วันเวลาปัจจุบัน 23 ก.พ. 2026, 21:39  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: วันนี้, 09:57 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 5500


 ข้อมูลส่วนตัว


เวลาเขาสรรเสริญเรา เราก็ดีใจ
เขานินทา เราก็เสียใจ จิตใจขึ้น ๆ ลง ๆ อยู่
ตามคำพูดของคนอื่น ตามเหตุการณ์
หรือความเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม
ถ้าเราไม่สร้างที่พึ่งภายใน
เราจะหาความสงบจากที่ไหน ...
...
ชยสาโรภิกขุ




กรรมฐานของเราคือ เกศา โลมา นขา ทันตา ตโจ
พระพุทธเจ้าให้ไว้เพื่อใช้สอยในอารมณ์ของเจ้าของ
ถ้าอยู่ตรงนี้จะเป็นกรรมฐาน...คือฐานที่ตั้งของการระลึกรู้
เช่น เล็บ...นึกอยู่ตรงนี้จะคิดถึงบ้านได้ที่ไหน
คิดถึงฟันเจ้าของก็โกรธได้ที่ไหน
มันเป็นกุศโลบายของพระพุทธเจ้า
เพื่อตะล่อมจิตพวกเรา ไม่ให้ไปเพ่นพ่าน
ขโมยคนอื่นเขามา ให้ดูตัวของเจ้าของ
กรรมฐานพระพุทธเจ้านี่เพื่อไปนิพพาน...เพื่อพ้นทุกข์
บัญญัติไว้สำหรับพุทธบริษัททั้งสี่

#หลวงพ่อเยื้อน ขันติพโล
เทศนาในหัวข้อภาวนาเพื่อไปหาจิต
ในรายการดวงใจในดวงธรรม
ณ บริษัท เคพีเอ็มจี กรุงเทพฯ
วันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๕๘






"...ความงามของพระไม่ได้อยู่ที่ไหน อยู่ที่ธรรมวินัยประดับพระ ผ้าเหลืองผ้าอะไรเอามาโปะคอเข้าไป แต่มารยาทความประพฤติดีงามออกมาจากจิตใจที่เป็นธรรม นั่นแหละคือพระแท้ ไปที่ไหนสวยงามตลอดเวลา พระเราไม่ได้งามด้วยเครื่องแต่งเนื้อแต่งตัวประดับประดาตกแต่งภายนอกเหมือนประชาชนโลกๆ เขา
พระนี้สวยงามอยู่กับการประพฤติปฏิบัติ สวยงามกับหลักธรรมหลักวินัย นี่ละพระงาม หัวใจพระ กิริยาของพระ ชีวิตของพระอยู่กับธรรมกับวินัย พระจะสวยงามตลอดไปเลย ถ้าไม่มีนี้แล้วดูไม่ได้เลย ความสวยงามของพระอยู่กับธรรมกับวินัย นี่เป็นเรื่องเลิศเลอ ธรรมก็ดีวินัยก็ดีเลิศเลอประดับพระ พระก็กลายเป็นพระที่สดสวยงดงามสงบร่มเย็นเข้าไปโดยลำดับ ถ้าไม่มีธรรมวินัยเข้าไปบังคับหัวใจแล้วลิงก็สู้ไม่ได้ หาความงามของพระต้องหาที่ธรรมวินัยของพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ งามอยู่ตรงนี้

งามทางโลกงามด้วยความประพฤติเป็นสำคัญ มีศีลธรรมเป็นเครื่องประดับก็งาม มีสมบัติเงินทองข้าวของมากน้อย ก็เป็นเครื่องประดับคนผู้มีธรรมนั่นแหละให้สวยงามยิ่งขึ้นไป ถ้ามีแต่สมบัติเฉยๆ หาความสวยงามไม่ได้ กลายเป็นไฟเผาโลกไปก็ได้ สมบัติเงินทองเป็นไฟเผาโลกได้ ถ้าไม่มีธรรม ถ้ามีธรรมชุ่มเย็น สมบัติเงินทองต้องมีธรรมเข้าเป็นเครื่องประกอบกัน ถ้าไม่มีธรรมแล้วหาความงามไม่ได้ ถ้าผู้มีศีลมีธรรม มีสมบัติเงินทองข้าวของ ท่านก็ชุ่มเย็น ไปที่ไหนชุ่มเย็นๆ ไปด้วยความเมตตา ไม่ลืมเนื้อลืมตัว นี่ละธรรมไปไหนไม่ลืมตัว ถ้ากิเลสไปไหนเห่อเป็นบ้าไปเลย..."

หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน
เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด
เมื่อวันที่ ๘ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๕๐






พอถึงวันอุโบสถเช่นนี้ พวกเราเป็นพุทธศาสนิกชน เป็นพุทธบริษัท เป็นบริษัทของพุทธะ พระพุทธเจ้าให้ทำอย่างไร ท่านสอนให้ทำอย่างไร ในวันพระ ๘ ค่ำ ๑๕ ค่ำ ก็ให้รำลึกถึง แล้วก็ประกอบคุณงามความดี อย่างน้อยก็มีศีล ๕ มากกว่านั้นก็ศีลอุโบสถ

ถ้าหากว่าไม่ได้จริง ๆ วันนี้เป็นวันพระ ต้องใส่ใจเป็นพิเศษ อย่างน้อยเราควรจะกราบพระไหว้พระ พุทโธ ธัมโม สังโฆ อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา กราบ
สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม กราบ
สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ กราบ
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ ข้าพเจ้าขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

จากนั้นก็แผ่เมตตา นั่งนิ่งทำใจให้สงบนิ่ง ข้าพเจ้าจงเป็นสุข ผู้อื่นจงเป็นสุข ข้าพเจ้าต้องการความสุขอย่างไร ผู้อื่น ดวงวิญญาณอื่น ทุกดวงใจ ทุกดวงวิญญาณ ทุกสรรพสัตว์ในโลก ขอให้มีความสุขอย่างที่ข้าพเจ้าต้องการ อย่างที่ข้าพเจ้าปรารถนา ทุกดวงใจทุกดวงวิญญาณด้วยเถิด แผ่เมตตา เสร็จแล้วกราบ

นี่แหละ อย่างน้อยได้เพียงแค่นี้ก็พอ วันพระนะ ถ้ามากกว่านั้นก็ได้ศีล ๕ ถ้ามากกว่านั้นก็ได้ศีล ๘ แต่ไม่ควรจะละเลยในการไหว้พระสวดมนต์ รำลึกถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสิริเป็นมงคลของชีวิตนะลูกหลาน เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวทางด้านจิตใจ

ถ้าเรามีความทุกข์ขึ้นมา ต่อไปภายภาคหน้าต้องเจอแน่ ๆ ล่ะ เรื่องกองทุกข์ใหญ่นะ พอมีกองทุกข์ขึ้นมา เราก็จะระลึกถึงคุณงามความดีของเราที่เราได้ประพฤติปฏิบัติมา ที่เราได้บำเพ็ญคุณงามความดี ไหว้พระสวดมนต์มา มันจะวิ่งจู๊ด เข้ามาหา มาสู่จิตใจของเราเลยทีนี้

มันไม่มีที่พึ่งอย่างอื่นนะ มีแต่คุณงามความดี พึ่งสิ่งที่ดี ที่เรามีศีลมีธรรม ที่แผ่เมตตานี่แหละ มันจะเข้ามาอยู่ในจิตใจ เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวทางด้านจิตใจ จิตใจของเราก็จะมีความอบอุ่น มีความสุข ความทุกข์ทั้งหลายก็มีอยู่ แต่ว่าในใจของเราก็นี่แหละ ยึดคุณงามความดีในจิตในใจ ก็ล้วนแล้วแต่เป็นสิริเป็นมงคลของชีวิตทั้งนั้น

หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก
จากพระธรรมเทศนา “สั่งสมบุญสู่การเป็นพระพุทธเจ้า”
แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๖๘





วันนี้เป็นวันธรรมสวนะเป็นวันพระที่พระพุทธเจ้าบัญญัติขึ้นให้พุทธศาสนิกชนพุทธบริษัทรักษาศีลวันหนึ่ง ข้าพเจ้าจะรักษาศีลวันหนึ่งกับคืนหนึ่งเพียงแค่นี้ก็เป็นเครื่องยึดทางด้านจิตใจนะศรัทธาญาติโยมลูกหลานนะ ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นมีความทุกข์ร้อนเดือดร้อนขึ้นมาในจิตใจ เราก็จะได้รำลึกถึงคุณงามความดีที่เราได้สมาทานรักษาศีลก็ทำให้จิตใจของเราอบอุ่น จิตใจของเราไม่กระวนกระวาย ไม่เดือดร้อนมันมีที่เกาะที่ยึด เหมือนกับเราว่ายน้ำลอยน้ำในมหาสมุทรยังงั้นล่ะ ยังมีขอนลอยมาเรายังเกาะขอนเกาะไม้ เกาะสิ่งที่เป็นที่ยึดเราก็ยังพออุ่นใจพอได้หายใจ นี่ก็เหมือนกันทั้งวันทั้งคืนทั้งเดือนทั้งปีจะไม่ได้ทำคุณงามความดี จะไม่ได้ทำสิ่งที่มันดีเสียเลย มีแต่หมกมุ่นไปในทางโลกวัฏสงสารตลอด ๒๔ ชั่วโมง ตลอดเดือน ตลอดปี ตลอดชาติมันก็ไม่น่าจะถูกอีกเหมือนกัน ให้เราฟังเอาไว้หลักธรรมคำสอนพระพุทธเจ้าท่านว่าตายแล้วไม่สูญตายแล้วเกิดอีก เพราะฉะนั้นอย่างน้อยก็วันหนึ่ง วันพระ ๘ ค่ำ ๑๕ ค่ำ อย่างที่หลวงพ่อได้พูดได้กล่าวควรจะเป็นวันรำลึกถึงคุณงามความดีสักวันหนึ่ง

หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก
๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙






ความไม่ยึดมั่นที่แท้ เกิดขึ้นเองด้วยปัญญา
เรียกว่า เป็นอัตโนมัติ ตามเหตุปัจจัย

#ความไม่ยึดมั่นที่แท้นั้นเกิดจากปัญญาซึ่งจะเป็นไปเอง เมื่อเรารู้เข้าใจสัจธรรม มองเห็นความจริงว่าสิ่งทั้งหลายเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย ไม่ใช่ของเราจริง เราจะไปยึดถือครอบครองเอาเป็นของเราถือมั่นเอาตามใจปรารถนาไม่ได้ จิตใจก็ปล่อยวางเป็นอิสระ เป็นความไม่ยึดติดถือมั่นที่เป็นไปด้วยปัญญาที่รู้แจ้งความจริง #เป็นอัตโนมัติตามเหตุปัจจัย เมื่อญาณปัญญาเกิดขึ้นรู้ความจริงแล้วมันก็หลุดออกมาเอง เหมือนกับเราเคยหลงเข้าใจผิดยึดมั่นอะไรอย่างหนึ่งว่าเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามีประโยชน์ แล้วเราก็มั่นหมายเอาจริงเอาจัง แต่ต่อมาพอเรารู้ความจริงว่าไม่มีอะไร มันเป็นเพียงขยะเท่านั้น ต่อจากนั้นก็ไม่ต้องไปตั้งใจ ไม่ต้องไปพยายามว่าไม่เอาละ ฉันไม่เอามันนะ ไม่ต้องไปพูดไปคิดไปตั้งใจ มันหลุดเอง มันไม่เอาเองเป็นอัตโนมัติตามเหตุปัจจัย เพราะฉะนั้น #ตัวแท้ตัวจริงของความไม่ยึดมั่นนั้นเกิดขึ้นจากปัญญาที่รู้ความจริง รู้อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แล้วเป็นไปเองด้วยความรู้นั้น

#แต่ก่อนนั้นต้องอาศัยสติเป็นตัวช่วยในการนึกอยู่ ใช้สติคอยเตือนคอยตรึงไว้ แต่พอถึงตอนนี้มันหลุดไปแล้วและไม่ห่วงไม่หวนหาอีกแล้ว จึงไม่ต้องอาศัยสติมาช่วยอะไรทั้งนั้น สติที่มีอยู่ตามธรรมดาไม่ต้องนำมาใช้กับเรื่องนี้ #ถ้านำสติมาใช้ก็แสดงว่ายังต้องระลึกยังต้องนึกคอยเตือนคอยตรึงอยู่ แต่กรณีนี้ไม่ต้องไปทำอะไรกับมันแล้วเพราะจิตมันเป็นอิสระลอยตัวไปเองเลย/

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) #ธรรมะ #พระพุทธศาสนา #ปยุตฺโต #ไม่ยึดมั่น #เหตุปัจจัย


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: Google [Bot] และ บุคคลทั่วไป 15 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร