วันเวลาปัจจุบัน 19 ส.ค. 2026, 23:31  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: วันนี้, 18:40 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 5607


 ข้อมูลส่วนตัว


ความอยากได้ อยากมี อยากเป็นที่เรา
ต้องดิ้นรนตอบสนองมีมากเหลือเกิน
ความอยากให้ใครๆ เห็นเรา อยากเป็น
ที่ยอมรับ เป็นที่นับถือ เป็นที่นิยมชมชอบ
เป็นที่รัก เป็นที่เคารพ หรือบางที แม้กระทั่ง
เป็นที่เกรงกลัว ความอยากให้คนเห็นว่าน่ารัก
ฉลาด มีอำนาจ อยากให้คนเห็นเราเก่ง
ในบางเรื่อง หรือแค่เห็นว่าเราเป็นคนดี

ความอยากทั้งปวงมีความกลัวเป็นเงาตามตัว
ความกลัวว่าจะถูกปฏิเสธคอยหลอกหลอนเรา
กลัวว่าจะไม่เป็นที่ยอมรับ กลัวว่าคนจะ
ไม่ชอบ ไม่รัก กลัวจะถูกมองว่าเป็นคน
ไม่สวย โง่เขลา อ่อนแอ หรือเป็นคนชั่ว
หรือที่อาจจะเลวร้ายที่สุดคือ กลัวจะกลาย
เป็นคนไม่มีตัวตน ไม่มีใครมองเห็น ไม่คู่ควร
จะได้รับความใส่ใจจากใคร

ตราบจนกว่าจะบรรลุโสดาบัน และละ
สักกายทิฏฐิลงได้ ความอยากและความกลัว
เหล่านี้ ย่อมจะยังปรากฏไม่มากก็น้อย
แต่ด้วยการเจริญอยู่ในอริยมรรค
ความเคยชินในการยึดปรากฏการณ์ทางกาย
ทางใจว่าเป็น ‘เรา’ เป็น ‘ของเรา’ จะเริ่ม
จางคลาย เราจะรู้สึกคุ้นเคยมากขึ้นเรื่อยๆ
และเป็นปกติมากขึ้นเรื่อยๆ กับความผาสุก
ลึกซึ้ง ที่เกิดจากความกระจ่างและการตื่นรู้
ด้านใน สัญญาณหนึ่งของความก้าวหน้า
บนหนทางแห่งธรรม คือความรู้สึกว่าเรา
มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่งนั้น
เข้มแข็งขึ้นเรื่อยๆ ขณะเดียวกัน
ความปรารถนาการยอมรับจากผู้อื่น
ก็อ่อนกำลังลง ...
...
สมเด็จพระมหาพัชรญาณมุนี
พระอาจารย์ชยสาโร




"รุกขเทวดา.. ประนมมือถือธูป
ยืนมองหลวงปู่ขณะเดินจงกรม"

"... อานิสงส์ของการเดินจงกรม
หลวงปู่ขาว อนาลโย เคยเทศน์สอนศิษย์เกี่ยวกับการเดินจงกรม ว่า.. มีอานิสงส์มาก
หลวงปู่บอกว่า ที่ว่ามีอานิสงส์มากนั้น เราเห็นด้วยตนเอง คือ..
เมื่อครั้งหนึ่งกำลังเดินจงกรมอยู่ ก็แลเห็นรุกขเทวดา หรือ ภูมิเจ้าที่อันสิงสถิตอยู่บริเวณนั้น มายืนประนมมือถือธูปหอมกำใหญ่ส่งกลิ่นฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณนั้นเลยทีเดียว แต่กลิ่นธูปหอมนั้นหอมไม่เหมือนธูปของเมืองมนุษย์เลย มันหอมเย็น ๆ อย่างไม่เคยได้กลิ่นนี้มาก่อน ทำให้เกิดความสดชื่นเบิกบานใจยิ่งนัก

ผู้ถือธูปกำลังยืนประนมมือนมัสการพระธุดงค์กรรมฐาน ผู้มีความเพียรอยู่ อย่างนอบน้อมเป็นยิ่งนัก
บรรดาลูกศิษย์ได้เรียนถามหลวงปู่ว่า. "เขามายืนประนมมืออยู่อย่างนั้นเพื่อจุดประสงค์อันใด?"
หลวงปู่ตอบว่า "เขามารอคอยอนุโมทนาส่วนบุญกับเรา ในบางแห่งนั้น เมื่อเรานอนมาก ๆ เขาก็จะมาเรียกให้ลุกขึ้นนั่งสมาธิ
หรือบางรายร้ายกว่านั้น เขาจะมาจับขาพระที่นอนมากให้ลุกขึ้นเดินจงกรมแล้วเขาก็รอคอยอนุโมทนาสาธุการในส่วนบุญส่วนกุศลนั้น

สำหรับอานิสงส์ของการภาวนาเดินจงกรมนี้ได้แก่ ช่วยการเดินทางไกล ไฟธาตุย่อยอาหารดี มีพลานามัย ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิถอนได้ยาก เทวดาฟ้าดินทั้งหลายอนุโมทนาสาธุการด้วยอย่างทั่วถึง

เพราะฉะนั้น..หลวงปู่จึงชอบการเดินจงกรมมาก แม้ท่านจะถึงช่วงวัยชราเดินจงกรมที่พื้นดินข้างล่างไม่ได้ ก็จะเดินจับราวกุฏิด้านบนเดินอยู่มิได้ขาด จนกระทั่งชรามากจนถึงขนาดจับราวกุฏิเดินไม่ได้ ก็ยังให้พระภิกษุสามเณรช่วยพยุงให้ท่านเดินมิได้ขาดเลยจนถึงวันท่านมรณภาพ ..."

"""""""""""""""""""""""""""""""""""
#หลวงปู่ขาว_อนาลโย
วัดถ้ำกลองเพล ตำบลโนนทัน อำเภอเมือง
จังหวัดหนองบัวลำภู (พ.ศ.๒๔๓๑ - ๒๕๒๘)

จากหนังสือ "หลวงปู่ขาว อนาลโย"
"โครงการหนังสือบูรพาจารย์ "
--------------------------------------------------------





คนเราไม่ชอบทวนกระแส ชอบลอยตามกระแสมากกว่า ดังนั้นเราต้องปลูกฝังศรัทธาความเชื่อมั่นว่า การทวนกระแสเป็นสิ่งที่จะนำไปสู่ความสมบูรณ์ในชีวิต จะดับความทุกข์ในชีวิตเราได้

พระอาจารย์ชยสาโร





“ฟังเทศน์ฟังธรรมก็เหมือนได้น้ำ”

ความทุกข์ที่ได้มาจากการมาเกิดนี้มีอยู่ทุกวัน เพราะความอยากมันทำงานทุกวัน ทำตลอด ๒๔ ชั่วโมงเลยก็ว่าได้ ตั้งแต่ตื่นขึ้นมานี้ความอยากมันก็เริ่มออกมาแล้ว อยากนู่นอยากนี่ขึ้นมาแล้ว ก็ต้องคอยหาให้มันอยู่เรื่อยๆ แล้วพอเวลาไหนสะดุดหาไม่ได้ก็ทุกข์ขึ้นมาทันที การมาเกิดเป็นอย่างนี้ กว่าจะได้ความสุขแต่ละครั้ง เหนื่อย กว่าจะได้ไปเที่ยวแต่ละครั้งนี้ ต้องทำงานเก็บเงินไว้กี่เดือนถึงจะได้ไปเที่ยวสักครั้งหนึ่ง เวลาทำงานสุขหรือทุกข์ล่ะ มีใครอยากจะไปทำงานไม๊ ไม่มีใครอยากทำหรอก แต่ที่ต้องไปทำเพราะว่าจะได้เงินมานั่นเอง จะได้เงินมาซื้อความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกาย ก็เลยยอมทนทุกข์กัน แต่ถ้าให้เลือกได้ว่าระหว่างทำงานกับไม่ทำงานนี้จะเอาอะไร ก็ไม่ทำงานดีกว่าถ้าได้เงินเท่ากัน ถ้าได้เงินเดือนเท่ากันนี้ จะทำงานดีหรือไม่ทำงานดี ก็ไม่ทำดีกว่า เพราะทำแล้วมันมีทุกข์

ทุกข์ทั้งกายทุกข์ทั้งใจ ร่างกายก็เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า ใจก็ห่อเหี่ยวมีเรื่องกับคนนั้นมีเรื่องกับคนนี้ มีปัญหากับคนนั้นมีปัญหากับคนนี้ มีปัญหากับสิ่งนั้นมีปัญหากับสิ่งนี้ มาให้ต้องมาคอยแก้คอยดับมันอยู่เรื่อยๆ ไม่มีวันจบ นี่แหละคือโทษของการมาเกิด คือจะต้องเจอความทุกข์กันแทบทุกวันนี่ ทุกข์มากทุกข์น้อย เท่านั้นเอง จะไปเจอมากๆ ก็ช่วงที่เจอทุกข์แบบชนิดหนักๆ เช่น โรคภัยไข้เจ็บ ญาติโยมบางคนนี้เขามาเล่าตอนนี้เขาเจอโรคมะเร็งแล้ว ถามดูสิว่าทุกข์ไม๊ทุกข์ พอเจอโรคมะเร็งขึ้นมานี้ ไม่มีใครอยากจะเจอกัน แต่ก็ไม่มีใครที่จะสั่งหรือห้ามมันได้ถ้าจะต้องเจอ เพราะนี่มันเป็นผลของการมาเกิด มาเกิดแล้วทุกคนจะต้องมาเจอเรื่องราวเหล่านี้กัน มากบ้างน้อยบ้าง ก็ขึ้นกับบุญกรรมในอดีต คนที่มีบุญมากอาจจะทุกข์น้อยกว่า มีเรื่องที่จะทำให้ทุกข์น้อยกว่าคนที่มีบาปกรรมมาก แต่ก็เป็นทุกข์เหมือนกัน

นี่คือสิ่งที่เราต้องคำนึงถึง ถึงจิตใจของพวกเราว่า จิตใจของพวกเรานี้ยังติดอยู่ในกองทุกข์แห่งการเวียนว่ายตายเกิดอยู่ เพราะเรายังต้องหาความสุขผ่านทางร่างกายกันอยู่ เรายังมีกามตัณหากันอยู่ ยังมีความอยากหาความสุขจากรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะกันอยู่ จึงทำให้เราต้องมีร่างกายกัน แล้วต้องมีร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง เวลาที่ร่างกายไม่สมบูรณ์แข็งแรงก็ทุกข์อีก เวลาร่างกายเจ็บไข้ได้ป่วยก็ทุกข์ เวลาร่างกายเป็นอัมพฤกษ์อัมพาตก็ทุกข์ เวลาร่างกายพิกลพิการก็ทุกข์ ถ้าตราบใดเรายังอาศัยร่างกายเป็นเครื่องมืออยู่ เราก็จะต้องเจอกับความทุกข์เหล่านี้ต่อไป แต่ถ้าเรามาเปลี่ยนวิธีหาความสุขกัน หาความสุขทางจิตใจ หาความสุขจากการเจริญสติ หาความสุขจากการรักษาศีล ละเว้นจากการเสพกามชนิดต่างๆ ด้วยการถือศีล ๘ ด้วยการไปปลีกวิเวก หาที่สงบ เพื่อเจริญสติเพื่อหยุดความคิดต่างๆ ให้ได้ พอหยุดความคิดได้จิตก็จะสงบ แล้วก็จะเกิดความสุขขึ้นมา เป็น “นัตถิ สันติ ปะรัง สุขัง” เป็นความสุขที่เหนือกว่าความสุขทั้งปวง

พอเราได้พบกับความสุขเหล่านี้ มันก็จะทำให้เรามีกำลังใจที่จะปฏิบัติให้มากขึ้น เพื่อเราจะได้สัมผัสกับความสุขแบบนี้มากขึ้นไปเรื่อยๆ ต่อไปเราก็จะสามารถสัมผัสกับความสุขแบบนี้ได้อย่างตลอดเวลา ไม่มีวันสิ้นสุด ไม่มีวันหมด เบื้องต้นก็ได้แบบชั่วครั้งชั่วคราวไปก่อน แบบสมาธิก่อน แล้วต่อไปเราก็ทำให้มันเป็นความสุขแบบถาวร ด้วยการใช้ปัญญาตัดความอยากต่างๆ สอนใจว่าทุกอย่างที่เราอยากได้มัน นอกจากจะให้ความสุขกับเราแล้ว มันมีความทุกข์ซ่อนอยู่ เป็นเหมือนยาขมเคลือบน้ำตาล หวานตอนต้นแล้วเดี๋ยวก็ต้องมาขมตอนปลาย ได้อะไรมาก็ดีใจ แต่งงานกัน โอ๊ย ดีอกดีใจ เดี๋ยวไม่ทันไรตีกันแล้ว ทะเลาะกันแล้ว ร้องห่มร้องไห้วิ่งกลับหาพ่อหาแม่กันแล้ว นั่นแหละคือความสุขที่เราได้จากการเสพรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะชนิดต่างๆ เราต้องใช้ปัญญาหยุดมัน ถ้าเราหยุดความอยากได้ ความสงบที่ถูกความอยากมันทำลาย มันก็จะกลับคืนมา ต่อไปถ้าความอยากถูกทำลายไปหมด

ใจก็จะสงบตลอดเวลา จะมีความสุขตลอดเวลา โดยที่ไม่ต้องเข้าสมาธิก็ได้ ใจอยู่ข้างนอกอย่างนี้ตอนนี้ ตอนนี้พวกเราใจเราสบายเพราะอะไร เพราะไม่มีความอยากเลย แต่มันเดี๋ยวก็อยากแล้ว เดี๋ยวพอคิดถึงขนมเดี๋ยวก็อยากกินกันแล้ว เดี๋ยวก็คิดถึงอาหารเย็นแล้ว วันนี้ไม่ได้ถือศีล ๘ เดี๋ยวก็คิดถึงอาหารเย็นแล้ว ก็หิวขึ้นมาอยากกินขึ้นมา ถ้าไม่มีความอยากแล้วมันก็จะสงบ จะเฉยไปตลอดเวลา เป็นอุเบกขาไปตลอดเวลา สักแต่ว่ารู้ไป ร่างกายหิวก็รู้ว่ามันเป็นเรื่องของร่างกายไป ถึงเวลาก็ให้มันกิน ถ้าไม่ถึงเวลาก็ไม่ให้มันกิน ไม่ตายหรอก ถ้ามันจะตายก็ห้ามมันไม่ได้ จะกินหรือไม่กินถึงเวลามันจะตาย มันก็ต้องตายอยู่ดี แต่ไม่เดือดร้อนเพราะไม่ต้องใช้ร่างกาย ไม่ต้องอาศัยร่างกายเป็นเครื่องมือ นี่แหละคือธรรมะคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่พวกเราพยายามปฏิบัติกัน ปฏิบัติได้มากได้น้อย ส่วนหนึ่งก็อยู่ที่การได้ยินได้ฟังธรรมอยู่เรื่อยๆ เพราะเวลาได้ยินได้ฟังธรรมแล้ว มันจะกระตุ้นศรัทธาให้เกิดมากขึ้น กระตุ้นวิริยะความพากเพียรให้มีเพิ่มมากขึ้น เหมือนต้นไม้แหละ พอรดน้ำสักพักหนึ่ง เดี๋ยวมันก็สดชื่นเบิกบานขึ้นมา ใบที่มันเหี่ยวมันเฉามันก็เต่งตึงขึ้นมา แล้วถ้าเดี๋ยวทิ้งไว้สักสองสามวันไม่ได้รดน้ำ เดี๋ยวมันก็เฉาอีก

ใจของนักปฏิบัติก็อย่างนี้ เวลาได้ฟังเทศน์ฟังธรรมก็เหมือนได้น้ำ ได้รสแห่งธรรม ทำให้จิตใจสดชื่นเบิกบาน กระตือรือร้นมีกำลังใจที่จะไปปฏิบัติต่อไป แต่หลังจากฟังธรรมไปได้สามสี่วันสี่ห้าวัน ก็เริ่มเฉาขึ้นมาอีกแล้ว เริ่มเฉื่อยขึ้นมาแล้ว ก็ต้องฟังธรรมใหม่ งั้นตอนนี้เราต้องอย่าทอดทิ้งการฟังธรรม ยิ่งยุคนี้เราโชคดีเรามีสื่อ เราสามารถฟังธรรมได้ตลอดเวลาทุกสถานที่ มันอยู่ในมือถือเราแล้ว มันอยู่ในกำมือของเรา แต่เรากลับไม่ฟังกัน เพราะใจมันไม่ชอบฟัง หรือว่ากิเลสมันไม่ชอบฟัง มันก็คอยหลอกให้เราไปฟังอย่างอื่นแทน มันก็เลยไม่ได้ฟังธรรมกัน ก็เลยไม่มีกำลังใจที่จะปฏิบัติธรรม ถ้าอยากมีกำลังใจพยายามฟังธรรมอยู่เรื่อยๆ อย่าทิ้ง ยิ่งสมัยนี้ฟังได้ทุกวัน ฟังมันไปทุกวันๆ ถึงแม้จะซ้ำก็ไม่เป็นไร เพราะยิ่งซ้ำยิ่งทำให้เราจดจำได้ดีขึ้น เข้าใจได้ดีขึ้น เพราะธรรมนี้บางทีฟังหนเดียวจะไม่เข้าใจ จึงอาจจะต้องฟังหลายๆ ครั้ง จนกระทั่งร้อง “อ๋อ อ๋อ ฟังมาตั้ง ๑๐๐ ครั้งเพิ่งจะมาอ๋อตอนนี้เอง” .

สนทนาธรรมหน้ากุฏิ
วันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๖๓

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี




#กฎแห่งกรรมและกฎของไตรลักษณ์
"...สิ่งที่ศาสนานำมาสอนมาเผยแผ่ให้แก่สัตว์โลกและพุทธศาสนิกชนนั้น ก็คือความจริงที่เป็นสากล ความจริงที่เป็นอมตะ คือเป็นความจริงที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง ความจริงนี้มีอยู่ ๒ ประการด้วยกัน หรือ ๒ กลุ่มด้วยกัน ประการแรกเรียกว่ากฎแห่งกรรม ประการที่ ๒ เรียกว่ากฎของไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

ความจริงทั้ง ๒ ประการนี้ เป็นความจริงที่สมบูรณ์ครบถ้วน เป็นกฎที่สมบูรณ์ครบถ้วน ที่ไม่ต้องมีการมาแก้มาเปลี่ยนมาเพิ่มมาตัด เพราะเป็นความจริง เป็นกฎที่ไม่มีใครสามารถมาแก้มาเปลี่ยน มาตัดมาต่อได้ เป็นความจริงทางธรรมชาติ เป็นความจริงของธรรมชาติที่เกี่ยวขัองกับจิตใจของพวกเรา ที่เป็นธรรมชาติเหมือนกัน เพียงแต่ความหลงความมืดบอดของจิตใจของพวกเรา ทำให้เราไม่ได้มองเห็นว่าเรานี้เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ เราคิดว่าเราเป็นสิ่งที่แยกออกจากธรรมชาติ แต่ความจริงแล้ว ใจของเรานี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ที่มีอยู่ในโลกนี้มาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ มีมาอย่างต่อเนื่องไม่มีวันสิ้นสุด

แต่ใจของพวกเราที่อยู่กันนี้ เราอยู่กันด้วยความทุกข์กัน เพราะเราไม่ได้มีความรู้ในเรื่องของความจริงของกฎ ๒ กฎนี้นั่นเอง คือ กฎแห่งกรรม และ กฎของไตรลักษณ์ ถ้าเราได้เรียนรู้เรื่องกฎแห่งกรรมและเรื่องกฎของไตรลักษณ์แล้ว เราจะสามารถกำจัดความทุกข์ต่างๆที่มีอยู่ในใจของพวกเราให้หมดสิ้นไปได้ จะไม่ต้องมีความทุกข์ในใจของพวกเราอีกต่อไป

เหตุที่พวกเรายังมีความทุกข์กันอยู่ เพราะเรายังมองไม่เห็นความจริงของกฎแห่งกรรมและกฎของไตรลักษณ์นี้เอง เราจึงจำเป็นที่จะต้องเข้าหาผู้รู้อย่างพระพุทธเจ้า และพระอรหันตสาวกของพระพุทธเจ้า ที่จะสอนให้เราเห็นความจริงของกฎแห่งกรรม และเห็นความจริงของกฎไตรลักษณ์ พระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ พระอริยสงฆ์สาวกทุกๆพระองค์ ทุกรูปนี้ มีดวงตาเห็นธรรมเหมือนกันหมด

คำว่าดวงตาเห็นธรรม ก็เห็นกฎทั้ง ๒ กฎนี้เอง เห็นกฎแห่งกรรม และเห็นกฎของไตรลักษณ์ เมื่อท่านเห็นกฎแห่งกรรม เห็นกฎของไตรลักษณ์ ท่านเห็นว่าอะไรเป็นเหตุที่ทำให้เกิดความทุกข์ภายในใจของท่าน ท่านก็ละเหตุนั้นเท่านั้นเอง เมื่อท่านละเหตุที่สร้างความทุกข์ให้กับใจของท่านได้ ใจของท่านก็จะไม่ทุกข์อีกต่อไป

นี่คือเรื่องราวของพระพุทธศาสนา สรุปอยู่ง่ายๆ อยู่ที่กฎทางธรรมชาติ ๒ กฎนี้เท่านั้น คือ กฎแห่งกรรม และกฎของไตรลักษณ์ ถ้าผู้ใดสามารถสอนให้ใจให้เห็นได้อย่างชัดเจนในเรื่องของกฎแห่งกรรม และในเรื่องของกฎของไตรลักษณ์แล้ว รับรองได้ว่าใจดวงนั้นจะไม่มีความทุกข์อีกต่อไป ใจดวงนั้นจะอยู่ได้อย่างสุขอย่างสบายไปตลอดอนันตกาล เพราะใจนี้เป็นของที่ไม่มีวันตาย แต่ใจที่ไม่มีความรู้เรื่องกฎแห่งกรรม ไม่มีความรู้เรื่องกฎของไตรลักษณ์ เป็นใจที่อยู่กับความทุกข์ไปตลอดอนันตกาลเช่นเดียวกัน..."

ธรรมะหน้ากุฏิ
วันที่ ๑๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๕
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ จังหวัดชลบุรี





กรรม เจตนา
...
พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า กรรมก็คือ
การกระทำด้วยกาย วาจา ใจ ซึ่งประกอบ
ด้วยเจตนา กรรมดี หรือ กรรมชั่ว
จะอยู่ที่เจตนาเป็นใหญ่ เพราะฉะนั้น
ผู้ที่ต้องการชีวิตที่ดีงามก็จำเป็นต้องศึกษา
เรียนรู้เจตนาของตน ไม่ใช่เรียนรู้แบบทฤษฎี
อภิธรรม แต่เรียนรู้ในปัจจุบัน การอยู่ใน
ปัจจุบัน ไม่ใช่เป้าหมายของการปฏิบัติธรรม
แต่เป็นเงื่อนไขของการปฏิบัติธรรม
เพราะเราสามารถดูเจตนาที่เกิดขึ้น แล้วดับไป
เจตนาจะทำ จะพูด จะปรุงแต่ง จะยินดี
ยินร้าย กับความคิดที่ผุดขึ้นมา
พอมีสติ พอรู้ตัวอยู่ในปัจจุบัน เราก็เห็นธรรม
หมายถึง เห็นกุศลธรรม เห็นอกุศลธรรม
สามารถแยกแยะ เลือกเฟ้นว่าธรรมข้อไหน
ควรจะปล่อยวาง ธรรมข้อไหนควรจะปรารภ
ควรจะทำตาม ด้วยสติ ด้วยปัญญา ...
...
สมเด็จพระมหาพัชรญาณมุนี
พระอาจารย์ชยสาโร




"อย่าไปวิ่งตามก้นฝรั่งให้มาก
ทุกวันนี้อำนาจ(เงิน)มันบีบเรา
ให้เราต้องทำนั่นทำนี่ เห็นไหมอยู่สวิตเซอร์แลนด์
คนตื่นแต่ตีสอง ตีสามทำงานแล้ว
เพราะอะไร เพราะอำนาจเงินนี่ไง
.
มีโยมเค้าจะมาขอปูพื้นศาลาให้เรา
เราก็ไม่เอาเด้ะปูสาดปูเสื่อก็นั่งกันได้
คนใหญ่คนโตมาจากไหนก็ให้นั่งพื้นเอา
เก้าอี้เราก็ไม่มี
.
หลวงปู่อยู่นี่ไม่ได้เสียเงิน
พวกโยมทำบุญก็ไม่ต้องเสียเงิน
ท่องพุทโธอยู่เฉยๆก็ได้บุญ
ก่อนนอนก็ท่องพุทโธให้ได้เท่าอายุ
แล้วก็หลับไปกับพุทโธ
จิตใจของโยมก็จะขาวสะอาดขึ้นมา"
.
หลวงปู่ทุย ฉันทกโร





"...ถ้าเราทำความสงบ เงียบสนิท
อยู่ในภาวะ แห่งความ ไม่มีอะไร
ในขณะนั้น พวกเรากำลังเดินอยู่
ในทางแห่ง พระพุทธเจ้าทั้งหลาย
โดยแท้จริง ดังนั้นเราควรเจริญจิต
ให้หยุด อยู่บนความไม่มีอะไรเลย
ทั้งสิ้น..."

หลวงปู่ดูลย์ อตุโล
วัดบูรพาราม จ.สุรินทร์





"ความเป็นของใจ
ก็เหมือนกับผลไม้ เมื่อมันยังอ่อนยังดิบอยู่
ก็รสหนึ่ง...

เมื่อมันสุกแล้ว...
ไม่ต้องไปหาน้ำอ้อย น้ำตาลจากที่ไหน
มาใส่ มันก็หวานขึ้นเอง
ความหวานของมัน...
เกิดขึ้นจากที่ฝาดๆ เปรี้ยวๆ นั่นแหละ!

จิตใจของเราท่าน ก็ทำนองเดียวกัน
ความบริสุทธิ์ เป็นอย่างไร
ผู้ปฏิบัติจะรู้ได้เอง ขอให้ตั้งใจประพฤติปฏิบัติ
อย่า ทอดธุระ
อย่า ท้อถอย
อย่า ไปตะครุบเรื่องเสื่อม เรื่องเจริญต่างๆ
มีหน้าที่ปฏิบัติ ก็ปฏิบัติเรื่อยไป

เมื่อถึงที่สุด แห่งความหลุดพ้น...
เป็นอย่างไร ก็ไม่มีทางสงสัยในตนเอง

ฉะนั้น...
จึงเป็นหน้าที่ของพวกเราทุกคน
ที่จะต้องประพฤติปฏิบัติ ให้รู้ ให้เห็น
ให้เป็นในตัว เพราะธรรมะเท่านั้น...
ที่จะให้ความสุขอย่างประเสริฐ
ไม่มี...สุขใด จะสุขเลิศเท่ากับจิตหลุดพ้น
จากกิเลส ถึงธรรมะ...

ธรรม...
ทำคนให้บริสุทธิ์ ได้อย่างนั้น!"

หลวงปู่สิงห์ทอง ธมฺมวโรดม
เครดิต : วัดป่าภูผาแดง อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 37 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร