วันเวลาปัจจุบัน 16 ส.ค. 2022, 08:43  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 20 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 ต.ค. 2008, 11:13 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 09 มิ.ย. 2007, 21:13
โพสต์: 2631

อายุ: 0
ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว


สำหรับผมคิดว่าได้ครับ

เพราะมีแต่พระอรหันต์เท่านั้นที่หลุดพ้นเพราะไม่เกิดอีกแล้ว

เรียกว่าอโหสิกกรม

นอกนั้นยังไม่พ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 ต.ค. 2008, 16:22 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 มิ.ย. 2008, 22:48
โพสต์: 1173


 ข้อมูลส่วนตัว


เหตุที่พระโสดาบันไม่ตกอบาย (เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย นรก)

เพราะท่านรู้แล้วว่า บุญบาปเกิดจากจิตคิดปรุงแต่ง แล้วมีเจตนาทำกรรมนั้นลงไป เมื่อท่านทำกรรม เช่น โกหก จิต
ของท่านก็ไม่คิดปรุงแต่งเป็นอกุศล ท่านจึงไม่ตกนรก ศีล 5 เป็นอกุศลสำหรับปถุชนทั่วไป แต่ไม่เป็นอกุศลสำหรับ
พระโสดา เพราะจิตท่านไม่คิดปรุงแต่งให้เป็นอกุศลนั่นเอง

อธิบายให้ละเอียด คือ

ญาณ ที่เกิดจากสมถกรรมฐานกับวิปัสสนากรรมฐาน เป็นคนละเรื่องกัน แต่ออกเสียงเหมือนกัน ทำให้คนทั่วไปงง
[list=]ในคัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรค และคัมภีร์วิสุทธิมรรค มีการบรรยายขั้นต่างของการวิปัสสนา เป็น ๑๖ ขั้น [/list]

เมื่อเจริญวิปัสสนาจนวิปัสสนาญาณขึ้นถึง ฌาณ ๑๓ โคตรภูญาณ จะตัดกระแสเชื้อปุถุชนได้ พอถึงฌาน ๑๔ มัคคญาณ สมุจเฉทปหาน ฆ่ากิเลส เป็นพระอริยบุคคล ญาณที่ ๑๔ โสดาปัตติมรรคจะทำหน้าที่ประหารตัวมิจฉาทิฏฐิที่นอนเนื่องอยู่ในจิตสันดานได้อย่างเด็ดขาดสิ้นเชิง มิจฉาทิฏฐินี่แหละที่เป็นตัวเชื้อให้เราต้องตกอบาย (คือ กำเนิดเตรัจฉาน เปรต อสุรกาย ตกนรก)

เมื่อเราบรรลุโสดาบันได้แล้ว ไม่ว่าในอดีตชาติหรือชาติปัจจุบัน เราได้เคยทำบาปอกุศลไว้มากมายเพียงใดก็ตาม ก็ไม่ต้องไปชดใช้กรรมในนรกอีกต่อไป เพราะจิตของเราไม่คิดปรุงแต่งเป็นอกุศลนั่นเอง แต่เราจะเกิดในสุคติภูมิ
(โลกมนุษย์,สวรรค์, พรหมโลก แล้วแต่เราจะเลือก) แต่จะเกิดอีกไม่เกิน ๗ ชาติ

ดังนั้น ถ้าเราสามารถบรรลุโสดาบันได้ภายในชาตินี้ ก็ไม่ต้องตกอบายอีก จะไปเกิดในสุคติภูมิอีกไม่เกิน ๗ ชาติแล้ว
บรรลุอรหันต์ เข้าถึงความดับภพชาติโดยสิ้นเชิง ไม่เกิดใหม่อีกต่อไป เมื่อไม่เกิดอีกก็ไม่ต้องแก่ ไม่ต้องเจ็บ ไม่ต้องตาย ไม่ต้องตกนรก, ตกอบาย และไม่ต้องเป็นทุกข์อีกแล้ว

…อ้างอิง พระไตรปิฎกภาษาไทย แปลโดยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

1. ดูรายละเอียดในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๓ หน้า ๙๗ 2. ดูรายละเอียดในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๓ หน้า ๖๗


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 ต.ค. 2008, 13:03 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 18 เม.ย. 2008, 13:18
โพสต์: 1367

ที่อยู่: bangkok

 ข้อมูลส่วนตัว


กระผมว่าไม่มีพระโสดาบันที่ตกนรกหรอกครับ หากจะเอาคำตอบว่าได้หรือไม่ได้ ก็คงได้ครับแต่ไม่มีพระโสดาบันตกนรกแน่นอนครับ เพราะพระโสดาบันนั้นท่านกระทบแล้วถึงกระแสพระนิพพาน(คือรู้แล้วว่าจะไปนิพพานนั้นต้องปฏิบัติอย่างไร) และปราถนาอรหัตผลแน่นอนครับ :b12: :b12:

.....................................................
ตั้งสติไว้ มองความจริงตามความเป็นจริง


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 ต.ค. 2008, 22:14 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 พ.ค. 2008, 14:14
โพสต์: 3836

อายุ: 12
ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว


คุณตรงประเด็นเคยเอาพระสูตรมาช่วยอธิบายไว้แล้ว
ถ้าต้องการแบบอ้างอิงได้ ต้องลองฟังอันนั้นดูคับ ชัดเจนดีมาก

ส่วนความเข้าใจของผม

จิตขั้นโสดาบันนั้น มีสติตื่นรู้ตลอดเวลาแล้ว
สติตื่นแบบอัตโนมัติแล้วระดับหนึ่ง มีกำลังระดับหนึ่ง
เป็น"ผู้ตื่น" แล้วครับ เป็นอริยะชนแล้ว

แม้จะเกิดราคาโทสะโมหะตามธรรมชาติ
แต่ว่าก้มีความรู้ตัวรู้ใจเพียงพอที่จะไม่ยึดถือความปรุงแต่งต่างๆที่เกิดขึ้น
มีสติที่ว่องไวเพียงพอจะตัดเชื้ออกุศลจิตได้ตลอดเวลา
แม้ยามหลับ ยามเกิดอุบัติเหตุ ยามต้องตายแบบปัจจุบัน
สติก็จะเข้ามาทำงานได้ทันตลอดเวลา

จิตที่เกิดดับตลอดเวลานั้นไม่มีจิตอุกศลอยู่เลย

เมื่อมีความตายเกิดขึ้น จิตที่จะไปปฏิสนธิเป็นสัตว์ต่ำกว่าคน จึงไม่มีเลย
เรียกว่า เชื้อที่จะนำไปกำเนิดในแดนต่ำกว่ามนุษย์นี้ ไม่มีเลย
จึงเรียกว่า ปิดประตูนรก

.....................................................
อาทิ สีลํ ปติฏฺฐา จ กลฺยาณานญฺจ มาตุกํ
ปมุขํ สพฺพธมฺมานํ ตสฺมา สีลํ วิโสธเย
ศีลเป็นที่พึ่งเบื้องต้น เป็นมารดาของกัลยาณธรรมทั้งหลาย
เป็นประมุขของธรรมทั้งปวง เพราะฉะนั้นควรชำระศีลให้บริสุทธิ์
....................................

"หากเป็นคนฉลาดก็มีแต่จะทำให้คนอื่นรักตนเท่านั้น-วาทะคุณกุหลาบสีชา"


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 27 ต.ค. 2008, 08:29 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 3
สมาชิก ระดับ 3
ลงทะเบียนเมื่อ: 07 ก.ย. 2005, 15:24
โพสต์: 179


 ข้อมูลส่วนตัว


พระโสดาบัน คือ พระเช่นใด
ได้ชื่อว่าพระโสดาบันเพราะเหตุใด
ได้เป็นพระโสดาบันแล้วดีวิเศษพิเศษหรือต่างจากพระรูปอื่นๆอย่างไร ครับ มีท่านผู้ใดช่วยให้ความระจ่างด้วยครับ :b8:

.....................................................
คำพูดเพียงน้อยนิดอาจเปลี่ยนชีวิตของคนได้


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 27 ต.ค. 2008, 09:50 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 พ.ค. 2008, 14:14
โพสต์: 3836

อายุ: 12
ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว


โสดาบัน เป็นชื่อเรียกสภาวะทางจิตชนิดหนึ่งที่เกิดจากการปฏิบัติธรรม
มีคุณสมบัติสำคัญอย่างหนึ่งคือสามารถปลงความยินดีในร่างกายของตัวเองได้อย่างเด็ดขาด
สามารถแยกรูปนามได้แล้ว จิตไม่มียึดถือว่ากายนี้เป็นของจิตอีกต่อไป (ละสักกายทิฐิ)

เครื่องชี้สำคัญ ในการเกิดสภาวะนี้คือเกิดอาการ"จิตยิ้ม"
ผมก็ๆไม่ทราบนะว่าเป้นยังไง ฟังๆมา

เราเรียกผู้ที่บรรลุสภาวะนี้ว่าพ้นจากความเป้นปุถุชน
กลายเป็นอริยะชน คือ ชนที่เจริญแล้ว
มี 4 ขั้น คือ โสดาบัน - สกิทาคามี - อนาคามี - อรหันต์

ผู้ถึงความเป้นอริยะชนนั้น ท่านเรียกว่าเข้าถึงกระแสนิพพาน
หมายถึงว่า เรากำลังมุ่งสู่นิพพานอย่างไม่หลงได้อีก
เหมือนนั่งเรือแล้วกระแสน้ำจะพาไปยังจุดหมายเอง

นอกจากนี้ ผู้ที่บรรลุธรรมตั้งแต่ขั้นโสดาบันนี้ มีคำเรียกว่า "ได้ดวงตาเห้นธรรม"
กล่าวคือเข้าใจธรรมะสำคัญ ข้อที่ชื่อว่า"อริยะสัจ"อย่างถ่องแท้

โสดาบัน ไม่จำเป้นต้องเป็นพระครับ เป็นเรื่องของจิตล้วนๆ
แต่ส่วนใหญ่สมัยหลังๆ มีแต่พระที่บรรลุธรรมขั้นนี้ เลยกล่าวรวมๆเหมาๆว่าพระโสดาบัน
บ้างก็เรียกให้เกียรติโดยเติมคำว่าพระเข้าไป

อันนี้ผมอธิบายภาษาผม ตามความเข้าใจของผมนะครับ

.....................................................
อาทิ สีลํ ปติฏฺฐา จ กลฺยาณานญฺจ มาตุกํ
ปมุขํ สพฺพธมฺมานํ ตสฺมา สีลํ วิโสธเย
ศีลเป็นที่พึ่งเบื้องต้น เป็นมารดาของกัลยาณธรรมทั้งหลาย
เป็นประมุขของธรรมทั้งปวง เพราะฉะนั้นควรชำระศีลให้บริสุทธิ์
....................................

"หากเป็นคนฉลาดก็มีแต่จะทำให้คนอื่นรักตนเท่านั้น-วาทะคุณกุหลาบสีชา"


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 27 ต.ค. 2008, 10:00 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 23 ก.ค. 2008, 14:47
โพสต์: 1562

อายุ: 0
ที่อยู่: หิมพานต์

 ข้อมูลส่วนตัว www


สวัสดีครับอาจารย์ทุกท่าน
ผมเชื่อว่าพระโสดาบันนั้นปิดประตูอบายแน่นอน

แต่ก็มีข้อสงสัยอีกตรงที่ว่า ถ้ายังไม่ถึงอรหัตผล
พระอริยะบุคคลที่ต่ำกว่านั้นจะลดระดับได้ไหมครับ
เช่นจากพระอนาคามีลดเป็นพระโสดาบัน

:b8:

.....................................................
อิมาหัง ภะคะวา อัตตะภาวัง ตุมหากัง ปะริจจะชามิฯ
ข้าแต่องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระพุทธเจ้าขอมอบกายถวายชีวิต แด่พระพุทธเจ้า แด่พระธรรม แด่พระสงฆ์ นับแต่บัดนี้ตราบจนเข้าสู่พระนิพพาน


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 27 ต.ค. 2008, 11:51 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 มิ.ย. 2008, 22:48
โพสต์: 1173


 ข้อมูลส่วนตัว


บุญบาปขึ้นอยู่กับจิตคิดปรุงแต่ง และมีเจตนากระทำกรรมนั้นลงไปตามจิตที่คิดปรุงแต่ง
พระโสดาบันเป็นอริยะบุคคลขั้นแรกที่ปฏิบัติจนเข้าถึงความจริงข้อนี้ ท่านทำกรรมอะไรลงไป เช่น โกหก กินเหล้า
หรือกินเนื้อหมา จิตของท่านไม่คิดปรุงแต่งให้มันเป็นบาป เพราะท่านรู้แล้วว่า ทุกสรรพสิ่งล้วนเป็นสิ่งมายา
ทั้งนั้น ท่านจึงตกนรกไม่ได้ เนื่องจากท่านรู้ว่า ไฟนรกนั้นคือสิ่งมายา แต่ปถุชนทั่วไปไม่รู้ จิตของเขาจึง
ตีความสิ่งมายา เป็นของจริง เขาเลยถูกไฟเผา


พูดง่ายๆ! วิญญาณคนธรรมดาโดนหลอก ใหเห็นของปลอมเป็นของจริง
แต่พระโสดาไม่โดนหลอก ท่านรู้ตัวตลอดว่านั่นของปลอมทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 27 ต.ค. 2008, 12:19 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 18 เม.ย. 2008, 13:18
โพสต์: 1367

ที่อยู่: bangkok

 ข้อมูลส่วนตัว


ฌาณ เขียน:
มีข้อสงสัยตรงที่ว่า ถ้ายังไม่ถึงอรหัตผล
พระอริยะบุคคลที่ต่ำกว่านั้นจะลดระดับได้ไหมครับ
เช่นจากพระอนาคามีลดเป็นพระโสดาบัน


หากเป็นชาติเดียวกันคิดว่าคงไม่นะครับ...แต่ถ้าไม่ได้อรหัตผลในชาติปัจจุบัน กรรม(การกระทำ)ที่ทำในชาติปัจจุบัน
ก็จะส่งผลต่อไปเป็นอุปนิสัยในชาติต่อไป เพราะกรรมนำไปเกิด...กระผมคิดว่าอย่างงั้นนะครับ :b12:

.....................................................
ตั้งสติไว้ มองความจริงตามความเป็นจริง


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 27 ต.ค. 2008, 14:21 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ก.ค. 2006, 06:25
โพสต์: 2058


 ข้อมูลส่วนตัว


สอุปาทิเสสบุคคล กับ อนุปาทิเสสบุคคล ใน สอุปาทิเสสสูตร
http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/s ... .php?name=สอุปาทิเสส&book=9&bookZ=33


สอุปาทิเสสบุคคล นั้น หมายถึง บุคคลผู้ยังมีเชื้อกิเลสเหลืออยู่,
ผู้ยังไม่สิ้นอุปาทาน ได้แก่ พระเสขะ คือ พระอริยบุคคลทั้งหมด ยกเว้นพระอรหันต์

อนุปาทิเสสบุคคล นั้น หมายถึง บุคคลผู้ไม่มีเชื้อกิเลสเหลือ,
ผู้หมดอุปาทานสิ้นเชิง ได้แก่ พระอเสขะ คือ พระอรหันต์;

จาก พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)



ในสอุปาทิเสสสูตรนั้น
พวกอัญญเดียรถีย์ กล่าวว่า "ผู้ใดผู้หนึ่งที่ยังเป็นสอุปาทิเสสะ กระทำกาละ ผู้นั้นล้วนไม่พ้นจากนรก ไม่พ้นจากกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ไม่พ้นจากเปรตวิสัย ไม่พ้น
จากอบาย ทุคติ และวินิบาต ฯ" ........จึง ผิด

เพราะ
พระอริยบุคคล9ประเภท(เว้นพระอรหันต์)นั้น หลังจากทำกาละนั้น จะ"พ้นจากนรก พ้นจากกำเนิด สัตว์ดิรัจฉาน พ้นจากเปรตวิสัย พ้นจากอบาย ทุคติและวินิบาต ฯ"......

พระโสดาบัน ท่านจึงเป็นผู้ไม่มีทางตกต่ำ ไปสู่ ภพแห่งสัตว์เดรัจฉาน เปรต อบาย ทุคติ วินิบาต ทั้งหลาย จะเกิดอยู่แต่ ใน มนุษย์โลก เทวโลก .... มีแต่ทางเจริญขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงพระนิพพานถ่ายเดียว . และ ไม่มีทางจะกลับมาเป็นปุถุชนอีกได้เลย

จึงมีคำกล่าวว่า พระโสดาบัน คือ ผู้ที่ตกกระแสพระนิพพาน


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 27 ต.ค. 2008, 14:26 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ก.ค. 2006, 06:25
โพสต์: 2058


 ข้อมูลส่วนตัว


๑๖๒๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย

อริยสาวกผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการย่อมเป็นพระโสดาบัน มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงที่จะตรัสรู้ในเบื้องหน้า

ธรรม ๔ ประการเป็น ไฉน?
อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า ... ใน
พระธรรม ... ในพระสงฆ์ ... ประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว ...

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
อริยสาวกประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้แล เป็นพระโสดาบัน มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา
เป็นผู้เที่ยงที่จะตรัสรู้ในเบื้องหน้า

พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้ว่า

[๑๖๒๒] ผู้ใดมีศรัทธาตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว ในพระตถาคต มีศีลอันงาม ที่พระ อริยเจ้าใคร่แล้ว สรรเสริญแล้ว มีความเลื่อมใสในพระสงฆ์ และมีความ เห็นตรง บัณฑิตเรียกผู้นั้นว่า เป็นคนไม่ขัดสน ชีวิตของเขาไม่เปล่า
ประโยชน์

เพราะฉะนั้น บุคคลผู้มีปัญญา เมื่อระลึกถึงคำสอนของพระพุทธเจ้า พึงประกอบตามซึ่งศรัทธา ศีล ความเลื่อมใส และความเห็น
ธรรม ดังนี้.

จบ สูตรที่ ๑
เนื้อความพระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๙ บรรทัดที่ ๙๖๖๘ - ๙๖๘๑. หน้าที่ ๔๐๓.


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 27 ต.ค. 2008, 14:27 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ก.ค. 2006, 06:25
โพสต์: 2058


 ข้อมูลส่วนตัว


พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)
พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต)

สังโยชน์ กิเลสที่ผูกมัดใจสัตว์, ธรรมที่มัดสัตว์ไว้กับทุกข์ มี ๑๐ อย่าง คือ
ก. โอรัมภาคิยสังโยชน์ สังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ ได้แก่
๑. สักกายทิฏฐิ ความเห็นว่าเป็นตัวของตน
๒. วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัย
๓. สีลัพพตปรามาส ความถือมั่นศีลพรต
๔. กามราคะ ความติดใจในกามคุณ
๕. ปฏิฆะ ความกระทบกระทั่งในใจ
ข. อุทธัมภาคิยสังโยชน์ สังโยชน์เบื้องสูง ๕ ได้แก่
๖. รูปราคะ ความติดใจในรูปธรรมอันประณีต
๗. อรูปราคะ ความติดใจในอรูปธรรม
๘. มานะ ความถือว่าตนเป็นนั่นเป็นนี่
๙. อุทธัจจะ ความฟุ้งซ่าน
๑๐. อวิชชา ความไม่รู้จริง;

พระโสดาบัน ละสังโยชน์ ๓ ข้อต้นได้,
พระสกิทาคามี ทำสังโยชน์ข้อ ๔ และ ๕ ให้เบาบางลงด้วย,
พระอนาคามี ละสังโยชน์ ๕ ข้อต้นได้หมด,
พระอรหันต์ ละสังโยชน์ทั้ง ๑๐ ข้อ;


http://84000.org/tipitaka/dic/v_seek.php?text=สังโยชน์_๑๐


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 27 ต.ค. 2008, 14:38 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ก.ค. 2006, 06:25
โพสต์: 2058


 ข้อมูลส่วนตัว


รัตนสูตร

http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/s ... .php?name=รัตนสูตร&book=9&bookZ=33

พระอริยบุคคลเหล่าใด ทำให้แจ้งซึ่งอริยสัจทั้งหลาย อันพระศาสดาทรงแสดงดีแล้ว ด้วยปัญญาอันลึกซึ้ง พระอริยบุคคลเหล่านั้น ยังเป็นผู้ประมาทอย่างแรงกล้าอยู่ก็จริง ถึงกระนั้น ท่านย่อมไม่ยึดถือเอาภพที่ ๘ สังฆรัตนะแม้นี้เป็น รัตนะอันประณีต ด้วยสัจจวาจานี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่ สัตว์เหล่านี้

สักกายทิฏฐิและวิจิกิจฉา หรือแม้สีลัพพตปรามาส อันใดอันหนึ่งยังมีอยู่ ธรรมเหล่านั้น อันพระอริยบุคคลนั้นละได้แล้ว พร้อมด้วยความถึงพร้อมแห่งการเห็น [นิพพาน] ทีเดียว

อนึ่ง พระอริยบุคคลเป็นผู้พ้นแล้วจากอบายทั้ง ๔ ทั้งไม่ควรเพื่อจะทำอภิฐานทั้ง ๖ [คืออนันตริยกรรม ๕ และการเข้ารีด] สังฆรัตนะแม้นี้เป็นรัตนะอันประณีต ด้วยสัจจวาจานี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่สัตว์เหล่านี้


พระสูตรนี้ กล่าวถึงว่า พระโสดาบันท่านละ สังโยชน์เบื้องต่ำ ๓ ประการ
(สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพรตปรมาศ)ขาดแล้ว ท่านจะเกิดอีกไม่เกินเจ็ดชาติ

และมีรายละเอียดว่า พระโสดาบัน ก็ยังแบ่งตามชาติที่ต้องเกิดอีกได้๓ประเภท

ธาตุกถา-ปุคคลบัญญัติปกรณ์

[๔๗] บุคคลชื่อว่าสัตตักขัตตุปรมะ เป็นไฉน

บุคคลบางคนในโลกนี้ เพราะความสิ้นไปรอบแห่งสัญโญชน์ทั้ง ๓ เป็น
โสดาบัน มีอันไม่ไปเกิดในอบายเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยง จะได้ตรัสรู้ในเบื้อง
หน้า บุคคลนั้นจะแล่นไปท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ ๗ ชาติ แล้วทำที่
สุดทุกข์ได้ บุคคลนี้เรียกว่า สัตตักขัตตุปรมะ

[๔๘] บุคคลชื่อว่าโกลังโกละ เป็นไฉน

บุคคลบางคนในโลกนี้ เพราะความสิ้นไปรอบแห่งสัญโญชน์ทั้ง ๓ เป็น
โสดาบัน มีอันไม่ไปเกิดในอบายเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงจะได้ตรัสรู้ในเบื้อง
หน้า บุคคลนั้นจะแล่นไปท่องเที่ยวไปสู่ตระกูลสองหรือสาม แล้วทำที่สุดทุกข์
ได้ บุคคลนี้เรียกว่า โกลังโกละ

[๔๙] บุคคลชื่อว่าเอกพิชี เป็นไฉน

บุคคลบางคนในโลกนี้ เพราะความสิ้นไปรอบแห่งสัญโญชน์ทั้ง ๓ มี อันไม่ไปเกิดในอบายเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยง จะได้ตรัสรู้ในเบื้องหน้า บุคคลนั้นเกิดในภพมนุษย์อีกครั้งเดียว แล้วทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ บุคคลนี้เรียกว่า เอกพิชี


คำจำกัดความของอบายทั้ง ๔ ทุคติ วินิบาต

จาก พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต)

อบาย, อบายภูมิ ภูมิกำเนิดที่ปราศจากความเจริญ มี ๔ อย่าง คือ
๑. นิรยะ นรก
๒. ติรัจฉานโยนิ กำเนิดดิรัจฉาน
๓. ปิตติวิสัย ภูมิแห่งเปรต
๔. อสุรกาย พวกอสุรกาย;

คติ
1. การไป, ทางไป, ความเป็นไป, ทางดำเนิน, วิธี, แนวทาง, แบบอย่าง
2. ที่ไปเกิดของสัตว์, ภพที่สัตว์ไปเกิด, แบบการดำเนินชีวิต มี ๕ คือ
๑. นิรยะ นรก
๒. ติรัจฉานโยนิ กำเนิดดิรัจฉาน
๓. เปตติวิสัย แดนเปรต
๔. มนุษย์ สัตว์มีใจสูงรู้คิดเหตุผล
๕. เทพ ชาวสวรรค์ตั้งแต่ชั้นจาตุมหาราชิกา ถึงอกนิฏฐพรหม
(ท่านว่าในที่นี้ จัดอสูรเข้าในเปตตวิสัยด้วย)
๓ คติแรกเป็น ทุคติ (ที่ไปเกิดอันชั่ว หรือแบบดำเนินชีวิตที่ไม่ดี)
๒ คติหลังเป็น สุคติ (ที่ไปเกิดอันดี หรือแบบดำเนินชีวิตที่ดี)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 27 ต.ค. 2008, 14:40 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ก.ค. 2006, 06:25
โพสต์: 2058


 ข้อมูลส่วนตัว


พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๘
สังยุตตนิกาย นิทานวรรค

http://www.84000.org/tipitaka/attha/v.p ... 812&Z=1883



[๑๕๕] ดูกรคฤหบดี เมื่อใดแล ภัยเวร ๕ ประการนี้ของอริยสาวกสงบ
แล้ว

เมื่อนั้น อริยสาวกย่อมประกอบด้วยธรรมเป็นองค์แห่งโสดาปัตติ ๔ อย่าง
และญายธรรมอย่างประเสริฐนี้ อันอริยสาวกนั้นเห็นดีแล้ว แทงตลอดดีแล้วด้วย
ปัญญา

อริยสาวกนั้นหวังอยู่ พึงพยากรณ์ตนด้วยตนเองได้ว่า

เราเป็นผู้มีนรกสิ้นแล้ว
มีกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานสิ้นแล้ว
มีปิตติวิสัยสิ้นแล้ว
มีอบาย ทุคติ วินิบาตสิ้นแล้ว


เราเป็นโสดาบันมีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงจะตรัสรู้ในภายหน้า ฯ



...................................................


ในพระสูตรนี้ ก็เช่นกันครับ

ว่าพระโสดาบัน
ท่านเว้นจากกำเนิดในนรก
เว้นจากกำเนิดสัตว์เดรัจฉาน
เว้นจากการเกิดเป็นเปรต (และอสูรกาย)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 27 ต.ค. 2008, 14:45 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ก.ค. 2006, 06:25
โพสต์: 2058


 ข้อมูลส่วนตัว


ขอเสนอให้เพื่อนสมาชิก

พิจารณา สอุปาทิเสสสูตร กันอย่างละเอียด

ผมขออนุญาต สรุปประมวลสาระสำคัญของพระสูตรนี้น่ะครับ
เพราะอาจจะมีสมาชิกบางท่าน ที่อาจจะไม่ค่อยคุ้นกับภาษาที่ใช้ในพระไตรปิฎก
และ พระสูตรนี้ เป็นพระสูตรที่ตรัสตรงๆ ถึงการเกิดใหม่ในภพอื่นๆ หลังจากทำกาละ

(คำว่าทำกาละนี้ คือคนตายจริงๆ เพราะชีวิตนี้สิ้นลง นั้นล่ะครับ)

พระสูตรนี้ มีมาจากการที่พระสารีบุตรท่านเข้าไปเยี่ยมอัญญเดียรถีย์ปริพาชก. ปริพาชกเหล่านั้น กล่าวว่า

"ผู้ใดผู้หนึ่งที่ยังเป็นสอุปาทิเสสะ กระทำกาละ ผู้นั้นล้วนไม่พ้นจากนรก
ไม่พ้นจากกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ไม่พ้นจากเปรตวิสัย ไม่พ้นจากอบาย ทุคติ และวินิบาต ฯ"


คือ เดียรถีย์มีความเข้าใจที่ผิดว่า ถ้ายังไม่สิ้นกิเลส (ยังไม่ใช่พระอรหันต์) แล้ว
เวลาตายจะต้องตกนรก หนือเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน หรือเปรต (และอสูรกาย) ทุกคน....

ซึ่งพระสารีบุตรท่านนำมาความนี้มากราบทูลพระพุทธองค์
และพระพุทธองค์ก็ทรงตรัสพระสูตรนี้ ที่แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจผิดของปริพาชกนั้น

โดยสรุปสาระหลักๆ คือ

มีบุคคลที่แม้นจะยังไม่ใช่พระอรหันต์ อยู่ 9 ประเภท ที่หลังจากทำกาละแล้ว ไม่ไปอบายแน่ๆ

ดังพระพุทธวจนะที่ว่า

"ดูกรสารีบุตร บุคคล ๙ จำพวกนี้ ที่เป็นสอุปาทิเสสะ กระทำกาละ
พ้นจากนรก พ้นจากกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน พ้นจากเปรตวิสัย พ้นจากอบาย ทุคติ และวินิบาต
๙ จำพวกเป็นไฉน ฯ"


บุคคล 9 ประเภทนี้ คือ

1. พระอนาคามี 5 ประเภท ที่จะปรินิพพานในพรหมโลกชั้นสุทธาวาส

2. พระสกทาคามี (มีประเภทเดียว) ที่จะเกิดใหม่ในโลกนี้ (ภพมนุษย์) อีกครั้งเดียว
และจะบรรลุอรหัตตผลและปรินิพพาน

3. พระโสดาบัน 3 ประเภท อันประกอบด้วย
3.1 เอกพิชี จะเกิดใหม่ในภพมนุษย์อีกครั้งเดียว และจะบรรลุอรหัตตผลและปรินิพพาน
3.2 โกลังโกละ ที่จะเกิดใหม่อีก 2-3 ครั้ง และจะบรรลุอรหัตตผลและปรินิพพาน
3.3 สัตตักขัตตุปรมะ ที่จะเกิดใหม่ในเทวโลก และโลกมนุษย์ อีกไม่เกิน 7 ครั้ง
และจะบรรลุอรหัตตผลและปรินิพพาน

ซึ่งบุคคลทั้ง 9 ประเภทนี้ (นับตั้งแต่พระโสดาปฏิผลขึ้นไป)
ถึงแม้นจะยังไม่ใช่พระอรหันต์ แต่ก็ปิดอบายได้แล้วแน่นอน


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 20 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 15 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร