันนี้ ความดีและความชั่วที่ถูกต้องนั้นเป็นเช่นไร ผู้กำหนดที่แท้จริงคือใคร


ตอบ เรื่องความดีความชั่วนั้นในแต่ละยุคนั้น ผู้คนในยุคนั้นเป็นผู้กำหนด ศาสนายุคนั้นๆกำหนดตามความเชื่อของคนในสมัยนั้น ผู้กำหนดที่แท้จริงคือ ใจเรา(งงไหมเนี่ย)
แม้จะอยู่คนเดียวบนโลกใบนี้ ใจเราเท่านั้นที่รู้ได้ เรื่องรูปปั้นงมงายนั้นในพระพุทธศาสนาไม่มี
ไม่สอนเช่นนั้น

ผู้คนในยุคนั้นเป็นผู้กำหนด ศาสนายุคนั้นๆ แล้วยุคนี้ใครกำหนด แล้วทำไมเราถึงต้องตามตามคนในยุคก่อนหน้านี้ครับ ทำไมยุคนี้ถึงยังกำหนดพระภิกษุว่าเป็นคนดี ทั้งที่แต่งตัวธรรมดาไม่โกนหัวนั้น ก็กำหนดใจของเราให้เราเป็นคนดีได้ เรื่องรูปปั้นนี้ผมพอทราบอยู่บ้างว่าไม่มีในศาสนา เป็นของที่ชาวกรีกสร้างให้ แต่ทั้งที่คนทั้งหลายรู้ถึงสัจธรรม คนก็รู้ตัวอยู่ว่าเป็นอุปทานหมู่ ทำไมคนถึงเชื่อยังเชื่ออยู่ ทำไมถึงยังงมงายกันอยู่ ทั้งๆที่สอนให้ใช้เหตุผล




อ้างอิงคำพูด:
และการบรรลุถึงธรรมขั้นต่างนั้นมีความน่าเป็นหรือไม่ว่าที่จะเกิดจากอุปทาน ในเรื่องนี้ศาสนาพุทธอธิบายในเชิงเหตุผลไว้อย่างไรครับ


ตอบ อย่าเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน ได้ฟังมา เราตถาคตเป็นเพียงผู้ชี้แนะเท่านั้น นี่คือศาสนาพุทธ ถามว่าเป็นวิทยาศาสตร์ไหม

พระพุทธองค์ไม่ทรงสอนให้เชื่อโดยขาดเหตุผล แต่ทรงให้ทดลองทำดูก่อนด้วยเหตุด้วยผล แล้วจะรู้เห็นด้วยตนเองว่า นรก สวรรค์ อริยบุคคล มีจริงไหม

ดูข้อความจากข้อก่อนหน้านี้ก็ได้ครับไม่ไหวพิมพ์ ถึงบอกว่าสิ่งเหล่านี้มีความน่าจะเป็นบ้างไหมว่าจะเกิดจากอุปทานหมู่ เพราะทุกอย่างนั้นล้วนเป็นสมมติฐาน และความอยากรู้ของแต่ละคนทั้งสิ้น



อ้างอิงคำพูด:
3.3 ทุกสิ่งมีเกิดก็ย่อมมีดับ ในเรื่องนี้ศาสนาพุทธอธิบายในเชิงเหตุผลไว้อย่างไรครับ


ตอบ พระพุทธศาสนาสอนว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นเหตุ เป็นผลกันเสมอ ไม่มีสิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดโดยปราศจากเหตุ

"เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี"

นักวิทยาศาสตร์พยายามหาต้นตอของสสาร โมเลกุล แร่ธาตุ อะตอม คว้าก ย่อยลงไปเรื่อยๆพบว่ามันคือพลังงานที่ไม่สามารถหาคำตอบได้ว่าพลังงานมาจากไหน แต่พุทธศาสนามีคำตอบแล้ว

งั้นขอทราบคำตอบของคุณด้วยครับ
ตอนแรกว่าจะไม่พูดถึงเรื่องนี้เดี๋ยวงงกัน
เรื่องมวลที่หายไปแล้วกลายไปเป็นพลังงานนั้นสามารถพิสูจน์ได้โดยเหตุผล พลังงานนั้นมีหลายรูปแบบ อาจมองเห็นเป็นรูปเช่นพลังงานจากแสง พลังงานที่มองไม่เห็นเช่นความร้อน ทุกอย่างนี้สสาร พลังงาน สามารถเปลี่ยนแปลงไปเป็นรูปอื่นต่างๆได้ ก็เช่นเดียวกับสสาร ที่สามารถเปลี่ยนแปลงรูปแบบไปเป็นอย่างอื่นได้ แต่ไม่ผู้ใดสร้างขึ้นมาหรือเนรมิตให้เกิดได้
สัจธรรมอีกข้อหนึ่งคือ สสาร พลังงาน จะเนรมิตตัวเองได้อย่างไร เป็นไปได้เหรอที่มาจาก ลบอนันต์ ถ้ายังสงสัยดูคำถามของผมใหม่ ในเรื่องของชีวิต แล้วเราจะอธิบายเรื่องนี้ในเชิงตรรกะได้อย่างไร




อ้างอิงคำพูด:
3.3.2 ไข่กับไก่นั้นอะไรเกิดก่อนกัน ทุกวันนี้ยังไม่มีชีวิตไหนที่อุบัติขึ้นมาเองโดยปราศจากชีวิตก่อนหน้านั้น หรือไม่มีชีวิตไหนในพิภพจักรวาลนี้ที่อุบัติขึ้นมาเอง


ตอบ เมื่อศึกษาพุทธศาสนาแล้วจะพบว่า จิต นี่แหละมาก่อน จิตนี่แหละเป็นประธานของทุกสิ่งทุกอย่าง อย่าว่าแต่โลกใบนี้เลย ทุกชีวิต ทุกสรรพสิ่ง จักรวาลต่างๆ ภพภูมิต่างๆ นรก สวรรค์

จิตนี่แหละเป็นผู้สร้าง

อำนาจของจิตมีมากเหลือคณานับจริงๆ

สิ่งที่ตายๆแต่ร่างกายเท่านั้น แต่จิตยังวนเวียนหาร่างใหม่ไปเรื่อยๆ ชีวิตหลังความตายจึงมีอยู่จริง อยากรู้ว่ามีจริงไหมต้องฝึกจิตให้นิ่ง จิตนิ่งจะมีพลังมหาศาลเหมือนจุดโฟกัส (เช่นถ้าไม่มีกล้องจุลทรรศน์เราอาจไม่ค้นพบเชื้อโรคต่างๆ)
รบกวนอ่านหัวเรื่องและคำถามอีกทีครับว่าขอในเชิงตรรกะ ไม่ได้มีพื้นฐานทางศาสนา
ดูในเรื่องของสสารก็ได้ว่าขัดกับหลักตรรกะแน่นอน ถ้าอย่างนั้นจิตที่คุณว่านั้นอุบัติขึ้นมาเองหรือพลังงานอันใดทำให้อุบัติขึ้นมา ที่บอกว่าจิตเป็นผู้สร้างจะอธิบายในเชิงตรรกะว่าอย่างไร สิ่งนี้มีตัวตนหรือไม่ คืออะไรแน่ บอกแล้วว่าเน้นสัจธรรมครับไม่ใช่สมมติฐาน เชื้อโรคนั้นเป็นสสารที่มีอยู่จริงๆ มีตัวตนอยู่จริง อธิบายในเชิงเหตุผลได้ การฝึกจิตให้นิ่ง จิตนิ่งจะมีพลังมหาศาลเหมือนจุดโฟกัส ที่คุณบอก มีความน่าจะเป็นไหมที่จะเกิดจากการอุปทานหมู่เช่นเดียวกัน เพราะว่าไม่มีตัวตนที่จับต้องได้อย่างเชื้อโรค เป็นเพียงอารมณ์และความรู้สึกลึกๆของคนบางคนใช่หรือไม่





อ้างอิงคำพูด:
ในจักรวาลแห่งนี้ไม่มีอะไรไม่เปลี่ยนแปลง การเกิด และดับ ล้วนเกิดจากอำนาจเหล่านี้ทั้งสิ้น อำนาจนี้มาจากไหน เกิดขึ้นได้อย่างไร สิ่งนี้แหละที่หลายคนพยายามตอบออกมาว่ามันคือ ธรรมชาติ

ธรรมชาติคืออะไร การอุบัติขึ้นมาเองหรือเปล่า ถ้าเป็นเช่นนั้นขัดกับหลักตรรกะแน่นอน หรือเป็นแหล่งพลังงานที่มีอยู่อย่างอนันต์หรือเปล่า มีจิตใจหรือไม่ ถ้าไม่มีทำไมถึงเนรมิตจิตใจคนได้งดงามขนาดนี้ ในเรื่องนี้ศาสนาพุทธอธิบายในเชิงเหตุผลไว้อย่างไรครับ


ตอบ ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดจากอำนาจของจิตรวมปรุงแต่งขึ้นที่เราเรียกว่าสังขาร เมื่อมี action จึงมี reaction แรงรวม=แรงสลาย เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงเกิดขึ้นเป็นเหตุเป็นผลเสมอ ไม่ได้เกิดลอยๆ
อะไรๆๆก็ตอบว่าเป็นธรรมชาติๆ แล้วจริงๆมันคืออะไร พุทธศาสนามีคำตอบ

เหมือนคุณจะไม่เข้าใจและยังงงอยู่กับคำถามของผม อ่านข้อ 3.4 ใหม่นะครับ สิ่งนี้มีจึงเกิดเป็นผลไม่ได้เกิดลอย เพราะทุกวันนี้เราเองไม่ใช่เหรอที่เห็นแต่ reaction เหมือนกันทุกอย่างที่จะพูดออกมาคุณแทบไม่เข้าใจเลย ดวงดาวที่โคจรเป็น reaction ที่ทำให้มันเคลื่อนที่ action คือคือมีแรงชนิดหนึ่งไปกระทำต่อมันจึงเคลื่อนที่ได้ แรงชนิด นี้ก็เป็น reaction เพราะคุณต่างรู้ดีว่าต้องมีอำนาจบางสิ่งทำให้เกิดแรง แล้ว action ของสิ่งที่ทำให้เกิดแรงที่ว่านี้ คุณว่านี้คือไร สังขารก็เช่นเดียว อะไรทำให้เกิดสังขาร ร่างกายมนุษย์ ที่เกิดแก่เจ็บตาย เกิดจากการเปลี่ยนแปลงมวล พลังงานและความสมดุลต่างๆในร่างกาย คุณมองเห็น อะไรคือ action ที่ทำให้เปลี่ยนแปลง อะไรคือ action ที่ทำให้เกิดสังขาร




อ้างอิงคำพูด:
3.5 กาลเวลา เวลาที่เปลี่ยนแปลงมีอำนาจคอยขับเคลื่อนทำให้มันเปลี่ยนแปลงไปข้างหน้าหรือไม่ เวลามีจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดหรือไม่


ตอบ กาลเวลาไม่มีอยู่จริง แม้แต่ไอน์สไตน์ก็กล่าวเช่นนี้ ที่เราบอกว่าทำไมเร็วนัก ทำไมช้านักเพราะจิตใจคิดเช่นนั้น(เวลาใจมีอยู่จริง)

ทฤษฎีนี้เป็นเพียงจินตภาพ และการเปรียบเทียบเท่านั้น หาใช่หลักการที่สามารถอธิบายในเชิงของเหตุผล ได้ครับ เรื่องของเวลาใจไม่เถียง ทางหลักจิตวิทยาสามารถอธิบายได้ แต่การเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของกาลเวลา การที่จะทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างหยุดอยู่นิ่งๆนั้น ตามหลักการของวิทยาศาสตร์นั้น ไม่สามารถเกิดขึ้นจริงได้ ยกตัวอย่างเช่น เมื่ออุณหภูมิ 0 เคลวิน ทุกสิ่งทุกอย่างจะหยุดนิ่ง(อิเล็กตรอนจะหยุดสั่นและเคลื่อนที่) อยู่กับที่ ซึ่งในหลักตรรกะแล้วไม่มีพลังงานหรืออำนาจใดทำให้อุณหภูมิเป็น 0 เคลวินได้



อ้างอิงคำพูด:

ทุกคนสามารถตอบในเรื่องอดีตได้ แต่ไม่มีใครที่จะสามารถยืนยันในเรื่องอนาคตของตัวเองได้ แล้วมนุษย์จะวิวัฒนาการได้จริงหรือเปล่า และขนาดไหน และถึงเมื่อไหร่

ตอบ เรื่องอนาคตพุทธศาสนาก็ตอบได้ว่า ทุกชีวิตนั้นอย่างไรต้องกลับสู่สภาพเดิม อันบริสุทธิ์คือ จิต จะช้า เร็วนั้นขึ้นกับวาระแต่ละคน

อ่านคำถามและหัวเรื่องอีกครับว่าตรรกะ ของพุทธศาสนา ทุกชีวิตนั้นอย่างไรต้องกลับสู่สภาพเดิม อันบริสุทธิ์คือ จิต จะช้า เร็วนั้นขึ้นกับวาระแต่ละคน สิ่งนี้พิสูจน์ได้หรือไม่




อ้างอิงคำพูด:
ชาติภพต่างๆ ของคนเรานั้นมีจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงสมมติฐาน
การเวียนว่ายตายเกิดนั้นจะเชื่อได้อย่างไรว่าเป็นเรื่องจริง
และเราจะเชื่อในเรื่องของการนิพพานได้อย่างไร


ตอบ เมื่อวานคุณกินข้าวเย็นกับใคร เดือนที่แล้วคุณกินกับใคร ปีที่แล้วคุณกินกับใคร
คุณอาจจำได้ใกล้ๆ แต่ย้อนไปอดีตเรื่อยๆ อาจลืม

แต่ถ้าคุณฝึกจิตดี มีพลังคุณ มีสมาธิ คุณจะจำได้แม่น แม้เวลาผ่านไปนาน ถึงชาติก่อนๆด้วย

ในชีวิตของมนุษย์ ณ ชาตินี้นั้น มนุษย์สามารถรับบันทึกความทรงจำต่างๆได้เมื่ออายุ 2 ขวบ การลืมในชาตินี้นั้น เป็นสัจธรรมที่ว่าไม่มีมนุษย์คนไหนไม่ลืม และความทรงจำก่อนในชาตินี้นั้นได้ถูกบันทึกเก็บไว้ในส่วนลึกส่วนหนึ่งของหน่วยการจำข้อมูลของมนุษย์ ซึ่งสามารถจะนำออกมาเมื่อไหร่ก็ได้ หากมีแรงกระตุ้น สิ่งนี้เป็นตรรกะที่สามารถพิสูจน์ได้แต่อดีตชาตินั้นอธิบายในทางตรรกะไม่ได้ เพราะเป็นไปได้หรือไม่ครับที่จะเกิดจากการอุปทานหมู่เช่นเดียวกัน
(ปัจจุบันหมอทางตะวันตกใช้วิธีสะกดจิตย้อนอดีตรักษาผู้ป่วยในโรคบางโรคได้)

เรื่องนี้ในทางจิตวิทยารู้จักกันดี และมีความน่าจะเป็นได้ว่าเป็นวิธีการรักษาที่ทำให้เกิดอุปทานขึ้นมา เป็นไปได้หรือไม่หรือไม่ที่คนไข้มีโอกาสที่จะเห็นด้วยไปทางที่ตนต้องการอยากให้เป็นก็ได้ครับ
เพราะสัจธรรมคือมนุษย์ทุกคนล้วนมีความต้องการที่แตกต่างกัน คือต้องการอยากเป็นเฉพาะสิ่งที่ตนปรารถนา (อาจจะงง ลองอ่านหลายๆรอบ)




นิพพาน คือจิตที่บริสุทธิ์สงบจากกิเลสเท่านั้น(บริสุทธิ์ได้ด้วยวิชชา)ลองสัมผัสในทางโลกง่ายๆเช่นคุณลองทำสมาธิ จิตคุณสงบไม่ฟุ้งซ่าน คุณจะสัมผัสกับความสุขไหม นั่นแค่สุขหลอกๆนะคุณอาจติดใจ

แต่นิพพานคือสุขจริง อมตะ สุขมากกว่านั้นหลายเท่ายิ่งนัก

อ่านคำถามผมอีกหลายๆรอบก็ได้ครับ จะได้รู้ถึงจุดหมายของคำถาม จริงอยู่ว่าอาจจะจิตใจสงบ และเราจะเชื่อได้อย่างไรว่าจิตใจเราจะสงบหลังจากที่เราตายไปแล้ว แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าเราจะได้เข้านิพพาน เพราะเรื่องหลังความตายเป็นสมมติฐานเท่านั้น


เท่าที่ดูมาคุณยังไม่เข้าใจในสิ่งที่ผมต้องการเลยครับ
ขอบคุณสำหรับทุกคำตอบ แต่ผมว่ามันก็ยังไม่ใช่คำตอบที่ต้องการอยู่ดีอะครับ

พูดสิ่งใดให้ไม่พอใจหรือพูดแรงไปก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ


ทุกวันที่จะมีสักกี่คนที่จะพยายามค้นหาความประจักษ์ในตัวเอง และจะมีซักกี่คนที่จะกล้ายืนยันตอบคำถามได้อย่างมั่นใจ100% ว่า มนุษย์เกิดมาทำไม ตายแล้วไปไหน ความเชื่อที่คุณเชื่อกันมาจะเป็นจริงได้ตามความเชื่อนั้นหรือไม่ ถ้าตามหลักศาสนาแล้วการงานทุกสิ่งที่ทำนั้นคือสิ่งที่ถูก แต่สิ่งที่ถูกจริงๆคืออะไร มั่นใจได้อย่างไร

ถ้ามีบางสิ่งที่สามารถอธิบายที่ของสิ่งพวกนี้ได้ในทางเหตุผล คนเราก็จะคงยังไม่เชื่อ เพราะว่าในจิตใต้สำนึกนั้นมีอะไรอยู่มากมาย เช่น ทิฐิ ความดื้อรั้น ความกลัว ความอาย ความรักศักดิ์ศรี มองสัจธรรมในมุมใหม่ๆ อย่าติดรั้งอยู่กับความเชื่อความงมงายเดิมๆที่บรรพบุรุษทอดทิ้งไว้ให้

แค่นี้ผมก็ขอบคุณมากครับที่ให้ความรู้แก่ผม


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 31 ธ.ค. 2008, 18:34 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ก.ค. 2006, 06:25
โพสต์: 2058


 ข้อมูลส่วนตัว


อ้างคำพูด:
"The religion of the future will be a cosmic religion. It should transcend a personal God and avoid dogmas and theology. Covering both the natural and the spiritual, as a meaningful unity. Buddhism answers this description."

-Albert Einstein


"ศาสนาของอนาคตจะเป็นศาสนาสากลจักรวาล .... ศาสนานั้นควรจะอยู่เหนือ พระเจ้าที่เป็นตัวตน และหลีกเลี่ยงหลักเกณฑ์ทางศาสนาที่ไร้ข้อพิสูจน์ ตลอดจนความเชื่อทางศาสนศาสตร์เทววิทยา......ครอบคลุมทั้ง ความจริงตามธรรมชาติและจิตวิญญาณ มีความเป็นเอกภาพที่ทรงความหมาย..... ศาสนาพุทธคือคำตอบของสิ่งที่กล่าวมา"

อัลเบิร์ต ไอน์ไสตน์




ตรงนี้น่าสนใจมากๆ...... ที่ไอน์สไตน์กล่าวอย่างชัดเจนว่า ศาสนาในอนาคตนั้นต้อง transcends a personal God



........ลองมาวิเคราะห์ดูน่ะครับ.....


คำว่า transcends a personal God นั้นชัดเจนว่า...... ไอน์สไตน์มองพระเจ้าผ่านพระเจ้าในลักษณะที่เป็นเทพเจ้าองค์เดียวที่สูงสุดไป ไกลเลย..... พระเจ้าที่ไอน์สไตน์กล่าวถึงนั้นต้องไม่ใช่พระเจ้าที่เป็นตัวเป็นตน ไม่ว่าจะเรียกว่า พระเจ้า พระโพธิสัตว์ที่อยู่ในแดนสุขาวดี หรือๆลๆ(หมายเหตุ ไอน์สไตน์นับถือศาสนายูได..... แต่เขาเคยกล่าวว่าเขากังวลที่จะให้บุตรของเขาศึกษาศาสนาในแบบที่เชื่อตามกัน เอา)...... พระเจ้าของไอน์สไตน์มองนั้นต้องเข้าเป็นในลักษณะกฏความจริงแห่งจักรวาล



นำมาเสนอให้พิจารณา

แต่ก็โปรดอย่าไปแปลความหมายว่าผมกำลังบอกว่า ศาสนาที่ผมนับถืออยู่ดีกว่าศาสนาที่คนอื่นนับถือน่ะครับ
แต่ละศาสนา ก็ต่างล้วนแต่สอนให้คนเป็นคนดี ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 31 ธ.ค. 2008, 18:56 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ก.ค. 2006, 06:25
โพสต์: 2058


 ข้อมูลส่วนตัว


ท่าน จขกท ครับ


ที่ท่านกล่าว

"....ถ้ามีบางสิ่งที่สามารถอธิบายที่ของสิ่งพวกนี้ได้ในทางเหตุผล คนเราก็จะคงยังไม่เชื่อ เพราะว่าในจิตใต้สำนึกนั้นมีอะไรอยู่มากมาย เช่น ทิฐิ ความดื้อรั้น ความกลัว ความอาย ความรักศักดิ์ศรี มองสัจธรรมในมุมใหม่ๆ อย่าติดรั้งอยู่กับความเชื่อความงมงายเดิมๆที่บรรพบุรุษทอดทิ้งไว้ให้..."

ไอน์ไสตน์ เขาก็กำลังทำตามที่ท่านกล่าว คือ เขาไม่ติดรั้งอยู่กับความเชื่อเรื่อง persalnal god ที่บรรพบุรุษของเขาฝังความเชื่อสืบต่อกันมาแล้ว.... ไงครับ



ไม่เฉพาะไอน์ไสจน์น่ะครับ ยังมีนักวิทยาศาสตร์อีกหลายท่าน ก็หันมาศึกษาและปฏิบัติตามหลักธรรมของพระพุทธเจ้ากัน

ลองอ่าน

http://www.bswa.org/modules/icontent/index.php?page=51


มีอยู่สองพารากราฟ ที่สะดุดตาผม

พารากราฟแรกกล่าวถึงเรื่องที่เขาพูดถึง"การเกิดใหม่" ที่เขาถือว่า ในขณะนี้เป็นข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ไปแล้ว

Some misguided scientists maintain the theory that there is no rebirth, that this stream of consciousness is incapable of returning to a successive human existence. All one needs to disprove this theory, according to science, is to find one instance of rebirth, just one! Professor Ian Stevenson, as some of you would know, has already demonstrated many instances of rebirth. The theory of no rebirth has been disproved. Rebirth is now a scientific fact!


ส่วนพารากราฟที่สอง เขากล่าวน่าฟังว่า

Buddhism is more scientific than modern science.
Like science, Buddhism is based on verifiable cause-and-effect relationships.
But unlike science, Buddhism challenges with thoroughness every belief. The famous Kalama Sutta (กาลามสูตร หรือ เกสปุตตสูตร)of Buddhism states that one cannot believe fully in "what one is taught, tradition, hearsay, scripture, logic, inference, appearance, agreement with established opinion, the seeming competence of a teacher, or even in one's own teacher".
How many scientists are as rigorous in their thinking as this?
Buddhism challenges everything, including logic.


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 ม.ค. 2009, 03:48 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 19 ธ.ค. 2008, 23:00
โพสต์: 48

ที่อยู่: บางแค

 ข้อมูลส่วนตัว


ผมขอกล่าวอ้างพระพุทธเจ้าที่สอนไว้ว่า อย่าปลงใจเชื่อ ท่านไม่ได้บอกไว้ว่าถ้าสิ่งไหนเรายังไม่รู้ หรือสิ่งที่เขาว่ากันมา ได้อ่าน ได้ฟังมานั้น ต้องไม่เชื่อไว้ก่อน แล้วค่อยพิสูจน์ ไม่เช่นนั้นคนทั่วไปจะเรียกว่า อคติ

ถ้ากล่าวถึงเรื่องที่จะเชื่อเรื่องต่างๆนั้น เราต้องพิสูจน์ หรือ พิจารณาด้วยปัญญา รวมกับความรู้ที่ผ่านการพิจารณามาแล้ว โดยถี่ถ้วน ค่อยตัดสินใจว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อ

ถ้าจะพิสูจน์ ต้องหาวิธีการ เช่น คนที่บอกว่าเห็นเทวดา ทำอย่างไรจึุงจะเห็น คุณก็ต้องไปฝึกณาน สมาธิในวิธีการนั้นๆก่อน แล้วถึงจะตัดสินใจว่าจะเชื่อหรือไม่

และที่สำคัญ การที่เราพิสูจน์สิ่งไหนก็ตาม ต้องตั้งใจและเพียรพยายาม ด้วย ยกตัวอย่างเช่น

เรื่องทดลองวิทยาศาสตร์ระดับพวกนิวเคลียร์หรืออะไรก็ตามที่ยากๆ เราจะทดสอบกับชาวบ้านทั่วๆไป ชาวบ้านคนนั้น ถ้าเขาไม่ตั้งใจ หรือเพียรพยายามในการพิสูจน์ เขาทำไม่ได้ ก็เลยปักใจไม่เชื่อสิ่งนั้น การที่นักวิทยาศาสตร์คนก่อนๆได้บอกไว้ ผิดหมด เพราะว่าเขาพิสูจน์แล้ว ก็ยังไม่ได้ ดังนั้น ไม่เชื่อสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์คนก่อนๆ

ถ้าสำหรับศาสนาพุทธ เรื่องต่างๆโดยเฉพาะปฏิบัติธรรมนั้น เป็นเรื่องที่ผู้ศึกษาพึ่งปฏิบัติเห็นได้ด้วยตนเอง รวมถึง ผู้รู้ก็รู้ได้เฉพาะตน


อันนี้ความเห็นผมล้วนๆเลยนะครับ ไม่มีการอ้างอิงอะไร จะผิดก็แค่ผมเพียงคนด้วย รบกวนบอกกล่าวหรือให้ความรู้กับผมด้วย ถ้าสิ่งที่ผมคิดเป็นเรื่องที่ผิด

เรื่องตรรกะที่ทุกคนได้เรียนมารวมทั้งผมด้วย ผมเรียนมาสายคอมฯ ก็เป็นสิ่งที่คนๆนึงนั้นได้พิสูจน์ด้วยตนเอง และบอกกล่าวว่าสิ่งๆนั้น เป็นงี้ ๆ ๆ ๆ ผมว่าคนที่เรียนสายด้านคณิตก็รู้อยู่แล้วว่า มันก็มีข้อขัดแย้งในตนเองเหมือนกัน เช่นเรื่อง 4/0 หาค่าไม่ได้ สาเหตุอาจจะมาจากคนที่คิดค้น พิสูจน์หรือทำการวิเคราะห์อะไรต่างๆเรื่องนักคณิตศาสตร์คนแรกๆ อาจจะใช้วิธีผิดก็ได้ แต่ด้วยความที่สิ่งๆนั้นถูกมาตลอด มาติดแค่ หาร 0 หาค่าไม่ได้ จึงตัดสินใจทำข้อตกลงทางคณิตว่า 4/0 ไม่ได้นะ ถ้าใครคิดออกมาเป็นสิ่งนี้ หาค่าไม่ได้จึงต้องทำข้อตกลงในการเรียนว่า หาร0 ไม่มีจริง หรือหาค่าไม่ได้ เพราะทฤษฎีเขาไม่รองรับ แต่ทุกคนก็เชื่อตามทฤษฎีเขา

เหมือนที่เคยบอกเรื่องโลกแบน ตอนนี้โลกกลม วิธีคิดเรื่องตรรกะต่างๆก็อาจจะใช้วิธีผิดเช่นเดียวกัน แต่เราต้องเชื่อ ในกรณีว่า ถ้าเราใช้ทฤษฎีนี้แล้วอันนี้เป็นข้อห้าม ไม่ใช่ว่า ทุกอย่างถ้่าไม่ตรงตามนี้ ผิดหมด โดยที่ขาดการวินิจฉัย พิจารณา

ดังนั้นสิ่งบางสิ่ง ถ้ามันไม่ผิดแผกจริงๆ ถ้าไปปลงใจไม่เชื่อ ไว้ก่อนเช่นเดียวกับ อย่าปลงใจเชื่อครับ

มีอะไรผิดพลาดรบกวนเสนอแนะด้วยนะครับ

.....................................................
คำที่ข้าพเจ้าได้กล่าวอ้างมาทั้งหมดนี้ ส่วนมากเป็นของครูบาอาจารย์ ผู้เขียนหนังสือต่างๆ พ่อแม่ ญาติ ผู้มีคุณและเพื่อนๆของข้าพเจ้า สิ่งที่ข้าพเจ้าได้กล่าวไปนั้น ถ้าผิดพลาดอย่างไรก็ขอความกรุณาชี้แนะด้วย และบุญกุศลที่ข้าพเจ้าได้แจกจ่ายธรรมทานนั้นขอให้ผลบุญนั้นส่งถึง บุคคลที่ได้กล่าวมา ขอให้ท่านทั้งหลายมีความสุข ข้าพเจ้าขอถวายเป็นพุทธบูชา


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 ม.ค. 2009, 07:57 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ก.ค. 2006, 06:25
โพสต์: 2058


 ข้อมูลส่วนตัว


deboykung เขียน:

เหมือนที่เคยบอกเรื่องโลกแบน ตอนนี้โลกกลม วิธีคิดเรื่องตรรกะต่างๆก็อาจจะใช้วิธีผิดเช่นเดียวกัน แต่เราต้องเชื่อ ในกรณีว่า ถ้าเราใช้ทฤษฎีนี้แล้วอันนี้เป็นข้อห้าม ไม่ใช่ว่า ทุกอย่างถ้่าไม่ตรงตามนี้ ผิดหมด โดยที่ขาดการวินิจฉัย พิจารณา





สาธุครับ

ในความจริงแล้ว
ศาสนาพุทธมีหลักการ ตาม กาลามสูตร คือ ไม่ให้เชื่อตามลักษณะต่างๆ เว้นเสียแต่ตนเองจะพิสูจน์แล้วพิสูจน์อีกจนเห็นได้ชัดเจนแล้ว

มีอยู่ครั้งหนึ่ง สมัยพุทธกาล
ในขณะที่พระพุทธองค์แสดงธรรมเทศนาเสร็จ ได้ตรัสถามพระสารีบุตรผู้ซึ่งนั่นอยู่ใกล้ๆว่า พระสารีบุตรเชื่อที่พระองค์ตรัส มานี้ หรือไม่
พระสารีบุตรท่านทูลตอบไปว่า ยังไม่ปลงใจเชื่อเสียเลยทีเดียว จะต้องนำไปพิจารณาเสียก่อน
แทนที่พระพุทธเจ้าจะตำหนิพระสารีบุตร พระพุทธเจ้ากลับสรรเสริญพระสารีบุตรว่าเป็นบัณฑิต เพราะไม่เชื่อใครง่ายๆ

ดังนั้น ประเด็น ศาสนาพุทธเป็นการให้เชื่อสืบต่อกันมานั้น ...ไม่ใช่แน่นอนครับ



นอกจากพระพุทธศาสนาจะไม่บังคับให้เชื่อตามแล้ว ยังไม่มีการลงโทษผู้ที่ไม่เชื่อตามอีกด้วยครับ

ศาสนาอื่นนั้น ในช่วงยุคที่วิทยาศาสตร์กำลังเริ่มเจริญนั้น ศาสนาอื่นขัดแย้งกับวิทยาศาสตร์อย่างรุนแรง ถึงกับมีความรู้สึกว่าวิทยาศาสตร์ทำลายศรัทธาในศาสนาที่มีต่อพระผู้สร้าง..... นำไปสู่เหตุการณ์รุนแรงต่อนักวิทยาศาสตร์ ที่มีหลักฐานชัดเจนก็คือ กรณีของดาวินซี และกาลิเลโอ

ความจริงแล้ว ที่ประเทศตะวันตกเจริญทางวิทยาการได้ ก็เพราะมีนักวิทยาศาสตร์บางท่าน(เช่น กาลิเลโอ ดาวินซี)กล้าแหกออกจากกรอบของศาสนาจักร จนตนเองถูกลงโทษ.... การศึกษาทางโลกจึงเจริญขึ้นได้




อัลเบิร์ต ไอน์ไสตน์

ได้เคยกล่าวถึงเรื่อง
ความขัดแย้งระหว่าง ศาสนาที่อาศัยการเชื่อตามๆกัน กับ วิทยาศาสตร์
เอาไว้อย่างน่าสนใจ

บทความลง “นิวยอร์ก ไทมส์” ค.ศ.1930

“….อีกคำถามหนึ่งที่ข้าพเจ้าเห็นว่าเป็นสิ่งน่าสนใจก็คือ ความสัมพันธ์ระหว่างศาสนาและวิทยาศาสตร์นั้นเป็นอย่างไร?….

เรื่องนี้อาจจะมีมุมมองที่แตกต่างกันอยู่มากมาย เช่น หากเรามองเข้าไปในประวัติศาสตร์ เราอาจจะเห็นว่าศาสนาและวิทยาศาสตร์เป็นเสมือนน้ำกับน้ำมันที่เข้ากันไม่ได้ ไม่มีความผสมกลมกลืนระหว่างกัน โดยเฉพาะในผู้ที่เชื่ออย่างฝังหัวในกฏของเหตุและผล …..คือเชื่อว่าผลเป็นสิ่งที่เกิดจากการกระทำแล้ว จะมองว่าพระเจ้านั้นไม่มีความหมาย…… เพราะว่าพฤติกรรมของมนุษย์ไม่ได้เกิดจากการดลบันดาลใจของพระเจ้า แต่เกิดจากความต้องการ ความจำเป็นของมนุษย์เอง ไม่ว่าจะเป็นความต้องการจากภายในหรือภายนอกก็ตาม

ดังนั้นในทางกลับกัน ผู้คนที่เชื่อมั่นอย่างแรงกล้าในศาสนา…..จะกล่าวโจมตีวิทยาศาตร์ว่าเป็นตัวบ่อนทำลายศรัทธาของผู้คน เพราะคอยแต่กล่าวอ้างว่าพฤติกรรมของมนุษย์ไม่เกี่ยวข้องกับพระเจ้า….. รวมทั้งชี้ให้เห็นว่า ชีวิตที่ปราศจากความกลัว จะถูกลงโทษหลังความตาย….. หรือชีวิตที่ไม่คาดหวังว่าจะได้รับสิ่งตอบแทนสำหรับการกระทำความดี ล้วนเป็นชีวิตที่เลวร้ายของผู้นั้น

ด้วยมุมมองที่ต่างกันเช่นนี้…. จึงทำให้ศาสนาจักรในสมัยก่อนโจมตีวิทยาศาสตร์ และประหัตประหารผู้ที่ฝักฝ่ายวิทยาศาสตร์ไปเป็นจำนวนมาก….. อย่างไรก็ตาม สำหรับข้าพเจ้าแล้วยืนยันว่า วิทยาศาสตร์และศาสนานั้นสามารถกลมกลืนเข้าหากันได้ โดยเฉพาะศาสนานั้น เป็นศาสนาแห่งจักรวาลเช่นที่ว่า มิใช่ศาสนาแห่งความกลัวหรือกำลังใจ…..

และเมื่อนั้น ผู้ที่คร่ำเคร่งในงานวิทยาศาสตร์ จะเป็นผู้ที่เคร่งศาสนาอย่างที่สุดด้วยเช่นกัน….”


และ

คำปราศรัยที่นิวยอร์ก ค.ศ.1941

ของ อัลเบิร์ต ไอน์ไสตน์

ในอดีต

ความขัดแย้งระหว่างวิทยาศาสตร์และศาสนาได้สร้างความน่าหดหู่มาแล้วหลายครา

ตัวอย่างเช่น หากมีชุมชนใดสักแห่งที่เคร่งศาสนาออกมายืนยันว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่บัญญัติไว้ในคัมภีร์ไบเบิ้ลเป็นจริงหมด เมื่อนั้นก็อาจกล่าวได้ว่าศาสนาได้ก้าวล้ำเข้าไปในขอบเขตของวิทยาศาสตร์ และสร้างความขัดแย้งระหว่างความเชื่อทางศาสนากับวิทยาศาสตร์ เหมือนเช่นที่กาลิเลโอและดาร์วินเคยประสบมาก่อน


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 ม.ค. 2009, 00:11 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 1
สมาชิก ระดับ 1
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ธ.ค. 2008, 22:13
โพสต์: 23


 ข้อมูลส่วนตัว


ขอบคุณมากนะครับ คุณตรงประเด็น สำหรับความรู้ครับ

[color=#FF0000]ก่อนอื่นผมขอบอกก่อนนะครับ ว่าผมไม่ได้เป็นคริสต์ศาสนิกชน และยูดายครับ และไม่ได้มีเจตนาที่จะมาตั้งกระทู้เพื่อเรียกร้องเชิญชวนสู่ศาสนาแต่อย่างใด เพราะจุดประสงค์แรกคือต้องการทราบเรื่องหลักการศรัทธาหรือหลักสัจธรรมที่แท้จริงเท่านั้น และอันที่จริงแล้วที่ไม่อยากจะเปิดเผยตัวตนเพราะสิ่งที่กลัวคือทิฐิที่อยู่ในใจคนที่แน่นอนที่จะปฏิเสธไม่ได้ว่าได้มีต่อศาสนาอื่น [/color]
จริงๆแล้วผมเองก็ไม่ได้เป็นแฟนพันธุ์แท้ของไอสไตน์มากมายครับ แต่จะลองวิเคราะห์ให้ฟังนะครับ

จริงอยู่ผมคนทั่วโลกต่างทึ่งในความสามารถของไอสไตน์ แต่คนผู้นี้ยังไงก็เป็นคนที่ไม่ได้ต่างอะไรกับเรา เพียงแต่อาจจะมีกระบวนฝึกฝน กระบวนการจัดระเบียบ ความใฝ่รู้ความสร้างสรรค์ ที่มากกว่าคนอื่นๆรวมถึงระดับสมองที่อาจจะสูงกว่าคนทั่วไปซึ่งระดับสมองนี้สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นสิ่งที่ได้จากพันธุกรรม สภาพแวดล้อมหลังคลอด การสังเกต การฝึกฝน รวมถึงกระบวนการพัฒนาตัวเองที่แตกต่างกันออกไป และเช่นเดียวกันคงไม่มีใครหรอกที่สามารถที่จะบอกได้ว่าตัวเองหรือคนนั้น เก่งหรือรู้ไปหมดซักทุกเรื่อง และไม่มีใครไม่มีความพิดพลาด ถ้าได้ขึ้นชื่อว่าคน เช่นเดียวกันที่คุณกำลังอ้างอิงคำพูดของไอสไตน์ที่เป็นอัจริยภาพแล้วกำลังคิดว่านี่คือสิ่งที่ดีที่สุดหรือถูกต้องที่สุดเพราะว่าออกมาจากคำพูดของอัจฉริยภาพคนนี้

ขอนิยามศัพท์หน่อยครับ อ้างอิงจากพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ปี 2542
วิทยาศาสตร์ = ความรู้ที่ได้โดยการสังเกตและค้นคว้าจากปรากฏการณ์ธรรมชาติ แล้วจัดเข้าเป็นระเบียบ , วิชาที่ค้นคว้าได้หลักฐานและเหตุผล แล้วจัดเข้าเป็นระเบียบ
ธรรมชาติ = สิ่งที่เกิดมี และเป็นอยู่ตามธรรมดาของสิ่งนั้นๆ ,ภาพภูมิประเทศ ว. ที่เป็นไปเองโดยมิได้ปรุงแต่ง เช่น สีธรรมชาติ


เรามาดูว่าทำไมโลกนี้ถึงเกิดลัทธิเทวนิยมขึ้นมา และรวมถึงลัทธิอเทวนิยม

มนุษย์สมัยก่อนซึ่งการพัฒนาทางด้านศาสตร์และศิลป์ ยังไม่เจริญก้าวหน้าเท่าไหร่
มีคนตั้งคำถามขึ้นว่าต้นไม้ มนุษย์ ภูเขา ทะเล มีอยู่ได้อย่างไร
ผู้คนลัทธิเทวนิยมตอบว่า พระเจ้าสร้างมา หรือเทพคนใดคนหนึ่งสร้างมา คือมีคนสร้างมันมาแน่นอน
ส่วนลัทธิอเทวนิยมจะบอกว่า มันมีอยู่เองโดยธรรมชาติ เกิดขึ้นมาเองโดยธรรมชาติ หรือมีมาตั้งแต่ระยะเวลาลบอนันต์แล้ว

มนุษย์สมัยต่อมานั้นวิทยาศาสตร์นั้นก้าวไกล สามารถพิสูจน์อะไรที่มีอยู่ในธรรมชาติได้มากมายถึงระดับอะตอมที่ขนาดเล็กมากๆ ได้ข้อสรุปที่มาจากเหตุผลมากมาย เช่นกระบวนการเปลี่ยนแปลงของสสาร ถึงแม้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันจะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างไปขนาดไหนก็ตาม แต่ปริมาณของมวลสารนั้นยังคงเดิมไม่หายไปไหน เช่นร่างกายของมนุษย์ซึ่งมีส่วนประกอบหลักคือโปรตีน ซึ่งเกิดจากการรวมตัวกันของ C,H,O ต่างๆมายมาย แต่เมื่อคนตายไปแล้ว ซากศพนั้นเกิดการย่อยสลาย โปรตีนที่เกิดจากการรวมตัวกันของอะตอมธาตุต่างๆนั้นก็ได้เปลี่ยนแปลงกลายไปเป็นสารการประกอบอย่างอื่นแทน โดยปริมาณมวลของสสารที่เกิดจากโปรตีนนั้นยังคงอยู่มิได้หายไปไหนทั้งสิ้น
และสสารพวกนี้นั้นมีได้อย่างไร เกิดขึ้นได้อย่างไร ทำให้หายไปได้ไหม
ผู้คนลัทธิเทวนิยมยังคงตอบว่า พระเจ้าสร้างมา คือสรุปแล้วมันอุบัติขึ้นเองไม่ได้แน่นอน
ผู้คนลัทธิอเทวนิยมก็ยังตอบว่า มันอุบัติขึ้นเองตามธรรมชาติ หรือว่ามันมีมาก่อนหน้านี้แล้วจากลบอนันต์

มาจนถึงปัจจุบันนี้ เมื่อวิทยาศาสตร์ก้าวไกลสามารถศึกษาได้ลึกซึ้งถึงขนาดฟิสิกส์นิวเคลียส ได้ข้อสรุปเชิงเหตุผล มากมาย ต้นตอของสสารที่แท้จริงเป็นพลังงาน อย่างเช่นมวลสารที่หายไปจากการรวมตัวกันอะตอมธาตุต่างๆนั้นกลายไปเป็นพลังงานยึดเหนี่ยว ตามทฤษฎีสัมพันธภาพของไอสไตน์ E =mc2 พลังงานเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร มาจากไหน ทำให้หายไปได้ไหม มันมีแหล่งพลังงานอยู่ ณ ที่ใด เป็นไปตามกฎอนุรักษ์พลังงานหรือไม่
มันอุบัติขึ้นมาเองได้หรือเปล่า มีปริมาณเท่าใดอนันต์หรือไม่

ผู้คนลัทธิเทวนิยมยังคงตอบว่า มีผู้สร้างมันขึ้นมา คือสรุปแล้วมันอุบัติขึ้นเองไม่ได้แน่นอน
ผู้คนลัทธิอเทวนิยมก็ยังตอบว่า มันอุบัติขึ้นเองตามธรรมชาติ หรือว่ามันมีมาก่อนหน้านี้แล้วจากลบอนันต์

การวิเคราะห์เชิงตรรกะถึงการอุบัติขึ้นมา และการมีมาอยู่อย่างอนันต์ ไม่ขอพูดแล้วเพราะพูดมาเยอะแล้ว ไปอ่านจากข้อความและที่ผมคอมเมนต์ไปด้านบนครับ เรื่องอำนาจ เรื่องชีวิตพวกนี้อะครับ

และลองดูคำศัพท์คำว่าวิทยาศาสตร์ และธรรมชาติเยอะๆ และดูขอบเขตของมันเยอะๆนะครับ โดยเฉพาะที่บอกว่า วิทยาศาสตร์นั้นค้นคว้าจากสิ่งที่มีอยู่ในธรรมชาติ และธรรมชาติคือสิ่งที่เกิดมีและเป็นอยู่ตามธรรมดาของสิ่งนั้น

มีอีกอย่างที่อยากให้พิจารณาคือในเรื่องของศิลป์ครับ
ศิลป์ = การแสดงออกซึ่งอารมณ์สะเทือนใจให้ประจักษ์ด้วยสื่อต่างๆ อย่างเสียง เส้น สี ผิว รูปทรง
ก็ตามนั้นนะครับ ลองดูว่าถ้าเราไปเที่ยวที่ไหนสักที่ เราเจอสิ่งแปลงตาที่ไม่เคยเห็นเราต้องรู้สึกตื่นเต้นและประหลาดใจแน่ เหมือนกัน ที่ทุกวันนี้เราเห็นสิ่งต่างๆเป็นเรื่องธรรมดาเพราะว่าเราเห็นมันอยู่ทุกวัน ลองนึกภาพตอนไม่มีมนุษย์อยู่บนโลกนี้มีแต่สัตว์ป่าเดรัจฉาน แต่ถ้าวันหนึ่งเราเจอมนุษย์ที่มีสรีระที่สวยงามยืนด้วยสองขา เจอวัฒนธรรมเจอสังคม เจอความยิ่งใหญ่ในสติปัญญาที่ปัจจุบันยังไม่มีใครค้นพบว่ามีสิ่งมีชีวิตไหนที่มีมากไปกว่ามนุษย์ เจอการพัฒนาอย่างไร้ขีดจำกัด ซึ่งมนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์เดียวที่มีหลากหลายภาษาวัฒนธรรม และสามารถเรียนรู้ซึ่งกันและกันได้อย่างไม่จำกัด
เพราะว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันมีอยู่แล้ว เราจึงไม่รู้สึกถึงเห็นความงดงามและคุณค่าขณะที่มันยังไม่มี

ทีนี้มาวิเคราะห์ไอสไตน์ของคุณอีกครั้ง
บอกก่อนนะครับว่าคำพูดของเขาพวกนี้ผมเองก็ไม่เคยเห็นมาเหมือนกันครับ แล้วไม่ทราบแหล่งอ้างอิงของข้อความเหล่านี้ด้วยครับ แล้วก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าเป็นการตัดมาบางส่วนเพื่อที่จะทำให้จุดประสงค์ของผู้ส่งสารเปลี่ยนไปเพื่อใช้ในการเผยแผ่ศาสนาหรือเปล่า แต่ก็ไม่เป็นไรครับ จะวิเคราะห์ให้ฟังครับ

"ศาสนาของอนาคตจะเป็นศาสนาสากลจักรวาล .... ศาสนานั้นควรจะอยู่เหนือ พระเจ้าที่เป็นตัวตน และหลีกเลี่ยงหลักเกณฑ์ทางศาสนาที่ไร้ข้อพิสูจน์ ตลอดจนความเชื่อทางศาสนศาสตร์เทววิทยา......ครอบคลุมทั้ง ความจริงตามธรรมชาติและจิตวิญญาณ มีความเป็นเอกภาพที่ทรงความหมาย..... ศาสนาพุทธคือคำตอบของสิ่งที่กล่าวมา"
อัลเบิร์ต ไอน์ไสตน์

จากข้อความที่ผมพูดไปข้างบนทั้งหมดนั้นหวังว่าคุณคงจะได้คำตอบจากข้อความนี้แล้วนะครับ
หลักเกณฑ์คำถามที่ไร้ข้อพิสูจน์ ก็ตรงทั้งหมดเลยนะครับ กับทุกคำถามทุกข้อที่ผมสร้างบอร์ดนี้ขึ้นมา
และหวังว่าจะเข้าใจในคำว่าศาสนศาสตร์เทววิทยานะครับ ว่าเป็นความเชื่อหรือไม่
ครอบคลุมทั้งความเป็นจริงตามธรรมชาติ ดูความหมายของวิทยาศาสตร์และธรรมชาติให้ดีครับ

transcends a personal God ดูเรื่องการกำเนิดจากลบอนันต์หรืออำนาจการเปลี่ยนแปลงครับ และเรื่องการอุบัติขึ้นมาเองของสสารและพลังงาน
ยูไดนั้นเป็นลัทธิเทวนิยมครับ จากข้างบนที่ผมพูดมานี้คงเข้าใจดีว่าหมายถึงอะไร ส่วนความเชื่อตามหลักศาสนา การปฏิบัติตามศาสนาที่ศาสนาแต่ศาสนาใช้นั้น เป็นไปได้ที่มีความเชื่อบางอย่างเกิดขึ้นมาอย่างไร้เหตุผลที่ ซึ่งทุกวันนี้ก็ทุกศาสนาก็ว่าได้ที่มีความเชื่อใหม่ๆอุบัติขึ้นมาอย่างไร้เหตุผล

จริงๆแล้วผมเองก็ชื่นชมในความสามารถของไอสไตน์มาตลอดครับที่แสดงให้เข้าใจธรรมชาติยิ่งขึ้น
แต่ก็ลองดูนิยามคำว่าของธรรมชาตินะครับ และวิทยาศาสตร์ด้วยว่ามันเองก็มีขอบเขต
สมมติฐานที่ว่า คนที่มีความรู้ในด้านศาสตร์สูงจะมีความเป็นศิลป์ที่น้อยอาจจะจริง เขาถึงไม่ค่อยจะเห็นคุณค่าในสิ่งที่เขาค้นพบ

กฎความจริงแห่งจักรวาล แท้จริงคืออะไร ยังเป็นสมติฐานใช่หรือย้อนกลับไปอ่านหน้าบอร์ดนี้อีกครั้งก็ได้ครับ

และการที่คุณอ้างอิงถึงนักวิทยาศาสตร์หลายท่าน ก็ขอให้อ้างองถึงนักวิทยาศาสตร์หลายท่านที่เหลือด้วยครับ
เพราะสิ่งที่คุณนำเสนอมานั้นมานั้น เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนหนึ่งเท่านั้น ซึ่งแน่นอนว่าจากที่ดูมาก็คือแหล่งอ้างอิงจากเวปไซด์ ที่เผยแพร่ศาสนาพุทธครับ ซึ่งก็ต้องนำข้อดีมาแสดงเปิดเผยอยู่แล้ว ( ไม่ได้อคติครับ เพียงแค่ไม่ต้องการทิฐิและการอ้างอิงถึงศาสนา)
แล้วการที่อ้างถึง การเกิดใหม่นั้น เป็นเพียงสมติฐาน ซึ่งทางวิทยาศาสตร์นั้นก็สามารถตั้งสมมติฐานมามากมายเท่าไหร่ก็ได้ แต่ที่สำคัญคือว่าสมมติฐานในข้อใดที่พิสูจน์ได้และมีหลักฐานเพียงพอที่ควรจะเชื่อถือในเชิงตรรกกะ

ส่วนเรื่องวิทยาศาสตร์กับศาสนาพุทธนั้นผมจะขอไม่พูดถึงเพราะเดี๋ยวเป็นการพาดพิงในทางที่ไม่ดี แต่คุณเองก็รู้อยู่แก่ใจ ถึงความขัดแย้งทางหลักคำสอนและสัจธรรมของศาสนาที่ตัวคุณและตัวผมนับถืออยู่

ส่วนเรื่องที่บอกว่า

ศาสนาอื่นนั้น ในช่วงยุคที่วิทยาศาสตร์กำลังเริ่มเจริญนั้น ศาสนาอื่นขัดแย้งกับวิทยาศาสตร์อย่างรุนแรง ถึงกับมีความรู้สึกว่าวิทยาศาสตร์ทำลายศรัทธาในศาสนาที่มีต่อพระผู้สร้าง..... นำไปสู่เหตุการณ์รุนแรงต่อนักวิทยาศาสตร์ ที่มีหลักฐานชัดเจนก็คือ กรณีของดาวินซี และกาลิเลโอ

เรื่องนี้จริงๆแล้วผมไม่ใช่คริสต์ และอยากจะลองวิเคราะห์สั้นๆให้ฟังครับ
ในช่วงก่อนการปฏิวัติวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมนั้น ( ซึ่งไม่ใช่ยุคของดาวินซีว่าแหกออกจากกรอบของศาสนา ดาวินซีเป็นยุคหลังแล้วครับ ) ศาสนานั้นมีหลายนิกาย และที่สำคัญคือ คาทอลิก และออทอดอกซ์ ซึ่งคาทอลิกนั้นผู้ที่มีอำนาจที่สุดในคริสตจักรนั้นคือโป๊ป และออทอดอกซ์นั้นเป็นนิกายที่มีผู้นำเป็นจักรพรรดิแห่งไบแซนไทน์ไม่ได้ยกย่องโป๊ป และขณะนั้นมุสลิมก็มีอำนาจมากมาย ซึ่งโป๊ปนั้นแหละที่คนที่คอยกีดกันผู้คนให้ออกห่างจากโลกแห่งการค้นคว้าหาความจริงทางด้านวิทยาศาสตร์ และให้อยู่แต่ในโลกของศาสนานานิกายของตนเอง และในขณะนั้นมุสลิมนั้นซึ่งมีอำนาจอย่างมากมายและแข็งแกร่ง และกำลังเข้าใกล้กรุงคอนสแตนติโนเปิ้ลเข้าไปทุกที จักรพรรดิอเล็กซิอุส คอนเนนุส แห่งไบแซนไทน์ ได้ขอความช่วยเหลือไปยังโป๊ปเกรกอรีที่ 7 แห่งกรุงโรม ให้ชาวคริสเตียนปราบเติร์ก ซึ่งสันตะปาปาก็ตอบรับการขอความช่วยเหลือ เพราะนั่นเท่ากับว่าจักรพรรดิแห่งไบแซนไทน์เป็นผู้นำของศาสนาคริสต์นิกายออโธดอกซ์ยอมรับอำนาจของสันตะปาปา ซึ่งเป็นผู้นำของนิกายโรมันคาทอลิกโดยสิ้นเชิง โป๊ปได้ดำเนินการเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน อันเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามครูเสด และสงครามครูเสดนี้แหละได้นำพาชาวตะวันตกไปพบกับอารยธรรมที่และวิวัฒนาการจากพวกมุสลิมซึ่งอยู่ในตะวันออกกลางหรือโลกอาหรับ ซึ่งก็ได้สร้างความประหลาดใจแก่ชาวตะวันตกอย่างมาก ครั้นเมื่อกลับสู่ถิ่นฐานของตนเองชาวตะวันตกจึงรู้ตัวว่านี่แหละถึงเวลาที่จะต้องปฏิวัติวิทยาศาสตร์หาความจริงทางธรรมชาติกันแล้ว อันเป็นการเข้าสู่ยุคสมัยของการปฏิวัติวิทยาศาสตร์และฟื้นฟูศิลปะและวัฒนธรรม หรือที่เรียกว่า เรอเนซซองค์นั่นเอง จะเห็นว่าเรื่องของวิทยาศาสตร์ไม่ได้เกิดความขัดแย้งอะไรมากมายเหมือนที่คุณตั้งคำถามว่าเพราะกลัววิทยาศาสตร์จะขัดกลับหลักศาสนา แต่สิ่งที่เห็นได้คือการต้องการมีอำนาจของใครบ้างคนเท่านั้น ( ถ้าประวัติศาสตร์ตรงนี้ผิดเพี้ยนไปนิดหน่อยขอโทษด้วยนะครับ )

และสิ่งที่ผมจะพูดคือผมไม่ได้ยึดถือตามคัมภีร์ไบเบิ้ลและก็ไม่ปฏิเสธในคัมภีร์ไบเบิลครับ

ผมจะอธิบายให้ฟังบ้างนะ ที่นี้คุณคงจะเห็นว่าผมคงจะเข้าข้างศาสนาตัวเองแล้ว และก็จะวิจารณ์คำปราศรัยของไอสไตน์ไปพร้อมกันเลยครับ ผมยึดถือคัมภีร์อัลกุรอานครับ

ใครที่บอกว่าศาสนาและวิทยาศาสตร์ถึงเข้ากันไม่ได้
ถ้ายังไม่พูดถึงคัมภีร์นั้น
ถ้าลองศึกษาประวัติศาสตร์ดีๆ เรื่องของวิทยาศาสตร์ที่เจริญก้าวหน้า ประชาชาติที่เจริญและสนับสนุนความเป็นจริงและวิทยาศาสตร์ ก่อนการปฏิวัติฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมของของชาวตะวันตกนั้นคือประชาชาติมุสลิม
แต่ทำไมเป็นเช่นนั้น เพราะว่ามุสลิมนั้นสั่งสอนให้ค้นคว้าหาสัจธรรมรวมถึงเรื่องของวิทยาศาสตร์
ทีนี้เรามาดูหลักคำสอน และคัมภีร์


จากคำพูดของคุณ ตรงประเด็น
ตัวอย่างเช่น หากมีชุมชนใดสักแห่งที่เคร่งศาสนาออกมายืนยันว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่บัญญัติไว้ในคัมภีร์ไบเบิ้ลเป็นจริงหมด เมื่อนั้นก็อาจกล่าวได้ว่าศาสนาได้ก้าวล้ำเข้าไปในขอบเขตของวิทยาศาสตร์ และสร้างความขัดแย้งระหว่างความเชื่อทางศาสนากับวิทยาศาสตร์ เหมือนเช่นที่กาลิเลโอและดาร์วินเคยประสบมาก่อน

ผมคนนี้แหละเป็นคนยืนยันถึงคัมภีร์ของผมเอง และผมเชื่อมนุษย์ที่มีสติปัญญาทุกคนก็ยืนยันเช่นกัน คัมภีร์เล่มนี้เล่นเดียวแหละที่ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆทั้งสิ้น และบันทึกกว่า 14 ศตวรรษที่แล้ว และยังไม่มีตัวหนังสือตัวใดที่เปลี่ยนแปลง ไม่ว่าคุณจะอยู่ ณ ที่ใดบนโลกนี้ ถ้อยคำของตัวบทคัมภีร์จะเหมือนกันหมดทุกตัวอักษร เล่มนี้เล่มเดียวที่มีคนอ่านมากที่สุดในโลก เล่มนี้เล่มเดียวที่ที่คนที่อ่านแล้ววิเคราะห์แล้ว ก็ยังอ่านอยู่อย่างนั้นตลอดเรื่อยอาจจะหลายร้อยรอบ หรือจนตาย และคนพยายามท่องจำแล้ว จำอีก

มาดูทางด้านความเป็นวิทยาศาสตร์ ของคัมภีร์เล่มนี้ ในนั้นมีคำบอกที่เป็นแนววิทยาศาสตร์มากมาย คำกล่าวหลายอย่างยังเป็นสมติฐานพิสูจน์ไม่ได้ ด้วยวิทยาศาสตร์สมัยนี้ เพราะอาจยังไม่ถึงเวลา หลายอย่างหลายที่พิสูจน์ได้แล้วว่าเป็นความจริง แต่ ณ บัดนี้สิ่งที่ถูกกำหนดมาแล้วกว่า 14 ศตวรรษยังไม่มีอะไรเลยที่ขัดแย้งกับวิทยาศาสตร์ปัจจุบัน ซึ่งถ้าความน่าจะเป็นแล้วหนังสือที่มีอายุ 1400 กว่าปี ข้อมูลน่าจะล้าสมัยไปนานแล้ว แต่ปัจจุบันทุกอักษรยังคงสภาพเดิม ถ้าอยู่ในวงการวิทยาศาสตร์คุณจะรู้ดีถึงคัมภีร์ เล่มนี้ สมมติฐานของนักวิทยาศาสตร์บางคนถูกอ้างอิงจากคัมภีร์เล่มนี้ ซึ่งต่อมาวิวัฒนาการของวิทยาศาสตร์สามารถพิสูจน์ได้ในศตวรรษที่ 20
หลายคนพยายามท้าทาย แล้วคุณกล้าไหมคุณ ตรงประเด็น ครับ

ที่คุณว่าสร้างความขัดแย้งระหว่างความเชื่อทางศาสนาและวิทยาศาสตร์ลองมาดูด้วยตาคุณเองสิ

และข้อความของไอสไตน์ที่ว่า


ดังนั้นในทางกลับกัน ผู้คนที่เชื่อมั่นอย่างแรงกล้าในศาสนา…..จะกล่าวโจมตีวิทยาศาตร์ว่าเป็นตัวบ่อนทำลายศรัทธาของผู้คน

มาดูด้วยตานะครับจะได้รู้ว่าบ่อนทำลายหรือไม่ และที่กล่าวว่า เพราะว่าพฤติกรรมของมนุษย์ไม่ได้เกิดจากการดลบันดาลใจของพระเจ้า แต่เกิดจากความต้องการ ความจำเป็นของมนุษย์เอง ไม่ว่าจะเป็นความต้องการจากภายในหรือภายนอกก็ตาม ตอบสั้นๆคือ คุณก็กำหนดวันตามของคุณมาสิครับ

ที่เหลือผมว่าคุณควรใช้สติปัญญาวิเคราะห์เอานะครับคุณน่าจะรู้คำตอบของผมแล้ว คุณตรงประเด็น

ขอบคุณมากครับที่มีข้อมูลมาแบ่งปันให้กับผม
แล้วก็ตอนแรกว่าจะเอาแค่ข้อมูล ตอนนี้เลยยาวเลย เดี๋ยวจะเข้าใจผิดว่ากลายเป็นว่าเผยแพร่ศาสนาอีก
แต่ถ้าพูดถึงเรื่องตรรกะกับการศรัทธาของผมคงพูด สามวันไม่จบครับ
และยิ่งเป็นเรื่อง ทำไมศาสนาผมอย่างนั้น อย่างนี้ พูดกันเป็นปีก็อธิบายให้ไม่จบครับ

พูดจาอะไรผิดพลาดหรือทำให้ไม่พอใจ ก็ขอโทษมา ณ ที่นี้ด้วย


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 ม.ค. 2009, 00:45 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 1
สมาชิก ระดับ 1
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ธ.ค. 2008, 22:13
โพสต์: 23


 ข้อมูลส่วนตัว


To คุณ deboykung

พูดสั้นๆนะครับง่วงแล้ว
คุณกำลังเข้าใจผิดครับแยกแยะให้ดีครับ
อ่านกระทู้ให้หมดทั้งใหม่ดีกว่าครับค่อยๆอ่าน


ถ้าจะพิสูจน์ ต้องหาวิธีการ เช่น คนที่บอกว่าเห็นเทวดา ทำอย่างไรจึุงจะเห็น คุณก็ต้องไปฝึกณาน สมาธิในวิธีการนั้นๆก่อน แล้วถึงจะตัดสินใจว่าจะเชื่อหรือไม่

และที่สำคัญ การที่เราพิสูจน์สิ่งไหนก็ตาม ต้องตั้งใจและเพียรพยายาม ด้วย ยกตัวอย่างเช่น

เรื่องทดลองวิทยาศาสตร์ระดับพวกนิวเคลียร์หรืออะไรก็ตามที่ยากๆ เราจะทดสอบกับชาวบ้านทั่วๆไป ชาวบ้านคนนั้น ถ้าเขาไม่ตั้งใจ หรือเพียรพยายามในการพิสูจน์ เขาทำไม่ได้ ก็เลยปักใจไม่เชื่อสิ่งนั้น การที่นักวิทยาศาสตร์คนก่อนๆได้บอกไว้ ผิดหมด เพราะว่าเขาพิสูจน์แล้ว ก็ยังไม่ได้ ดังนั้น ไม่เชื่อสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์คนก่อนๆ

การเห็นเทวดาหรืออะไรก็ตามที่อยู่นอกสภาวการณ์ของมนุษย์นั้นล้วนเป็นสมมติฐานที่ไร้ข้อพิสูจน์ทั้งสิ้น ซึ่งไม่มีหลักฐานหรือหลักตรรกะใดๆมาพิสูจน์ได้ ถึงคนเห็นเทวดาจะเก่งแค่ไหน ก็อธิบายออกมาเป็นตรรกะไม่ได้ และทำให้ผู้อื่นเห็นด้วยไม่ได้เช่นกันและเป็นเพียงข้อคิดเห็นเท่านั้น และเรื่องพวกนี้ก็เป็นไปได้ที่จะเกิดจากอุปทาน

ส่วนการทดลองวิทยาศาสตร์นั้น มาจากเหตุ และผล ซึ่งสามารถอธิบายออกมาเป็นเหตุผลได้ว่าเกิดได้อย่างไร จริงไหม ไม่จำเป็นจะต้องพิสูจน์ด้วยตนเองครับเพราะว่ามันมาจากตรรกะทั้งสิ้นที่พิสูจน์ได้ และพิสูจน์หรืออธิบายให้ผู้อื่นทราบได้ และสามารถนำข้อมูลไปอ้างอิงใช้ต่อได้ สามารถหาต้นตอขึ้นมาได้จากความเป็นจริง จึงจะจัดว่าเป็นข้อมูลหรือทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ครับ
จริงๆแล้วถ้าคุณเรียนสายวิทย์ก็น่าจะรู้นะ เพราะตอนนี้เองผมก็นักศึกษาวิศวะอยู่เหมือนกัน ส่วนเรื่องปฏิบัติธรรมจนเห็นด้วยตัวเองนั้นไม่ใช่ครับ เพราะทางจิตวิทยารู้ดีว่าอาจจะเป็นการอุปทานขึ้นมาเองในสิ่งที่ใจของตนอยากให้เป็นก็ได้ครับ

ส่วน 4/0 เข้าใจใหม่นะ เพราะว่าทำไมถึงนิยามว่าหาค่าไม่ได้ ดู 4/0.01=400 และ 4/0.0000001=40000000 สังเกตดูให้ดีว่า ถ้าค่าของส่วนนั้นทศนิยม หลังจุดน้อยเท่าไหร่ ค่าจะยิ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นเวลามันเข้าใกล้0 มากเท่าไหร่ค่าของมันจะมากขึ้นจนถึงอนันต์ เพราะฉะนั้น ค่าของมันคืออนันต์ที่ไม่มีที่สิ้นสุด ลองมาดู สมการ y=1/x ครับ เช่นเดียวกันถ้า x เข้าใกล้ 0 ค่าyมันจะอนันต์ครับ แต่ถ้า X เป็น1000000 เมื่อไหร่ค่าyมันเข้าใกล้ 0 แต่มันไม่เป็น 0 แน่นอน เพราะฉะนั้นค่า x มากเท่าไหร่เกือบเป็น 0 เท่านั้น แต่จริงไม่มีทางเป็น 0 ครับ แต่บอกได้คำเดียวว่ามันไม่มีทางน้อยไปกว่า 0 ครับ ยกเว้น จำนวนติดลบ xก็จะไม่มากกว่า 0 แน่นอนครับ

วันนี้ง่วงมาก ถ้าตอบคำถามไม่ดีรบกวนมาโพสต์ใหม่ด้วยครับ
ขอบคุณสำหรับอีกความรู้ครับ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 ม.ค. 2009, 08:27 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ก.ค. 2006, 06:25
โพสต์: 2058


 ข้อมูลส่วนตัว


เรียน ท่าน จขกท ครับ




อ้างคำพูด:
ก่อนอื่นผมขอบอกก่อนนะครับ ว่าผมไม่ได้เป็นคริสต์ศาสนิกชน และยูดายครับ และไม่ได้มีเจตนาที่จะมาตั้งกระทู้เพื่อเรียกร้องเชิญชวนสู่ศาสนาแต่อย่างใด


ผู้ร่วมสนทนากับท่าน ในกระทู้นี้ พอจะมีเกียรติทราบได้หรือไม่ว่า ท่าน จขกท นับถือศาสนาใด หรือ ไม่นับถือศาสนาใดเลย ครับ



อ้างคำพูด:
เพราะจุดประสงค์แรกคือต้องการทราบเรื่องหลักการศรัทธาหรือหลักสัจธรรมที่แท้จริงเท่านั้น


ถ้าจุดมุ่งหมายของท่านที่แท้จริง คือ ต้องการทราบเรื่องหลักการศรัทธาหรือหลักสัจธรรมที่แท้จริงเท่านั้น
ท่านไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่ต้องใช้วาจาเช่นนี้เลย

"....ถ้ามีบางสิ่งที่สามารถอธิบายที่ของสิ่งพวกนี้ได้ในทางเหตุผล คนเราก็จะคงยังไม่เชื่อ เพราะว่าในจิตใต้สำนึกนั้นมีอะไรอยู่มากมาย เช่น ทิฐิ ความดื้อรั้น ความกลัว ความอาย ความรักศักดิ์ศรี มองสัจธรรมในมุมใหม่ๆ อย่าติดรั้งอยู่กับความเชื่อความงมงายเดิมๆที่บรรพบุรุษทอดทิ้งไว้ให้..."




อ้างคำพูด:
และอันที่จริงแล้วที่ไม่อยากจะเปิดเผยตัวตน เพราะสิ่งที่กลัวคือทิฐิที่อยู่ในใจคนที่แน่นอนที่จะปฏิเสธไม่ได้ว่าได้มีต่อศาสนาอื่น


มีความกล้าที่จะกล่าวว่า ไม่ให้ผู้อื่นงมงายตามบรรพบุรุษ(เว็บนี้เป็นเว็บพระพุทธศาสนาน่ะคุณ บรรพบุรุษคนส่วนใหญ่ เขาก็ต้องนับถือพระพุทธศาสนาน่ะครับ)... แต่ คุณกลับไม่กล้าที่จะบอกว่าตนเองนับถือศาสนาอะไร
มันไม่แปลกไปหรอกหรือ?




อ้างคำพูด:
ส่วนเรื่องวิทยาศาสตร์กับศาสนาพุทธนั้นผมจะขอไม่พูดถึงเพราะเดี๋ยวเป็นการพาดพิงในทางที่ไม่ดี แต่คุณเองก็รู้อยู่แก่ใจ ถึงความขัดแย้งทางหลักคำสอนและสัจธรรมของศาสนาที่ตัวคุณและตัวผมนับถืออยู่


พระพุทธเจ้าสอน กาลามสูตรไว้
ชาวพุทธ ไม่จำเป็นต้องเชื่อทุกๆสิ่งที่บันทึกไว้ในพระคัมภีร์
พระพุทธองค์ทรงตรัสแม้นแต่ว่า อย่าเพิ่งปลงใจเชื่อง่ายๆในศาสดา คือ อย่าเพิ่งปลงใจเชื่อง่ายๆในคำสอนของพระองค์เอง ให้พิสูจน์เสียก่อน
ดังนั้น ส่วนตัวผม ไม่รู้สึกว่า พระพุทธศาสนาขัดแย้งกับวิทยาศาสตร์แต่อย่างใดเลย

ช่วงบ่ายๆ ถ้าว่าง จะนำสิ่งที่วิทยาศาสตร์นำประโยชน์จากพระพุทธศาสนาไปใช้อีกเยอะแยะ มาลง


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 ม.ค. 2009, 08:57 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 พ.ค. 2008, 14:14
โพสต์: 3836

อายุ: 12
ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว


Astroboy เขียน:
สวัสดีครับ

[color=#4000BF]1. ทุกวันนี้เรามีศาสนาเพื่ออะไร ยึดเหนี่ยวจิตใจ ตามบรรพบุรุษ หรือ สัจธรรม

- ศาสนาแต่ละศาสนาก็มีจุดประสงค์แนวทางแตกต่างกัน
คนเราทุกคนมีความต้องการแตกต่างกัน

คำตอบที่ให้มา 3 ข้อ นั้นก็เป็นจริงทั้งนั้น
แล้วแต่คน แล้วแต่สังคมวัฒนธรรม

-บางคนก็เลือกได้อย่างเสรี เช่นที่คุณทำ

-บางคนต้องนับถือเพราะเป็นระเบียบแบบแผนในสังคมของเขา
เช่น เช่นคนที่นับถือศาสนาอิสลามนั้น ถ้าชายใดจะไปแต่งงานด้วย
ก็ต้องเปลี่ยนไปนับถืออิสลาม ถ้าชายคนนั้นไม่ยอม ก็เข้าสังคมเขาไม่ได้

หรือในประเทศที่มีความเข้มข้นมากๆ เช่นประเทศในตะวันออกกลาง
การเปลี่ยนศาสนานั้นเป็นความชั่วร้ายถึงขนาดต้องประหารชีวิต
ถ้าใครแหกคอก นอกทาง ก็จะไม่ได้รับการยอมรับในสังคม
นี่ก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่คนต้องนับถือศาสนาเหมือนกัน
มันเป็นลักษณะเฉพาะของสังคมของเขา

- ส่วนคำว่าสัจธรรมนั้น คำนี้คนตีความกันไปต่างๆนาๆ
อย่างศาสนาคริสต์ เขากล่าวว่าตัวพระเจ้านั่นแหละคือความจริงอันสูงสุด
ซึ่งเป็นคนละนิยามกับคำว่าสัจธรรม(ความจริงอันสูงสุด-ปรมัตถ์ธรรม)ในศาสนาพุทธ

โดยสรุปที่ถามว่า นับถือกันไปเพื่ออะไรนั้น ก็แล้วแต่แต่ละคนจะมีความต้องการอะไร
คำว่าความต้องการนั้น ก็มีสามแบบ คือ แบบมีอิสระเสรี แบบกึ่งอิสระเสรี และไม่มีอิสระเสรีเลย


Astroboy เขียน:
2. จะเชื่อมั่นในศาสนาพุทธอย่างไรว่าเป็นศาสนาที่คิดว่าถูกต้องที่สุดแล้วที่คุณเลือกที่จะนับถือ


- คุณต้องตีความเสียก่อนว่า คำว่าถูกต้องของคุณคืออะไร

บางคนบอกว่าพระเจ้ามีจริง นั้นคือความถูกต้อง นั่นคือสัจธรรม

บางคนบอกว่าการฆ่าแพะแกะวัวในการสังเวยเทพของเขาเป็นความถูกต้อง
แต่บางศาสนาเช่นถือเป็นบาป

บางคนบอกว่า อะไรก็ตาม ถ้าจะเป็นความถูกต้อง
มันต้องตรวจวัดชั่งพิสูจน์ได้ด้วยวิธีการทางวทิยาศาสตร์
หากพิสูจน์ไม่ได้ทางวิทยาศาสตร์ เขาจะไม่ยอมรับว่าถูกต้อง
ทั้งๆที่เขาก็เป็นคนธรรมดาที่มีอารมณ์ความรู้สึก มีความรัก รู้ทั้งรู้ว่าความรักมีจริง
แต่ชั่งตวงวัดความรักไม่ได้ ไม่รู้ว่าความรักอยู่ตรงไหน หาเครื่องมืออะไรมาวัดก็ไม่ได้
เรียกว่าหาวิธีทางวิทยาศาสตร์มาวัดไม่ได้เลยว่าความรักมีจริงหรือไม่
แต่ก็จำยอมในการยอมรับความรักว่ามีอยู่จริง


นี่แหละ คำว่าความถูกต้อง
ความถูกต้อง เป็นผลผลิตของความคิด
ความคิด เป็นผลิตจากการปรุงข้อมูลที่ตัวเองมีอยู่
ข้อมูลที่ตัวเองมีอยู่ก็คือสิ่งที่คนเรามีไม่เท่ากัน แล้วแต่ใครจะมีปัญญาอย่างไร มีประสบการณ์อย่างไร
มีอะไรในความทรงจำบ้าง
คำว่าความถูกต้องมันก็ขึ้นอยู่กับว่าตัวเรามีขอบเขตการรับรู้แค่ไหนเพียงไร


อย่างถามมดว่าโลกกลมหรือแบน มันไม่มีทางตอบเราได้
เพราะมันไม่มีขอบเขตการรับรู้ขนาดนั้น

หรือเอาตัวอย่างที่เป็นจริงหน่อยนึง เช่น
ถามเด็กๆว่าความรู้สึกถึงจุดสุดยอดในการร่วมเพศเป็นอย่างไร
เด็กๆเขาไม่รู้หรอก หรือผู้ใหญ่บางคนยังไม่รู้เลย เพราะไม่เคย
นี่คือข้อมูลที่คนเรามีไม่เท่ากัน
ใครที่ไม่เคยร่วมเพศ ย่อมไม่มีทางจะอธิบายรสชาดนั้นว่าเป็นอย่างไร
ต่อให้เขาใช้ถ้อยคำที่มีทั้งหมดในโลกนี้ก็ตามที

ถ้าคุณอยากจะรู้ว่าศาสนาพุทธถูกต้องอย่างไร
ก็ต้องเรียนรู้ว่าคำว่าความถูกต้องในศาสนาพุทธ คืออะไร
มีขอบเขตอย่างไร (ถ้ามีความเพียรอยากจะหาคำตอบจริงๆน่ะนะ)


ศาสนาพุทธนั้นไม่สอนให้เชื่อ แต่สอนให้ลงมือพิสูจน์จนเกิดประสบการณ์ตรงด้วยตนเอง
ส่วนวิธีการพิสูจน์ เป้่าหมาย และการตรวจคำตอบนั้น ทรงชี้แจงไว้ให้หมดแล้ว

เหมือนสมุดตำราอาหารชนิดหนึ่งที่เราไม่รู้จัก
หนังสือเขาบอกเราหมดว่าต้องทำอย่างไร เช่น เกลือกี่ช้อน น้ำตาลกี่ช้อน เอาอะไรใส่ตอนไหน
ถ้าเราลงมือทำตามนั้น ในที่สุด เราก็จะได้รู้จักอาหารชนิดนั้นทั้งได้เห็น ทั้งได้กิน ได้ลิ้มรส
รับทราบอย่างถ่องแท้ไม่ผิดเพี้ยน

แต่ถ้าเราไม่ลงมือทำ
แต่ก็อาจจะเอาหนังสือมากางออก
แล้วพูดได้ว่า รสชาดดีอย่างนั้น หน้าตาอย่างนี้ ได้เป้นตุเป็นตะ
ซึ่งก็จัดว่าพูดไม่ผิด เพราะพูดตามหนังสือจึงไม่ผิด
แตว่ามันเป็นคนละ "รู้" กับแบบคนที่เขาลงมือทำเอง

กระบวนการศึกษาให้ค้นพบความจริงในพระพุทธศาสนามี 3 องค์ประกอบ
คือ ปริยัติ ก็คือการอ่านตำราทำกับข้าวเล่มนั้นนั่นแหละ
ปฏิบัติ คือลงมือทำตามนั้น
ปฏิเวธ คือความรู้ที่เกิดจากการทำตามแล้วในที่สุดประสบผลสำเร็จ
จึงได้กินอาหารจานนั้น จึงเข้าใจในรสชาดนั้นอย่างแจ่มแจ้ง

ที่ถามว่าจะมั่นใจได้อย่างไร จึงเป็นเรื่องของคนถามว่า
พระพุทธเจ้าเขียนสุตรอาหารและวิิธีทำให้แล้ว ถ้าท่านอยากรู้จริง อยากพิสูจน์จริงๆ
ก็ต้องลองทำดู ให้เกิดประสบการณ์ตรงเอง (ปัตจัตตัง)

ไม่งั้นมันก็เป็นเพียงคนที่หาเรื่องถามสนองตันหาอยากรู้ไปอย่างนั้นเอง

ดังเช่นสมัยหนึ่งมีนักบวชศาสนาอื่น ได้ยินว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้ รู้แจ้งในทุกสิ่ง
เลยอยากจะมาลองดี เขาเข้ามาถามพระพุทธเจ้าว่า
พระพุทธเจ้า.. เขาว่าท่านรอบรู้ทุกสิ่ง
ท่านต้องรู้สิว่า.. ดาวบนท้องฟ้านี้มีกี่ดวง
พระพุทธเจ้าตอบกลับว่า มากเท่าเม็ดทรายในแม่น่ำคงคา

นักบวชคนนั้นก็ำม่พอใจ หาว่าพระพุทธเจ้ายียวนอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่ตอบคำถาม
แต่ด้วยปัญญาของเขามันน้อยมาก เพราะโดนตันหาอยากรู้มันเบียดกินที่ไปหมดแล้ว
เลยไม่เข้าใจคำตอบที่ลึกซึ้งของพระพุทธเจ้า

คำตอบของพระองค์ ตีความได้อย่างกว้างขวาง
นัยย์หนึ่ง - ตอบโดยตรงกับคำถามว่า ถ้ารู้วิธีนับเม็ดทรายในแม่น้ำคงคาได้ ย่อมรู้วิธีนับดาวบนท้องฟ้าได้

นัยย์ที่สอง - คนถามกลับมองว่าพระพุทธเจ้าไร้สาระ ที่ตอบอย่างนั้น
ใครจะมานั่งนับเม็ดทรายในคงคาไปทำไม นับไปให้มันได้อะไรขึ้นมา
ซึ่งก็เป็นการย้อนให้คนถามสำรวจตัวเองว่า ตั้งคำถามอะไร ให้มันได้อะไรขึ้นมา

นัยย์ที่สาม - ถ้าพระพุทธเจ้าบอกจำนวนที่แน่นอนของดวงดาวออกไป
คนคนนั้นก็จะถามอีกว่า ท่านรู้ได้อย่างไร เขาไม่ยอมรับคำตอบ เขาไม่เชื่อแน่นอน
ทั้งนี้ก็เพราะเขาไม่มีขอบเขตการรับรู้อย่างพระพุทธเจ้า

นัยย์ที่ 4 - สมัยนั้นไม่มีวิทยาศาสตร์
ดวงดาวบนท้องฟ้านั้น เอาเข้าจริงๆ ไม่ได้มากเท่าเม็ดทราย ถ้าจะนับกันจริงๆก็ยังพอจะเป็นไปได้
แต่นั้นเป็นเพราะเรามองไม่เห็นดาวดวงอื่นๆ ในกาแลคซี่อื่น
ต่อมาวิทยาศาสตร์เจริญขึ้น ปรากฏว่าค้นพบกาแลคซี่อื่นๆอีก
สิ่งที่น่าคิดคือ ท่านรู้ได้อย่างไรว่ามันมากมายเหมือนเม็ดทรายในห้วงคงคา

Astroboy เขียน:

3. จะเชื่อในหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าได้อย่างไร แล้วทุกเรื่องนั้นจะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นเรื่องจริง


- ไม่ต้องเชื่อ
เอาตำรามากางออก แล้วดุว่าเรื่องที่ศึกษานั้น ท่านกำลังสอนอะไร
ศึกษาให้เข้าใจ แล้วลงมือทำ สงสัยก็กลับมาตรวจสอบที่ตำรา
ถ้าทำผิด ผลลัพธ์ย่อมไม่ตรงกับที่ตำราบอก
ถ้าทำถูกแล้ว ก็จะมีผลลัพธ์ตรงกับตำรา
และเมื่อกลับมาอ่านตำราใหม่ จะมีความเข้าใจลึกซึ้งกว้างขวางขึ้นๆไปอีก

ปัญหาของการยอมรับนับถือศาสนาพุทธคือคนไม่กล้าพิสูจน์
ด้วยความลึกซึ้งของเนื้อหาที่ต้องใช้เวลา
แต่ที่สำคํญคือความขี้เกียจ ไม่เอาจริง ถือดี ยึดถือทิฐิของตนเป็นใหญ่ สักแต่จะอยากถามอยากอวดดีไปอย่างนั้นเอง เช่นพวกนักปรัชญา นักวิทยาศาสตร์ทั้งหลาย
พอเอานิิพานใส่ตราชั่ง วัดด้วยปรอทไม่ได้ ก็ว่าศาสนาพุทธนี้เลอะเทอะ ไม่จริง

แต่พอเวลาเขาพูดว่า i love you so much
ผมก็ไม่เข้าใจว่าเอาเครื่องมือทางวทยาศาสตร์อะไรมาวัดว่ามัน so much ขนาดไหนยังไง
ไม่เข้าใจจริงๆว่าคนพูด รู้หรือว่า Love มันอยู่ตรงไหน มีมวล/ปริมาตรหรือไม่ กินที่กินเวลาหรือเปล่าอย่างไร รู้ได้อย่างไรว่ามากว่าน้อย


Astroboy เขียน:
3.1 พระพุทธเจ้านั้นเป็นตามความเชื่อของชาวพุทธนั้น เป็นคน หรือเป็น เทพเจ้า หรือเป็นพระเจ้า
ถ้าคำตอบนั้นเป็นคน แล้วมีความพิเศษมากกว่าคนอย่างพวกเราอย่างไร ทำไมถึงคิดเช่นนั้น
ถ้าคำตอบนั้นเป็นอย่างอื่น แล้วมีสิ่งใดที่สามารถยืนยันในความพิเศษมากกว่าคนอย่างเรา

- คนธรรมดา แต่มีปัญญายิ่งกว่าอัจฉริยะ
- ทำไมคิดเช่นนั้น ? ก็ให้ลองไปศึกษาปรัชญาดูก่อน เอาให้จบเอกเลยก็ได้
จากนั้นมาดูพระไตรปิฏก โดยตัดเอาเรื่องที่เหนือเหตุผลออกไปให้หมด เอาแต่เรื่องที่เป็นระบบของปรัชญา
คุณจะพบว่าพระพุทธเจ้าในฐานะคนธรรมดานั้น มีตรรกะขั้นเลิศที่สุดที่ผมยังไม่เคยคิดว่าจะมีใครมีตรรกะได้ไร้ที่ติไปกว่าท่าน

นอกไปจากนั้น ผลผลิตทางความคิดทุกๆอย่างของท่าน ยังคงใช้ได้ เป็นจริงเสมอ ไม่มีการล้าสมัยเหมือนผลผลิตของนักปรัชญาคนอื่นที่มีการล้าสมัย

ตัวอย่างเช่น ถ้ามีคนถามว่าอะไรคือหัวใจของความสำเร็จ
ลองเดินเข้าไปในร้านหนังสือทั่วโลก แล้วขอให้คุณหยิบออกมาสักเล่มหนึ่งที่คุณคิดว่าดีที่สุด
เล่มที่เป้นตัวแทนพอที่จะบอกคนทั้งโลก ทุกชาติ ทุกภาษา ทุกวัฒนธรรมว่า ทำอย่างไรจึงจะประสบความสำเร็จ

คุณกล้าบอกไหมว่าหนังสือเล่มนั้น คือหนังสือที่จริงที่สุด

สำหรับผม ผมก็ชอบหาเหมือนกัน หนังสือประเภทนี้
แต่ผมไม่เคบพบเลยว่ามีหนังสือไหนใช้ได้จริงกับทุกอาชีพ ทุกคน ทุกชาติ ทุกภาษา

บ้างก็เป็นความสำเร็จในเงื่อนไขแบบวัฒนธรรมของเขา
บ้างก็มีเงื่อนไขเฉพาะตัว บ้างก็เป็นคนมีพื้นฐานดีโชคดี
สรุปแล้ว ล้วนแล้วแต่มีตัวแปรต่างๆนาๆ
ใช้ได้กับคนหนึ่ง แต่ใช้ไม่ได้กับคนอีกคนหนึ่ง


พระพุทธเจ้าตอบเรื่องนี้ไว้ได้อย่างกระทัดรัด สั้น เรียกว่า อิทธิบาท 4
1. สิ่งที่จะทำนั้น ต้องเป็นสิ่งที่เรารัก
2. พยามในสิ่งนั้น - เมื่อเรารักแล้ว ต้องลงมือพยามในสิ่งนั้น
3. มีใจจดจ่อแน่วแน่ - และเพราะเรารัก เราพยาม และเพราะเรารัก เราก็ไม่สามารถจะเอาใจออกห่างจากมันได้เลย ยิ่งทำ ยิ่งรัก
4. ทำความเห็นให้ตรง - และเพราะเรารัก เราำยามทำ อย่างไม่ลดละ เราก็ต้องทำอย่างมีปัญญาด้วย
คือหมั่นตรวจสอบความเห็นของตนให้ตรงกับวิชาความรู้
ไม่งั้นจะเป็นมวยวัด นึกว่าจะชกก็ชกไป ไม่มีวิชา สุดท้ายชกลมหมดแรงตายไปก่อน

และถ้ามองให้ลึกซึ้ง อิทบาท 4 นี้เป็นวัฏจักร

เหมือนทำกับข้าว มีใจรัก เลยพยามทำ แต่พลาด ก็ต้องกลับไปดูตำรา
กลับมาทำใหม่ จนทำได้ ทำได้ก็ยิ่งรัก ยิ่งพยามขึ้นไป ยิ่งแน่วแน่ขึ้นไป
ยิ่ง advance ขึ้นไปอีก หมั่น research and Development ให้มนัมากๆ ยิ่งๆ ขึ้นไปอีก
จนเป้นเชฟมือทอง
เรียกว่าวงล้อนี้มันเป็นเหตุเป็นผลกัน
ไม่มีใครในโลกนี้ ประสบความสำเร็จโดยปราศจากปัจจัยทั้ง 4 อย่างนี้ และเกื้อกุลกันเป้นระบบแบบนี้


ในทางพุทธ อิทธิบาทเป็นเรื่องที่มีระดับความลึกซึ้งตั้งแต่ขั้นหยาบๆ คร่าวๆ อย่างที่อธิบายไป
ไปจนถึงเรื่องที่ลึกซึ้งที่สุดที่พูดเป็นภาษาคนไม่ได้

รวมถึงเป็นเรื่องที่มีศีลธรรมมาเกี่ยวด้วย
การที่โจรมันเก่งกาจในการโจรกรรม มันก็เป็นผลที่อธิบายได้ด้วยอิทธิบาทเหมือนกัน แต่ของไม่พูดลงละเอียดไปกว่านี้


ยังมีหลักธรรมอื่นๆอีกมาก ที่มีลักษณะเดียวกันนี้
ซึ่งผมยังไม่เห็นนักปรัชญาคนไหนมีปัญญาจนสามารถคิดอะไรแล้วไม่ล้าสมัย

ในทางปรัชญา เขามีศัพท์เรียกพระพุทธเจ้าว่า อภิมนุษย์

นักปรัชญาจะชอบศึกษาศาสนาพุทธจากท่านพุทธทาส
ท่านถนัดในการถ่ายทอดให้กับคนที่มีจริตด้านนี้ ลองศึกษาดู ถ้าอยากรู้จริงๆน่ะนะ
เห็นมีแต่คนชอบท้าศาสนาพุทธ แต่พอให้ลองแล้วก็ขี้เกียจกันทั้งนั้น
ผมรู้พอสมควร ผมยังขี้เกียจเลยนะ
ศาสนาพุทธไม่ใช่ยากอะไรจนเกินปัญญามนุษย์
แต่อาศัยว่าต้องมีความสม่ำเสมอ ในทิศทางที่ถูกต้อง ตรงประเด็น



Astroboy เขียน:
3.2 กฎหมายนั้นถูกร่างขึ้นเพื่อประโยชน์ส่วนรวม และมาจากบรรทัดฐาน และความคิดเห็นของคนในสังคมนั้นๆที่จะร่างกฎหมายออกมาเพื่อให้สังคมนั้นอยู่ร่วมกันได้ เช่นเดียวกับความดีและความชั่วที่เกิดจากบรรทัดฐานของคนทั่วไปที่มีจิตใจตรงกันว่าการกระทำต่างๆ นั้นเป็นสิ่งที่ดีหรือชั่ว เพราะฉะนั้นการกำหนดความดีและความชั่วทุกวันนี้ใครเป็นผู้กำหนด เกิดจากคนด้วยกันเองใช่หรือไม่

- ในคำถามของคุณ ก็ตอบคำถามไปเรียบร้อยแล้ว
มันคือค่านิยมของสังคมหนึ่งๆ ณ เวลาหนึ่งๆ ที่เห็นว่าสิ่งนั้นดี สิ่งนั้นไม่ดี


Astroboy เขียน:
ทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำกันทุกวันนี้ ความดีและความชั่วที่ถูกต้องนั้นเป็นเช่นไร ผู้กำหนดที่แท้จริงคือใคร ถ้าเราอยู่ในโลกนี้คนเดียวแล้วเราทำชั่วจะมีอะไรเกิดขึ้นกับเราบ้าง

ในทางพุทธเราสอนว่า ดีแท้ๆ ชั่วแท้ๆ ไม่มีจริง

ความดี หรือ ความชั่ว ที่แสดงออกกัน ล้วนมีต้นกำเนิดมาจากจิตใจ
ล้วนแล้วแต่เป็นผลลิตของจิตใจที่ปรุงแต่งไปต่างๆนาๆ
วัถุดิบในการปรุงก็มี ... ค่านิยม จริต ความเชื่อ ข้อมุลในความทรงจำ ความเห็น ฯลฯ

พูดกันไปตรงๆเลยว่า บุญ บาป มาจากไหน ใครกำหนด
พุทธเรามองว่า บุญบาปเป็นสังขตธรรม แปลว่ามีธรรมชาติที่เกิดจากการปรุงแต่ง
แปลอีกที บุญ บาป เกิดจากการปรุงแต่ง ผู้ปรุงแต่งคือจิตใจ
ส่วนเรื่องการแสดงออกเป็นรูปแบบทางกาย ทางคำพูด ล้วนมีจิตใจที่ปรุงแต่งเป็นต้นกำเนิด
ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว

เป้าหมายสูงสุดของศาสนาพุทธ ไม่ใช่ทำบุญมากๆ
เป้าหมายของเราคือหลุดพ้นจากวัฏฏะสงสาร
การจะหลุดพ้นจากวัฏฏะสงสาร จิตใจต้องปราศจากการปรุงแต่ง
ไม่มีทั้งดี ไม่มีทั้งชั่ว ไม่ใช่ทั้งสงบ
แต่เป็นจิตใจที่ว่างเปล่า ทำให้ตัดวงจรการเกิด ภพ ชาติ

เรื่องที่กำลังพูด คือสรุปอย่างกว้างของ นิพพาน ปฏิจจสมุปบาท ระบบการเวียนว่ายตายเกิด
และเรื่องบาปบุญ ซึ่งแต่ละเรื่องเป็นเรื่องหลักๆของศาสนาทั้งนั้น
ไม่ใช่ว่าจะเข้าใจกันง่ายๆ ผมเองก็ตอบไปตามความเข้าใจตามตำรา
ถ้าอยากรู้จริง ต้องลงมือเอง แล้วจะสิ้นสงสัย

Astroboy เขียน:
ถ้าเราอยู่ในโลกนี้คนเดียวแล้วเราทำชั่วจะมีอะไรเกิดขึ้นกับเราบ้าง


ลองนึกถึงเสือ สิงห์ กระทิง แรด และพวกสัตว์ป่า
พวกนี้ก็เกิดมาไม่รู้ดีรู้ชั่วเหมือนกัน อยู่ในโลกแบบไม่รู้ดีรู้ชั่วเหมือนกัน
ผลลัพธ์์ที่เกิด ก็เป็นอย่างที่เราเห็นๆ

ที่ถามว่า เกิดมาคนเดียวในโลกจะเป็นยังไง
ก็ต้องตอบว่าเป็นไปไม่ได้

ถ้ามีเรา เราต้องมีที่มา ไม่มีอะไรไม่มีที่มา
ศาสนาพุทธบอกว่า เพราะมีเหต...จึงมีผล

ในอริยสัจ การที่มีทุกข์ เพราะมีสมุทัย
ดับสมุทัย (เหตุของทุกข์) .. ทุกข์จึงดับ
หมายถึงว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีขึ้นได้ เพราะมีเหตุปัจจัย ไม่มีอะไรเกิดมาเดี่ยวๆโดยไม่มีรากเหง้าที่มา
ศาสนาพุทธไม่มีที่ว่างสำหรับความบังเอิญ หรือการสมมุติที่ไม่มีทางจริง


Astroboy เขียน:
ตามตรรกะแล้วการกราบไหว้รูปปั้นนั้นเป็นสิ่งที่หลายคนมองว่าเป็นสิ่งดี เพราะเหตุอันใดถึงบอกว่านี่เป็นสิ่งที่ดี เพราะเกิดจากความเชื่อและความคิดเห็นของคนในสังคมที่เห็นพ้องต้องกัน

- กลับไปเรื่องค่านิยม คล้ายๆกฏหมายนั่นแหละครับ

เพราะโดยข้อเท็จจริง สมัยศาสนาพุทธยังมีพระพุทธเจ้าอยู่นั้น ไม่มีพระพุทธรูป
ไม่มีวัดด้วยซ้ำไป สีเหลืองก็ไม่ใช่เหลืองแบบนี้ สิ่งเหล่านี้คืิอพัฒนาการ
เกิดจากการปรุงแต่งของคนที่นับถือศาสนาพุทธ
ศาสนาพุทธที่เป็นตัวหัวใจแท้ๆนั้น
อยู่ที่สัจจะธรรมที่ปรากฏขึ้นในขอบเขตจิตใจเราเท่านั้นเอง

อย่าไปมองว่าพิธีกรรมและรูปแบบต่างๆเป็นตัวศาสนา มันเป็นเพียงส่วนประกอบเท่าันั้น

Astroboy เขียน:
ซึ่งตามหลักความเป็นจริงแล้วถ้าน้ำท่วมรูปปั้นนั้นขึ้นมา เป็นไปไม่ได้เลยที่รูปปั้นนั้นจะช่วยตัวเองโดยการหนีน้ำท่วมได้ แต่ก็ยังคงขอความคุ้มครองและกราบไหว้จากสิ่งนั้น ทั้งที่เขาเองยังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ สิ่งเหล่านี้เป็นไปได้หรือไม่ที่จะเกิดจากอุปทานหมู่ ที่มีคนมาบอกว่าเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ และสามารถช่วยเหลือเราได้ ทั้งที่ความจริงมันก็ขัดกับหลักตรรกะและหลักสัจธรรมอยู่

- ทำไมคุณไม่ปล้นธนาคารครับ ทำไม่คุณไม่ทำตัวเหลวแหลก ทำไมไม่ทำตัวให้มันมีความสุขสุดๆสนองตันหาตัวเองโดยไม่ต้องนึกถึงใคร

ก็เพราะเรามีสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจไงครับ เรามีคนที่เรารัก เช่นพ่อแม่ หรือคนรัก
เรานึกถึงเขา คิดว่าเขาต้องไม่สบายใจ หรือเป็นห่วงเรา กังวลเรื่องของเรา ถ้าเราทำอย่างนั้น


มีแม่ค้าหาบเร่คนหนึ่ง ไม่มีอะไรเลย ยากจน
ได้เงินนิดหน่อยก็ไปซื้อคานหาบมาค้าขาย

เปลี่ยนหาบไปเท่าไหร่ คานก็ยังอันเดิม เป็นคานคู่ทุกคู่ยาก

ต่อมาเจริญรุ่งเรืองจนร่ำรวย ไม่ต้องใช้คาบหาบ มีตึกรามสวยงาม

แต่แม่ค้ารู้สึกมีความรักผูกพันธ์กับคาบหาบนี้มาก
จึงเอาไปปิดทอง แล้วขึ้นหิ้งบูชาเอาไว้
นี่คือตัวอย่างของคนที่มีจิตใจอ่อนโยน
รู้จักการมองคุณค่า ไม่ถือดี ถือตัว ว่านี้ไม้ธรรมดา

และในขณะเดียวคน คนเหล่านี้คือคนธรรมดาๆ
ที่ยึดถือรูปร่างวัตถุต่างๆไปตามแต่ค่านิยมของตน
ย้ำอีกครั้งว่าคนธรรมดา

แต่ก็มีคนธรรมดาอีกประเภทหนึ่ง ประเภทหลังนี้
่เขาไม่เห็นคุณค่าอย่างแม่ค้าคานหาบ
คนประเภทหลัง เขาไม่ยึดถือเพราะทิฐิของเขา เขาไม่เห็นค่าราคาของไม่คานหาบ
ไม่ยึดถือเพราะยึดแล้วรู้สึกทนไม่ได้ ไม่สบายใจ ไม่ฉลาด ไม่ถูกจริตความเชื่อของตน

แต่พออะไรที่ถูกทิฐิของตนก็ยึดถือขึ้นมา
ต้องมีสิ คนประเภทหลังนี้ มีเรื่องให้ยึดถือเยอะกว่าคนประเภทแรกเสียด้วยซ้ำไป
แล้วเวลายึดถือ ก็จะยึดตอกเสาเข็มลงไปเลยที่เดียว ใครจะมาสั่นคลอนนั้นยาก
คนประเภทหลังส่วนใหญ่เป็นปัญญาชน มีจริตใฝ่รู้ ไม่เชื่ออะไรง่ายๆ
คนประเภทแรกเป็นพวกความรู้น้อย แต่มีศรัทธามาก ไม่ค่อยลังเลสงสัย

คนประเภทหลังก็คือประเภทแรกนั่นแหละ
กล่าวคือคนธรรมดา ที่ยึดถือนั่น ไม่ยึดถือนี่ ชอบอันั้น ไม่ชอบอันนี้ไปตามความคิดปรุงแต่งของตัวเอง


แต่เป้าหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนา หรือพระอรหันต์เป็นผู้สำเร็จแล้วนั้น


พระอรหันต์ผู้ใด้ฝึกจิตจนถึงขั้นสูงสุดของแก่นของศาสนา ท่านก็ไม่ยึดถือเหมือนกัน
ไม่ยึดถือเหมือนคนประเภทหลังนั่นแหละ แต่คนละเกรดกัน
ท่านไม่ยึดถืออะไรเลย ทั้งดี ทัง้ชั่ว ทั้งสุข ทั้งทุกข์
ไม่ใช่ว่าไม่ชอบ เลยไม่ยึดถือ แต่พอเจออะไรที่ชอบก้ไปยึดถือ
พระอรหันต์ผู้แจ้งในเป้าหมายสูงสุดของพุทธศาสนานั้น
- ไม่มีความรู้สึกว่าทุกข์ จากการยึดถือหรือไม่ยึดถืออะไร
- ไม่มีความรู้สึกว่าสุข จากการยึดถือหรือไม่ยึดถืออะไร


Astroboy เขียน:
หลักธรรมคำสอนต่างๆ คัมภีร์ต่างๆ ศาสนาทุกศาสนา ที่ทุกคนก็ต่างเห็นตรงกันว่าสอนให้เป็นคนดี ก็เช่นเดียวกัน มีใครสามารถยืนยันในความถูกต้องได้นอกจากบุคคลที่เห็นพ้องต้องกันกับหลักนั้นเท่านั้น สวรรค์ และนรกนั้นใครสามารถยืนยันได้ว่ามีจริง คนที่เคยบอกว่าเคยไปนรกสวรรค์นั้นมีสิ่งใดบ้างที่สามารถมายืนยันหรือพิสูจน์ว่าเป็นเรื่องจริงได้

- สวรรค์นรก เป็นเรื่องของคนตายใช่หรือไม่
ลองตายดูซะก่อน แล้วจะรู้เองว่ามีหรือไม่มี

Astroboy เขียน:
แล้วจะเชื่อได้อย่างไรในหลักธรรมที่วันนี้เรายึดถือกันอยู่ทั้งๆที่รู้ว่าเราเองก็มีส่วนที่จะกำหนดความถูกต้องของสังคมนั้น หรือว่าเกิดจากการคิดว่าความคิดเห็นของคนเพียงหนึ่งคนว่าดีที่สุด แล้วจึงยึดถือแนวทางปฏิบัติของคนผู้นี้มาใช้ในการดำเนินชีวิต

- ไม่ใช่ให้เชื่อ ขอขีดเส้นใต้สิบเส้นตรงคำว่า ไม่ใช่ให้เชื่อ
ศาสนาพุทธไม่ได้ให้เชื่อ
ความเชื่อเป็นเรื่องของคนโง่ และขี้เกียจ
ที่อุตส่าห์ืมี 32 ประการเท่าพระพุทธเจ้า แต่งอมืองอเท้าไม่ยอมพิสูจน์รู้เอง

ขี้เกียจ เพราะพระพุทธเจ้าอุตส่าห์บอกไว้หมดว่าต้องยืนอย่างไร เดินอย่างไร
บอกไว้หมดทั้งจุดประสงค์การเรียนรู้ วิธีปฏิบัติ วิธีตรวจคำตอบ

คนโง่มักคอยแต่จะแสวงหาความเชื่อ ไม่แสวงหาความรู้
คอยแต่จะหาความน่าเชื่อถือ แล้วเอาชีวิตไปฝากไว้กับความเชื่อ
เอาชีวิตไปฝากไว้กับทิฐิของคนอื่นๆที่ตัวเองเห็นว่าดี ว่าน่าจะใช่ ว่าน่าจะถูกต้อง
แล้วก็คอยสงสัยอยู่ร่ำไปว่าสิ่งที่เชื่อนั้นถูกต้องเป็นจริงหรือเปล่า

ตราบใดที่ยังแสวงหาความรู้แบบอาศัยความน่าจะเชื่อถือได้
ก็เหมือนอาศัยคนอื่นหายใจ ทั้งๆที่ตัวเองมีจมูกเหมือนเขา
ถ้าเขาหลงผิด มันก็เหมือนเตี้ยอุ้มค่อม
ถ้าเตี้ยหลงผิดเดินลงเหว ค่อมก็เลยพลอยลงเหวไปกับเตี้ยด้วย


Astroboy เขียน:

และการบรรลุถึงธรรมขั้นต่างนั้นมีความน่าเป็นหรือไม่ว่าที่จะเกิดจากอุปทาน ในเรื่องนี้ศาสนาพุทธอธิบายในเชิงเหตุผลไว้อย่างไรครับ


- มีคนสองคน คนหนึ่งเคยไปยืนบนหอไอเฟลมาแล้ว ไปถึงที่เลย
อีกคนดูทีวีอยู่บ้าน

สองคนนี้ รู้สิ่งที่รียกว่า ความจริง เหมือนๆกัน คือรู้ว่ามีหอไอเฟลจริง รูปร่างหน้าตาอย่างนี้อย่างนั้น

อีกคนหนึ่ง บ้านป่าเมื่องเถื่อน เป็นชาวเขา ไม่เคยมีทีวีสารคดีหรือความรู้อะไรกับเขา
มีคนมาเล่าให้ฟังมามีตึกทำจากเหล็กสูงระฟ้าอย่างนี้อย่างนั้นก็เกิดความฉงนขึ้น

คนสามประเภทนี้คือ
1. คนที่เคยไปหอไอเฟลจริงๆ คือ พระอรหันต์ รู้แจ้งในธรรมทั้งปวง
2. คนที่ดูทีวีสารคดีและสื่ออยู่บ้าน ที่รู้ว่าหอไอเฟลมีจริง คือพวกที่ กำลังศึกษาศาสนาพุทธ ผู้ศึกษาธรรมขั้นปริยัติ และปฏิบัติ แต่ยังไม่ถึงขั้นรู้แจ้ง(ทำยังไม่สำเร็จ)

3. คนที่สามคือ ไม่รู้เรื่องอะไรเลยจริงๆเลย ไม่ศึกษาอะไรเลยจริงๆเลย
ได้แต่คอยคาดเดาเอาจากที่ได้ยินได้ฟัง
คนที่สามนี้ ไม่รู้อะไรเลย แต่หลงยึดถือว่ารู้
เหมือนตาบอดคลำช้าง คลำได้หางก้คิดว่าช้างมีรูปร่างเหมือนหาง
ใครมาพูดอย่างไรก็ไม่ยอม เพราะถือว่าตนได้จับด้วยมือตัวเอง ย่อมไ่ม่คลาดเคลื่อน
ทั้งที่ความจริงคือ รู้ไม่หมด หางช้างเป็นแค่ส่วนหนึ่ง เป็นแค่ jig zaw ตัวหนึ่งในภาพใหญ่


ถ้าอยากรู้จริง ต้องปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ

แต่สำหรับคนที่ศึกษามาถึงระดับหนึ่ง นรกหรือสวรรค์มันก็เป็นแค่เรื่องมีสาระ แต่ไม่ใช่สรณะ
เหมือนขับรถไปยังเป้าหมายอันหนึ่ง แต่นรกสวรรค์มันเป็นเรื่องข้างทางที่เราต้องขับผ่านไป

คนที่ผ่านไปแล้วก็รู้สึกว่าถ้าเอาไปพูดกับคนที่ไม่ได้มาด้วยแล้วจะพูดยังไงดี จะเล่ายังไง
คิดแล้วก็เหนื่อย พูดไปก็ได้แค่พูด
เหมือนไปหอไอเฟลนั่นแหละ อธิบายบรรยากาศติ้นลึกหนาบาง เย็นร้อนสุงต่ำอย่างไร
คนที่เขาไม่ได้ไปเห็นด้วยเขาก็ไม่มีทางจะรู้สึกแบบเราที่ไปเจอมากับตัวเอง
พูดแล้วเหนื่อยคนพูด

บรรดาพระอริยะทั้งหลายถึงไม่พยามจะอธิบายว่ามันเป็นอย่างไร
ได้แต่บอกว่ามีจริงสิ หอไอเฟลมีจริง อย่าประมาทนะ ละความชั่ว ทำความดี ทำใจให้สะอาด

บางท่านก็สอนว่า จริงไม่จริงช่างมัน
อย่าประมาทในความดีความชั่ว ทำดี ละชั่ว ทำให้สะอาด
ถ้าไม่จริง บรรดาความดีที่ทำมานั้นก็ไม่เสียเปล่าหรอก

ส่วนที่ถามว่าอุปาทานหรือเปล่า
ผมจะบอกว่า ในทางกลับกัน สิ่งที่เป็นของจริง ตรงหน้าคุณนั้นแหละอุปาทาน
เช่น ตัวคุณ ชื่อคุณ ที่เห็นว่าเป็นตัวเรา ของเรา ชื่อเรา ชีวิตเรานั้น เป็นอุปาทานทั้งสิ้น
คำว่าอุปาทาน ในความหมายแบบลึกซึ้ง มันลึกซึ้งจริงๆ คิดๆเอาไม่ได้
ถึงบอกว่าให้ศึกษา แล้วลองลงมือทำจนเห็นจริงเอาเอง


Astroboy เขียน:
3.3 ทุกสิ่งมีเกิดก็ย่อมมีดับ

- โปรดยกตัวอย่างว่ามีสิ่งใดบ้าง ไม่เกิด ไม่ดับ?
สิ่งใดบ้าง มีแต่เกิดอย่างเดียว?
สิ่งใดบ้าง มีแต่ดับอย่างเดียว?

Astroboy เขียน:
3.3.1 พืชที่งอกเงยจากพื้นดินนั้น เกิดจากการนำแร่ธาตุในดินมาสร้างส่วนประกอบของลำต้น แต่เมื่อมันดับมันก็ต้องย่อยสลายกลายเป็นแร่ธาตุในดินเหมือนเดิม


- คุณใช้คำว่าพืช ความเป็นพืชมันดับตั้งแต่ความเป็นชีวตินทรีย์ของมันดับลง
การย่อยสลายนั้นเป็นการย่อยสลายของซากพืช
เมื่อซากพืชย่อยสลาย มันก็เป็นเรื่องของสารประกอบอินทรีย์ที่จะรวมตัวกันใหม่ไปตามเหตุและปัจจัย

ถ้าเอาหลักการคิดแบบคุณผู้ถาม
ผมต้องเรียกอวัยวะผมหลายส่วนว่าคะน้า ผักชี หมู เห็ด เป็ด ไก่

พุทธเรามีสิ่งที่เรียกว่ารูป กับ นาม
ถ้าไม่เข้าใจเรื่องรุปกับนาม ความคิดมันจะสับสนแบบนี้ไม่จบไม่สิ้น


Astroboy เขียน:
แน่นอนสสารนั้นย่อมไม่วันทำให้หายไปจากจักรวาล และไม่มีผู้ใดที่จะสร้างมันขึ้นมาได้ คาร์บอน 1 อะตอม ไม่มีผู้ใดสร้างขึ้นมาได้ และไม่มีใครทำให้มันหายไปได้ ในหลักตรรกะแล้วมันจะเนรมิตสสารสัก 1 อะตอม ขึ้นมาเองกระนั้นได้อย่างไร หรือไม่มันก็มีอยู่ก่อนแล้วจากระยะเวลาที่ลบอนันต์ ในเรื่องนี้ศาสนาพุทธอธิบายในเชิงเหตุผลไว้อย่างไรครับ

คำกล่าวที่ว่า "อะตอม ไม่มีผู้ใดสร้างขึ้นมาได้ และไม่มีใครทำให้มันหายไปได้" มันเป็นแค่ทฤษฏี
ถ้าคุณรู้จักวิทยาศาสตร์มากพอ จะรู้ว่าคำว่าทฤษฏีก็คือสิ่งที่ลบล้างได้

ยุคหนึ่งสมัยหนึ่งอะตอมเป็นวัตถุทรงกลม
ต่อมาี้ถึงกลายเป็น อนุภาค 3 มี โปรตรอน อิเล็คตรอน และนิวตรอน
และปัจจุบันบวกกับอนาคต กำลังมี ควากส์ ซึ่งกำลังทดลองกันอยู่
คุณบอกได้ไหมว่าอะตอมจะมีความจริงเป็นไปอย่างไรอีก
มันจะมีอะไรโผล่ขึ้นมาอีกหรือไม่

ยุคนี้เรามองว่า สสาร แยกจากพลังงาน
ใครจะรู้ว่าอนาคตเราอาจจะรวมเอาพลังงานไปสสารก็ได้
เพราะมีเครื่องมือในการส่องขยายพลังงานจนเห็นอนุภาค

ปัจจุบันไม่มีใครเห็นสิ่งที่เล็กที่สุดของไฟ
แต่ไฟมันก็มีอยู่ทนโท่ จะบอกว่าไฟไม่มีก็ไม่ได้ จะว่าไฟมีแต่ก็หาตัวมันไม่พบ
จะว่าเป็นนามธรรมก็ไม่ใช่ คนละเรื่องกัน

ส่วนคำตอบแบบพุทธจริงๆ ลึกๆ ผมไม่ทราบ
แต่เรามีสิ่งที่เรียกว่า ปรมาณู คือ ปรมัตถ์ + อณุ
เป็นอณุที่เล็กที่สุด เข้าใจกันว่ามันเล็กจนเป็นความว่าง บ้างว่าคือกายทิพย์
สำหรับผม มันก็คือจิตนั่นเอง ละเอียดจนใช้ผัสสะธรรมดาๆวัดไม่ได้

Astroboy เขียน:

3.3.2 ไข่กับไก่นั้นอะไรเกิดก่อนกัน ทุกวันนี้ยังไม่มีชีวิตไหนที่อุบัติขึ้นมาเองโดยปราศจากชีวิตก่อนหน้านั้น หรือไม่มีชีวิตไหนในพิภพจักรวาลนี้ที่อุบัติขึ้นมาเองโดยปราศจากชีวิตก่อนหน้านั้น เช่นพ่อแม่ หรือเซลล์ที่เป็นต้นแบบ ประเด็นที่น่าสนใจมากกว่าคือใครคือไก่ตัวแรกหรือไข่ฟองแรก


- ไข่ฟองแรกไม่มีหรอกครับ
มันเป็นวิวัฒนาการของโลก
วิวัฒนาการคือค่อยเปลี่ยนทีละเล็กทีละน้อยเป็นเวลาหลายแสนล้านปี
กว่าจะเป็นไข่ มันก็เป็นสิ่งมีชีวิตรูปแบบเล็กๆมาก่อนทั้งนั้น
แล้วค่อยๆพัฒนา

การเก็งเอาคำตอบว่า ไข่ หรือ ไก่ เิกิดก่อนกันนั้น
เป็นความคิดเห็นที่ปฏิเสธที่มาของไข่ ที่มาของไก่
หนำซ้ำยังไปบังคับอีกว่า ไก่หรือไข่ แสนล้านปีที่แล้ว
ก็ต้องมีหน้าตาอย่างนี้ รูปร่างอย่างนี้

ตลอดแสนล้านปี ไก่กับไข่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลย
ซึ่งเป็นความคิดเห็นที่ไม่เป็นวิทยาศาสตร์

Astroboy เขียน:
หรือใครคือชีวิตแรก ชีวิตแรกนั้นมาจากลบอนันต์หรือไม่ ถ้ามองในแง่ของตรรกะแล้ว ทุกชีวิตนั้นย่อมเกิดและตายเป็นสัจธรรม เพราะฉะนั้นมี ณ จุดเวลาหนึ่งที่ชีวิตนั้นอุบัติขึ้นมาแน่นอน และที่น่าสังเกตอีกอย่างคือชีวิต ถึงแม้ว่าวิวัฒนาการจะก็าวไกลขนาดไหน คนจะสร้างอะไรได้มากมาย แต่ไม่มีใครสร้างชีวิตด้วยสิ่งที่ไม่ได้มาจากชีวิตอยู่ก่อนแล้วได้ ศพที่มีทุกอย่างเหมือนตอนมีชีวิต แต่ถ้าเป็นศพแล้ว จะใส่พลังานหรือจะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างใดๆก็ตาม ก็ไม่มีใครสามารถที่จะให้กลับมามีชีวิตอีกครั้งได้ นี่เป็นสิ่งยืนยันได้หรือไม่ว่าการมีอยู่ของวิญญาณนั้นมีอยู่จริง แล้วสภาพหลังการตายที่ยังเป็นสมมติฐานอยู่จะมีข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร นรกสวรรค์นั้น มีสิ่งที่พิสูจน์ได้หรือไม่ อยากทราบว่าในเรื่องนี้ศาสนาพุทธอธิบายในเชิงเหตุผลไว้อย่างไรครับ

- คุณต้องเข้าใจก่อนว่า ศาสนาพุทธมีขอบเขต
เราไม่ตอบในเรื่องที่ไม่สน ศัพท์เปรียบเทียบท่านใช้คำว่า ใบไม้ในกำมือ
ส่วนใบไม้ที่อยู่ในผืนป่าคือเรื่องที่ท่านไม่ตอบ และไม่ให้สนใจ เพราะไม่เป็นประโยชน์ และไม่เป็นไปเพื่อการพ้นทุกข์

พระพุทธศาสนาไม่ตอบเรื่อง 4 อย่าง (อจินไตย 4)
หนึ่งในนั้นคือเรื่องโลก ที่มา ที่ไป อะไรยังไง
พระพุทธเจ้าบอกว่า ใครคิดจะมีส่วนแห่งความบ้า

ที่ท่านถามว่าศาสนาพุทธอธิบายอย่างไร
ตอบว่าไม่อธิบาย

ส่วนเรื่องวิญญานนั้น ในระบบของศาสนาพุทธไม่มี
เวลาเราตายแล้ว เราจะไปจุติทันที ไปเกิดในภพภูมิใดภพภูมิหนึ่งใน 31 ภพ

คำว่าวิญญานที่เราๆท่านๆใช้กันในลักษณะผีสาง
อาจจะเป็นได้ทั้งเปรต หรือเทวดาจำแลง

Astroboy เขียน:
3.4 อำนาจที่มองไม่เห็น แต่มันคือสัจธรรม เพราะทุกคนยอมรับว่ามันมีจริงๆ กล่องที่ตั้งอยู่นิ่งๆ กับที่นั้น จะเคลื่อนที่ได้ก็ต่อเมื่อมีแรงมากระทำกับมัน อิเล็กตรอนโคจรอยู่รอบนิวเคลียส ดวงจันทร์โคจรรอบโลก โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ ดวงอาทิตย์โคจรอยู่ในกาแลกซีทางช้างเผือกเพราะมีอำนาจหรือแรงชนิดหนึ่งทำให้มันสามารถโคจร ร่างกายของมนุษย์ที่มีการเติบใหญ่ และแก่ชราก็มีอำนาจหรือแรงชนิดหนึ่งที่คอยเปลี่ยนแปลงความสมดุล มวลสาร พลังงานต่างๆในร่างกาย สรุปคือ ทุกๆ สิ่งที่เกิดการเปลี่ยนแปลงย่อมเกิดจากอำนาจของการเปลี่ยนแปลง ในจักรวาลแห่งนี้ไม่มีอะไรไม่เปลี่ยนแปลง การเกิด และดับ ล้วนเกิดจากอำนาจเหล่านี้ทั้งสิ้น อำนาจนี้มาจากไหน เกิดขึ้นได้อย่างไร สิ่งนี้แหละที่หลายคนพยายามตอบออกมาว่ามันคือ ธรรมชาติ

- ศาสนาพุทธตอบแค่ว่า มันเป็นเหตุและปัจจัย
ไม่ได้ตอบคำถามว่า มาจากไหน เกิดขึ้นอย่างไร


Astroboy เขียน:
ธรรมชาติคืออะไร การอุบัติขึ้นมาเองหรือเปล่า ถ้าเป็นเช่นนั้นขัดกับหลักตรรกะแน่นอน หรือเป็นแหล่งพลังงานที่มีอยู่อย่างอนันต์หรือเปล่า มีจิตใจหรือไม่ ถ้าไม่มีทำไมถึงเนรมิตจิตใจคนได้งดงามขนาดนี้ ในเรื่องนี้ศาสนาพุทธอธิบายในเชิงเหตุผลไว้อย่างไรครับ

- คำว่าธรรมชาติ ในทางพุทธ คือคำว่าธรรมะ
ธรรมะคือความเป็นจริงในธรรมชาติทั้งหลาย ที่เป็นจริงทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต

- ถามว่า"ความดับ" อุบัติขึ้นมาเองหรือเปล่า ถ้าตอบคำถามนี้ได้ ก็จะตอบคำถามที่ว่า
ธรรมชาติอุบัติขึ้นมาเองหรือเปล่า

- จิตใจมีจริงหรือไม่คุณรู้แก่ใจดี คุณเอาอะำไรรักพ่อแม่ สิ่งนั้นแหละจิตใจ
เวลาเจ็บร้อนคันหนาว ผู้เจ็บ ผู้ร้อน ผู้คัน ผุ้หนาว ก็คือจิตใจ
มีอยู่จริง แต่หาที่ตั้งไม่ได้

- ความงดงามคือการปรุงแต่งของจิต
ตัวจิตใจเองแท้ๆ ไม่มีความงาม และไม่มีทั้งความน่าเกลียด

เหมือนชาวบ้านนิยมดาราคนเดียวกัน บางคนว่าสวย บางคนว่าไม่ บางคนถึงกับเกลียด
ความงามจริงๆ งามแท้ๆ ไม่มีอยู่จริง
มันเป็นแค่ผลผลิตของจิตใจที่ปรุงแต่งของแต่ละคน

Astroboy เขียน:
3.5 กาลเวลา เวลาที่เปลี่ยนแปลงมีอำนาจคอยขับเคลื่อนทำให้มันเปลี่ยนแปลงไปข้างหน้าหรือไม่ เวลามีจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดหรือไม่ เราสามารถมองในแง่ของตรรกะได้อย่างไร
ทำมาปัจจุบันหยุดอยู่ ณ กาลเวลาจุดนี้ ที่มนุษย์สามารถสร้างเครื่องบิน เพื่อที่จะบินขึ้นไปบนท้องฟ้าได้ทั้งๆที่น่าจะมีมาตั้งนานแล้ว และยังพัฒนาสติปัญญาได้เพียงแค่นี้อยู่ แต่ไม่สามารถที่จะบินด้วยปีกของตัวเองได้ เพราะมนุษย์ไม่มีปีก แล้วทำไมไม่วิวัฒนาการปีกขึ้นมาทั้งๆที่ใครต่อใครต้องการที่จะบินขึ้นไปบนฟ้ามานานแล้ว ทุกคนสามารถตอบในเรื่องอดีตได้ แต่ไม่มีใครที่จะสามารถยืนยันในเรื่องอนาคตของตัวเองได้ แล้วมนุษย์จะวิวัฒนาการได้จริงหรือเปล่า และขนาดไหน และถึงเมื่อไหร่


ที่ความเร็วเท่าแสง กาลเวลาเป็น 0
ที่หลุมดำ เชื่อกันว่า มีอำนาจบีบดึงเวลาให้ผิดเพี้ยนได้
นี่คือวิทยาศาสตร์เขาตั้งทฤษฏีเอาไว้

การจะใช้ตรรกะพิสูจน์ ก็ต้องมีข้อมูลถูกต้องในการเอามาเข้าตรรกะ

อย่างผมพูดว่า
นายดำหายใจบนดาวอังคารได้
นายแดงหายใจบนดวงจันทร์ได้
นายดำและนายแดงหายใจในอวกาศได้

นี่แหละตรรกะ แต่ถ้าเอาข้อมูลวิปลาสมาเข้าตรรกะ
ก็จะได้นายแดงนายดำที่หายใจในอวกาศได้ ซึ่งไม่จริง

....................................

ผมขอไม่ตอบที่เหลือนะ เพราะมันวกๆวนเรื่องเดิมๆ
ผมแนะว่า คุณมีระบบการคิดที่น่าเป็นห่วงในการที่จะแสวงหาความรู้

ระบบการคิดที่ไม่รู้จักเลือกว่าจะคิดอะไร
ก็จะคิดได้แต่อะไรที่คนเขาไม่คิด ตั้งตัวอย่างอะไรที่มันไม่เป็นจริง เลอะเทอะ
เบื้องหลังความพยามนี้คือการสนองตันหาอยากรู้เท่านั้นเอง
ไม่ได้ปัญญาที่แท้จริงๆหรอก

พระพุทธเจ้าบอกว่า คนที่ชอบคิดเรื่องอจินไตยนี้จะมีส่วนแห่งความบ้า
ก็ไม่ผิดจากที่ท่านพูดเลยจริงๆ

คุณต้องหัดคิดให้มันมีกรอบ มีระบบ
ไม่งั้นมันจะเป็นความฟุ้งซ่าน
พอคนเขาตอบไปตามความฟุ่งซ่านของคูณไมไ่ด้ คุณก็ไม่สบายใจ ไม่พึงพอใจ
เหมือนทนายซักพยาน ทนายเขามีคำตอบที่เก้งเอาไว้แล้ว และต้องการให้เราตอบอย่างัน้นให้ได้ เพื่อประโยชน์ทางคดีของเขา
เขาก้หมั่นขยันหาวิธีถามเอาจนให้ได้คำตอบที่เขาพอใจ

ผมเจอคำถามคุณผมก็เหนื่อยใจมากๆ
จะตอบหลายทีแล้วแต่คิดไปคิดมาเหนื่อยจริงๆ
วันนี้ลองตอบดุแล้วก็ได้เท่านี้นะครับ

ขอแนะให้ไปหาหนังสือปรัชญามาอ่าน
พวกปรัชญาเบื้องต้นของมหาวิทยาลัยต่างๆ
ค่อยๆอ่านไป

จบปรัชญาสักเล่มหนึ่งแล้วค่อยไปหาหนังสือชื่อว่าพุทธปรัชญาเถรวาทมาอ่าน
แล้วค่อยมาอ่านงานของท่านพุทธทาส หรือพระธรรมปิฏก
แล้วก็มาอ่านหลวงปู่มั่น และพระลุกศิษย์สายหลวงปู่มั่น

ฟังแล้วเหนื่อยนะ ใช่ไหม
นั่นหละ ต้นทุนของคนที่เป็นพุทธจริต คือนิสัยของคนมีปัญญามาก
มันจะสงสัยมาก กว่าจะทำให้ตัวสงสัยมันคลายออกไปได้ เสียเวลาไปมาก


่เทียบกับแม่ค้าคานหาบไม่ได้เลย
เขาปัญญาไม่มาก แต่ถ้าเจอครูอาจารย์ที่สอนดี สอนตรง
เขาจะไม่ต้องเสียเวลาอ้อมภูเขาแบบขนาดนี้

.....................................................
อาทิ สีลํ ปติฏฺฐา จ กลฺยาณานญฺจ มาตุกํ
ปมุขํ สพฺพธมฺมานํ ตสฺมา สีลํ วิโสธเย
ศีลเป็นที่พึ่งเบื้องต้น เป็นมารดาของกัลยาณธรรมทั้งหลาย
เป็นประมุขของธรรมทั้งปวง เพราะฉะนั้นควรชำระศีลให้บริสุทธิ์
....................................

"หากเป็นคนฉลาดก็มีแต่จะทำให้คนอื่นรักตนเท่านั้น-วาทะคุณกุหลาบสีชา"


แก้ไขล่าสุดโดย ชาติสยาม เมื่อ 02 ม.ค. 2009, 15:26, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 ม.ค. 2009, 11:31 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ก.ค. 2006, 06:25
โพสต์: 2058


 ข้อมูลส่วนตัว


ถ้า ท่าน จขกท ยังไม่ยอมเปิดใจบอกว่าตนเองนับถือศาสนาใด
ก็ คงต้องอาศัยการคาดเดาเอาน่ะครับ

ไม่แน่ใจว่า เป็นศาสนาใหม่นี้ไหมครับ

http://larndham.net/index.php?showtopic=26763&st=2


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 ม.ค. 2009, 11:45 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ก.ค. 2006, 06:25
โพสต์: 2058


 ข้อมูลส่วนตัว


บางท่าน อาจจะเข้าใจผิดว่า หลักพุทธธรรมได้รับการยอมรับเฉพาะเพียงนักวิทยาศาสตร์ที่โด่งดังบางท่าน

ความจริงแล้ว หลักพุทธธรรม ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางมากในประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยเฉพาะ การนำมาประยุกต์ใช้ในการรับมือกับการเจ็บป่วยทั้งทางกายและทางใจ

ลองอ่าน

การเจริญสติกำลังเป็นแฟชั่นฮิตในอเมริกา
http://www.budpage.com/bn188.shtml

การใช้"สติ"ร่วมรักษาภาวะผิดปกติทางจิต
http://www.dhammajak.net/board/viewtopi ... d0745679ca



และ มีนักวิทยาศาสตร์ อีกจำนวนมากในประเทศตะวันตก กำลังสนใจหลักพุทธธรรมมาก

"สมาธิ" ทางลัดศึกษากลไกสมอง
http://larndham.net/index.php?showtopic=18882&st=0&hl=สมอง

การทำสมาธิช่วยเพิ่มขนาดสมองได้
http://larndham.net/index.php?showtopic=20204&st=0

"ธรรมะ"เหนือกว่าประสาทอัตโนมัติ ผลการวิจัยจากโครงการGENOME
http://larndham.net/index.php?showtopic=14538&st=0&hl=ระบบประสาท

ผลวิจัยการปฏิบัติธรรม ทำสมาธิต่อสมอง การวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ต่อการทำสมาธิ
http://larndham.net/index.php?showtopic=14295&st=0#top


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 ม.ค. 2009, 14:14 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 3
สมาชิก ระดับ 3
ลงทะเบียนเมื่อ: 22 ธ.ค. 2008, 20:09
โพสต์: 112


 ข้อมูลส่วนตัว


:b8:

:b20: :b44: ขอบพระคุณที่ตั้งกระทู้นี้ & และทุกคำตอบ

คารวะด้วยใจ :b8: เจริญในธรรม


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 45 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2, 3  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 9 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร