วันเวลาปัจจุบัน 16 ต.ค. 2026, 15:12  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสต์ เมื่อ: 11 ต.ค. 2026, 11:45 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 5632


 ข้อมูลส่วนตัว


"... วิธีภาวนานั้นลำบากอยู่บ้างเพราะเป็นวิธีบังคับใจ การงานทุกชนิดที่ทำด้วยใจ ของผู้มีภาวนาจะสำเร็จลงด้วยความเรียบร้อย
ทำด้วยความใคร่ครวญเล็งถึงประโยชน์ที่จะได้รับ เป็นผู้มีหลักมีเหตุผล ถือหลักความถูกต้องเป็นเข็มทิศทางเดินของกาย วาจา ใจ

ไม่เปิดช่องให้ความอยากอันไม่มีขอบเขตเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะความอยากดั้งเดิมเป็นไปตามอำนาจของกิเลสตัณหา ซึ่งไม่เคยสนใจต่อความผิด ถูก ดี ชั่ว พาเราเสียไป จนนับไม่ถ้วนประมาณไม่ถูก
จะเอาโทษมันก็ไม่ได้ ยอมให้เสียไปอย่างน่าเสียดาย ถ้าไม่มีสติระลึกบ้างเลยแล้วของเก่าก็เสียไป ของใหม่ก็พอลยจมไปด้วย ไม่มีวันฟื้นตัวได้

ฉะนั้นการภาวนา จึงเป็นเครื่องหักล้างความไม่มีเหตุผลของตนได้ดี วิธีภาวนานั้นลำบากอยู่บ้างเพราะเป็นวิธีบังคับใจ

วิธีภาวนา คือ วิธีสังเกตตัวเอง
สังเกตจิตที่มีนิสัยหลุกหลิก ไม่อยู่เป็นปกติสุข ด้วยการมีสติตามระลึกรู้ความเคลื่อนไหวของจิต
โดยมีธรรมบทใดบทหนึ่ง เป็นคำบริกรรม เพื่อเป็นยารักษาจิตให้ทรงตัวอยู่ได้ด้วยความสงบสุขในขณะภาวนา ..."

"""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""'
#พระครูวินัยธร (มั่น ภูริทตฺโต)
วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง
จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓ - ๒๔๙๒)






ศาสนา ธรรมะ เป็นสิ่งที่ต้องน้อมเข้ามาชำระ
หาอุบายแก้ข้อบกพร่องที่อยู่ในใจ เสริมสร้าง
สิ่งที่ดีงาม อย่างนี้คือการเข้าวัดที่เข้าท่า
ได้ทั้งวัตรปฏิบัติ ได้ทั้งเครื่องวัดตัวเอง ...
...
พระอาจารย์ชยสาโร




"... วิธีภาวนานั้นลำบากอยู่บ้างเพราะเป็นวิธีบังคับใจ การงานทุกชนิดที่ทำด้วยใจ ของผู้มีภาวนาจะสำเร็จลงด้วยความเรียบร้อย
ทำด้วยความใคร่ครวญเล็งถึงประโยชน์ที่จะได้รับ เป็นผู้มีหลักมีเหตุผล ถือหลักความถูกต้องเป็นเข็มทิศทางเดินของกาย วาจา ใจ

ไม่เปิดช่องให้ความอยากอันไม่มีขอบเขตเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะความอยากดั้งเดิมเป็นไปตามอำนาจของกิเลสตัณหา ซึ่งไม่เคยสนใจต่อความผิด ถูก ดี ชั่ว พาเราเสียไป จนนับไม่ถ้วนประมาณไม่ถูก
จะเอาโทษมันก็ไม่ได้ ยอมให้เสียไปอย่างน่าเสียดาย ถ้าไม่มีสติระลึกบ้างเลยแล้วของเก่าก็เสียไป ของใหม่ก็พอลยจมไปด้วย ไม่มีวันฟื้นตัวได้

ฉะนั้นการภาวนา จึงเป็นเครื่องหักล้างความไม่มีเหตุผลของตนได้ดี วิธีภาวนานั้นลำบากอยู่บ้างเพราะเป็นวิธีบังคับใจ

วิธีภาวนา คือ วิธีสังเกตตัวเอง
สังเกตจิตที่มีนิสัยหลุกหลิก ไม่อยู่เป็นปกติสุข ด้วยการมีสติตามระลึกรู้ความเคลื่อนไหวของจิต
โดยมีธรรมบทใดบทหนึ่ง เป็นคำบริกรรม เพื่อเป็นยารักษาจิตให้ทรงตัวอยู่ได้ด้วยความสงบสุขในขณะภาวนา ..."

"""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""'
#พระครูวินัยธร (มั่น ภูริทตฺโต)
วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง
จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓ - ๒๔๙๒)






"...ความดี ความชั่ว ความสุข ความทุกข์
ที่เรียกว่า อารมณ์ทั้งหลายนั้น มันก็เหมือน
กับโลก เพราะพระองค์ทรงรู้โลก คือ รู้อา
รมณ์นั้นตามความเป็นจริง แล้วท่านก็ไม่
เป็นไปตามอารมณ์นั้น ท่านจึงไม่หลงไป
กับเรื่องดีเรื่องชั่ว เรื่องสุข เรื่องทุกข์

ดังนั้น รากฐานของการปฏิบัติของเราทั้ง
หลาย จึงต้องขึ้นอยู่กับสติสัมปชัญญะที่
ต่อเนื่อง ในอันที่จะไม่หลงเข้าไปยึดมั่นถือ
มั่นในอายตนะ คือ รูป นามทั้งหลาย ที่เรียก
ว่า ปัญญา ความรู้แจ้งแทงตลอดนั่นเอง..."

หลวงปู่ชา สุภทฺโท






#ไม่ว่าบุญหรือบาป..!!

"... ที่เราเคยได้กระทำมาตั้งแต่อดีตชาติจนถึงในชาติปัจจุบัน การภาวนานี้แหละจะทำให้เราเห็นผลได้ในชาติปัจจุบัน

#การภาวนาจะทำให้เราเกิดมีความรู้ในปัจจุบัน มีความรู้ที่จะปล่อยปะละวางกิเลสในใจของตนเองได้

พระอริยเจ้าพระอริยสงฆ์ในแต่ละขั้นภูมินั้น ท่านก็อาศัยภาวนานี่แหละเป็นวิธีจัดการกับกิเลสของตนเอง

จนฐานะภูมิจิตภูมิใจของท่านเลื่อนลำดับขึ้นไปจนถึงที่สุดหลุดพ้นจากกิเลสอาสวะไปได้จนหมดสิ้น ..."

""""""""""""""""""""""""""""""""""
#หลวงปู่ชอบ_ฐานสโม
วัดป่าสัมมานุสรณ์ บ้านโคกมน ต.ผาน้อย
อ.วังสะพุง จ.เลย (พ.ศ.๒๔๔๔ - ๒๕๓๘)






#สังขารไม่เที่ยง
"...อนิจฺจา วตสํขารา อันนี้เป็นต้น ซึ่งแปลเนื้อความว่า สังขารทั้งหลายทั้งปวงเป็นของไม่เที่ยงแท้ถาวร เกิดขึ้นแล้วย่อมดับไปเสมอ การที่เข้าไประงับดับเสียซึ่งสังขารทั้งหลายเหล่านั้น ย่อมเป็นความสุขอย่างยิ่งดังนี้

คำที่ว่าสังขารในสถานที่นี้มี ๒ ประเภท คือ สังขารนอกประเภทหนึ่ง สังขารในประเภทหนึ่ง สังขารนอกได้แก่ต้นไม้ ภูเขา หรือวัตถุต่างๆ หญิง-ชาย ตลอดสัตว์เดรัจฉาน ซึ่งนอกไปจากตัวของเราเรียกว่า สังขารภายนอก สังขารภายในได้แก่ การปรุงของใจที่เราทั้งหลายได้ชินต่อจิตใจมาแล้วว่าสังขารๆ สังขารประเภทนี้หมายถึงความคิดของใจ จะคิดอย่างไรก็ตามให้นามว่าสังขารทั้งนั้น สังขารทั้ง ๒ ประเภทนี้คือสังขารภายนอกกับสังขารภายใน ย่อมเป็นของเกิดขึ้นแล้ว ย่อมมีความแปรเปลี่ยนไปเป็นธรรมดา หรือดับไปเป็นธรรมดา เมื่อตั้งขึ้นตั้งอยู่และดับไป เป็นอย่างนี้ด้วยกันทั้ง ๒ ประเภท การที่เข้าไประงับดับเสียซึ่งสังขารทั้ง ๒ ประเภทนี้ท่านจึงกล่าวว่า เป็นความสุขอันยิ่งใหญ่ดังนี้

เหตุใดเราจะต้องเข้าไประงับดับเสียซึ่งสังขารทั้ง ๒ ประเภทนี้ได้ รูป เสียง กลิ่น รส หรือรูป จะเป็นรูปหญิงก็ตามชายก็ตาม รูปต้นไม้ภูเขาพัสดุสิ่งของ ซึ่งนอกไปจากตัวของเรา เฉพาะอย่างยิ่งแล้วในกายของเรานี้ทั้งแท่ง ก็เรียกว่าเป็นสังขารเช่นเดียวกัน เราจะระงับดับสิ้นสังขารทั้งหลายเหล่านี้อย่างไรได้เล่า สังขารประเภททั้งหลายเหล่านี้ เป็นของที่เกิดมาตั้งแต่เรายังไม่อุบัติขึ้นในโลกนี้ เป็นของตั้งขึ้นดับไป เกิดขึ้นดับไป สับสนปรนเปรอหรือหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงกันอยู่เช่นนี้ มาตั้งกัปตั้งกัลป์ เราจะระงับสังขารทั้งหลายเหล่านี้เพื่อเอาความสุขยิ่งใหญ่นั้น เราจะระงับอย่างไร วิธีที่จะระงับสังขารทั้งหลายเหล่านี้ แล้วเราก็พบความสุขอันยิ่งใหญ่ ในเมื่อเราระงับสังขารทั้งหลายเหล่านี้นั้น เราจะได้มาจากที่ไหน ก็สังขารทั้งหลายเหล่านี้เป็นสังขารที่มีขึ้นเกิดขึ้นตามธรรมดา ซึ่งเป็นของมีอยู่ประจำสภาวธรรมมาตั้งแต่กาลไหนๆ เราจะไม่สามารถระงับสังขารทั้งหลายเหล่านั้นได้
และองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ท่านถึงได้ตรัสรู้เป็นศาสดาเอกในโลกก็ตาม ก็ไม่ปรากฏว่าท่านได้ประหัตประหารซึ่งสังขารทั้งหลายเหล่านั้น ให้ดับสูญสิ้นไปจากโลก ท่านอุบัติขึ้นมาในโลกว่าเป็นพระพุทธเจ้าก็ดี ท่านปรินิพพานไปแล้วก็ดี ปรากฏว่าสังขารทั้งหลายเหล่านี้ มีเต็มไปทั่วทั้งแผ่นดินหรือไตรโลกธาตุ ไม่ปรากฏว่าได้เสื่อมสูญไปจากโลก ในเมื่อพระพุทธเจ้า ได้เข้าไประงับสังขารแล้ว เพราะเหตุนั้นเราจึงทราบว่า การระงับสังขารที่พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสรู้นี้ ความหมายที่เกี่ยวกับใจของเราเท่านั้นเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

สังขารภายนอกเป็นสิ่งที่ไม่สำคัญเท่าไร สังขารภายในเป็นสังขารที่สำคัญมาก ต้นไม้ภูเขา เป็นหญิงเป็นชาย เป็นพัสดุสิ่งของที่ว่ามีราค่ำราคา เป็นเพชรนิลจินดาก็ดี สภาพทั้งหลายเหล่านี้ให้นามว่าสังขาร การที่ได้ให้นามสภาพทั้งหลายเหล่านี้ว่าเป็นสังขารนั้น ก็เนื่องจากสังขารภายใน คือความปรุงของใจเรานี้เองไปให้ความหมายว่า นั้นเป็นหญิงนี่เป็นชาย นั้นเป็นต้นไม้นี่เป็นภูเขา นั่นเป็นตึกบ้านร้านตลาด นั้นเป็นเพชรเป็นพลอย นั้นเป็นเงินเป็นทองนั่นเป็นข้าวเป็นของเป็นของมีราคา นั่นเป็นของดีนี่เป็นของชั่ว นั่นเป็นของต่ำนี่เป็นของสูง เหล่านี้ เป็นความหมายออกจากสังขารภายในทั้งนั้น สังขารภายนอกไม่เป็นปัญหาใดๆ พระพุทธเจ้าที่ตรัสรู้ไปแล้วก็ดี สังขารเหล่านั้นก็ยังคงอยู่ พระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้วก็ตามสังขารทั้งหลายเหล่านี้ก็เป็นของมีขึ้น เกิดขึ้นดับไปตามสภาวะของเขา ซึ่งไม่เกี่ยวกับเรื่องเราจะต้องไประงับเขาให้สิ้นสูญไปจากโลก..."

หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน
จากธรรมเทศนา "สังขารภายนอกสังขารภายใน"วันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๐๔






#สังขารไม่เที่ยง
"...อนิจฺจา วตสํขารา อันนี้เป็นต้น ซึ่งแปลเนื้อความว่า สังขารทั้งหลายทั้งปวงเป็นของไม่เที่ยงแท้ถาวร เกิดขึ้นแล้วย่อมดับไปเสมอ การที่เข้าไประงับดับเสียซึ่งสังขารทั้งหลายเหล่านั้น ย่อมเป็นความสุขอย่างยิ่งดังนี้

คำที่ว่าสังขารในสถานที่นี้มี ๒ ประเภท คือ สังขารนอกประเภทหนึ่ง สังขารในประเภทหนึ่ง สังขารนอกได้แก่ต้นไม้ ภูเขา หรือวัตถุต่างๆ หญิง-ชาย ตลอดสัตว์เดรัจฉาน ซึ่งนอกไปจากตัวของเราเรียกว่า สังขารภายนอก สังขารภายในได้แก่ การปรุงของใจที่เราทั้งหลายได้ชินต่อจิตใจมาแล้วว่าสังขารๆ สังขารประเภทนี้หมายถึงความคิดของใจ จะคิดอย่างไรก็ตามให้นามว่าสังขารทั้งนั้น สังขารทั้ง ๒ ประเภทนี้คือสังขารภายนอกกับสังขารภายใน ย่อมเป็นของเกิดขึ้นแล้ว ย่อมมีความแปรเปลี่ยนไปเป็นธรรมดา หรือดับไปเป็นธรรมดา เมื่อตั้งขึ้นตั้งอยู่และดับไป เป็นอย่างนี้ด้วยกันทั้ง ๒ ประเภท การที่เข้าไประงับดับเสียซึ่งสังขารทั้ง ๒ ประเภทนี้ท่านจึงกล่าวว่า เป็นความสุขอันยิ่งใหญ่ดังนี้

เหตุใดเราจะต้องเข้าไประงับดับเสียซึ่งสังขารทั้ง ๒ ประเภทนี้ได้ รูป เสียง กลิ่น รส หรือรูป จะเป็นรูปหญิงก็ตามชายก็ตาม รูปต้นไม้ภูเขาพัสดุสิ่งของ ซึ่งนอกไปจากตัวของเรา เฉพาะอย่างยิ่งแล้วในกายของเรานี้ทั้งแท่ง ก็เรียกว่าเป็นสังขารเช่นเดียวกัน เราจะระงับดับสิ้นสังขารทั้งหลายเหล่านี้อย่างไรได้เล่า สังขารประเภททั้งหลายเหล่านี้ เป็นของที่เกิดมาตั้งแต่เรายังไม่อุบัติขึ้นในโลกนี้ เป็นของตั้งขึ้นดับไป เกิดขึ้นดับไป สับสนปรนเปรอหรือหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงกันอยู่เช่นนี้ มาตั้งกัปตั้งกัลป์ เราจะระงับสังขารทั้งหลายเหล่านี้เพื่อเอาความสุขยิ่งใหญ่นั้น เราจะระงับอย่างไร วิธีที่จะระงับสังขารทั้งหลายเหล่านี้ แล้วเราก็พบความสุขอันยิ่งใหญ่ ในเมื่อเราระงับสังขารทั้งหลายเหล่านี้นั้น เราจะได้มาจากที่ไหน ก็สังขารทั้งหลายเหล่านี้เป็นสังขารที่มีขึ้นเกิดขึ้นตามธรรมดา ซึ่งเป็นของมีอยู่ประจำสภาวธรรมมาตั้งแต่กาลไหนๆ เราจะไม่สามารถระงับสังขารทั้งหลายเหล่านั้นได้
และองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ท่านถึงได้ตรัสรู้เป็นศาสดาเอกในโลกก็ตาม ก็ไม่ปรากฏว่าท่านได้ประหัตประหารซึ่งสังขารทั้งหลายเหล่านั้น ให้ดับสูญสิ้นไปจากโลก ท่านอุบัติขึ้นมาในโลกว่าเป็นพระพุทธเจ้าก็ดี ท่านปรินิพพานไปแล้วก็ดี ปรากฏว่าสังขารทั้งหลายเหล่านี้ มีเต็มไปทั่วทั้งแผ่นดินหรือไตรโลกธาตุ ไม่ปรากฏว่าได้เสื่อมสูญไปจากโลก ในเมื่อพระพุทธเจ้า ได้เข้าไประงับสังขารแล้ว เพราะเหตุนั้นเราจึงทราบว่า การระงับสังขารที่พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสรู้นี้ ความหมายที่เกี่ยวกับใจของเราเท่านั้นเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

สังขารภายนอกเป็นสิ่งที่ไม่สำคัญเท่าไร สังขารภายในเป็นสังขารที่สำคัญมาก ต้นไม้ภูเขา เป็นหญิงเป็นชาย เป็นพัสดุสิ่งของที่ว่ามีราค่ำราคา เป็นเพชรนิลจินดาก็ดี สภาพทั้งหลายเหล่านี้ให้นามว่าสังขาร การที่ได้ให้นามสภาพทั้งหลายเหล่านี้ว่าเป็นสังขารนั้น ก็เนื่องจากสังขารภายใน คือความปรุงของใจเรานี้เองไปให้ความหมายว่า นั้นเป็นหญิงนี่เป็นชาย นั้นเป็นต้นไม้นี่เป็นภูเขา นั่นเป็นตึกบ้านร้านตลาด นั้นเป็นเพชรเป็นพลอย นั้นเป็นเงินเป็นทองนั่นเป็นข้าวเป็นของเป็นของมีราคา นั่นเป็นของดีนี่เป็นของชั่ว นั่นเป็นของต่ำนี่เป็นของสูง เหล่านี้ เป็นความหมายออกจากสังขารภายในทั้งนั้น สังขารภายนอกไม่เป็นปัญหาใดๆ พระพุทธเจ้าที่ตรัสรู้ไปแล้วก็ดี สังขารเหล่านั้นก็ยังคงอยู่ พระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้วก็ตามสังขารทั้งหลายเหล่านี้ก็เป็นของมีขึ้น เกิดขึ้นดับไปตามสภาวะของเขา ซึ่งไม่เกี่ยวกับเรื่องเราจะต้องไประงับเขาให้สิ้นสูญไปจากโลก..."

หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน
จากธรรมเทศนา "สังขารภายนอกสังขารภายใน"วันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๐๔






“..หลวงปู่มั่นท่านแสดงศีล ๕ ซึ่งเป็นคุณธรรมที่ไม่ขัดต่อภพกำเนิดและเพศวัยให้ฟัง พร้อมอานิสงส์เป็นใจความย่อว่า
"หนึ่ง สิ่งที่มีชีวิตเป็นสิ่งที่มีคุณค่าอยู่ในตัวของมันเอง จึงไม่ควรเบียดเบียนและทำลายคุณค่าแห่งความเป็นอยู่ของเขาให้ตกไป อันเป็นการทำลายคุณค่าของกันและกันเป็นบาปกรรมแก่ผู้ทำ
สอง สิ่งของของใคร ๆ ก็รักและสงวนแม้คนอื่นจะเห็นว่าไม่ดีมีคุณค่า แต่ผู้เป็นเจ้าของย่อมเห็นคุณค่าในสมบัติของตน ไม่ว่าสมบัติหรือสิ่งของใด ๆ ที่มีเจ้าของ แม้มีคุณค่าน้อยก็ไม่ควรทำลาย คือ ฉกลัก ปล้นจี้ เป็นต้น อันเป็นการทำลายสมบัติและทำลายจิตใจกันอย่างหนัก ทั้งเป็นบาปมาก ไม่ควรทำ
สาม ลูกหลานสามีภริยาใคร ๆ ก็รักสงวนอย่างยิ่ง ไม่ปรารถนาให้ใครมาอาจเอื้อมล่วงเกิน จึงควรให้สิทธิเขาโดยสมบูรณ์ ไม่ล่วงล้ำเขตแดนของกันและกัน อันเป็นการทำลายจิตใจของผู้อื่นอย่างหนักและเป็นบาปไม่มีประมาณ
สี่ มุสา การโกหกพกลมเป็นสิ่งทำลายความเชื่อถือของผู้อื่นให้ขาดสะบั้นลง ขาดความนับถืออย่างไม่มีชิ้นดีเลย แม้แต่สัตว์ดิรัจฉานเขาก็ไม่พอใจในคำหลอกลวง จึงไม่ควรพูดโกหกหลอกลวงให้ผู้อื่นเสียหาย
ห้า สุรา ตามธรรมชาติเป็นของมึนเมาและให้โทษอยู่ในตัวของมันอย่างเต็มที่อยู่แล้ว เมื่อดื่มเข้าไปย่อมสามารถทำคนดี ๆ ให้กลายเป็นคนบ้าได้ในทันทีทันใด และลดคุณค่าลงโดยลำดับ ผู้ต้องการเป็นคนดีมีสติปกครองตัวอย่างมนุษย์ทั้งหลาย จึงไม่ควรดื่มสุราเครื่องทำลายสุขภาพทางกายและทางใจอย่างยิ่ง เพราะเป็นการทำลายตัวเองและผู้อื่นไปด้วยในขณะเดียวกัน
อานิสงส์ของศีล ๕ เมื่อรักษาได้
หนึ่ง ทำให้อายุยืนปราศจากโรคภัยมาเบียดเบียน
สอง ทรัพย์สมบัติที่อยู่ในความครอบครอง มีความปลอดภัยจากโจรผู้ร้ายมาราวีเบียดเบียนทำลาย
สาม ระหว่างลูกหลาน สามีภริยาอยู่ด้วยกันเป็นผาสุก ไม่มีผู้มาคอยล่วงล้ำกล้ำกราย ต่างครองกันด้วยความเป็นสุข
สี่ พูดอะไรมีผู้เคารพเชื่อถือ คำพูดมีเสน่ห์เป็นที่จับใจไพเราะด้วยสัตย์ด้วยศีล เทวดาและมนุษย์เคารพรัก ผู้มีสัตย์มีศีลไม่เป็นภัยแก่ตนและผู้อื่น
ห้า เป็นผู้มีสติปัญญาดีและเฉลียวฉลาด ไม่หลงหน้า หลงหลัง จับโน่นชนนี่เหมือนคนบ้าบอหาสติไม่ได้..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาม
พระครูวินัยธร
(หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต)
วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร
(พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 63 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร