วันเวลาปัจจุบัน 30 ส.ค. 2025, 16:52  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 102 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3, 4, 5 ... 7  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 ส.ค. 2018, 20:47 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ต.ค. 2009, 15:06
โพสต์: 7520

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


กรัชกาย เขียน:
ปุถุชน คนที่หนาแน่นไปด้วยกิเลส, คนที่ยังมีกิเลสมาก หมายถึงคนธรรมดาทั่วๆไป ซึ่งยังไม่เป็นอริยบุคคลหรือพระอริยะ; บุถุชน ก็เขียน

บุคคล "ผู้กลืนกินอาหารอันทำอายุให้ครบเต็ม" คนแต่ละคน, คนรายตัว, อัตตา, อาตมัน, ในพระวินัย โดยเฉพาะในสังฆกรรม หมายถึง ภิกษุรูปเดียว

บุทคล บุคคล (เขียนอย่างสันสกฤต)

ปปัญจ กิเลสเครื่องเนิ่นช้า, กิเลสที่ปั่นให้เชือนแชชักช้าในสังสารวัฏ หรือ ปั่นสังสารวัฏให้เวียนวนยืดเรื้อ, กิเลสที่เป็นตัวการปั่นเรื่องทำให้คิดปรุงแต่งยืดเยื้อแผกเพี้ยนพิสดาร พาให้เขวออกไปจากความเป็นจริง และก่อปัญหาความยุ่งยากเดือดร้อนเพิ่มขยายทุกข์ มี ๓ คือ ตัณหา มานะ ทิฏฐิ

โสกะ ความเศร้าโศก ได้แก่ ความแห้งใจ เช่น เมื่อสูญเสียญาติ เป็นต้น (บาลี โสก สันสกฤต โศก)

ปริเทวะ ความคร่ำครวญหรือร่ำไร ได้แก่ บ่นเพ้อไปต่างๆ เช่น เมื่อสูญเสียญาติ เป็นต้น

ทุกข์ ความทุกข์กาย ได้แก่ เจ็บปวด เช่น กายบาดเจ็บ ถูกบีบคั้น เป็นโรค เป็นต้น

โทมนัส ความทุกข์ใจ ได้แก่ เจ็บปวดรวดร้าวใจ ที่ทำให้ร้องไห้ ตีอกชกหัว ลงดิ้น เชือดตนเอง กินยาพิษ ผูกคอตาย เป็นต้น

อุปายาส ความคับแค้น หรือสิ้นหวัง ได้แก่ เร่าร้อนทอดถอนใจ ในเมื่อความโศกเศร้าเพิ่มทวี เป็นต้น

กรัชกาย เขียน:
ต่อ

การที่ปุถุชนไม่สามารถนึกเห็น ไม่อาจคิดให้เข้าใจภาวะของนิพพานได้นั้น เพราะธรรมดาของมนุษย์ เมื่อยังไม่รู้เห็นประจักษ์เองซึ่งสิ่งใด ก็เรียนรู้สิ่งนั้นด้วยอาศัยความรู้เก่าเป็นพื้นเทียบ คือ เอาสัญญาที่มีอยู่แล้วมากำหนด แล้ววาดภาพขึ้นใหม่จากสัญญาต่างๆ ที่เอามากำหนดเทียบนั้น ได้ภาพตามสัญญาที่เป็นองค์ประกอบ เหมือนอย่างคนไม่เคยเห็นไม่เคยรู้จักช้างเลย เมื่อมีใครพูดขึ้นแก่เขาว่า “ช้าง” เขาจะไม่รู้ ไม่เข้าใจ นึกอะไรไม่ได้เลย อาจจะกำหนดไปตามอาการกิริยา เป็นต้น ของผู้พูด แล้วอาจจะนึกว่า ผู้พูดกล่าวผรุสวาทแก่เขา หรืออาจจะนึกไปว่า ผู้พูดกล่าวภาษาต่างประเทศคำหนึ่ง หรืออาจจะนึกว่า ผู้พูดเสียสติ จึงกล่าวคำไร้ความหมายออกมา หรืออะไรต่างๆ ได้มากมาย แล้วแต่สถานการณ์

cool
อุปติสสะมานพคือพระสารีบุตร
อัครสาวกของพระสมณโคดม
คืออดีตปุถุชนฟังพระธรรม
1อสงไขยกับอีกแสนมหากัปป์
บรรลุเป็นพระโสดาบันจากฟังพระอัสชิ
และคำที่พระสารีบุตรฟังแล้วบรรลุนั้น
พระสารีบุตรนำไปกล่าวให้พระโมคคัลลานะ
ฟังคำเดียวกันบรรลุเป็นพระโสดาบันจากการถ่ายทอดคำเดียวกัน
เพราะฉะนั้นแสดงว่าการจะฟังแล้วบรรลุตามได้ทันทีนั้น
เกิดจากฟังมาบ่อยๆจนไม่ลืมพอได้ฟังปุ๊บเก็ตปั๊บไรงี้
แล้วตัวเองลองไปอ่านคำที่พระอัสชิแสดงดูสิคะ
แปลเข้าใจแล้วก็ยังไม่บรรลุตามนั้นน่ะเพราะ
สะสมปัญญาจากการฟังยังไม่พอค่ะ
:b13:
:b32: :b32:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 ส.ค. 2018, 20:58 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ต.ค. 2009, 15:06
โพสต์: 7520

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


Rosarin เขียน:
กรัชกาย เขียน:
ปุถุชน คนที่หนาแน่นไปด้วยกิเลส, คนที่ยังมีกิเลสมาก หมายถึงคนธรรมดาทั่วๆไป ซึ่งยังไม่เป็นอริยบุคคลหรือพระอริยะ; บุถุชน ก็เขียน

บุคคล "ผู้กลืนกินอาหารอันทำอายุให้ครบเต็ม" คนแต่ละคน, คนรายตัว, อัตตา, อาตมัน, ในพระวินัย โดยเฉพาะในสังฆกรรม หมายถึง ภิกษุรูปเดียว

บุทคล บุคคล (เขียนอย่างสันสกฤต)

ปปัญจ กิเลสเครื่องเนิ่นช้า, กิเลสที่ปั่นให้เชือนแชชักช้าในสังสารวัฏ หรือ ปั่นสังสารวัฏให้เวียนวนยืดเรื้อ, กิเลสที่เป็นตัวการปั่นเรื่องทำให้คิดปรุงแต่งยืดเยื้อแผกเพี้ยนพิสดาร พาให้เขวออกไปจากความเป็นจริง และก่อปัญหาความยุ่งยากเดือดร้อนเพิ่มขยายทุกข์ มี ๓ คือ ตัณหา มานะ ทิฏฐิ

โสกะ ความเศร้าโศก ได้แก่ ความแห้งใจ เช่น เมื่อสูญเสียญาติ เป็นต้น (บาลี โสก สันสกฤต โศก)

ปริเทวะ ความคร่ำครวญหรือร่ำไร ได้แก่ บ่นเพ้อไปต่างๆ เช่น เมื่อสูญเสียญาติ เป็นต้น

ทุกข์ ความทุกข์กาย ได้แก่ เจ็บปวด เช่น กายบาดเจ็บ ถูกบีบคั้น เป็นโรค เป็นต้น

โทมนัส ความทุกข์ใจ ได้แก่ เจ็บปวดรวดร้าวใจ ที่ทำให้ร้องไห้ ตีอกชกหัว ลงดิ้น เชือดตนเอง กินยาพิษ ผูกคอตาย เป็นต้น

อุปายาส ความคับแค้น หรือสิ้นหวัง ได้แก่ เร่าร้อนทอดถอนใจ ในเมื่อความโศกเศร้าเพิ่มทวี เป็นต้น

กรัชกาย เขียน:
ต่อ

การที่ปุถุชนไม่สามารถนึกเห็น ไม่อาจคิดให้เข้าใจภาวะของนิพพานได้นั้น เพราะธรรมดาของมนุษย์ เมื่อยังไม่รู้เห็นประจักษ์เองซึ่งสิ่งใด ก็เรียนรู้สิ่งนั้นด้วยอาศัยความรู้เก่าเป็นพื้นเทียบ คือ เอาสัญญาที่มีอยู่แล้วมากำหนด แล้ววาดภาพขึ้นใหม่จากสัญญาต่างๆ ที่เอามากำหนดเทียบนั้น ได้ภาพตามสัญญาที่เป็นองค์ประกอบ เหมือนอย่างคนไม่เคยเห็นไม่เคยรู้จักช้างเลย เมื่อมีใครพูดขึ้นแก่เขาว่า “ช้าง” เขาจะไม่รู้ ไม่เข้าใจ นึกอะไรไม่ได้เลย อาจจะกำหนดไปตามอาการกิริยา เป็นต้น ของผู้พูด แล้วอาจจะนึกว่า ผู้พูดกล่าวผรุสวาทแก่เขา หรืออาจจะนึกไปว่า ผู้พูดกล่าวภาษาต่างประเทศคำหนึ่ง หรืออาจจะนึกว่า ผู้พูดเสียสติ จึงกล่าวคำไร้ความหมายออกมา หรืออะไรต่างๆ ได้มากมาย แล้วแต่สถานการณ์

cool
อุปติสสะมานพคือพระสารีบุตร
อัครสาวกของพระสมณโคดม
คืออดีตปุถุชนฟังพระธรรม
1อสงไขยกับอีกแสนมหากัปป์
บรรลุเป็นพระโสดาบันจากฟังพระอัสชิ
และคำที่พระสารีบุตรฟังแล้วบรรลุนั้น
พระสารีบุตรนำไปกล่าวให้พระโมคคัลลานะ
ฟังคำเดียวกันบรรลุเป็นพระโสดาบันจากการถ่ายทอดคำเดียวกัน
เพราะฉะนั้นแสดงว่าการจะฟังแล้วบรรลุตามได้ทันทีนั้น
เกิดจากฟังมาบ่อยๆจนไม่ลืมพอได้ฟังปุ๊บเก็ตปั๊บไรงี้
แล้วตัวเองลองไปอ่านคำที่พระอัสชิแสดงดูสิคะ
แปลเข้าใจแล้วก็ยังไม่บรรลุตามนั้นน่ะเพราะ
สะสมปัญญาจากการฟังยังไม่พอค่ะ
:b13:
:b32: :b32:

:b12:
และถ้าปุถุชนไม่สามารถคิดตามคำสอนได้
พระองค์คงไม่บอกย้ำแล้วย้ำอีกจนถึง45ปีทุกคำ
กล่าวความจริงที่กำลังปรากฏตรงปัจจุบันธรรมคือเดี๋ยวนี้
พระพุทธเจ้าตรัสไม่ให้มีการแสดงฤทธิ์เพราะผู้คนจะไม่ฟังคำสอนทราบข้อนี้ไหมคะ
ห้ามอวดอุตริมนุษยธรรมเพราะตถาคตปรารถนาให้ทุกคนฟังด้วยหูตนเองเข้าใจไหมคะ
:b12:
:b4: :b4:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 ส.ค. 2018, 22:48 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2009, 02:43
โพสต์: 12232


 ข้อมูลส่วนตัว


ฟังคำตถาคต...นั้นดี...ไม่เห็นมีใครแย้งคุณโรส...นี้ครับ

รึใครว่าไม่ดี?

แต่..แนวคิดพื้นฐานในการฟังของคุณโรส ..นั้นผิด

ทำไม..ผมถึงว่าผิด?

เพราะ...ไม่มีวี้แววของญาณรู้...ให้เห็นเลย

ญาณรู้สึกในเรื่องกฏของกรรม...รู้สึกในไตรลักษณ์..รู้สึกถึงความดับไปของทุกๆสิ่ง...รู้สึกถึงภัยของวัฏฏะสงสาร .ฯ

ทำไม..ผมถึงกล้ากล่าวว่า. คุณโรส..ไม่ได้รู้สึกในญาณเหล่านี้...อันเป็นสัญญลักษณ์..ของคนที่กำลังเจริญในมรรค.เลย?

เพราะ....คุณโรสยังวางเฉยต่อสังขาร..คำพูดภายนอกทั้งหลายแหล่...ไม่ได้เลย....

เมื่อญาณรู้ไม่เกิด....ก็แสดงว่า..ทำมาผิด

คุณรสชอบการฟัง...ก็แสดงว่าวิธีการฟังของคุณโรส..มันผิด...

คำตถาคต. ไม่ผิด..
วิธีการฟังของคุณโรส..มันผิดเอง...
ไม่ได้ฟังโดยชอบ....ไม่ได้สะดับโดยชอบ...


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 ส.ค. 2018, 23:50 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ต.ค. 2009, 15:06
โพสต์: 7520

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


กบนอกกะลา เขียน:
ฟังคำตถาคต...นั้นดี...ไม่เห็นมีใครแย้งคุณโรส...นี้ครับ

รึใครว่าไม่ดี?

แต่..แนวคิดพื้นฐานในการฟังของคุณโรส ..นั้นผิด

ทำไม..ผมถึงว่าผิด?

เพราะ...ไม่มีวี้แววของญาณรู้...ให้เห็นเลย

ญาณรู้สึกในเรื่องกฏของกรรม...รู้สึกในไตรลักษณ์..รู้สึกถึงความดับไปของทุกๆสิ่ง...รู้สึกถึงภัยของวัฏฏะสงสาร .ฯ

ทำไม..ผมถึงกล้ากล่าวว่า. คุณโรส..ไม่ได้รู้สึกในญาณเหล่านี้...อันเป็นสัญญลักษณ์..ของคนที่กำลังเจริญในมรรค.เลย?

เพราะ....คุณโรสยังวางเฉยต่อสังขาร..คำพูดภายนอกทั้งหลายแหล่...ไม่ได้เลย....

เมื่อญาณรู้ไม่เกิด....ก็แสดงว่า..ทำมาผิด

คุณรสชอบการฟัง...ก็แสดงว่าวิธีการฟังของคุณโรส..มันผิด...

คำตถาคต. ไม่ผิด..
วิธีการฟังของคุณโรส..มันผิดเอง...
ไม่ได้ฟังโดยชอบ....ไม่ได้สะดับโดยชอบ...

:b12:
ญาณไหนคะกบตามปกติลืมตาเห็นเนี่ยทุกคนเห็นเหมือนกันหมดเลยพระอรหันต์ก็เห็นด้วยตาเนื้อปกติไม่ต่าง
ปัญญา=ญาณ=วิปัสสนา=รู้แยกแยะที่กายใจตนเองตามปกติเป็นปกติรู้แจ้งชัดตามเป็นจริงมีครบ4ชาติเลย
แยกแยะออกไหมคะแยกไม่ออกน่ะไม่รู้และไปนิพพานไม่ได้เพราะนิพพานรู้ความจริงทั้ง4ชาติตามปกติ
ถ้าไม่ฟังน่ะแยกไม่ออกหรอกค่ะเพราะความจริงไม่เหาะเหินเดินอากาศแต่เป็นบุญหูที่ได้เกิดมาฟังน๊า
:b32: :b32: :b32:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 ส.ค. 2018, 05:44 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33766

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


Rosarin เขียน:
กรัชกาย เขียน:
ปุถุชน คนที่หนาแน่นไปด้วยกิเลส, คนที่ยังมีกิเลสมาก หมายถึงคนธรรมดาทั่วๆไป ซึ่งยังไม่เป็นอริยบุคคลหรือพระอริยะ; บุถุชน ก็เขียน

บุคคล "ผู้กลืนกินอาหารอันทำอายุให้ครบเต็ม" คนแต่ละคน, คนรายตัว, อัตตา, อาตมัน, ในพระวินัย โดยเฉพาะในสังฆกรรม หมายถึง ภิกษุรูปเดียว

บุทคล บุคคล (เขียนอย่างสันสกฤต)

ปปัญจ กิเลสเครื่องเนิ่นช้า, กิเลสที่ปั่นให้เชือนแชชักช้าในสังสารวัฏ หรือ ปั่นสังสารวัฏให้เวียนวนยืดเรื้อ, กิเลสที่เป็นตัวการปั่นเรื่องทำให้คิดปรุงแต่งยืดเยื้อแผกเพี้ยนพิสดาร พาให้เขวออกไปจากความเป็นจริง และก่อปัญหาความยุ่งยากเดือดร้อนเพิ่มขยายทุกข์ มี ๓ คือ ตัณหา มานะ ทิฏฐิ

โสกะ ความเศร้าโศก ได้แก่ ความแห้งใจ เช่น เมื่อสูญเสียญาติ เป็นต้น (บาลี โสก สันสกฤต โศก)

ปริเทวะ ความคร่ำครวญหรือร่ำไร ได้แก่ บ่นเพ้อไปต่างๆ เช่น เมื่อสูญเสียญาติ เป็นต้น

ทุกข์ ความทุกข์กาย ได้แก่ เจ็บปวด เช่น กายบาดเจ็บ ถูกบีบคั้น เป็นโรค เป็นต้น

โทมนัส ความทุกข์ใจ ได้แก่ เจ็บปวดรวดร้าวใจ ที่ทำให้ร้องไห้ ตีอกชกหัว ลงดิ้น เชือดตนเอง กินยาพิษ ผูกคอตาย เป็นต้น

อุปายาส ความคับแค้น หรือสิ้นหวัง ได้แก่ เร่าร้อนทอดถอนใจ ในเมื่อความโศกเศร้าเพิ่มทวี เป็นต้น

กรัชกาย เขียน:
ต่อ

การที่ปุถุชนไม่สามารถนึกเห็น ไม่อาจคิดให้เข้าใจภาวะของนิพพานได้นั้น เพราะธรรมดาของมนุษย์ เมื่อยังไม่รู้เห็นประจักษ์เองซึ่งสิ่งใด ก็เรียนรู้สิ่งนั้นด้วยอาศัยความรู้เก่าเป็นพื้นเทียบ คือ เอาสัญญาที่มีอยู่แล้วมากำหนด แล้ววาดภาพขึ้นใหม่จากสัญญาต่างๆ ที่เอามากำหนดเทียบนั้น ได้ภาพตามสัญญาที่เป็นองค์ประกอบ เหมือนอย่างคนไม่เคยเห็นไม่เคยรู้จักช้างเลย เมื่อมีใครพูดขึ้นแก่เขาว่า “ช้าง” เขาจะไม่รู้ ไม่เข้าใจ นึกอะไรไม่ได้เลย อาจจะกำหนดไปตามอาการกิริยา เป็นต้น ของผู้พูด แล้วอาจจะนึกว่า ผู้พูดกล่าวผรุสวาทแก่เขา หรืออาจจะนึกไปว่า ผู้พูดกล่าวภาษาต่างประเทศคำหนึ่ง หรืออาจจะนึกว่า ผู้พูดเสียสติ จึงกล่าวคำไร้ความหมายออกมา หรืออะไรต่างๆ ได้มากมาย แล้วแต่สถานการณ์

cool
อุปติสสะมานพคือพระสารีบุตร
อัครสาวกของพระสมณโคดม
คืออดีตปุถุชนฟังพระธรรม
1อสงไขยกับอีกแสนมหากัปป์
บรรลุเป็นพระโสดาบันจากฟังพระอัสชิ

และคำที่พระสารีบุตรฟังแล้วบรรลุนั้น
พระสารีบุตรนำไปกล่าวให้พระโมคคัลลานะ
ฟังคำเดียวกันบรรลุเป็นพระโสดาบันจากการถ่ายทอดคำเดียวกัน
เพราะฉะนั้นแสดงว่าการจะฟังแล้วบรรลุตามได้ทันทีนั้น
เกิดจากฟังมาบ่อยๆจนไม่ลืมพอได้ฟังปุ๊บเก็ตปั๊บไรงี้
แล้วตัวเองลองไปอ่านคำที่พระอัสชิแสดงดูสิคะ
แปลเข้าใจแล้วก็ยังไม่บรรลุตามนั้นน่ะเพราะ
สะสมปัญญาจากการฟังยังไม่พอค่ะ




เห็นภาพความคิดคุณโรสศิษย์บ้านธัมมะแระ คือว่า คุณโรสและเจ้าสำนักที่เน้นการฟังลูกเดียวอย่างเดียวนั้น เพราะไปอ่านเรื่องเล่าจากธรรมบท คือจากประวัติผู้นั้นผู้นี้ฟังธรรมจากผู้นั้นผู้นี้แล้วบรรลุนั่นๆนี่ๆ แล้วก็เอามาผสมกับการตีความของตน ก็จึงเป็นแบรนด์ของสำนักบ้านธัมมะว่าต้องสุตะ สุตมยปัญญาแล.

อ้างคำพูด:
แล้วตัวเองลองไปอ่านคำที่พระอัสชิแสดงดูสิคะ

แปลเข้าใจแล้วก็ยังไม่บรรลุตามนั้นน่ะเพราะ

สะสมปัญญาจากการฟังยังไม่พอค่ะ


นี่คำพูดของพระอัสสชิ

เย ธมฺมา เหตุปฺปภวา - เตสํ เหตุํ ตถาคโต
เตสญฺจ โย นิโรโธ จ - เอวํ วาที มหาสมโณ.


คุณโรสเข้าใจแล้วลองบอกสิหมายถึงอะไร ว่าไป

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 ส.ค. 2018, 05:56 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33766

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


Rosarin เขียน:
กรัชกาย เขียน:
ปุถุชน คนที่หนาแน่นไปด้วยกิเลส, คนที่ยังมีกิเลสมาก หมายถึงคนธรรมดาทั่วๆไป ซึ่งยังไม่เป็นอริยบุคคลหรือพระอริยะ; บุถุชน ก็เขียน

บุคคล "ผู้กลืนกินอาหารอันทำอายุให้ครบเต็ม" คนแต่ละคน, คนรายตัว, อัตตา, อาตมัน, ในพระวินัย โดยเฉพาะในสังฆกรรม หมายถึง ภิกษุรูปเดียว

บุทคล บุคคล (เขียนอย่างสันสกฤต)

ปปัญจ กิเลสเครื่องเนิ่นช้า, กิเลสที่ปั่นให้เชือนแชชักช้าในสังสารวัฏ หรือ ปั่นสังสารวัฏให้เวียนวนยืดเรื้อ, กิเลสที่เป็นตัวการปั่นเรื่องทำให้คิดปรุงแต่งยืดเยื้อแผกเพี้ยนพิสดาร พาให้เขวออกไปจากความเป็นจริง และก่อปัญหาความยุ่งยากเดือดร้อนเพิ่มขยายทุกข์ มี ๓ คือ ตัณหา มานะ ทิฏฐิ

โสกะ ความเศร้าโศก ได้แก่ ความแห้งใจ เช่น เมื่อสูญเสียญาติ เป็นต้น (บาลี โสก สันสกฤต โศก)

ปริเทวะ ความคร่ำครวญหรือร่ำไร ได้แก่ บ่นเพ้อไปต่างๆ เช่น เมื่อสูญเสียญาติ เป็นต้น

ทุกข์ ความทุกข์กาย ได้แก่ เจ็บปวด เช่น กายบาดเจ็บ ถูกบีบคั้น เป็นโรค เป็นต้น

โทมนัส ความทุกข์ใจ ได้แก่ เจ็บปวดรวดร้าวใจ ที่ทำให้ร้องไห้ ตีอกชกหัว ลงดิ้น เชือดตนเอง กินยาพิษ ผูกคอตาย เป็นต้น

อุปายาส ความคับแค้น หรือสิ้นหวัง ได้แก่ เร่าร้อนทอดถอนใจ ในเมื่อความโศกเศร้าเพิ่มทวี เป็นต้น

กรัชกาย เขียน:
ต่อ

การที่ปุถุชนไม่สามารถนึกเห็น ไม่อาจคิดให้เข้าใจภาวะของนิพพานได้นั้น เพราะธรรมดาของมนุษย์ เมื่อยังไม่รู้เห็นประจักษ์เองซึ่งสิ่งใด ก็เรียนรู้สิ่งนั้นด้วยอาศัยความรู้เก่าเป็นพื้นเทียบ คือ เอาสัญญาที่มีอยู่แล้วมากำหนด แล้ววาดภาพขึ้นใหม่จากสัญญาต่างๆ ที่เอามากำหนดเทียบนั้น ได้ภาพตามสัญญาที่เป็นองค์ประกอบ เหมือนอย่างคนไม่เคยเห็นไม่เคยรู้จักช้างเลย เมื่อมีใครพูดขึ้นแก่เขาว่า “ช้าง” เขาจะไม่รู้ ไม่เข้าใจ นึกอะไรไม่ได้เลย อาจจะกำหนดไปตามอาการกิริยา เป็นต้น ของผู้พูด แล้วอาจจะนึกว่า ผู้พูดกล่าวผรุสวาทแก่เขา หรืออาจจะนึกไปว่า ผู้พูดกล่าวภาษาต่างประเทศคำหนึ่ง หรืออาจจะนึกว่า ผู้พูดเสียสติ จึงกล่าวคำไร้ความหมายออกมา หรืออะไรต่างๆ ได้มากมาย แล้วแต่สถานการณ์

cool
อุปติสสะมานพคือพระสารีบุตร
อัครสาวกของพระสมณโคดม
คืออดีตปุถุชนฟังพระธรรม
1อสงไขยกับอีกแสนมหากัปป์
บรรลุเป็นพระโสดาบันจากฟังพระอัสชิ
และคำที่พระสารีบุตรฟังแล้วบรรลุนั้น
พระสารีบุตรนำไปกล่าวให้พระโมคคัลลานะ
ฟังคำเดียวกันบรรลุเป็นพระโสดาบันจากการถ่ายทอดคำเดียวกัน
เพราะฉะนั้นแสดงว่าการจะฟังแล้วบรรลุตามได้ทันทีนั้น
เกิดจากฟังมาบ่อยๆจนไม่ลืมพอได้ฟังปุ๊บเก็ตปั๊บไรงี้
แล้วตัวเองลองไปอ่านคำที่พระอัสชิแสดงดูสิคะ
แปลเข้าใจแล้วก็ยังไม่บรรลุตามนั้นน่ะเพราะ
สะสมปัญญาจากการฟังยังไม่พอค่ะ


อ้างคำพูด:
การที่ปุถุชนไม่สามารถนึกเห็น ไม่อาจคิดให้เข้าใจภาวะของนิพพานได้นั้น เพราะธรรมดาของมนุษย์ เมื่อยังไม่รู้เห็นประจักษ์เองซึ่งสิ่งใด ก็เรียนรู้สิ่งนั้นด้วยอาศัยความรู้เก่าเป็นพื้นเทียบ คือ เอาสัญญาที่มีอยู่แล้วมากำหนด แล้ววาดภาพขึ้นใหม่จากสัญญาต่างๆ ที่เอามากำหนดเทียบนั้น ได้ภาพตามสัญญาที่เป็นองค์ประกอบ เหมือนอย่างคนไม่เคยเห็นไม่เคยรู้จักช้างเลย เมื่อมีใครพูดขึ้นแก่เขาว่า “ช้าง” เขาจะไม่รู้ ไม่เข้าใจ นึกอะไรไม่ได้เลย อาจจะกำหนดไปตามอาการกิริยา เป็นต้น ของผู้พูด แล้วอาจจะนึกว่า ผู้พูดกล่าวผรุสวาทแก่เขา หรืออาจจะนึกไปว่า ผู้พูดกล่าวภาษาต่างประเทศคำหนึ่ง หรืออาจจะนึกว่า ผู้พูดเสียสติ จึงกล่าวคำไร้ความหมายออกมา หรืออะไรต่างๆ ได้มากมาย แล้วแต่สถานการณ์



กดดูตัวอย่าง กท. นี่เทียบด้วย

อ้างคำพูด:
เหตุผลที่ท่านคึกฤทธิ์สอนว่านิพพานไม่ใช่อนัตตา

https://pantip.com/topic/37964837



เขาพูดถึงนิพพาน - อนัตตากัน ซึ่งก็เปรียบเหมือนคนไม่เคยเห็นช้างดังตัวนั่น

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 ส.ค. 2018, 06:55 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2009, 02:43
โพสต์: 12232


 ข้อมูลส่วนตัว


Rosarin เขียน:
กบนอกกะลา เขียน:
ฟังคำตถาคต...นั้นดี...ไม่เห็นมีใครแย้งคุณโรส...นี้ครับ

รึใครว่าไม่ดี?

แต่..แนวคิดพื้นฐานในการฟังของคุณโรส ..นั้นผิด

ทำไม..ผมถึงว่าผิด?

เพราะ...ไม่มีวี้แววของญาณรู้...ให้เห็นเลย

ญาณรู้สึกในเรื่องกฏของกรรม...รู้สึกในไตรลักษณ์..รู้สึกถึงความดับไปของทุกๆสิ่ง...รู้สึกถึงภัยของวัฏฏะสงสาร .ฯ

ทำไม..ผมถึงกล้ากล่าวว่า. คุณโรส..ไม่ได้รู้สึกในญาณเหล่านี้...อันเป็นสัญญลักษณ์..ของคนที่กำลังเจริญในมรรค.เลย?

เพราะ....คุณโรสยังวางเฉยต่อสังขาร..คำพูดภายนอกทั้งหลายแหล่...ไม่ได้เลย
..
..

เมื่อญาณรู้ไม่เกิด....ก็แสดงว่า..ทำมาผิด

คุณรสชอบการฟัง...ก็แสดงว่าวิธีการฟังของคุณโรส..มันผิด...

คำตถาคต. ไม่ผิด..
วิธีการฟังของคุณโรส..มันผิดเอง...
ไม่ได้ฟังโดยชอบ....ไม่ได้สะดับโดยชอบ.
..

:b12:
ญาณไหนคะกบตามปกติลืมตาเห็นเนี่ยทุกคนเห็นเหมือนกันหมดเลยพระอรหันต์ก็เห็นด้วยตาเนื้อปกติไม่ต่าง
ปัญญา=ญาณ=วิปัสสนา=รู้แยกแยะที่กายใจตนเองตามปกติเป็นปกติรู้แจ้งชัดตามเป็นจริงมีครบ4ชาติเลย
แยกแยะออกไหมคะแยกไม่ออกน่ะไม่รู้และไปนิพพานไม่ได้เพราะนิพพานรู้ความจริงทั้ง4ชาติตามปกติ
[color=#FF0000]ถ้าไม่ฟังน่ะแยกไม่ออกหรอกค่ะเพราะความจริงไม่เหาะเหินเดินอากาศ
แต่เป็นบุญหูที่ได้เกิดมาฟังน๊า[/color]
:b32: :b32: :b32:


ขนาดพูด..ตรงขนาดนี้..คุณโรส..ยังไม่รู้สึกถึง..ลักษณะของญาณ..เลย

ซึ่งก็..ยิ่งชัดเจน...มาก..ว่า..คุณโรสปฏิบัติผิด...ไม่ได้ฟังโดยชอบ


การปฏิบัติ..อย่าลืมว่า..ต้องปฏิบัติโดยชอบด้วย..
ไม่ใช่หลับหูหลับตาเชื่อแล้วก็ยึดไปปฏิบัติ..เพียงคิดว่า..น่าจะถูก..โดยไม่รู้อะไรชอบ...อะไรไม่ชอบ...


กระผมยึดพระพุทธเจ้า...พระองค์บอกชัดเจนว่า...หากปฏิบัติโดยชอบ...จะเกิดความรู้สึกเข้าใจในธรรมเป็นอย่างไร...อันนี้แหละ..เรียกว่า..ญาณรู้เพื่อการละกิเลส

แม้การฟัง...ก็ไม่เว้น..จะฟังทีละคำหรือทีละสองคำ..เห็นทีละสีหรือเห็นทีละวรรณะ...ถ้าฟังโดยชอบ..เห็นโดยชอบแล้ว....ผลก็เหมือนกัน..คือ..เกิดญาณรู้ลดละกิเลส..ไปตามลำดับ

กระผมใช้ผล..ที่พระพุทธองค์ตรัสสอนใว้..ใช้ในการตรวจสอบตน..ใว้โจทย์โทษตน..ว่า..ปฏิบัติโดยชอบหรือไม่ชอบ

คุณโรสใช้อะไร...ในการตรวจสอบโจทย์โทษตน..ว่า..ปฏิบัติโดย...ชอบหรือไม่ชอบ...บ้าง?


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 ส.ค. 2018, 08:01 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33766

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


กรัชกาย เขียน:
อ้างคำพูด:
เมื่ออวิชชา ตัณหา อุปาทานดับไป นิพพานก็ปรากฏแทนที่พร้อมกัน จะพูดให้มั่นเข้าอีกก็ว่า การดับอวิชชา ตัณหา อุปาทานนั่นแหละ คือนิพพาน


วางหลักอริยสัจ ๔ เทียบด้วย

ทุกข์ (ทุกขอริยสัจ) ปัญหากล่าวคือความทุกข์ของมนุษย์
สมุทัย (ทุกขสมุทัยอริยสัจ) ตัณหา
นิโรธ ( ทุกขนิโรธอริยสัจ) นิพพาน
มรรค ( ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ) วิธีปฏิบัติ, ข้อปฏิบัติ

๑. ทุกข์เป็นผล
๒. สมุทัยเป็นเหตุ

๓. นิโรธเป็นผล
๔. มรรคเป็นเหตุ

ปฏิบัติข้อ ๔ ข้อเดียวมันโยงถึงกันหมด ขอแต่ทำให้ถูกเถอะ ปฏิบัติให้ถูกเถอะ



นิโรธ ความดับทุกข์ คือดับตัณหาได้สิ้นเชิง, ภาวะปลอดทุกข์เพราะไม่มีทุกข์ที่จะเกิดขึ้นได้ หมายถึงนิพพาน

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 ส.ค. 2018, 08:13 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33766

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


Rosarin เขียน:
Rosarin เขียน:
กรัชกาย เขียน:
ปุถุชน คนที่หนาแน่นไปด้วยกิเลส, คนที่ยังมีกิเลสมาก หมายถึงคนธรรมดาทั่วๆไป ซึ่งยังไม่เป็นอริยบุคคลหรือพระอริยะ; บุถุชน ก็เขียน

บุคคล "ผู้กลืนกินอาหารอันทำอายุให้ครบเต็ม" คนแต่ละคน, คนรายตัว, อัตตา, อาตมัน, ในพระวินัย โดยเฉพาะในสังฆกรรม หมายถึง ภิกษุรูปเดียว

บุทคล บุคคล (เขียนอย่างสันสกฤต)

ปปัญจ กิเลสเครื่องเนิ่นช้า, กิเลสที่ปั่นให้เชือนแชชักช้าในสังสารวัฏ หรือ ปั่นสังสารวัฏให้เวียนวนยืดเรื้อ, กิเลสที่เป็นตัวการปั่นเรื่องทำให้คิดปรุงแต่งยืดเยื้อแผกเพี้ยนพิสดาร พาให้เขวออกไปจากความเป็นจริง และก่อปัญหาความยุ่งยากเดือดร้อนเพิ่มขยายทุกข์ มี ๓ คือ ตัณหา มานะ ทิฏฐิ

โสกะ ความเศร้าโศก ได้แก่ ความแห้งใจ เช่น เมื่อสูญเสียญาติ เป็นต้น (บาลี โสก สันสกฤต โศก)

ปริเทวะ ความคร่ำครวญหรือร่ำไร ได้แก่ บ่นเพ้อไปต่างๆ เช่น เมื่อสูญเสียญาติ เป็นต้น

ทุกข์ ความทุกข์กาย ได้แก่ เจ็บปวด เช่น กายบาดเจ็บ ถูกบีบคั้น เป็นโรค เป็นต้น

โทมนัส ความทุกข์ใจ ได้แก่ เจ็บปวดรวดร้าวใจ ที่ทำให้ร้องไห้ ตีอกชกหัว ลงดิ้น เชือดตนเอง กินยาพิษ ผูกคอตาย เป็นต้น

อุปายาส ความคับแค้น หรือสิ้นหวัง ได้แก่ เร่าร้อนทอดถอนใจ ในเมื่อความโศกเศร้าเพิ่มทวี เป็นต้น

กรัชกาย เขียน:
ต่อ

การที่ปุถุชนไม่สามารถนึกเห็น ไม่อาจคิดให้เข้าใจภาวะของนิพพานได้นั้น เพราะธรรมดาของมนุษย์ เมื่อยังไม่รู้เห็นประจักษ์เองซึ่งสิ่งใด ก็เรียนรู้สิ่งนั้นด้วยอาศัยความรู้เก่าเป็นพื้นเทียบ คือ เอาสัญญาที่มีอยู่แล้วมากำหนด แล้ววาดภาพขึ้นใหม่จากสัญญาต่างๆ ที่เอามากำหนดเทียบนั้น ได้ภาพตามสัญญาที่เป็นองค์ประกอบ เหมือนอย่างคนไม่เคยเห็นไม่เคยรู้จักช้างเลย เมื่อมีใครพูดขึ้นแก่เขาว่า “ช้าง” เขาจะไม่รู้ ไม่เข้าใจ นึกอะไรไม่ได้เลย อาจจะกำหนดไปตามอาการกิริยา เป็นต้น ของผู้พูด แล้วอาจจะนึกว่า ผู้พูดกล่าวผรุสวาทแก่เขา หรืออาจจะนึกไปว่า ผู้พูดกล่าวภาษาต่างประเทศคำหนึ่ง หรืออาจจะนึกว่า ผู้พูดเสียสติ จึงกล่าวคำไร้ความหมายออกมา หรืออะไรต่างๆ ได้มากมาย แล้วแต่สถานการณ์

cool
อุปติสสะมานพคือพระสารีบุตร
อัครสาวกของพระสมณโคดม
คืออดีตปุถุชนฟังพระธรรม
1อสงไขยกับอีกแสนมหากัปป์
บรรลุเป็นพระโสดาบันจากฟังพระอัสชิ
และคำที่พระสารีบุตรฟังแล้วบรรลุนั้น
พระสารีบุตรนำไปกล่าวให้พระโมคคัลลานะ
ฟังคำเดียวกันบรรลุเป็นพระโสดาบันจากการถ่ายทอดคำเดียวกัน
เพราะฉะนั้นแสดงว่าการจะฟังแล้วบรรลุตามได้ทันทีนั้น
เกิดจากฟังมาบ่อยๆจนไม่ลืมพอได้ฟังปุ๊บเก็ตปั๊บไรงี้
แล้วตัวเองลองไปอ่านคำที่พระอัสชิแสดงดูสิคะ
แปลเข้าใจแล้วก็ยังไม่บรรลุตามนั้นน่ะเพราะ
สะสมปัญญาจากการฟังยังไม่พอค่ะ


และถ้าปุถุชนไม่สามารถคิดตามคำสอนได้
พระองค์คงไม่บอกย้ำแล้วย้ำอีกจนถึง45ปีทุกคำ

กล่าวความจริงที่กำลังปรากฏตรงปัจจุบันธรรมคือเดี๋ยวนี้
พระพุทธเจ้าตรัสไม่ให้มีการแสดงฤทธิ์เพราะผู้คนจะไม่ฟังคำสอนทราบข้อนี้ไหมคะ
ห้ามอวดอุตริมนุษยธรรมเพราะตถาคตปรารถนาให้ทุกคนฟังด้วยหูตนเองเข้าใจไหมคะ


นั่นคุณโรสก็กำลังเข้าใจผิด 45 ปีนั่น พระพุทธเจ้ามิใช่สอนให้ฟังอย่างเดียว สอนให้ฟัง คิด ทำ ฟังแล้วคิด คิดแล้วทำ และคำสอนของพระองค์นั่นมีมาก ว่ามีตั้งแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ และคำสอนของพระองค์นั้นแบ่งออกเป็น ๒ คือสภาวธรรมอย่างหนึ่ง จริยธรรมอย่างหนึ่ง

ต่างกันนะ ระหว่างสภาวะหรือสภาวธรรม กับ จริยธรรมเนี่ย เมื่อแยกอย่างนี้แล้วจะเห็นว่าคุณโรสกับเจ้าสำนักบ้านธัมมะพูดปนเปกัน

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 ส.ค. 2018, 08:25 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33766

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


คุณโรสอ้างอิงจนสับสน เอาใหม่แยกให้ใหม่

อ้างคำพูด:
การที่ปุถุชนไม่สามารถนึกเห็น ไม่อาจคิดให้เข้าใจภาวะของนิพพานได้นั้น เพราะธรรมดาของมนุษย์ เมื่อยังไม่รู้เห็นประจักษ์เองซึ่งสิ่งใด ก็เรียนรู้สิ่งนั้นด้วยอาศัยความรู้เก่าเป็นพื้นเทียบ คือ เอาสัญญาที่มีอยู่แล้วมากำหนด แล้ววาดภาพขึ้นใหม่จากสัญญาต่างๆ ที่เอามากำหนดเทียบนั้น ได้ภาพตามสัญญาที่เป็นองค์ประกอบ เหมือนอย่างคนไม่เคยเห็นไม่เคยรู้จักช้างเลย เมื่อมีใครพูดขึ้นแก่เขาว่า “ช้าง” เขาจะไม่รู้ ไม่เข้าใจ นึกอะไรไม่ได้เลย อาจจะกำหนดไปตามอาการกิริยา เป็นต้น ของผู้พูด แล้วอาจจะนึกว่า ผู้พูดกล่าวผรุสวาทแก่เขา หรืออาจจะนึกไปว่า ผู้พูดกล่าวภาษาต่างประเทศคำหนึ่ง หรืออาจจะนึกว่า ผู้พูดเสียสติ จึงกล่าวคำไร้ความหมายออกมา หรืออะไรต่างๆ ได้มากมาย แล้วแต่สถานการณ์


เทียบกันกับตัวอย่างนี้
อ้างคำพูด:
นั่งสมาธิ รู้สึกเหมือนโดนไฟช็อตจนนั่งต่อไม่ได้

พอมีวิธีแก้มั้ยคะ เราทำอานาปานสติ แต่ไม่ได้จับที่ลมหายใจ แค่ดูการเคลื่อนที่ของลำตัว ตอนกลางวันนั่งไป 1 ชม. จนรู้ทั่วตัว แต่พอมาตอนเย็น นั่งแบบเดิม รู้สึกเหมือนโดนไฟช็อตอยู่เรื่อยๆ รู้สึกทีนึงก็หยุด พอนั่งอีกก็โดนช็อตอีก ความรู้สึกเหมือนจั้กกะจี้ค่ะ จนเราต้องนอนแทน แต่นอนก็หลับ พอมีวิธีแก้มั้ยคะ แบบว่านั่งไม่ได้เลย



มิต้องลึกถึงขั้นกิเลสนิพพานหรอก ตัวอย่างอย่างผู้เริ่มปฏิบัตินั่นก็ทำให้ผู้ซึ่งไม่เคยทำไม่เคยปฏิบัติตีความกันไปต่างๆ แล้วแต่สถานการณ์แล้ว มันเป็นเช่นนั้นจริงๆ ไม่ว่าเวปบอร์ดไหน ถ้ามีผู้ปฏิบัติจริงตั้งกระทู้ถามแล้ว ร้อยคนร้อยความคิดเห็นว่ากันไปต่างๆ อุปมาเหมือนคนตาบอดคลำช้าง

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 ส.ค. 2018, 10:38 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33766

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


กรัชกาย เขียน:
Rosarin เขียน:
กรัชกาย เขียน:
ปุถุชน คนที่หนาแน่นไปด้วยกิเลส, คนที่ยังมีกิเลสมาก หมายถึงคนธรรมดาทั่วๆไป ซึ่งยังไม่เป็นอริยบุคคลหรือพระอริยะ; บุถุชน ก็เขียน

บุคคล "ผู้กลืนกินอาหารอันทำอายุให้ครบเต็ม" คนแต่ละคน, คนรายตัว, อัตตา, อาตมัน, ในพระวินัย โดยเฉพาะในสังฆกรรม หมายถึง ภิกษุรูปเดียว

บุทคล บุคคล (เขียนอย่างสันสกฤต)

ปปัญจ กิเลสเครื่องเนิ่นช้า, กิเลสที่ปั่นให้เชือนแชชักช้าในสังสารวัฏ หรือ ปั่นสังสารวัฏให้เวียนวนยืดเรื้อ, กิเลสที่เป็นตัวการปั่นเรื่องทำให้คิดปรุงแต่งยืดเยื้อแผกเพี้ยนพิสดาร พาให้เขวออกไปจากความเป็นจริง และก่อปัญหาความยุ่งยากเดือดร้อนเพิ่มขยายทุกข์ มี ๓ คือ ตัณหา มานะ ทิฏฐิ

โสกะ ความเศร้าโศก ได้แก่ ความแห้งใจ เช่น เมื่อสูญเสียญาติ เป็นต้น (บาลี โสก สันสกฤต โศก)

ปริเทวะ ความคร่ำครวญหรือร่ำไร ได้แก่ บ่นเพ้อไปต่างๆ เช่น เมื่อสูญเสียญาติ เป็นต้น

ทุกข์ ความทุกข์กาย ได้แก่ เจ็บปวด เช่น กายบาดเจ็บ ถูกบีบคั้น เป็นโรค เป็นต้น

โทมนัส ความทุกข์ใจ ได้แก่ เจ็บปวดรวดร้าวใจ ที่ทำให้ร้องไห้ ตีอกชกหัว ลงดิ้น เชือดตนเอง กินยาพิษ ผูกคอตาย เป็นต้น

อุปายาส ความคับแค้น หรือสิ้นหวัง ได้แก่ เร่าร้อนทอดถอนใจ ในเมื่อความโศกเศร้าเพิ่มทวี เป็นต้น

กรัชกาย เขียน:
ต่อ

การที่ปุถุชนไม่สามารถนึกเห็น ไม่อาจคิดให้เข้าใจภาวะของนิพพานได้นั้น เพราะธรรมดาของมนุษย์ เมื่อยังไม่รู้เห็นประจักษ์เองซึ่งสิ่งใด ก็เรียนรู้สิ่งนั้นด้วยอาศัยความรู้เก่าเป็นพื้นเทียบ คือ เอาสัญญาที่มีอยู่แล้วมากำหนด แล้ววาดภาพขึ้นใหม่จากสัญญาต่างๆ ที่เอามากำหนดเทียบนั้น ได้ภาพตามสัญญาที่เป็นองค์ประกอบ เหมือนอย่างคนไม่เคยเห็นไม่เคยรู้จักช้างเลย เมื่อมีใครพูดขึ้นแก่เขาว่า “ช้าง” เขาจะไม่รู้ ไม่เข้าใจ นึกอะไรไม่ได้เลย อาจจะกำหนดไปตามอาการกิริยา เป็นต้น ของผู้พูด แล้วอาจจะนึกว่า ผู้พูดกล่าวผรุสวาทแก่เขา หรืออาจจะนึกไปว่า ผู้พูดกล่าวภาษาต่างประเทศคำหนึ่ง หรืออาจจะนึกว่า ผู้พูดเสียสติ จึงกล่าวคำไร้ความหมายออกมา หรืออะไรต่างๆ ได้มากมาย แล้วแต่สถานการณ์

cool
อุปติสสะมานพคือพระสารีบุตร
อัครสาวกของพระสมณโคดม
คืออดีตปุถุชนฟังพระธรรม
1อสงไขยกับอีกแสนมหากัปป์
บรรลุเป็นพระโสดาบันจากฟังพระอัสชิ

และคำที่พระสารีบุตรฟังแล้วบรรลุนั้น
พระสารีบุตรนำไปกล่าวให้พระโมคคัลลานะ
ฟังคำเดียวกันบรรลุเป็นพระโสดาบันจากการถ่ายทอดคำเดียวกัน
เพราะฉะนั้นแสดงว่าการจะฟังแล้วบรรลุตามได้ทันทีนั้น
เกิดจากฟังมาบ่อยๆจนไม่ลืมพอได้ฟังปุ๊บเก็ตปั๊บไรงี้
แล้วตัวเองลองไปอ่านคำที่พระอัสชิแสดงดูสิคะ
แปลเข้าใจแล้วก็ยังไม่บรรลุตามนั้นน่ะเพราะ
สะสมปัญญาจากการฟังยังไม่พอค่ะ




เห็นภาพความคิดคุณโรสศิษย์บ้านธัมมะแระ คือว่า คุณโรสและเจ้าสำนักที่เน้นการฟังลูกเดียวอย่างเดียวนั้น เพราะไปอ่านเรื่องเล่าจากธรรมบท คือจากประวัติผู้นั้นผู้นี้ฟังธรรมจากผู้นั้นผู้นี้แล้วบรรลุนั่นๆนี่ๆ แล้วก็เอามาผสมกับการตีความของตน ก็จึงเป็นแบรนด์ของสำนักบ้านธัมมะว่าต้องสุตะ สุตมยปัญญาแล.

อ้างคำพูด:
แล้วตัวเองลองไปอ่านคำที่พระอัสชิแสดงดูสิคะ

แปลเข้าใจแล้วก็ยังไม่บรรลุตามนั้นน่ะเพราะ

สะสมปัญญาจากการฟังยังไม่พอค่ะ


นี่คำพูดของพระอัสสชิ

เย ธมฺมา เหตุปฺปภวา - เตสํ เหตุํ ตถาคโต
เตสญฺจ โย นิโรโธ จ - เอวํ วาที มหาสมโณ.


คุณโรสเข้าใจแล้วลองบอกสิหมายถึงอะไร ว่าไป



ลิงค์ คุณโรสพูดสุตะ สุตมยปัญญาย้ำๆวนลูป

viewtopic.php?f=1&t=56336&p=424990#p424990

ได้ที่มาแล้วรู้สึกโล่งใจสบายใจ :b13:

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 ส.ค. 2018, 10:42 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33766

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


สุตะๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ สุตมยปัญญาๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ เทียบ :b13:

อ้างคำพูด:
คนเรามักจะมีกิจวัตรประจำวันที่ทำเหมือนเดิมในทุกๆ วัน ตื่นนอน อาบน้ำ กินข้าว ออกจากบ้านไปทำงาน กลับบ้าน อาบน้ำ แล้วเข้านอน วันถัดไปก็ทำเหมือนเดิม มันคือการที่ทำอะไรซ้ำๆ วนๆ ที่เรานิยามมันว่า “ชีวิตวนลูป”

https://www.google.com.pk/search?source ... 5RdhhCuTNM

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 ส.ค. 2018, 10:54 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33766

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


กรัชกาย เขียน:
ต่อ

การที่ปุถุชนไม่สามารถนึกเห็น ไม่อาจคิดให้เข้าใจภาวะของนิพพานได้นั้น เพราะธรรมดาของมนุษย์ เมื่อยังไม่รู้เห็นประจักษ์เองซึ่งสิ่งใด ก็เรียนรู้สิ่งนั้นด้วยอาศัยความรู้เก่าเป็นพื้นเทียบ คือ เอาสัญญาที่มีอยู่แล้วมากำหนด แล้ววาดภาพขึ้นใหม่จากสัญญาต่างๆ ที่เอามากำหนดเทียบนั้น ได้ภาพตามสัญญาที่เป็นองค์ประกอบ เหมือนอย่างคนไม่เคยเห็นไม่เคยรู้จักช้างเลย เมื่อมีใครพูดขึ้นแก่เขาว่า “ช้าง” เขาจะไม่รู้ ไม่เข้าใจ นึกอะไรไม่ได้เลย อาจจะกำหนดไปตามอาการกิริยา เป็นต้น ของผู้พูด แล้วอาจจะนึกว่า ผู้พูดกล่าวผรุสวาทแก่เขา หรืออาจจะนึกไปว่า ผู้พูดกล่าวภาษาต่างประเทศคำหนึ่ง หรืออาจจะนึกว่า ผู้พูดเสียสติ จึงกล่าวคำไร้ความหมายออกมา หรืออะไรต่างๆ ได้มากมาย แล้วแต่สถานการณ์


ต่อจากข้างบน

แต่ถ้าผู้พูดกล่าวว่า “ฉันเห็นช้าง” ผู้ฟังนั้น จะมีความเข้าใจขึ้นหน่อยหนึ่งว่า ช้างเป็นอะไรอย่างหนึ่งที่เห็นได้ด้วยตา ถ้าผู้พูดอธิบายต่อไปว่า “ช้างเป็นสัตว์ชนิดหนึ่ง” เขาก็เข้าใจขึ้นอีกหน่อยหนึ่ง โดยอาจจะนึกไปถึงสิ่งทั้งหลายที่เรียกว่าสัตว์ ไม่จำกัดชนิด และขนาดตั้งแต่มดถึงไดโนเสา ตั้งแต่ปลากัดถึงปลาวาฬ ตั้งแต่ยุง ถึงนกอินทรีย์ เมื่อผู้พูดกล่าวต่อไปว่า “ช้าง เป็นสัตว์บก” เขาก็เข้าใจชัดขึ้นอีกหน่อยหนึ่ง ครั้นบอกว่า "ช้าง" เป็นสัตว์ตัวโตมาก เขาก็เห็นภาพจำกัดชัดเข้าอีก


จากนั้น ผู้พูดก็อาจบรรยายลักษณะของช้าง เช่น ใบหูโต ตาเล็ก มีงาสองข้าง มีจมูกยาวเป็นงวง เป็นต้น ผู้ฟังก็จะได้ภาพจำเพาะที่ ชัดเจนในใจของเขามากขึ้น ภาพนั้นอาจใกล้ของจริงก็ได้ หรือห่างไกลไปมากมาย ชนิดที่ว่า ถ้าให้เขาวาดภาพที่เขาเห็นในใจเวลานั้นออกมาเป็นรูปวาดบนแผ่นกระดาษ เราอาจได้รูปสัตว์ประหลาดเพิ่มอีกชนิดหนึ่ง สำหรับนิยายโบราณเรื่องใหม่ก็ได้ เพราะผู้ไม่รู้ไม่เห็นจริงนี่แหละ มักใช้สัญญาต่างๆ สร้างภาพได้วิจิตรพิสดารนัก ทั้งนี้ภาพในใจเขาจะเป็นอย่างไร ย่อมขึ้นต่อความแม่นยำของสัญญาเกี่ยวกับลักษณะอาการ ต่างๆที่ผู้เล่ายกขึ้นมาพูดฝ่ายหนึ่ง และสัญญาที่ผู้ฟังเอามาประสานเป็นองค์ประกอบสร้างสัญญาใหม่อีกฝ่ายหนึ่ง


จะเห็นว่า คำว่า “เห็น” ก็ดี “สัตว์” ก็ดี “บก” ก็ดี “ตัวโต” เป็นต้น ก็ดี ล้วนเป็นสัญญาที่ผู้ฟังมีอยู่แล้วทั้งสิ้น แต่ในกรณีที่สิ่งที่นำมาบอกเล่า แตกต่างไปจากสิ่งที่ผู้ฟังเคยรู้เห็นมี สัญญาอยู่ก่อนแล้วโดยสิ้นเชิง ไม่มีลักษณะอาการใดที่จะเทียบกันได้เลย ผู้ฟังจะไม่มีทางนึกเห็นหรือเข้าใจได้ด้วยประการใดทั้งสิ้น

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 ส.ค. 2018, 11:13 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33766

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


(พูดให้คุณโรสเถียงหน่อย) ถ้าพูดโดยภาษาสมมติ ธัมมะ ธรรมะ มันก็คนหมดทั้งตัวและหัวใจนี่เอง

บทความข้างบนพูดถึง สัญญา ด้วย ดูความหมายของสัญญา

คำแปล สัญญาว่า จำได้ กำหนดได้ หมายรู้ กำหนดหมาย จำหมาย สำคัญหมาย ล้วนแสดงแง่ต่างๆ แห่งความหมายของกองสัญญานี้ทั้งสิ้น

พูดเพื่อให้เข้าใจอย่างง่ายๆ สัญญาก็คือกระบวนการเรียกเก็บ รวบรวม และสั่งสมข้อมูลของการเรียนรู้ และวัตถุดิบสำหรับความคิดนั่น เอง


สัญญา เกื้อกูลแก่การดำเนินชีวิตของมนุษย์อย่างมาก แต่ในเวลาเดียวกัน ก็มีโทษมิใช่น้อย เพราะมนุษย์จะยึดติดตามสัญญา ทำให้สัญญากลายเป็นเครื่องกีดกั้นกำบังตนเอง และห่อหุ้มคลุมตัวสภาวะไว้ ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงความจริงแท้ที่อยู่ลึกลงไป

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 ส.ค. 2018, 11:19 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33766

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


สัญญา การกำหนดหมาย, ความจำได้หมายรู้ คือ หมายรู้ไว้ ซึ่ง รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และอารมณ์ที่เกิดกับใจว่า เขียว ขาว ดำ แดง ดัง เบา
เสียงคน เสียงแมว เสียงระฆัง กลิ่นทุเรียน รสมะปราง เป็นต้น
และจำได้ คือ รู้จักอารมณ์นั้นว่าเป็นอย่างนั้นๆ ในเมื่อพบเข้าอีก (ข้อ ๓ ในขันธ์ ๕) มี ๖ อย่าง ตามอารมณ์ที่หมายรู้นั้น เช่น รูปสัญญา หมายรู้รูป สัททสัญญา หมายรู้เสียง เป็นต้น
ความหมายสามัญในภาษาบาลีว่า เครื่องหมาย ที่สังเกตความสำคัญว่าเป็นอย่างนั้นๆ, ในภาษาไทยมักใช้หมายถึงข้อตกลง, คำมั่น

สัญญา ๑๐ ความกำหนดหมาย, สิ่งที่ควรกำหนดหมายไว้ในใจ มี ๑๐ อย่าง คือ

๑. อนิจจสัญญา กำหนดหมายความไม่เที่ยงแห่งสังขาร

๒. อนัตตสัญญา กำหนดหมายความเป็นอนัตตาแห่งธรรมทั้งปวง

๓. อสุภสัญญา กำหนดหมายความไม่งามแห่งกาย

๔. อาทีนวสัญญา กำหนดหมายโทษแห่งกาย คือ มีอาพาธต่างๆ

๕. ปหานสัญญา กำหนดหมายเพื่อละอกุศลวิตกและบาปธรรม

๖. วิราคสัญญา กำหนดหมายวิราคะ คือ อริยมรรคว่าเป็นธรรมอันสงบประณีต

๗. นิโรธสัญญา กำหนดหมายนิโรธ คือ อริยผล ว่าเป็นธรรมอันสงบประณีต

๘. สัพพโลเก อนภิรตสัญญา กำหนดหมายความไม่น่าเพลิดเพลินในโลกทั้งปวง

๙. สัพพสังขาเรสุ อนิฏฐสัญญา กำหนดหมายความไม่น่าปรารถนาในสังขารทั้งปวง

๑๐. อานาปานสติ สติกำหนดลมหายใจเข้าลมหายใจออก

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 102 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3, 4, 5 ... 7  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร