วันเวลาปัจจุบัน 07 ธ.ค. 2019, 14:22  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 13 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 ธ.ค. 2008, 19:55 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 พ.ค. 2007, 09:55
โพสต์: 1632


 ข้อมูลส่วนตัว


สมถะกัมมัฏฐาน และ วิปัสสนากัมมัฏฐาน แบบง่ายๆ
สมถะ กัมมัฏฐาน หมายถึง การปฏิบัติสมาธิ แบบธรรมดา คือ การเอาใจจดจ่อ หรือ การเอาใจฝักใฝ่ หรือการเอาใจเข้าไปผูกอยู่ ในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เพื่อไม่ให้เกิดความคิด เพื่อไม่ให้เกิด อารมณ์ หรือเพื่อไม่ให้เกิดความรู้สึก หรือ เพื่อไม่ใช้เกิดสภาพสภาวะจิตใจในรูปแบบต่างๆกัน เช่น ดีใจ เสียใจ ห่วงหา วิตก กังวล ฯลฯ อย่างนี้เป็นต้น
รวมความแล้ว สมถะ กัมมัฏฐาน คือ การฝึกควบคุมสรีระร่างกาย ในด้าน ความคิด อารมณ์ ความรู้สึกฯลฯ มิให้ฟุ้งซ่าน คือให้สงบ
ผลแห่งการฝึกปฏิบัติ สมถะ กัมมัฏฐาน หรือสิ่งที่ได้รับจากการปฏิบัติ สมถะ กัมมัฏฐาน ก็คือ สติ- สัมปชัญญะ ทำให้สมองสติปัญญา ดีขึ้น ฯลฯ


วิปัสสนา กัมมัฏฐาน หมายถึง การปฏิบัติสมาธิ โดยการเอาใจจดจ่อ หรือเอาใจฝักใฝ่ หรือการเอาใจเข้าไปผูกอยู่ในหลักวิชชาการอันเป็นญาณที่นับเข้าในวิปัสสนา และหรือ หลักธรรมะทั้งหลาย เพื่อให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ สามารถปฏิบัติได้ หรือจะเรียกแบบภาษาทั่วๆไปว่า "ปัญญา"
วิปัสสนา กัมมัฏฐาน จะต้องประกอบ ด้วยสมถะ กัมมัฏฐาน คือต้องมีการปฏิบัติ สมถะ กัมมัฏฐานมาดีแล้ว จึงจะสมควรฝึกวิปัสสนา หรือจะกล่าวอีกในรูปแบบหนึ่ง ก็คือ วิปัสสนากัมมัฏฐาน เป็นขั้นตอนต่อจากสมถะ กัมมัฏฐาน


ที่ข้าพเจ้ากล่าวว่า สมถะกัมมัฏฐาน ต้องมาก่อน วิปัสสนากัมมัฏฐาน เป็นเพียงการกล่าวในหลักวิชชาหรือหลักการปฏิบัติธรรมะ ตามหลักพุทธศาสนาเท่านั้น
แต่ถ้าหากเป็นไปตามธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตทั้งหลายแล้ว
อุบายให้ใจสงบ หรือ สมถะกัมมัฏฐาน กับ อุบายเรืองปัญญา หรือวิปัสสนากัมมัฏฐาน จะควบคู่กันมา เหตุเพราะ เป็นธรรมชาติ ของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด โดยเฉพาะมนุษย์ อันเกิดจากสภาพสิ่งแวดล้อม และการได้รับการขัดเกลาทางสังคม ในทุกด้าน และยังหมายรวมถึง กรรมพันธุ์ อีกด้วย
ในที่นี้จะไม่อธิบายในรายละเอียด อันยังมีอีกมากมายเกี่ยวเรื่องของสมาธิ กับ พฤติกรรม หรือการกระทำใดใด ของมนุษย์
ซึ่งสามารถที่จะพิสูจน์ได้ด้วยตัวท่านเองว่า มีจริง เป็นจริงดังที่ข้าพเจ้าได้สอนไป ความจริงแล้วก็สอนหลายครั้งหลายหนแล้ว
ถึงอย่างไรก็ตาม เหตุเพราะมนุษย์มีสมาธิ (อันหมายถึง สมถะกัมมัฏฐาน) และย่อมมีการใช้สมอง การคิด การระลึกนึกถึงหลักวิชาการ วิธีการ หรือเทคนิคในการทำกิจการใดใด (อันหมายถึง วิปัสสนากัมมัฏฐาน) อยู่เป็นธรรมชาติอยู่แล้ว
ดังนั้น พุทธศาสนา จึงนำเอาธรรมชาติแห่งสรรพสิ่ง มากำหนดเป็นหลักการ หรือวิธีการ ในการปฏิบัติธรรมะ เพื่อการขจัดอาสวะแห่งกิเลสทั้งมวล
ดังนั้นข้อแตกต่างระหว่าง สมาธิ ในธรรมชาติทั่วไปของสิ่งมีชีวิต จึง แตกต่าง จาก สมถะกัมมัฏฐาน อยู่บ้าง ขอให้ท่านทั้งหลายได้คิดพิจารณาดูด้วยตัวเอง เป็นการฝึกตัวเองในชั้นหนึ่ง
และก็เช่นกัน ข้อแตกต่างระหว่าง การใช้สมอง การคิด การระลึกนึกถึง หลักวิชาการ วิธีการ หรือเทคนิคในการทำกิจการใดใด ก็ย่อมมีข้อแตกต่าง จากการปฏิบัติ วิปัสสนากัมมัฏฐาน อยู่บ้าง ก็ให้ท่านทั้งหลายผู้สนใจได้คิด พิจารณาดูด้วยตัวเอง ก็จะเกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้ แต่ก็อย่าลืมว่า หลักวิชาการหลากหลายชนิด ที่สามารถนับเข้าในวิปัสสนาได้
หมายความ สามารถเป็นหลักวิชชาที่สามารถทำให้เกิดความรู้ความเข้าใจ และเป็นเครื่องช่วยในการขจัดอาสวะแห่งกิเลส


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 ธ.ค. 2008, 08:48 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 พ.ค. 2007, 09:55
โพสต์: 1632


 ข้อมูลส่วนตัว


นึ่ง
ท่านทั้งหลายผู้มีความรู้ในเรื่องพุทธศาสนา ควรได้ใส่ใจศึกษา และทำความเข้าใจในหลักพุทธศาสนาให้เป็นไปตามยุคตามสมัย
เวลาจะอฺธิบายอะไร ก็ควรอธิบายให้เกิดความรู้ความเข้าใจตามหลักวิชาต่างๆที่เขาได้พัฒนาแล้ว คือต้องอธิบายให้เป็นไปตามหลักธรรมชาติ หลักความจริง หรือหลักวิทยาศาสตร์ และหลักวิชาการด้านต่างๆ
ไม่ใช่กล่าวเพ้อเจ้อ รู้อยู่คนเดียว รู้อยู่กลุ่มเดียว โดยที่ผู้ศรัทธาในพุทธศาสนาทั้งหลายไม่รู้เรื่องอะไรเลย ศาสนานะขอรับ ไม่ใช่งานที่ต้องเก็บเป็นความลับ หรืองานที่ต้องใช้ศัพท์ภาษาที่เป็นความลับ จะได้ใช้ศัพท์ภาษาที่เข้าใจกันในกลุ่มเล็กๆกลุ่มเดียว ไม่สามารถอธิบายให้เป็นไปตามหลักวิชาการต่างๆที่เป็นไปตามหลักความจริง หลักธรรมชาติ หรือหลักวิทยาศาสตร์แขนงต่างๆ และหมายรวมไปถึงหลักวิชาการด้านอื่นด้วย
ลองไปคิดพิจารณาดูซิขอรับ ปัญญาอาจจะเกิดต่อท่านทั้งหลายก็เป็นได้
และที่ข้าพเจ้ากล่าวไปแล้วทั้งหมด ไม่ใช่ว่าข้าพเจ้าสอนให้ผู้อื่น แล้วข้าพเจ้าจะอธิบายไม่ได้นะขอรับ ข้าพเจ้ารับรองว่าอธิบายได้ และสามารถอธิบายให้บุคคลทุกระดับชั้นอ่านแล้วเกิดความเข้าใจตามความเป็นจริงตามธรรมชาติ ตามยุคตามสมัย ขอรับ

และสิ่งที่มีอยู่ทั้งหมด ไม่ว่าผู้ใด พระสงฆ์รูปใด ประพฤติปฏิบัติอยู่ ต้องแก้ไขให้มีบรรทัดฐานเดียวกัน
คือให้เป็นไปตามหลักความจริง ที่ข้าพเจ้าได้เขียนสอน อย่าได้อุตริ คิด หรือทำ โดยการรู้เท่าไม่ถึงกาล ขอยืนยันว่า ทุกสำนักปฏิบัติธรรมที่มีอยู่ไม่ว่าจะในประเทศไทย หรือนอกประเทศไทย ต้องปรับเปลี่ยน ให้เป็นบรรทัดฐานเดียวกัน ตามหลักการ หรือวิชาการ ที่ข้าพเจ้าได้สอนไว้
ข้อเน้นอีกครั้งว่า อย่าอุตริ คิด พิเรน(แผลง) ประพฤติ หรือปฏิบัติ ที่นอกเหนือจากที่ข้าพเจ้าสอน เพราะมันจะมีผลต่อไปในอนาคต
ที่กล่าวไป ไม่ใช่เป็นการปรมาสพระสงฆ์ ในสำนักใดใดก็ตาม แต่เตือนให้ทำตาม ก่อนที่จะสายเกินแก้ไข ขอรับ
เหตุเพราะ ข้าพเจ้าผู้เดียว ย่อมแก้ไขอะไรได้ไม่มากนัก หากพระสงฆ์ผู้เป็นสาวกผู้เป็นสมมุติสงฆ์ แห่งพุทธศาสนา ได้มีความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้อง และเป็นบรรทัดฐานอันเดียวกัน และเป็นไปตามหลักความจริง เป็นไปตามหลักธรรมชาติ หมายรวมไปถึง เป็นไปตามหลักวิทยาศาสตร์
ศาสนาย่อมเจริญ มนุษย์ก็ย่อมเจริญยิ่งๆขึ้นไป


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 ธ.ค. 2008, 09:54 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 มิ.ย. 2008, 22:48
โพสต์: 1173


 ข้อมูลส่วนตัว


ผมอ่านข้อเขียนของคุณ Buddha แล้ว ฟังดูมันทะแม่งๆยังไงไม่รู้

สมถะกรรมฐาน = ทำสมาธิ เพื่อให้จิตนิ่งอยู่ในอารมณ์เดียว ความทุกข์ในช่วงเวลานั้นจึงหายไป พอพ้นจากการทำสมาธิความทุกข์ก็ยังมีอยู่ต่อไป แม้จะมีอาการเบาลง เช่น ทุกข์ 100 ก็เหลือ 70 เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม พระพุทธองค์ทรงสอนให้เรากล้าเผชิญหน้ากับปัญหา เผชิญกับความเป็นจริง แทนที่จะหลบลี้ไปจากความจริง พระพุทธองค์จึงเป็นคนแรกที่พบวิชาสติปัฏฐาน 4 หรือวิปัสสนากรรมฐาน

พระพุทธองค์เห็นว่า การปฏิบัติภาวนาวิธีต่างๆของพราหมณ์ในสมัยนั้น เป็นเพียงสมถะกรรมฐาน หรือทำสมาธิ หรือเป็นแต่เพียงการหันเหจิตใจจากความทุกข์เฉพาะหน้า ไปสู่สิ่งอื่นเท่านั้น แต่ในส่วนลึกของจิตนั้น เขาก็ยังคงรู้สึกถึงความทุกข์นั้นอยู่ แม้จะเบาบางลง ทั้งนี้เพราะจิตสังขารของเรายังมี ความคิดปรุงแต่งที่เป็นโลภะ โทสะ หรือ โมหะ อยู่ โลภะ โทสะ หรือ โมหะนี้เองเป็นรากฐานที่ทำให้เราต้องทนทุกข์ทรมานใจอยู่

ด้วยเหตุนี้ พระพุทธเจ้าจึงตรัสสอนเรื่องวิปัสสนาหรือสติปัฏฐาน 4 จุดมุ่งหมายของการปฏิบัติภาวนาวิธีวิปัสสนาหรือสติปัฏฐาน 4 มิใช่ไปข่มหรือบังสิ่งสมมติทางโลกที่มาลงจิตด้วยวิธีสมาธิ แต่เป็นการเข้าไปชนสิ่งสมมุตินั้นเลย โดยการให้สังเกตสภาวะธรรม ตามความเป็นจริง หรือ ยถาภูตา ของกาย จิต เวทนา ให้เห็นว่าความจริงที่ปรากฏอยู่ มันเป็นเช่นนั้นเอง

ในการปฏิบัติวิปัสสนา เราจะค้นหาความจริงที่เกี่ยวข้องกับตัวเราเอง ทั้งทางร่างกาย และทางจิตใจ ซึ่งเรามักยึดถือเอาว่า นั่นเป็นตัวเรา เป็นของเรา ตลอดจนสร้างความผูกพัน ที่เรามีต่อสิ่งที่เราเรียกว่าเป็นตัวตนของเรานั้น จนกลายเป็นความทุกข์

การสังเกตความจริงเกี่ยวข้องกับใจและกายของเรา หรือที่เรียกกันว่า นามและรูป นั้น ผู้ปฏิบัติจะรู้แจ้งด้วยตัวเอง ถึงลักษณะพื้นฐานของนามและรูป จึงทำให้เกิดปัญญา รู้ทันว่าทุกข์ทั้งหมดล้วนเกิดขึ้นจากจิตไปยึดมั่นถือมั่นว่า นี่เป็นตัวกู ของกู เมื่อจิตไม่ยึดมั่นถือมั่นว่า นี่เป็นตัวกู ของกู เมื่อไร ความทุกข์ทั้งหมดจะหายไปสิ้น และหายไปตลอดกาลด้วย นั่นคือ นิพพาน


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 ธ.ค. 2008, 10:39 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 มิ.ย. 2008, 22:48
โพสต์: 1173


 ข้อมูลส่วนตัว


วิปัสสนา คือ ความเห็นแจ้ง คือเห็นตรงต่อความเป็นจริงของสภาวธรรม, ปัญญาที่เห็นไตรลักษณ์ อันเป็นเหตุให้ถอนความหลงผิด รู้ผิดในสังขาร (สิ่งที่ถูกปัจจัยปรุงแต่งทั้งนามธรรม และรูปธรรมก็ตาม) เสียได้, การฝึกอบรมปัญญา ให้เกิดความเห็นแจ้ง รู้ชัดในสภาวะของสิ่งทั้งหลายตามที่มันเป็นของมันเอง (พ

การเจริญวิปัสสนา เป็นวิถีทางเดียว ที่ทุกคนจะได้เข้าถึง "ความจริงของชีวิต" สามารถที่จะแยกออกได้ว่า สิ่งใดเป็น "สัจจะ" และสิ่งใดเป็น "มายา"

สำนักวิปัสสนาในเมืองไทยเกือบทั้งหมดได้ใช้แนว " อานาปานสติสูตร "(14/167) และ " สติปัฏฐานสูตร " เป็นเสียส่วนใหญ่

อย่าได้เอาวิปัสสนา ไปปนกับการเพ่งกสิณ เช่น ดิน น้ำ ลม ไฟ และสีต่าง ๆ รวมทั้งเพ่งพระพุทธรูปด้วย เพราะนั่นเป็นวิธีการ ของการฝึกสมาธิล้วน ๆ ไม่เกี่ยวกับวิปัสสนาในช่วงนี้เลย สมาธิจะเป็นวิปัสสนาได้ ก็ต่อเมื่อการเอาจิตที่สงบ หรือตั้งมั่นดีแล้วนั้น ไปเจริญวิปัสสนา โดยการพิจารณาร่างกายเป็นอสุภะ กายคตาสติ ปฏิกูล หรือมรณสติ

ถ้าเป็นการเจริญวิปัสสนาแล้ว จะต้องใช้หลักของอานาปานสติ และสติปัฏฐาน คือ เน้นที่สติเท่านั้น แม้ในหลักทั้ง 2 นี้ ในขั้นต้น ๆ ก็ยังเป็นเรื่องของสมาธิอยู่ เช่น การกำหนดลมหายใจเข้า หายใจออก ให้จิตจดจ่อ หรือแน่นิ่ง อยู่กับลมหายใจ

สำนักปฏิบัติต่าง ๆ บางแห่ง จึงปฏิบัติควบคู่กันทั้งสมาธิ และวิปัสสนา ต่างกันแต่ว่า สำนักไหนจะเน้นที่สมาธิมาก หรือ เน้นที่วิปัสสนา คือปัญญา มากน้อยกว่ากันเท่านั้น

ผลของการเจริญสมาธิ กับการเจริญวิปัสสนานั้น แตกต่างกันมากเลยทีเดียว กล่าวคือ

การเจริญสมาธิล้วน ๆ เมื่อจิตสงบแล้ว อาจเห็นนิมิตต่าง ๆ ทำให้เกิดความสนุกสนานเพลิดเพลิน อยากเห็นอะไรก็ได้เห็น ซึ่งนิมิตเหล้านี้ก็มีทั้งเป็นของจริง ของปลอม เพราะเหตุว่าโลกและปรโลกมันเป็นมายา เป็นสิ่งสมมุติ

ส่วนการเจริญวิปัสสนาล้วนๆนั้น จิตอาจจะเกิดการเบื่อหน่าย คลายกำหนัด และจะคลายความยึดถือในสิ่งต่างๆลง ผู้นั้นจะเห็นความจริงของสิ่งต่างๆว่าไม่มีจริง แม้แต่ร่างกายและจิตของเรา ทุกอย่างล้วนไม่จีรังยั่งยืน ทำให้รู้จักชีวิตได้อย่างแท้จริง

ในการเจริญวิปัสสนาเบื้องต้น ไม่สนุกสนานเพลิดเพลิน เพราะต้องฝืน ระมัดระวัง ต้องประคองสติ และสัมปชัญญะ(รู้ตัว) ให้ทันกับพฤติกรรมทั้ง 3 คือ ทางกาย ทางวาจา ทางใจ อยู่ตลอดเวลา แต่ในที่สุดก็จะเกิดความสุขไปอีกแบบหนึ่ง คือ สุขเกิดจากการปล่อยวาง เบาสบาย เพราะรู้เท่าทันในสัจจะ หรือในมายาแห่งชีวิต

ผลพวงของสมาธิ และวิปัสสนา ในการเจริญวิปัสสนาต้องมีสมาธิเป็นพื้นฐาน จะขาดเสียมิได้ แต่การเจริญสมาธินั้น ไม่จำเป็นต้องอาศัยวิปัสสนาก็ได้ แต่ผลพวงย่อมต่างกัน

สมาธิ ทำให้ มีความสุข มีฤทธิ์และอำนาจต่างๆ ทำให้รู้เห็นเรื่องโลกและปรโลก ซึ่งเป็นสิ่งสมมุติ อย่างสูงถ้าได้ฌาน ตายแล้วก็ไปเกิดในพรหมโลก แต่ยังไม่พ้นทุกข์ ยังไม่หมดภพชาติ เพราะยังไม่หมดกิเลสตัณหา สุดท้ายพอหมดเวลาในพรหมโลก ก็ต้องกลับมาเกิดอีก

วิปัสสนา ทำให้ หมดทั้งความสุข และความทุกข์ คือ รู้สัจจธรรมของโลก และชีวิต อย่างถูกต้องแท้จริง จนหมดความอยากมี อยากเป็น หรือความต้องการใดๆ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 ธ.ค. 2008, 13:10 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 พ.ค. 2007, 09:55
โพสต์: 1632


 ข้อมูลส่วนตัว


คุณผู้ใช้ชื่อว่า พลศักดิ์ ขอรับ

ข้าพเจ้าต้องขออภัยไว้ล่วงหน้า เพราะข้าพเจ้าจะกล่าวกับคุณตรงๆเลยว่า ระดับคุณ มันก็แค่นกแก้วนกขุนทองตัวหนึ่ง ที่ชอบอวดเสียงร้อง อวดเสียงพูดที่มันพูดได้ ถ้าจะกล่าวให้เข้าใจง่ายขึ้น อย่างคุณผุ้ใช้ชื่อว่า พลศักดิ์ ก็แค่พวก อวดอุตริฯ คนหนึ่ง
ที่ชอบอวดอ้างความรู้ แถมยังบิดเบือนหลักธรรมคำสอนที่แท้จริง ไม่ได้รู้หลักความจริง ไม่ได้ปฏิบัติ จนรู้เหตุรู้ผล
แต่ยังชอบโอ้อวดความรู้ที่รู้เท่าไม่ถึงกาล ถามอะไร ก็ตอบไม่ได้ หลักความจริงตอบไม่ได้ แล้วจะโอ้อวดอะไรกันหรือขอรับคุณผู้ใช้ชื่อว่า พลศักดิ์
คุณกลับไปอ่านกระทู้เรื่อง "สมถะกัมมัฏฐาน และ วิปัสสนากัมมัฏฐาน ที่ถูกต้อง"ให้ดี แล้วทำความเข้าใจให้ดี พิจารณาหาเหตุผลให้เกิดความรู้ ความเข้าใจอย่างถ่องแท้ อย่าทำอุตริ คิด พิเรน(แผลง) เพราะสิ่งที่คุณกล่าวมาทั้งหมด แม้คุณจะนำมาจากหนังสือ แต่คุณก็ไม่ได้รู้ซึ้งถึงหลักความจริงในหนังสือนั้น ไม่รู้ความหมายที่แท้จริงของหนังสือนั้น
และขอเตือนคุณผู้ใช้ชื่อว่า พลศักดิ์ ว่า คุณอย่าหลงมัวเมาหลงตัวเอง ลำพอง สยองขน

เพราะถ้าคุณเห็นตัวจริงหรือได้พบตัวจริงของข้าพเจ้า คุณจะยิ่งอายหนักเข้าไปอีก เพราะข้าพเจ้าของจริง ไม่ใช่ประเภทหลงมัวเมาในความคิดเพ้อเจ้อ เหมือนคุณ
ครั้นจะถามคุณอีก ก็คงตอบไม่ได้อีก ละนะ ก็เลยไม่ถาม


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 ธ.ค. 2008, 20:33 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 มิ.ย. 2008, 22:48
โพสต์: 1173


 ข้อมูลส่วนตัว


คุณBuddhaครับ



ทำเป็นจำผมไม่ได้ คุณด่าว่าผมเป็นสิบเป็นร้อยครั้งแล้วในเว็บพลังจิต ซึ่งตอนนั้นผมใช้ชื่อในไม้นอกกำมือ คุณต้องรู้นิสัยผม ถ้าผมไม่เห็นด้วยกับข้อเขียนของใคร ผมแย้งทุกครั้ง แต่แย้งเรื่องธรรมะ
เรื่องด่าว่าต่อยตีทะเลาะวิวาทผมไม่เอา

คุณBuddhaมีสิทธิสอนหรือแนะนำใครก็ได้ ผมก็มีสิทธินำเสนอสิ่งที่ผมคิดได้เช่นกัน ส่วนคำต่อว่าของคุณ ผมรับรู้แล้ว แต่ผมไม่เก็บมันเข้าไปปรุงแต่งในใจหรอกครับ

:b8: :b8: :b8:

ขอบพระคุณที่ช่วยต่อว่า

สมถะกรรมฐานคือ สมาธิ
วิปัสสนากรรมฐาน เป็นตัวช่วยให้สมาธิยาวนานขึ้น ใจไม่ฟุ้งซ่าน จิตไม่ส่งจิตออกนอก


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 ธ.ค. 2008, 06:25 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 พ.ค. 2008, 14:14
โพสต์: 3836

อายุ: 12
ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว


:b16: :b16: :b16:

:b23: :b23: :b23:

:b10: :b10: :b10:

:b29: :b29: :b29:

.....................................................
อาทิ สีลํ ปติฏฺฐา จ กลฺยาณานญฺจ มาตุกํ
ปมุขํ สพฺพธมฺมานํ ตสฺมา สีลํ วิโสธเย
ศีลเป็นที่พึ่งเบื้องต้น เป็นมารดาของกัลยาณธรรมทั้งหลาย
เป็นประมุขของธรรมทั้งปวง เพราะฉะนั้นควรชำระศีลให้บริสุทธิ์
....................................

"หากเป็นคนฉลาดก็มีแต่จะทำให้คนอื่นรักตนเท่านั้น-วาทะคุณกุหลาบสีชา"


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 ธ.ค. 2008, 09:57 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 พ.ค. 2007, 09:55
โพสต์: 1632


 ข้อมูลส่วนตัว


พลศักดิ์ วังวิวัฒน์ เขียน:
คุณBuddhaครับ



ทำเป็นจำผมไม่ได้ คุณด่าว่าผมเป็นสิบเป็นร้อยครั้งแล้วในเว็บพลังจิต ซึ่งตอนนั้นผมใช้ชื่อในไม้นอกกำมือ คุณต้องรู้นิสัยผม ถ้าผมไม่เห็นด้วยกับข้อเขียนของใคร ผมแย้งทุกครั้ง แต่แย้งเรื่องธรรมะ
เรื่องด่าว่าต่อยตีทะเลาะวิวาทผมไม่เอา

คุณBuddhaมีสิทธิสอนหรือแนะนำใครก็ได้ ผมก็มีสิทธินำเสนอสิ่งที่ผมคิดได้เช่นกัน ส่วนคำต่อว่าของคุณ ผมรับรู้แล้ว แต่ผมไม่เก็บมันเข้าไปปรุงแต่งในใจหรอกครับ

:b8: :b8: :b8:

ขอบพระคุณที่ช่วยต่อว่า

สมถะกรรมฐานคือ สมาธิ
วิปัสสนากรรมฐาน เป็นตัวช่วยให้สมาธิยาวนานขึ้น ใจไม่ฟุ้งซ่าน จิตไม่ส่งจิตออกนอก


ตอบ...
คุณผุ้ใช้ชื่อว่า พลศักดิ์ ขอรับ คุณเป็นบุคคลที่ชอบ อวดอุตริฯ จริงๆนะขอรับ ใครที่เขาอ่านการแสดงโอ้อวดความรู้ ตามความคิดแบบสติเฟื่องของคุณ มีแต่สมเพช เวทนา และไม่อยากถกเถียงอะไรกับคุณ คุณไม่พิจารณาตัวเองบ้างเลยหรือ
คุณบอกว่า ข้าพเจ้าว่าให้คุณในเวบพลังจิต
ข้าพเจ้าขอถามคุณสักนิด คุณไม่คิดบ้างเลยหรือ ว่า ข้าพเจ้าเข้าไปว่าคุณในกระทู้ที่คุณเขียนตามความคิดอุตริของคุณหรือไม่
คุณมันรนหาที่เข้ามาแสดงความคิดเห็นแบบโอ้อวด น่าสมเพชในกระทู้ที่ข้าพเจ้าเขียนสอน
คุณมันไม่รู้จักหลักความจริง ไม่รู้จักหลักธรรมชาติ ยังมีหน้าอวดอุตริฯ ทำพิเรน(แผลง) เปลี่ยนชื่อไม่รู้กี่ชื่อเพื่อให้สมดังใจคุณต้องการ ข้าพเจ้าไม่อยากประจานความเพ้อเจ้อของคุณดอกนะ ไม่มีประโยชน์
ให้คุณไปคิดพิจารณารักษาสภาพจิตใจและความคิดของคุณด้วยตัวคุณเองจะดีกว่า
เพราะสิ่งที่คุณแสดงความคิดเห็นตามความคิดแบบอุตริ โอ้อวด ไม่สมควร มันน่าสมเพช และเป็นผลร้ายต่อตัวคุณเองถ้าคุณยังคิดจะมาโต้เถียงกับข้าพเจ้า
คุณอ่านดูกระทู้ทุกกระทู้ซิว่า มีใครโต้เถียงกับข้าพเจ้าไหม เพราะอะไรรู้ไหม เพราะมีบุคคลพวกหนึ่ง คิดว่าข้าพเจ้าสติเฟืองเหมือนคุณนั่นแหละ
แต่ก็มีอีกพวกหนึ่ง เชื่อในหลักความเป็นจริง และเชื่อในหลักธรรมะ และคำอธิบายทั้งปวงของข้าพเจ้า
เมื่อข้าพเจ้าเขามาเผยแพร่ใหม่ๆ ก็มีปัญหาคล้ายคุณอยู่ข้อหนึ่ง คือเวบธรรมะไม่ค่อยต้อนรับ บางเวบฯไม่ยอมให้เข้า เวบฯที่ไม่ยอมให้เข้านั้น เกิดจากผลประโยชน์ ปัจจุบัน หลายๆเวบก็ยังไม่ให้เข้า เพราะพวกเขารู้เท่าไม่ถึงกาล คิดว่าข้าพเจ้าบิดเบือนหลักธรรมคำสอน เหมือนอย่างที่คุณผู้ใช้ชื่อว่า พลศักดิ์ อวดอุตริอยู่นั่นแหละ
ดังนั้นข้าพเจ้าจึงเตือนพวกเขาทั้งหลายเหล่านั้นไว้ รวมทั้งผู้ใช้ชื่อว่า พลศักดิ์ ด้วยว่า ถ้ายังไม่ทำตามบรรทัดฐานที่ข้าพเจ้าสอนไว้ จะมีผลเสียในอนาคต เพราะหลักธรรม หลักการ หรือวิธีการของข้าพเจ้า เป็นหลักความจริง ตามธรรมชาติ และไม่ได้ขัดหรือคัดค้านสิ่งที่มีอยุ่ในพระไตรปิฏก เพียงแต่พวกเขาผู้หลงผิดทั้งหลายเหล่านั้น ไม่รู้ไม่เข้าใจ ในพระไตรปิฏกอย่างแท้จริง
แถมยังอุตริ คิดพิเรน(แผลง) ต่างคน ต่างคิด ต่างคนต่างเข้าใจ ต่างคนต่างทำ อวดอุตริทั้งนั้น
คำว่า อวดอุตริฯ มิได้หมายความว่า สอนธรรมะที่ไม่มีในตนเพียงอย่างเดียว แต่ยังหมายถึงบุคคล หรือกลุ่มบุคคลที่ นำเอาความในพระไตรปิฏกไปบิดเบือน สอนกันจนเละเทะ ไม่เป็นไปตามหลักธรรม ไม่เป็นไปตามคำอธิบาย หรือกระพี้ที่มีอยู่ในพระไตรปิฏก หรือจะเรียกง่ายๆว่า พวกทำลายพุทธศาสนา เพราะกิเลสคือความโลภ ความหลง โดยรุ้ตัวบ้าง ไม่รุ้ตัวบ้าง

อนึ่ง ที่คุณกล่าวว่าข้าพเจ้ามีสิทธิ์สอน คุณยังมีความคิดที่ตื้นเขินเกินไปแล้วขอรับ แม้ข้าพเจ้ามีสิทธิเสรีภาพที่จะสอนใครก็ได้ แต่คุณรู้บ้างไหมว่า ถ้าข้าพเจ้าจะสอนใครทางอินเตอร์เน็ต แล้วไม่มีเวบฯของตัวเอง จำเป็นต้องอาศัยเวบฯหลายเวบฯ ที่เขามีความคิด ที่เป็นไปตามหลักความจริง ไม่หวังสิ่งตอบแทน ไม่หวังผลประโยชน? ให้ข้าพเจ้าได้สอนได้เผยแพร่ ไม่ใช่มีทุกเวบฯนะขอรับ
ส่วนที่คุณกล่าวว่า คุณมีสิทธิ์แสดงความคิดเห็นตามความคิดของคุณ มันก็เป็นเพียงความคิดที่เข้าข้างตัวคุณเองโดยไม่ได้คำนึงถึงความเหมาะสม ไม่คำนึงถึงว่า ควรหรือไม่ควร ที่จะเข้าไปแสดงความคิดเห็น โอ้อวด อวดฉลาด อวดอุตริฯ พิเรน(แผลง) หรือไม่ ถ้าคุณไม่มีสภาพสภาวะจิตใจหรือความคิดแบบที่ข้าพเจ้ากล่าวไป ก็เป็นเครื่องแสดงได้อย่างหนึ่งแล้วว่า คุณมันสติเฟื่อง ไม่รู้จักว่า ควรหรือไม่ควร
ไปแสดงความคิดเห็นบิดเบือน สิ่งที่มีอยู่เดิม อีกทั้งยังบิดเบือนไปในทางที่พิสูจน์ไม่ได้ว่า มีจริงเป็นจริง แถมอีกนิด คุณแสดงความคิดเห็นเอง พอถามคุณ คุณกลับตอบไม่ได้ แล้วคุณคิดว่า คุณสมควรถูกด่า ถูกต่อว่าหรือไม่ละขอรับ
สุดท้าย คุณกลับไปอ่านสิ่งที่ข้าพเจ้าสอนไว้ให้ดี คำนึงถึงหลักความจริง น่าจะรักษาสภาพจิตใจ และความคิดของคุณให้เป็นปกติ ตามความเป็นจริงได้นะขอรับ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 ธ.ค. 2008, 14:11 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 มิ.ย. 2008, 22:48
โพสต์: 1173


 ข้อมูลส่วนตัว


คุณBuddhaครับ



ผมขออนุญาตไม่ตอบโต้นะครับ

:b21: :b21: :b21:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 ธ.ค. 2008, 12:46 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 พ.ค. 2007, 09:55
โพสต์: 1632


 ข้อมูลส่วนตัว


คุณผู้ใช้ชื่อว่า พลศักดิ์
คุณจะโต้ตอบหรือไม่โต้ตอบ ก็แล้วแต่ความคิด ความรู้ ความเข้าใจของคุณ
ถ้าคุณมีความรู้ที่ถูกต้อง เป็นไปตามหลักความจริง เป็นไปตามหลักวิชาการในแขนงต่างๆ อันสามารถพิสุจน์ได้
คุณก็ย่อมที่จะโต้ตอบใครๆได้ทั้งนั้น อีกทั้งการโต้ตอบของคุณยังสร้าง ความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้อง ทั้งต่อตนเอง และผู้อื่น เป็นบุญกุศล อย่างยิ่ง
แต่ถ้าการโต้ตอบของคุณ เป็นการโต้ตอบแบบนกแก้วนกขุนทอง ไม่สามารถพิสูจน์ได้ ตามหลักวิชชาการด้านต่างๆ ไม่เป็นไปตามหลักความจริง การโต้ตอบของคุณ ก็ย่อมก่อให้เกิดผลเสียหาย ทั้งต่อตัวคุณเอง และทั้งต่อศาสนาที่คุณเพ้อเจ้อออกมา
ผู้ศรัทธาในศาสนาที่คุณอุตริเขียนจากความคิดของคุณ ก็ย่อมมีปฏิกิริยากับตัวคุณ ครั้นจะให้คุณพิสูจน์ คุณก็พิสูจน์ไม่ได้ว่ามีจริง เป็นจริง คุณคิดบ้างหรือไม่
ทีนี้คุณรู้แล้วหรือยังว่า ทำไม ข้าพเจ้าจึงกล่าวว่า คุณผู้ใช้ชื่อว่า พลศักดิ์ "สติเฟื่อง" นี้ยังเป็นคำกล่าวที่เบาๆนะขอรับ
ถ้าคุณยังสงสัยว่า ข้าพเจ้าเขียนไปทั้งหมด เป็นจริง มีจริง หรือไม่
คุณก็ลองกลับไปอ่านสิ่งที่คุณเขียน (น่าจะใช้คำว่าสะเออะ มากกว่า และถ้าไม่เข้าใจคำว่าสะเออะ ก็เปิดพจนานุกรมดูนะ)
แล้วลองหาคำว่าอธิบายซิว่า อะไรที่คุณเรียกว่า ความทุกข์ ,ความทุกข์เกิดขึ้นได้อย่างไร, อวัยวะส่วนไหนในร่างกายทำให้เกิดความทุกข์,อย่าเหมาตอบว่าทุกส่วนของร่างกายนะ ตอบอย่างนั้น เด็กๆมันก็ตอบได้ ต้องเอาแบบละเอียดนะ ,แล้วเวลาเกิดความทุกข์แล้ว ทำอย่างไรให้ความทุกข์หายไป เอาแบบทำได้นะ อย่าตอบแบบว่า "อย่าส่งจิตออกนอก" ตอบแบบนั้นมันตอบแบบคนปัญญาตื้น
อีกทั้งคุณลองหาคำตอบซิว่า คำว่า ความสุข ที่คุณเขียนไว้นั้น มันคืออะไร ,เกิดขึ้นได้อย่างไร ,เกิดจากอวัยวะส่วนไหนของร่างกายคุณ หรือร่างกายผู้อื่น ,และพิจารณาต่อว่า ความสุข ที่คุณกล่าวถึงนั้น มันเป็นการหลุดพ้นจากความทุกข์หรือไม่ ฯลฯ

แล้วคุณลองพิจารณาต่ออีกซิว่า ถ้าไม่สุข ไม่ทุกข์ อะไรตามที่คุณกล่าวนั้น มีวิธีการอย่างไรไม่ให้เกิด ทุกข์ เกิด สุข
ข้าพเจ้าให้เวลาคุณชั่วชีวิตของคุณ คิดพิจารณา
เพราะเรื่องที่ข้าพเจ้าถามคุณไปข้างต้นนั้น ข้าพเจ้าได้เขียนสอนไปแล้วทั้งหมด


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 22 ธ.ค. 2008, 10:34 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 มิ.ย. 2008, 22:48
โพสต์: 1173


 ข้อมูลส่วนตัว


คุณBuddhaครับ



1. ผมไม่โต้ตอบในเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับพระธรรม หรือเรื่องทั่วไป เช่น จะด่าว่าใคร จะตำหนิใคร จะอวดเก่ง เอาแพ้เอาชนะกัน เรื่องเหล่านี้ผมยอมแพ้ครับ

2. ผมโต้ตอบในเรื่องที่เกี่ยวกับพระธรรม ผมก็แสดงทัศนะของผมไปแล้ว ส่วนคุณหรือใครจะเห็นด้วยหรือไม่ เป็นสิทธิของเขาครับ

3. ผมไม่เคยเชื่อสิ่งใดแบบนกแก้วนกขุนทองเลย ผมจึงมีชื่อว่า "ใบไม้นอกกำมือ" 90%ของข้อเขียนของผม คนส่วนใหญ่มักไม่เห็นด้วย เว็บนี้เขาก็เขี่ยไม่ลงข้อเขียนของผม ทิ้งไปก็เยอะ
แต่ถ้าเรื่องไหนผมเห็นว่าถูกต้อง ผมก็ช่วยเผยแพร่ต่อ มันก็เท่านั้นเอง

4. ศาสนาของผมคือ พุทธศาสนาครับ แต่เป็น พุทธศาสนา ของแท้ ไม่ใช่สัทธรรมปฏิรูป เอาของปลอม มาหลอกว่าเป็นของจริง

5. ความทุกข์ล้วนเกิดจากความคิดปรุงแต่งทั้งสิ้น ไม่ยอมรับความเปลี่ยนแปลงจากสภาพหนึ่งไปสู่อีกสภาพหนึ่ง

6. ความสุขก็เกิดจากความคิดปรุงแต่งเหมือนกัน เมื่อเจอสภาวะใดที่ถูกใจ ก็อยากให้สภาวะนั้นอยู่ต่อไปไม่มีวันเปลี่ยนแปลง

7. ทั้งทุกข์และสุขในโลกนั้น ล้วนเป็นสิ่งที่ไม่จีรัง พระพุทธองค์จึงสอนให้คนเรา ทิ้งความทุกข์และสุขในโลกเอาไว้ เข้าหาความสุขที่ไม่ได้รับรู้จากเวทนาเหมือนทางโลก เพราะสุขอันนี้ประเสริฐกว่ามาก และจีรังยั่งยืน

8. วิธีการที่จะไม่ให้เกิด ทุกข์ และเกิดสุขปลอมๆ คือ อย่าไปคิดปรุงแต่งสิ่งใดที่เข้ามาหา มันเป็นอย่างนั้นเอง ให้รู้ก็สักแต่ว่ารู้ ขอบพระคุณที่ให้เวลาผมหาชั่วชีวิต เมื่อคุณมีน้ำใจให้ผม ผมก็มีน้ำใจให้คุณ ขอเชิญคุณหาชั่วชีวิตเช่นกัน


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 ธ.ค. 2008, 09:17 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 พ.ค. 2007, 09:55
โพสต์: 1632


 ข้อมูลส่วนตัว


ข้าพเจ้าโปรดฯคุณผู้ใช้ชื่อว่า "พลศักดิ์" เป็นกระทูู้ใหม่นะขอรับ จะได้ไม่เข้าไปอวดอุตริฯในบทเรียน ทางพุทธศาสนา


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 ธ.ค. 2008, 19:36 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 พ.ค. 2007, 09:55
โพสต์: 1632


 ข้อมูลส่วนตัว


ตอบให้ตรงคำถามก่อนเถอะนะคุณผู้ใช้ชื่อว่า "พลศักดิ์" ถามอย่างหนึ่งดันตอบอย่างหนึ่ง มันก็เหมือนเดิม ไม่รู้อะไรเลย แค่กล่าวว่า ความสุขปลอมๆ ก็รู้แล้วว่า คุณไม่ได้รู้เรื่องการปฏิบัติ ไม่ได้รู้เรื่องหลักการทางพุทธศาสนาอะไรเลย ดีแต่สติเฟื่อง อุตริ คิดและทำพิเรน(แผลง) ก็เท่านั้น


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 13 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 8 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร