วันเวลาปัจจุบัน 21 พ.ค. 2026, 06:03  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: เมื่อวานนี้, 09:12 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 5563


 ข้อมูลส่วนตัว


“..เมื่อบุคคลยังไม่รู้จักตัวเอง ธรรมะไม่เข้าถึงใจ ใจไม่เข้าถึงธรรมะ จะทำความชั่วอะไรก็กลัว กลัวคนอื่นจะเห็น กลัวพ่อแม่จะเห็น กลัวครูบาอาจารย์จะเห็น กลัวคนอื่นจะรู้ คือคนยังไม่เห็นธรรมก็ต้องเป็นอย่างนั้น เมื่อไปในสถานที่ใดๆ ที่ว่างจากผู้คน ว่างจากพ่อแม่ว่างจากครูบาอาจารย์ เห็นว่าไม่มีเพื่อนมนุษย์ทั้งหลาย ไม่มีใครอยู่ในที่นั้น ก็พยายามทำความชั่วอยู่ที่ตรงนั้น ด้วยความประมาท เพราะความโง่เขลาเบาปัญญานั่นเอง การกระทำเช่นนั้นเขาก็คิดว่าเขาทำถูกแล้ว พ้นภัยแล้ว เพราะว่าไม่มีใครเห็นเขา ไม่มีใครรู้ว่าเขาเป็นเขาอย่างนี้ ก็กระทำอย่างสนิทใจเลย แต่คนคนนั้นในทางธรรมถือว่าเป็นคนโง่ที่สุด คือเป็นคนดูถูกตัวเองที่สุด ความเป็นจริงนั้นเมื่อจิตมันเป็นธรรมะ เมื่อธรรมะเป็นจิต มันจะกลมกลืนเป็นอันเดียวกันเลย จะไปทำผิดอะไรที่ตรงไหนเป็นต้น ก็ต้องมีคนเห็น คนอื่นไม่เห็นเราก็เห็นคนอื่นไม่รู้เราก็รู้ ดังนั้นถึงจะไปอยู่ตรงไหนก็เป็นอยู่อย่างนั้น จึงเป็นธรรมะ ไม่กล้าทำ เพราะใจมันเป็นธรรมะแล้ว พระอริยสาวกทุกๆ องค์เมื่อใจเป็นธรรมะแล้วก็ต้องเป็นอย่างนั้นทุกๆ องค์ ที่ลับไม่มี ที่แจ้งไม่มี อะไรๆ มันก็ไม่มี รู้แต่ว่าท่านประพฤติปฏิบัติถึงที่แล้ว..”

โอวาทธรรมคำสอน
พระโพธิญาณเถร (หลวงปู่ชา สุภทฺโท) วัดหนองป่าพง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี
(พ.ศ.๒๔๖๑-๒๕๓๕)






ฌานมหัศจรรย์ของหลวงปู่สาม_อกิญฺจโน
โดยปกติอันเป็นอุปนิสัยแท้และดั้งเดิมของหลวงปู่สาม อกิญฺจโน ท่านเป็นผู้พูดน้อย สงบเสงี่ยมมีศีลาจารวัตรอันงดงามในความเป็นสมณะ บอกถึงความเป็นพระผู้ปรารถนาวิมุตติสุข

จากคำบอกเล่าของศิษย์ผู้ปรนนิบัติรับใช้อย่างใกล้ชิดได้เล่าต่อ ๆ กันมาว่า ...
ภายในกุฏิของหลวงปู่สาม ยามค่ำคืน จะมองเห็นแสงสว่าง เรื่อเรื่องเป็นดวง ๆ

ดูแต่ไกลประหนึ่งว่าท่านได้จุดประทีปดวงน้อยตามไว้รอบห้อง แต่เมื่อเข้าไปดูใกล้ ๆ ปรากฏไม่มี เทียนสักเล่ม

แต่แสงเรื่อเรื่องนั้นได้แตกสว่างอยู่ในอากาศ ระบายเป็นจุดสว่างอยู่ทั่วไปภายในกุฏิของท่าน

เมื่อมีผู้เรียนถามหลวงปู่สาม ว่า “เป็นแสงอะไร?”

ท่านได้กรุณาตอบว่า “เป็นแสงเรื่อเรื่องของเทพยดาต่าง ๆ ที่มีความผูกพันกับสถานที่นั้น เขามาร่วมอนุโมทนาบุญ

และอีกเรื่องนึง สมัยที่หลวงปู่สามท่านเดินธุดงค์ท่องเที่ยวขึ้นไปทางภาคเหนือ ไปพำนักอยู่ที่ถ้ำเชียงดาว จ.เชียงใหม่ จากนั้นก็ย้ายไปพำนักอยู่ในป่า

คืนวันหนึ่ง ขณะที่หลวงปู่สาม กำลังนั่งบำเพ็ญเพียรสมาธิภาวนาอยู่ในกระต๊อบหลังเล็ก ซึ่งโยมคนหนึ่งได้มาปลูกไว้ให้ท่านอาศัยพำนัก

ขณะที่จิตของท่านดิ่งลงสู่สมาธิในฌานสมาบัติอยู่นั้น มีชาวบ้านซึ่งไม่พอใจในการแสดงธรรมของท่านให้ประชาชนเลิกนับถือผีสาง เลิกงมงายในสิ่งเหลวไหล

ชาวบ้านผู้นี้ได้สูญเสียประโยชน์จากการหลอกลวงผู้อื่นให้นับถือผี ได้ย่องเข้ามาในกระต๊อบ ของหลวงปู่สาม

แล้วเอาก้อนหินใหญ่ทุ่มลงบนศีรษะของท่าน จนศีรษะแตกเลือดสาดกระเซ็นเปรอะเปื้อนไปทั่วทั้ง พื้นและข้างฝากระต๊อบ

แต่หลวงปู่สามก็ยังไม่รู้สึกตัว ยังคงนั่งนิ่งไม่ไหวติงทรงอยู่ในฌานสมาบัติ

ทำให้ชายผู้ลอบมาทำร้ายคิดว่า หลวงปู่สามคงจะมรณภาพไปแล้ว ชายผู้นั้นจึงพังฝากระต๊อบ ให้ทับถมลงไปบนร่างของหลวงปู่สาม แล้วจึงหลบหนีไป

ต่อมาครั้นเมื่อหลวงปู่สาม ถอนจิตออกจากฌานสมาธิแล้ว ท่านมีความแปลกใจว่า
ทำไมกระต๊อบจึงพังทลายลงมา
และรอยเลือดเปรอะเปื้อนอยู่ทั่วนี้มาจากไหน ?
ทำไมเลือดจึงมากมายเช่นนี้”

ครั้นเมื่อได้พิจารณาร่างกายของท่านเอง จึงได้รู้ว่าเลือดเหล่านั้น ไหลออกจากบาดแผลในร่างกายของท่านนั่นเอง ฟันในปากก็โยกคลอน ภายในปากก็แตก แต่ที่ใบหน้ากลับไม่ปรากฏบาดแผล

ท่านจึงนึกได้ว่า ต้องมีผู้ลอบมาทำร้ายในขณะที่ท่านกำลังอยู่ในฌานสมาธิ ทำให้ท่านรู้สึกขบขัน ไม่ได้มีความโกรธเคืองแต่ประการใด

จากนั้นหลวงปู่สามก็เข้าไปบิณฑบาตในหมู่บ้าน เมื่อชาวบ้านได้เห็นร่างกายและจีวรของท่าน ชุ่มโชกไปด้วยเลือด จึงได้สอบถามท่าน พอรู้เรื่องต่างก็มีความโกรธแค้นมาก

จึงสืบสาวราวเรื่องก็ได้ทราบว่า มีบุคคลบางจำพวกโกรธแค้นหลวงปู่สาม ได้จ้างชาวบ้านผู้นั้น ให้มาลอบทำร้ายท่าน

ต่อมาภายหลัง ชายคนร้ายนั้น เมื่อทราบว่า หลวงปู่สาม ไม่มรณภาพ ก็มีความตกใจกลัวเป็นอันมาก

ได้เข้ามากราบสารภาพผิดกับหลวงปู่สาม หลวงปู่สามก็ได้ให้อโหสิไม่โกรธเคืองอาฆาตผูกพยาบาทแต่ประการใด

แต่นั่นแหละเพราะบาปกรรมที่ทำร้ายพระผู้ทรงศีลพระวินัยอันสะอาดบริสุทธิ์ขณะทรงฌาน

บาปนั้นได้สนองคนร้ายในเวลาต่อมาด้วยการประสบเคราะห์กรรมอย่างหนัก เรียกว่า "กรรมทันตาเห็น"

" .. ธรรมะของจริงอยู่กับบุคคลทุกคน
เว้นไว้แต่คนไม่ทำ ถ้าทำต้องมีทุกคน
เพราะธรรมะเป็นของจริง
ต้องทำจริงจึงจะเห็นธรรมะของจริง
การกระทำต้องทำจิตใจให้สงบ
ใจจะสงบได้ ก็ต้องอาศัยการพยายาม
ทำจิตใจให้มันดี ทำจิตใจให้พอใจในใจ
เพราะธรรมะเป็นของละเอียดลึกซึ้ง
ของจริงมันมีทุก ๆ คน
ธรรมะ ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์
ก็มีอยู่ในคนทุกคน
พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
ก็มีอยู่ทุกคน แต่เราทำไม่ถึง
ไม่ถึงพระพุทธ ไม่ถึงพระธรรม ไม่ถึงพระสงฆ์ .."

โอวาทธรรมคำสอนหลวงปู่สาม อกิญฺจโน







" คนเรามีเวรกรรมด้วยกันทั้งนั้น แต่เราก็ไม่ทราบ จะแก้ได้แค่ไหน ปัญหาชีวิตทั้งหมดเป็นกฎแห่งกรรม
แก้ได้ด้วยการเจริญกรรมฐาน "

หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม





แกะพระพุทธรูปแล้วสลักซื่อเจ้าของ พ่อแม่เจ้าของไว้ในแท่นพระพุทธรูป อันนี้เป็นบ่ถูกต้องอย่างมากเลยในความเห็นของหลวงพ่อ

ถ้าหากว่าเป็นชื่อพระพุทธรูป เช่น พระพุทธอุดมงคลวนาราม หรือว่า พระพุทธสิหิงค์ เรียกชื่อพระพุทธเจ้าอะไรก็ว่าไป ชื่อพระพุทธเจ้านะ แต่ถ้าหากว่าใส่ชื่อว่านายนั้นนามสกุลนี้ ได้สร้างพระพุทธรูป แล้วสลักไว้ในแท่นพระพุทธรูป ให้พวกเฮาคึดเบิ่งว่าคนทั้งหลาย ครูบาอาจารย์ทั้งหลาย คนทั้งหลายมากราบพระพุทธรูป ก็กราบซื่อเจ้าของ มันแม่นบ่ ให้คึดเบิ่งดู้ คึดเบิ่งให้ดี

ผู้ใด๋สิใส่ซื่อเจ้าของใส่แท่นพระพุทธรูป มันบ่แม่นแนว มันไม่ใช่เรื่องให้คนทั้งหลายมากราบมาไหว้ซื่อพ่อซื่อแม่ซื่อเจ้าของ มันแม่นบ่ เจ้าของมันดีปานใด๋ เลิศเลอปานใด๋ เอามาแปะกับพระพุทธเจ้า มันแม่นบ่

อันนี้หลวงพ่อเว้าให้ข้อคิดให้คณะศรัทธาญาติโยมลูกหลาน เป็นแนวความคิดของครูบาอาจารย์และของหลวงพ่อ ไม่เห็นด้วยที่จะสลักชื่อใส่แท่นพระพุทธรูป เพราะว่าแท่นพระพุทธรูปเป็นของสูงส่ง เป็นที่เคารพสักการะ บ่ควรสิใส่ชื่อเจ้าของเข้าไปในหั่นนะ

หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก
จากพระธรรมเทศนา “สร้างวัตถุไม่สู้สร้างใจ”
แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙







วันหนึ่ง ตอนอาตมาเพิ่งบวชใหม่ ๆ แมงป่องต่อยเพื่อนที่กุฏิ อาตมาวิ่งไปเอายาที่ศาลา กำลังจะถึงศาลาก็สวนทางกับพระเถระรูปหนึ่งพอดี ท่านตักเตือนทันที “ไม่ต้องรีบขนาดนั้นหรอก วิ่งอย่างนั้นดูเหมือนโยมเขา เดินช้า ๆ อย่างมีสติจะเหมาะกว่านะ” อาตมากัดฟันไม่แก้ตัว แล้วเดินช้า ๆ เข้าศาลาให้ท่านดู แต่พอได้ยาไม่มีใครเห็นก็วิ่งกลับไปหาเพื่อน (ก็ดื้ออย่างนี้แหละผู้อ่านทั้งหลาย ขอสารภาพ)

วันนั้นไม่กล้าเถียงกับผู้ใหญ่ แต่วันนี้ขอยืนยันว่าสติไม่ได้อยู่ที่ความช้าหรือเร็ว ถ้าความเคลื่อนไหวช้าคือเครื่องหมายของสติ หอยทากน่าจะเป็นสัตว์ที่สติยอดเยี่ยม

ในวันนั้นอาตมาไม่รู้สึกว่ารีบ อาตมารู้สึกว่ากำลังเคลื่อนไหวเร็วเพื่อเพื่อนจะต้องทนการทรมานน้อยที่สุด แล้วที่จริงวิ่งในป่าต้องตั้งสติมากกว่าเวลาเดินด้วยซำ้ไป เรามีเหตุผลว่าอยู่ในเขตสงฆ์กลางป่าการอนุโลมเรื่องสมณสารูปชั่วคราวเพื่อช่วยเพื่อนคงไม่เป็นไร

สติอยู่ที่ใจ ถ้าใครรู้สึกว่าทำอะไรช้า ๆ จะตั้งสติง่ายขึ้นก็ทำไปเถอะ แต่มันไม่จำเป็นเสมอไป หลวงพ่อชาชอบเดินจงกรมเร็ว เมื่อมีผู้ถามท่านว่าทำไม ท่านบอกว่า “เดินเร็ว กิเลสตามไม่ทัน”

พระอาจารย์ชยสาโร







จะหวังพึ่งอะไร ถ้าพึ่งใจตัวเองไม่ได้แล้ว
พึ่งลมหายใจ ลมก็หมดไป พึ่งร่างกาย
กายก็แตก พึ่งน้ำในกาย น้ำก็สลาย
พึ่งไฟในกาย ไฟก็กระจาย

กายทั้งร่าง มีแต่เรื่องแตกกระจาย
แล้วจะพึ่งอะไร พึ่งบ้าน บ้านก็จะพัง พึ่งสมบัติ
เงินทอง ก็ล้วนแต่ สิ่งจะพังทลาย ยังเพลิน
เมามัวมั่วสุมอยู่หรือ
...
หลวงปู่ขาว อนาลโย






#จะรวย_รวยมากกว่านี้อีก

เมื่อ 2ปีที่แล้ว เห็นจะได้ ช่วงเช้าตรู่ ผมได้พาครอบครัวเข้าใส่บาตรถวายภัตตาหาร วัดป่าดานวิเวก

เมื่อใส่บาตรเสร็จก็รอรับพร ทานข้าวก้นบาตรนิดหน่อย เสร็จก็พากัน กลับ พาแม่และยายไปแวะทาน แหนมเนืองที่หนองคาย (ห่างจากวัดดาน 100 กว่ากิโล)

เมื่อ เรา ทานกันเสร็จ ก็เตรียมตัวกลับไปที่อุดร สักพักมีโทรสัพเบอร์แปลก โทรมา

ปลายสาย : ฮาโหล เถ้าแก่ อั้นรึป่าว โทรจากวัดดานวิเวกนะ

ผม : ใช่ครับ

ปลายสาย : เถ้าแก่ หลวงปู่ท่านอยากได้น้ำตาล เท่าไหร่ก็ได้ แต่ มีข้อแม้ว่าเถ้าแก่ ต้องมาถวายเอง

ผม : ได้ครับ เดี๋ยวผมไป ( เอาน้ำตาล รวมกัน ไปได้ 2 ตัน)

พอเดินทาง ถึงวัดป่าดานวิเวก

(พระอุปัฏฐาก ก็ บอกให้ผมไปนั่งรอหลวงปู่ ท่านตรงที่รับโยม )

หลวงปู่ ท่านเดินมาทางผม ชี้ มา แล้วกล่าวว่า “ มันเล็กน้อย ซะเมื่อไหร่ ทำแบบนี้นะ จะมีกินมีใช้ไปตลอด นะ แต่ต้องแผ่เมตตา ให้เทวดาประจำตัวบ้างนะ เดี๋ยวจะรวย รวยมากกว่านี้อีก ”

แล้วผมก็ทำการถวายน้ำตาลไปด้วยความปิติดีใจ

#เล่าพอเป็นสังเขป

สิ่งที่แปลกคือ ท่านทราบว่าเวลาทำบุญ ผมมักไม่ค่อยแผ่เมตตา

หลวงปู่ทุย







#หลวงปู่มั่นฯ_ตอบคำถาม
"... กรณีคู่สามีภริยา ไม่ประสงค์จะให้
พลัดพรากจากกันในภพต่อไป ทุกๆ ภพ
จะปฏิบัติอย่างไรจึงจะสมหวัง..!!

เขาถามท่านอีกปัญหาหนึ่งว่า ระหว่างสามีภริยาที่อยู่ร่วมกันด้วยความผาสุกเย็นใจตลอดมา ไม่ประสงค์จะให้พลัดพรากจากกันในภพต่อไป เกิดในชาติใดภพใดขอให้ได้เป็นสามีภริยากันตลอดไป จะปฏิบัติอย่างไรจึงจะสมหวัง
ถ้าต่างคนต่างตั้งความปรารถนาให้ได้พบกันทุกภพทุกชาติจะเป็นไปได้ไหม

ท่านตอบว่า ความปรารถนานั้นเป็นเพียงเส้นทางเดินของจิตใจผู้มุ่งหมายเท่านั้น ถ้าไม่ดำเนินตามความปรารถนาก็ไม่เกิดประโยชน์ตามความมุ่งหมาย เช่น คนต้องการเป็นคนร่ำรวย แต่เกียจคร้านในการแสวงหาทรัพย์ ความร่ำรวยก็เป็นไปไม่ได้ ต้องอาศัยความขวนขวายตามเจตนาจำนงที่ตั้งไว้ด้วยจึงจะสมหวัง นี่ก็เหมือนกัน ถ้าต้องการเป็นสามีภริยาครองรักกันอย่างมีความสุขทุกภพทุกชาติไป ไม่อยากพลัดพรากจากกัน ต้องมีจิตใจคือทรรศนะตรงกัน ต่างคนต่างอยู่ในขอบเขตของกันและกัน ไม่ชอบแสวงหาเศษหาเลยอันเป็นการทำลายจิตใจและความสุขความไว้วางใจกัน ต่างคนเป็นผู้รักศีล รักธรรม มีความประพฤติดีไว้วางใจกันได้ ความรู้ความเห็นลงรอยกัน ต่างพยายามรักษาความปรารถนาด้วยการทำดี ย่อมมีทางสมหวังได้ไม่เหนือความพยายามของผู้ปรารถนาไปได้เลย

แต่ถ้าความประพฤติทุกด้านแบบตรงกันข้าม หรือสามีดีแต่ภริยาชั่ว หรือภริยาดีแต่สามีชั่ว ต่างคนต่างทำความชอบใจไม่ลงรอยกัน แม้ต่างจะปรารถนาสักกี่ร้อยกี่พันครั้งก็ไม่มีทางสำเร็จ เพราะเป็นการทำลายความปรารถนาของตน ..."

""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""
#พระครูวินัยธร (มั่น ภูริทตฺโต)
วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง
จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓ - ๒๔๙๒)
--------------------------------------------
ข้อความข้างบนนี้เป็นส่วนหนึ่ง จากหนังสือ "ประวัติ ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ" โดย ท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสัมปันโน วัดป่าบ้านตาด จังหวัดอุดรธานี หน้า ๒๒๖






“..เมื่อบุคคลยังไม่รู้จักตัวเอง ธรรมะไม่เข้าถึงใจ ใจไม่เข้าถึงธรรมะ จะทำความชั่วอะไรก็กลัว กลัวคนอื่นจะเห็น กลัวพ่อแม่จะเห็น กลัวครูบาอาจารย์จะเห็น กลัวคนอื่นจะรู้ คือคนยังไม่เห็นธรรมก็ต้องเป็นอย่างนั้น เมื่อไปในสถานที่ใดๆ ที่ว่างจากผู้คน ว่างจากพ่อแม่ว่างจากครูบาอาจารย์ เห็นว่าไม่มีเพื่อนมนุษย์ทั้งหลาย ไม่มีใครอยู่ในที่นั้น ก็พยายามทำความชั่วอยู่ที่ตรงนั้น ด้วยความประมาท เพราะความโง่เขลาเบาปัญญานั่นเอง การกระทำเช่นนั้นเขาก็คิดว่าเขาทำถูกแล้ว พ้นภัยแล้ว เพราะว่าไม่มีใครเห็นเขา ไม่มีใครรู้ว่าเขาเป็นเขาอย่างนี้ ก็กระทำอย่างสนิทใจเลย แต่คนคนนั้นในทางธรรมถือว่าเป็นคนโง่ที่สุด คือเป็นคนดูถูกตัวเองที่สุด ความเป็นจริงนั้นเมื่อจิตมันเป็นธรรมะ เมื่อธรรมะเป็นจิต มันจะกลมกลืนเป็นอันเดียวกันเลย จะไปทำผิดอะไรที่ตรงไหนเป็นต้น ก็ต้องมีคนเห็น คนอื่นไม่เห็นเราก็เห็นคนอื่นไม่รู้เราก็รู้ ดังนั้นถึงจะไปอยู่ตรงไหนก็เป็นอยู่อย่างนั้น จึงเป็นธรรมะ ไม่กล้าทำ เพราะใจมันเป็นธรรมะแล้ว พระอริยสาวกทุกๆ องค์เมื่อใจเป็นธรรมะแล้วก็ต้องเป็นอย่างนั้นทุกๆ องค์ ที่ลับไม่มี ที่แจ้งไม่มี อะไรๆ มันก็ไม่มี รู้แต่ว่าท่านประพฤติปฏิบัติถึงที่แล้ว..”

โอวาทธรรมคำสอน
พระโพธิญาณเถร (หลวงปู่ชา สุภทฺโท) วัดหนองป่าพง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี
(พ.ศ.๒๔๖๑-๒๕๓๕)






"กรรมหนัก หรือกรรมที่ทำบ่อยๆ ให้ผลก่อนกรรม
ที่เบากว่า หรือที่ทำไม่บ่อยนัก คนเรานั้นทำมาทั้งกรรมดี
และกรรมชั่ว จึงมีสุขบ้างทุกข์บ้างสลับกันไป ผู้ที่มีสุขมาก
ก็เพราะกรรมหนัก หรือกรรมที่ทำบ่อยๆ ฝ่ายดีกำลังให้ผล
ผู้ที่มีทุกข์มาก ก็ตรงกันข้าม

และในปัจจุบันนี้ ใครก็ตามมีความไม่ประมาท
ประกอบกรรมที่ดีอย่างหนัก หรือบ่อยๆ กรรมดังกล่าวนี้
จะสนองผลให้ก่อนกรรมชั่วในอดีต หากได้ทำไว้
ถ้าเบากว่า ก็ไม่มีโอกาสให้ผล

ฉะนั้น ผู้ที่ทำกรรมดีมาก อยู่เสมอๆ จึงไม่ต้องกลัวกรรมชั่ว
ในอดีต หากจะมีกุศลของตัวจะชูช่วยให้มีความสุข
ความเจริญสืบไป"

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ






คำว่า “ศาสนา” เป็นคำเหมาะที่สุด
เราแปลว่า “คำสอน” หรือ “คำสั่งสอน”
ส่วนที่ว่าเป็น “Philosophy” นั้น
ตำราศัพท์ได้แสดงความหมายกำเนิดคำนี้
ไว้ว่า รักรู้ รักฉลาด ใช้หมายถึงการเรียน
การสำเหนียกกระบวนการทั้งหลาย
ที่ครอบความคิดและการกระทำ ตลอดถึงทฤษฎีหรือการสอบสวนค้นคว้าหลักหรือกฎ
ซึ่งจะจัดระเบียบจักรวาลโลก เป็นต้น
...
สมเด็จพระสังฆราชเจ้า
กรมหลวงวชิรญาณสังวร





#จิตตั้งอยู่เดิม
"...เมื่อรู้โดยเงื่อน ๒ ประการ
คือรู้ว่าสัตว์ก็มีอยู่อย่างนั้น
สังขารก็เป็นอาการของจิต
เข้าไปสมมติเขา เท่านั้น
" ฐิติภูตํ " จิตตั้งอยู่เดิม
ไม่มีอาการ เป็นผู้หลุดพ้น

ได้ความว่า ธรรมดาหรือธรรมทั้งหลาย
ไม่ใช่ตน จะใช่ตนอย่างไร ของเขาหากเกิด
มีอยู่อย่างนั้น ท่านจึงว่า...
"สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา" ธรรมทั้งหลายไม่ใช่ตน
ให้พระโยคาวจรเจ้าพึงพิจารณาให้เห็นแจ้ง
ประจักษ์ตามนี้ จนทำให้รวมพับลงไปให้เห็น
จริงแจ้งชัดตามนั้น โดยปัจจักขสิทธิ พร้อม
กับญาณสัมปยุตต์ ปรากฏขึ้นมาพร้อมกัน
จึงเชื่อว่า วุฏฐานคามินีวิปัสสนา

ทำในที่นี้จนชำนาญ เห็นจริงแจ้งประจักษ์
พร้อมกับการรวมใหญ่ และญาณสัมปยุตต์
รวมทวนกระแส แก้อนุสัยสมมติเป็นวิมุตติ
หรือรวมลงฐิติจิต อันเป็นอยู่มีอยู่อย่างนั้น
จนแจ้งประจักษ์ในที่นั้น ด้วยญาณสัมปยุตต์
ว่า "ขีณา ชาติ ญาณนํ โหติ" ดังนี้

ในที่นี้ไม่ใช่สมมติ ไม่ใช่ของแต่งของเดาเอา
ไม่ใช่ของอันบุคคลพึงปรารถนาเอาได้
เป็นของที่เกิดเองเป็นเอง รู้เองโดยส่วนเดียว
เท่านั้น เพราะด้วยการปฏิบัติอันเข้มแข็งไม่
ท้อถอย พิจารณาโดยแยบคายด้วยตนเอง
จึงจะเป็นขึ้นมาเอง..."

หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต





“..เมื่อเราได้มาฝึกหัดปฏิบัติเพื่อให้จิตใจของเรามีความฉลาดเกิดมีสติปัญญา ศรัทธาเลื่อมใส เคารพนับถือเชื่อมั่นในพระรัตนตรัย คือ คุณพระพุทธ คุณพระธรรม คุณพระสงฆ์ แล้วกราบใหว้บูชาทุกวันทุกเวลาอย่างนี้เราก็พึ่งได้ เพราะที่พึ่งของเรามีแล้ว เราทำบุญให้ทานการกุศลใด ๆ ย่อมมีอานิสงส์มาก..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร
(พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)







"...สำหรับผู้ที่บริกรรมภาวนา แล้วจิตไม่สงบ
บริกรรมอย่างไรจิตก็ไม่สงบ ก็ควรจะเปลี่ยน
เป็นวิธีนี้ คือนั่งหลับตาก็ตาม ลืมตาก็ตาม
ให้คอยจ้องดูความคิดของเราเองว่า มันคิด
อะไรขึ้น พอคิดอะไรขึ้นมาปั๊บ กำหนดรู้

เมื่อเราทำอย่างนี้มันจะได้ประโยชน์อะไร
เพราะเราดูทุกสิ่งทุกอย่าง ด้วยความตั้งใจ
ด้วยความมีสติ จะทำให้สติของเราเด่นขึ้น
มีกำลังขึ้น แล้วเราจะสามารถรู้ทันความคิด
ของเราเอง เมื่อเรารู้ทันความคิดของเราเอง
ต่อไปเราจะคิดอะไร คิดด้วยความรู้เท่าทัน
สิ่งที่เราคิดนั้น มันจะไม่สามารถดึงเอาจิตใจ
ของเราให้เกิดทุกข์ทรมาน

ความจริงคำว่ารู้ตาม ความหมายของคำว่า
รู้ในสมาธิ หรือ สมาธิปัญญานั้น ก็หมายถึง
จิตรู้ทันอารมณ์ต่างๆ ที่เราเคยนึกคิดว่ามัน
วุ่นวายมาแต่ก่อน โดยปกติที่เรายังไม่มีสมาธิ
ไม่มีสติปัญญารู้เท่าทันอารมณ์ เราดูอะไร
เราได้ยินได้ฟังอะไรหรือสัมผัสอะไร ในทาง
ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ สิ่งที่พึงจะเกิดขึ้น มัน
ก็มีอยู่สองอย่าง คือพอใจ ไม่พอใจ นอกจาก
จะเกิดความพอใจไม่พอใจแล้ว มันยังจะต้อง
ปรุงแต่งไปอีก แล้วก็หาเรื่องไปเรื่อยๆ จนตัว
เองต้องเกิดทุกข์ เกิดวุ่นวายขึ้นมา

แต่ถ้าเรามีสมาธิ มีสติปัญญารู้เท่าทัน เรา
มองดูอะไรทางตา ได้ยินอะไรทางหู รู้อะไร
ทางจมูก รู้รสทางลิ้น สัมผัสทางกาย แม้จะ
นึกคิดในใจ เรามีสติคอยจ้องดูอยู่ไม่เผลอ
ความรู้ทั้งหลายเหล่านั้น มันจะกลายเป็น
เครื่องรู้ของจิต เป็นเครื่องระลึก ของสติ
เพราะอาศัยความรู้เท่าทันอารมณ์ที่ผ่านเข้า
มา สิ่งใดที่เรารู้เท่าทัน สิ่งนั้นไม่สามารถที่จะ
ดึงใจของเราไปทรมานให้เกิดทุกข์ได้ นี่คือ
ผลที่จะพึงเกิดขึ้น..."

หลวงพ่อพุธ ฐานิโย
วัดป่าสาละวัน จ.นครราชสีมา







คนเราไม่มีอะไรนอกจากบุญ..บุญย่อมนำความสุขมาให้ แสดงว่าคนที่มีทุกข์ เพราะไม่มีบุญ..

..สมมุติว่าเราลองไปกินเหล้าสิ สุขไหม ไม่สุขเลยร้อนเลย ไปเล่นการพนัน
เสียมากๆ ถึงฆ่าตัวตาย เล่นจนหมดตัว นี่บาปนำความทุกข์มาให้..

..แต่ถ้าเรามาทำทาน ตื่นมาแค่ใส่บาตสักทับพีหนึ่งๆ วันพระถือศีลอุโบสถ วันหนึ่งคืนหนึ่งก็สบายใจ จะพูดจะคุยจะคิดกับใครก็รู้สึกว่า มันมีสติ เข้ามาอยู่ในใจก็ไม่ค่อยวู่วาม..

.. ฉะนั้นบุญย่อมนำความสุขมาให้ ก็จึงต้องสร้างบุญ..พระพุทธเจ้านั้นนำความสุขให้พระองค์ แล้วยังนำความสุขให้โลกอีก..

..ธรรมที่พระพุทธเจ้าให้มีสิ่ง
ที่โลกเอาไปใช้ได้ คือพรหมวิหาร 4 มีเมตตา มีความรักใคร่มีความเมตตา สงสารคนทั่วโลก..

..สัตว์ทุกชนิดเป็นเพื่อน
เกิด แก่ เจ็บตาย ที่มีชีวิตอย่างเดียวกัน รักสุข เกลียดทุกข์ หนีความแก่ ความเจ็บ ความตาย อยากจะไปให้พ้นจากความทุกข์ทั้งหมด ไม่มีสัตว์ตัวใดวิ่งเข้าไปหาทุกข์.

.ดังนั้นจึงว่าสัตว์ทั้งหลายย่อมนำความสุขมาให้ ตรงที่ว่าเราไม่มีอะไรนอกจากการปฏิบัติ...

โอวาทธรรม.หลวงพ่อสนอง. กตปุญโญ.


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 64 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร


cron