วันเวลาปัจจุบัน 29 พ.ค. 2026, 00:56  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 27 พ.ค. 2026, 11:13 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 5567


 ข้อมูลส่วนตัว


“เฉลี่ยแล้วทุกคนจะมีกิเลสมากกว่าธรรมะ กิเลสนี้เองที่จะเป็นตัวบ่งบอกถึงนิสัยและทำให้คนแต่ละคนแตกต่างกันออกไป”

กิเลสอยู่ในหัวใจของคน ธรรมะก็อยู่ในหัวใจของคนเช่นกัน ดังนั้นจิตทั้งสองฝ่ายจึงพยายามที่จะเอาชนะจิตอีกฝ่ายหนึ่งให้ได้

#แต่กิเลสซึ่งฝังอยู่ในจิตใจของคนนั้น จะแสดงออกมาทั้งในรูปแบบของการกระทำ คำพูดและความคิด ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว เราสามารถที่จะพูดได้ว่า โดยเฉลี่ยแล้วคนทุกคนจะมีกิเลสมากกว่าธรรมะ และกิเลสนี้เองที่จะเป็นตัวบ่งบอกถึงนิสัย และทำให้คนแต่ละคนแตกต่างกันออกไป ก่อให้เกิดความลุ่มหลงมัวเมา

การรับรู้โดยพื้นฐานของคน ไม่ว่าจะเป็นการรับรู้เกี่ยวกับโลก คนอื่น ตัวของเราเอง ศาสนา และสิ่งอื่นๆ จะถูกบิดเบือนตามแต่อำนาจของกิเลสจะพาไปด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้

ทุกอย่างที่เราทำในชีวิตประจำวัน จะมีการผิดพลาดไม่มีการกระทำใด ที่เราทุกคนสามารถทำได้อย่างสมบูรณ์โดยไม่มีข้อผิดพลาดนอกเสียจากว่าจะกำจัดกิเลสออกไปให้ได้เสียก่อน

อย่างไรก็ตาม เราก็ไม่จำเป็นต้องกังวลกับการกระทำของเรามากจนเกินไป เพราะถ้าหากเราทำผิดพลาด เราก็ยังมีทางแก้ไขสองทาง คือทางที่ถูกและผิด สิ่งที่เราต้องเรียนรู้ คือ ต้องเลือกทางที่ถูกต้องเสมอ ไม่ว่าจะทำผิดพลาดเพราะกิเลสของเราเองก็ตาม

ถ้าหากเราไปในทิศทางที่ถูกต้อง อำนาจของกิเลสก็จะลดน้อยลง และความเข้าใจที่ถูกต้องก็จะแข็งแกร่งขึ้นมาแทน แต่ถ้าหากเราเดินทางผิด เราก็จะมัวเมาและลุ่มหลงมากขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้ความหวังในใจของเราหายไปจนหมด

ดังนั้นสิ่งที่เราควรจะทำคือ การเฝ้ามองคนที่ทำแต่สิ่งเลวร้าย และดูผลที่คนๆ นั้นได้รับ คนเหล่านั้นจะกลายเป็นคนที่หยาบช้า และไม่สามารถที่จะเข้าใจในสิ่งที่ละเอียดอ่อนได้อีก ดังนั้นคนที่เดินทางผิดอยู่ตลอดเวลา กิเลสก็จะเติบโตขึ้นในใจของเขาอย่างรวดเร็ว

ในทางตรงกันข้ามใครก็ตามที่เดินทางถูกต้องจะได้รับความสุข เหมือนกับมีแสงออร่าของความสุขเปล่งประกายอยู่ล้อมรอบตัวเขา พวกเขาจะไม่มีความกังวลกับสิ่งใดหรือใครก็ตาม โลกที่พวกเขาอยู่อาจไม่ใช่สถานที่ที่น่ารื่นรมย์แต่ปัญหาทุกอย่างไม่ได้กระทบกับพวกเขา เพราะความดีที่มีอยู่ภายใน

และเนื่องจากพวกเขามองว่าปัญหาทั้งหมดในโลก เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นเองในใจของคนแต่ละคน ไม่ได้เกิดจากปัญหาภายนอก แต่ถ้าหากรู้จักที่จะเยียวยาจิตใจของตัวเอง ปัญหาทั้งหมดก็จะคลี่คลายไปในที่สุด หากจะให้ลึกลงในรายละเอียด ทุกคนรู้อยู่แล้วว่าการฝึกสมาธิคืออะไรและควรจะทำวิธีไหนให้ดีที่สุด ถ้าหากตระหนักในเรื่องของปัญญา การใช้ปัญญาเพื่อช่วยในการคิดเกี่ยวกับทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัว หรือแม้แต่ใช้ปัญญาในการมองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตและในโลก แน่นอนว่าการใช้ปัญญานั้นอาจจะต้องใช้เวลาในการเข้าถึงที่ลึกซึ้ง และถ้าพูดอีกนัยหนึ่งก็คือ การคิดแต่สิ่งที่ดีและถูกต้องจะช่วยพัฒนาปัญญาได้ แม้ว่าอาจจะต้องใช้เวลาอยู่บ้าง

หลวงพ่อสุธรรม สุธัมโม วัดป่าบ้านตาด

#วัดป่าบ้านตาดวัดเกษรศีลคุณ





ถ้าเราได้รับรสแห่งความสงบ จำไม่ลืมนะ จิตใจของเราจะนิ่งสงบ มีความสุข เชื่อในพระพุทธเจ้า เชื่อในพ่อแม่ครูบาอาจารย์ เชื่อในคำพูดของหลวงพ่ออีกต่างหาก ที่หลวงพ่อยกแล้วยกอีกว่า นัตถิ สันติ ปะรัง สุขัง ความสุขอื่นยิ่งกว่าจิตใจสงบไม่มี เราได้รู้รสแห่งจิตใจ จิตใจเข้าสู่ความสงบแล้ว นั่นล่ะ มีความสุขอย่างแท้จริงในจิตใจ จำไม่ลืม แล้วก็เชื่อมั่นในตนเองอีกต่างหาก ว่าตายแล้วเกิด หรือตายแล้วสูญ นรกสวรรค์มีไหม จริงไหม ตายแล้วสูญหรือตายแล้วเกิด รู้ได้ด้วยตนเอง ไม่ได้เชื่อใครแล้วทีนี้ เชื่อในตัวของเราเองเพราะเราประพฤติปฏิบัติเราเห็น

เหมือนกับเราบอกว่าเค็มนะ เผ็ดนะ หวานนะ พูดก็จริงอยู่ เมื่อตัวเองได้สัมผัสความเผ็ดความเค็มความหวาน เราจะรู้ได้ด้วยตนเอง มันเผ็ดมันเป็นอย่างนี้เอง เค็มมันเป็นอย่างนี้เอง หวานมันเป็นอย่างนี้เอง เปรี้ยวมันเป็นอย่างนี้เอง จะรู้ได้ด้วยตนเอง นี่แหละ เราเชื่อมั่นในตนเอง เพราะเราได้สัมผัสนะ

อันนี้ก็ลักษณะอย่างนั้น เวลาเราภาวนา จิตใจของเราเข้าสู่ความสงบ มันได้รับสัมผัส มันมีความสุข อย่างที่หลวงพ่อได้พูดได้กล่าว เพราะฉะนั้นให้ตั้งอกตั้งใจภาวนา อย่าไปหลงโลก หลงโลกสงสาร โลกวัฏสงสารเป็นอย่างนั้นน่ะ เกิดขึ้นมาแล้วก็แก่ เจ็บ ตาย ใครสมหวัง ที่เขาได้ประสบผลสำเร็จ สมความมุ่งมาดปรารถนา ก็ว่าลม ๆ แล้ง ๆ ไปอย่างนั้น ผลที่สุดแบมือทุกคน ให้ดู ดูสังเกตดูให้สุด มองให้จบ ดูให้สุด อันไหนคือสาระประโยชน์ เมื่อเราภาวนาแล้ว จิตใจเข้าสู่ความสงบแล้ว เราจะรู้ได้ด้วยตนเอง






..ผู้เป็นพระโสดาบันนั้น จะรู้ตนว่ามีศีล ๕ ศีล ๘ ครบบริบูรณ์ ถ้ารู้ว่าปฏิบัติได้มากกว่านั้น ก็รู้ตัวว่าได้มากกว่านั้น ไม่สงสัย ไม่ลูบคลำว่าศีลข้อนั้นมันดีหรือไม่ดี พระสกิทาคามีนั้น ละความโลภ ความโกรธ ความหลงให้เบาบางลงได้แต่ไม่หมด พระอนาคามีนั้นอยู่ในฌานเป็นพรหมจรรย์อยู่โดดเดี่ยว เหมือนคนไม่มีคู่เรียงเคียงหมอน จิตวิญญาณมีอยู่ขันธ์เดียว อยู่กับความสุข ไม่ยุ่งกับใคร ศีล ๘ สมบูรณ์ สำหรับพระอรหันต์นั้น รู้แจ้งหมดแล้ว หายสงสัยในโลกหมดแล้ว รู้โลกแจ้งชัดเจนแล้ว ไม่หลงโลก ใครจะทำให้หลงก็ไม่หลง ไม่เกิด ไม่ดับ ไม่มีความต้องการ ร่างกายก็รู้หมด รู้เฒ่า รู้แก่ รู้เจ็บ รู้ตาย รู้ทุกข์ รู้ยาก พอแล้ว อิ่มแล้ว ไม่เอารูปขันธ์นี้แล้ว เรียกว่าตัดกิเลสขาด ขาดจากความยึดมั่น ถือมั่น วิราโค คลายความกำหนด สิ้นความยินดี ไม่ยินดีกับอะไรในโลกนี้ ความรัก ความชังขาดลอยหมดแล้ว มีแต่อุเบกขาญาณ วางเฉยอยู่ แต่ยังสอนคนอยู่ จะเอาไม่เอาช่างมัน สอนด้วยความเมตตาเฉยๆ แต่ตัวท่านนั้นทำงานเสร็จแล้ว ไม่มีงานจะทำแล้ว ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์คือ การปฏิบัติธรรมอยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำไม่มีอีก ที่จะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ จะมาเกิดอีกไม่มี จิตของท่านไม่ต้องพูดถึง เป็นสมาธิทั้งวันทั้งคืน เป็นอยู่ทุกขณะ รู้อยู่ตลอด พุทโธเต็มอยู่บริบูรณ์อยู่ตลอด มีธัมโม สังโฆอยู่ในตัวตลอด..

..#โอวาทธรรมหลวงปู่เปลี่ยน ปญฺญาปทีโป..





ผู้เห็นโลกเป็นของวุ่นวายนั่นแล คือผู้มีบุญ เห็นโทษของโลกมากเพียงไร ยิ่งเป็นผู้มีบุญมากวาสนามากเพียงนั้น บุญวาสนา อยู่ตรงนี้ไม่อยู่ที่อื่น

โอวาทธรรม หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน







"กรรม" เป็นของลึกลับและมีอำนาจมาก ไม่มีผู้ใดหนีกฎแห่งกรรม
ได้เลย

ถ้าเราสามารถรู้เห็นกรรมดีกรรมชั่ว ที่ตนและผู้อื่นทำขึ้น
เหมือนเห็นวัตถุต่างๆ

จะไม่กล้าทำบาป แต่จะ
กระตือรือร้นทำแต่ความดี

(หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต)


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 104 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร