วันเวลาปัจจุบัน 09 ก.พ. 2026, 16:53  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 ก.พ. 2026, 20:04 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 5485


 ข้อมูลส่วนตัว


” อย่าถอยอย่าเลิก “

พิจารณาได้ใน ๔ อิริยาบถ แต่ท่านอนไม่เหมาะ เพราะจะหลับง่าย ส่วนใหญ่จะเจริญใน ๓ อิริยาบถ เดินยืนนั่ง ถ้าออกจากสมาธิจะนั่งพิจารณาต่อก็ได้ ถ้าไม่อยากเดินจงกรม นั่งให้เจ็บ แล้วก็พิจารณาทุกขเวทนา อย่างเวลานั่งทั้งคืน ๘ ชั่วโมง จิตจะสงบเป็นพักๆ พอผ่านเวทนาตัวแรกไปก็จะสงบได้ระยะหนึ่ง เวทนาตัวที่ ๒ และ ๓ จะโผล่ขึ้นมาตามลำดับ ก็พิจารณาต่อเพื่อปล่อยวางทุกขเวทนา พอปล่อยได้หมดแล้วก็จะไม่กลัวความเจ็บ

การทำความเพียรพระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ ๔ ลักษณะคือ ๑.ให้ทำความดีที่ยังไม่ได้ทำ ๒. ให้รักษาความดีที่ได้ทำแล้ว ๓. ให้ละบาปที่ยังไม่ได้ละ ๔. ให้ป้องกันบาปที่ได้ละแล้วไม่ให้หวนกลับคืนมาอีก ถ้าเพียรใน ๔ ลักษณะนี้ ก็จะมีแต่ความเจริญก้าวหน้า ในช่วงเข้าพรรษาจะเป็นเวลาที่จะเร่งความเพียรกัน เช่นนั่งสมาธิทุกเช้าทุกคืน รักษาศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๒๒๗ ถ้าปฏิบัติอย่างนี้ก็จะก้าวหน้า อย่าให้ความท้อแท้มาขวางกั้น ซึ่งเกิดขึ้นได้กับทุกคน เวลาปฏิบัติถ้ามีความเบื่อหน่ายท้อแท้ ไม่มีกำลัง ก็ให้คิดถึงพระพุทธเจ้า พระอริยสงฆ์สาวก ครูบาอาจารย์ ท่านก็เป็นเหมือนเรา มีความท้อแท้เบื่อหน่ายเหมือนเรา เพราะอารมณ์มีขึ้นมีลง บางวันอารมณ์ดีก็มีกำลังปฏิบัติ บางวันอารมณ์ไม่ดีก็ไม่มีกำลัง ก็อย่าท้อแท้ ให้รู้ว่าเป็นเพียงอารมณ์ชั่วคราว เดี๋ยวก็ผ่านไป ถ้าวันนี้ปฏิบัติไม่ได้เลย ก็ให้อยู่เฉยๆไปก่อน อย่าเลิกปฏิบัติ ให้รู้ว่าจิตตกต่ำ เป็นอนิจจัง ไม่เที่ยง มีขึ้นมีลง รอให้อารมณ์นี้ผ่านไป พอมีกำลังใจก็ปฏิบัติต่อ ข้อสำคัญอย่าถอยอย่าเลิก ถ้าก้าวไปข้างหน้าไม่ได้ ก็ให้อยู่กับที่ไปก่อน อย่าถอยหลัง เอาละนะ พอสมควรแก่เวลา .


จุลธรรมนำใจ ๒๖ กัณฑ์ที่ ๔๒๖
วันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๕๔

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี





อยู่ในโลกก็ต้องทำให้ถูกตามโลกสมมุติ สมมุติของโลก เราจะไปขวางโลกทีเดียวก็ไม่ได้ ตัวที่ขวางก็ขวาง ตัวที่ทำไม่ถูกเราก็ต้องขวาง ธรรมต้องไปขวาง ถ้ามันเป็นธรรมอยู่แล้วในชุมชนและสังคม เราก็ต้องปฏิบัติให้ถูกคดีโลกและคดีธรรม คดีโลกเราก็ทำให้ถูก คดีธรรมเราก็ทำให้ถูก สรุปแล้วก็คือโลกกับธรรมไปด้วยกัน แต่ว่าธรรมไม่ให้ติดโลก เหมือนกับดอกบัวเกิดมาในโคลนตมในขี้เลน ถ้าหากว่าดอกบัวมันไม่มีขี้ตมขี้เลนดอกบัวมันก็เกิดไม่ได้ แต่ว่าดอกบัวมันก็เกิดมาจากน้ำจากตมจากเลน แต่ก็ไม่ติดในตมในเลนมันเป็นอิสระของดอกบัว อย่างพวกเราท่านทั้งหลายเห็น

ดอกบัวมันขึ้นมาจากขี้เลนขี้ตมแต่ว่าขึ้นมาแล้วก็สวยงาม ธรรมคำสอนของพุทธะก็ลักษณะอย่างงั้นขึ้นมาจากกิเลส แต่พ้นออกมาจากกิเลสราคะโทสะโมหะ กิเลสก็คือความหมกมุ่นในโลภโกรธหลง แต่ธรรมออกจากโลภโกรธหลง เห็นโลภโกรธหลงเป็นกิเลสราคะโทสะโมหะ อันนี้ก็คือหลักธรรมคำสอนถ้าจะว่าไปก็คืออยู่ด้วยกันดอกบัวกับน้ำขี้ตมขี้เลน นี้ก็เหมือนกันหลักธรรมคำสอนของพุทธะก็ต้องอยู่ด้วยกันกับเรื่องของทางโลกจะไปแยกจากกันก็ไม่ได้ จะอยู่ด้วยกันแต่ธรรมต้องเหนือกว่าแต่อยู่ด้วยกันต้องเหนือกว่าคือหลักเหตุผลต้องเหนือกว่า ธรรมต้องเหนือกว่าอธรรม ในหลักของพุทธศาสนาท่านสอนอย่างงั้นนะลูกหลานนะ

หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก
๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖




การปฏิบัติธรรมของหลวงพ่อสายทอง เตชะธัมโม นั้นคือเอาตายเข้าแลก คือยอมหักแต่ไม่ยอมงอ ท่านปฏิบัติอย่างจริงจัง ท่านเคยเล่าให้ฟังว่า ตอนจิตท่านฟุ้งซ่านง่วงหงาวหาวนอน ท่านแก้กิเลสด้วยการไปเดินจงกลมในน้ำ เดินกลับไปกลับมาอย่างนั้น ถ้าหลับก็ให้จมลงไปเลย การอดอาหารภาวนาก็ช่วยได้อย่างหนึ่ง ท่านเคยอดอาหารภาวนาติดต่อกันยาวนานถึง ๔๕ วัน เพื่อเร่งความเพียร โดยองค์ท่านให้เหตุผลว่า การงดฉันอาหารช่วยให้กายเบาจิตเบา ถึงแม้จะมีความหิวเกิดขึ้นมากมายขนาดไหนก็ตาม ล้วนเป็นอุปการะคุณต่อการปฏิบัติจิตตภาวนาทั้งสิ้น คือ จิตสงบละเอียด ปัญญาเฉียบคมเป็นพิเศษ และอีกสิ่งหนึ่งซึ่งถือเป็นปฏิปทาของหลวงพ่อสายทอง ที่เด็ดเดี่ยวไม่แพ้การอดอาหาร สิ่งนั้นคือการเดินจงกรม

การเดินจงกรมเป็นการเดินภาวนาอย่างหนึ่ง พระกัมมัฏฐานใช้ในการเปลี่ยนอริยาบถ สลับกับการนั่งภาวนา ภาวนา “พุท-โธ” พร้อมกับรับรู้ไปกับการเดิน การเคลื่อนไหว ผู้รู้จริงๆ นั้นเอาไว้จุดไหนก็ได้ภายในร่างกายของเรา มันจะขยับไปไหนรู้หมด มันมีแต่ผู้รู้ เพราะจิตมันละเอียดมันไม่ปล่อยพุทโธ พุทโธไม่มีแล้ว เวลานี้มันเป็นของมันอัตโนมัติ

แต่ก่อนไปหยิบมั่วเลย ใจดวงนี้ ไอ้นั่นก็จะเอา ไอ้นี่ก็จะเอา…นั่นดูซิ ถึงบอกว่าถ้าเราฝึกดีแล้ว อันนั้นไม่เอา อันนี้ไม่เอา อันนี้ไม่ใช่ มันอด รู้ว่าของร้อนมันไม่ไปแตะ มันเป็นอย่างนั้น ถ้าสติดีมันเกิดขึ้นไม่ได้นะภายในจิต มีเท่าไหร่ดับหมด เกิดดี ไม่ดี ับมันรู้ รู้เท่าทันไม่ไปเกี่ยวข้องกับสิ่งใด มันก็อยู่เป็นเอกเทศซิ เอกเทศก็หมายถึง เอโกธัมโม จิตเป็นหนึ่ง เอาหล่ะซิ ใครจะมาบังคับจิตได้ในโลกอันนี้ ความอยากทั้งหลายทั้งปวง เรื่องของโลกจะมาบังคับจิตไม่ได้ มันเป็นอัตโนมัติ แม้แต่ตัวเองทำผิดมันยังดุ ธรรมภายในจิตเวลามันออกมา น่ากลัว แม้แต่นั่งอยู่คนเดียวมันยังด่าตัวเอง ไปทำผิออะไรมา พอมันตรวจตรา ทำอย่างนี้ใช้ได้เรอะ ?

สำหรับหลวงพ่อสายทอง ท่านชอบการเดินจงกรมมากเป็นพิเศษ ครั้งแรกที่เดิน ครั้งนั้นอดอาหารภาวนาอยู่ ๙ วัน พอออกจากที่นั่งสมาธิก็มาเดินจงกรม เดินได้ครึ่งวันรู้สึกแรงมันหมด เอ้า…เดินไม่ได้ก็นั่ง พอวันที่สองก็เอาอีก เดินถึงเก้าโมงแรงหมดไม่มีเลยเพราะไม่ได้ฉัน เดินไปก็หกล้ม เลยนั่ง เอ้า…วันที่สามลุกขึ้นมาเดิน ยังไม่ทันสองชั่วโมงไม่ถึงแปดโมงเลยแรงหมดหกล้ม
“อย่างนี้ใช้ไม่ได้ การฝึกของเรานี้อ่อนมาก ต้องฝึกใหม่” ครบ ๙ วันก็ฉันตามปกติ แต่คราวนี้ฝึกใหม่ คือฉันเสร็จเข้าทางจงกรมเลยไม่ให้พักผ่อน เดินไปเรื่อยถึงเที่ยงคืนตีหนึ่ง บางทีก็ข้ามคืน รู้สึกว่าแข็งแกร่งขึ้น เดินครั้งแรกมีเจ็บปวดบ้าง พอพิจารณามันก็หาย บางทีลงทางจงกรมใหม่ๆ เหมือนเราจะเดินไม่ได้ มันเจ็บมันปวด พอเดินไปชั่วขณะหนึ่งเดินตัวเบาหวิว เวลาเดินทางจงกรมแล้วไม่อยากออก มันอยากจะเดินอยู่อย่างนั้น มันสบายมีความรื่นเริง

หลวงพ่อสายทอง ท่านเคยเดินจกรมติดต่อกันได้ยาวนานถึง ๑๓ วัน ภายในถ้ำมโหฬาร อ.หนองหิน จ.เลย ท่านเดินจงกรมทั้งวันทั้งคืน หยุดยืนพักภาวนาชั่วขณะคราวเหนื่อยอ่อน เดินไปฝ่าเท้าร้อนเหมือนเดินบนกองเพลิง เนื้ออ่อนของฝ่าเท้าสุดทานทนต่อการสัมผัสดินอย่างไม่หยุดหย่อน จนฉีกขาดเลือดไหลทะลัก ต้องใช้ผ้าพันแผลแล้วเดินต่อ ทุกขเวทนาก่อตัวรุนแรงขึ้นเป็นลำดับ จนกระทั้งเป็นมหาทุกข์ คล้ายร่างกายจะระเบิด ทุกข์นี้เป็นเครื่องทดสอบจิตใจ ไหวพริบสติปัญญา ว่าจะสามารถผ่านพ้นทุกข์ – สมุทัย ไปสู่นิโรธได้หรือไม่

มันนอนไม่ได้ ถ้ามานั่งอย่างนี้ไม่ได้ เป็นไฟไปเลยภายในร่างกาย จะอยู่ได้เฉพาะในทางจงกรม จากนั้นมาวันที่ ๑๓ อุปาทานขันธ์ความยึดมั่นถือมั่นมันวางประมาณบ่ายสองโมงกว่า พอทุกข์มันดับลงแล้วก็ไม่รู้ตัว เดินไปอย่างนั้น ไม่รู้ว่ามืดเมื่อไหร่ พอจิตถอนขึ้นมาอีกที เขาจุดไฟกันแล้ว แต่ความรู้สึกมันเหมือนกับแสงเทียนลอยไปลอยมาอยู่ท่ามกลางทางจงกรม

ท่านว่า “ต้องอยู่ในสนามรบ ทุกข์มันเกิดขึ้น ถ้าใจเราไม่แข็งจริงๆ แล้วไปไม่ได้ มันต้องตัดสินใจลงไปว่า ทุกข์มันจะแสนสาหัสขนาดไหน เราก็จะเป็นเพียงผู้รู้ผู้เห็น ถ้าทุกข์ไม่ดับให้เห็นไปกับตาของเรา เราจะไม่ออกจากทางจงกรม กี่วันก็ย่าง(เดิน) กี่คืนก็ย่าง ให้จิตมันหยั่งลงไป ถ้าเดินไม่ได้เราจะคลานลงไป ถ้าคลานไม่ได้เราจะนอนกลิ้งลงไป ทุกข์นี่มันจะดับไหม พอจิตมันหยั่งลงไปในความสงบ ทุกข์ดับมันก็รู้


เมื่อทุกข์มากๆ มันไม่มีเรื่องอื่น มีแต่เรื่องใจกับเวทนา พูดอย่างนั้นเลย รูปมันก็ตั้งอยู่อย่างนั้น ปัญญานั่นแหละห่ำหั่นความยึดมั่นถือมั่นในอุปาทานขันธ์ทั้งห้า ตัวนี้หล่ะมันแรง ยึดไม่มีประมาณ อันนี้ก็เป็นของเรา มือไม้อะไรยึดเอาหมด มันว่าเป็นของเรา ไม่ยอมปล่อย เหนียวแน่นยิ่งกว่าอะไรเสียอีก ถ้ามันจนตรอกจนมุมจริง มันไม่ยอมปล่อย จนตรอกจนมุมในที่สุด ตายก็ตายตัดพรึ่บแค่นั้น !

พอทุกข์ดับลงเราก็รู้นะ เวทนามันไม่เที่ยง เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เวลามันปล่อยวางอุปาทานขันธ์มันเป็นอย่างนี้แหละ จากนั้นจะให้มันยึดอีกมันก็ไม่ยึดละ ถ้าเป็นนักมวยเอาชนะกันสักครั้งหนึ่ง โอ้โฮ กำลังใจดีมากเลยในการต่อสู้ มาตอนหลังเวลาล้มป่วย หลวงพ่อไม่เคยให้ยา…ปล่อย ไอ้การปล่อยตัวนี้แหละก็คือว่า เอ้า…มันจะเป็นอย่างไรก็ปล่อยมันหล่ะ ไม่เสียดายละ มันจะแตกคืนนี้ก็แตก มันจะแตกพรุ่งนี้หรือเวลาไหนก็เป็นเรื่องของมัน แต่ก็ไม่แตกดับ มันยังไม่ถึงวาระมันก็ยังไม่ตาย จากนั้นมาถึงคราวล้มป่วยลงยิ่งสบาย จิตมันรวมเข้ามา ไม่ได้กำหนดอะไรยากเลย มันเป็นของมันอัตโนมัติเลย

ปัญญานี่แหละ ที่ใช้อบรมจิตใจให้มันคลายจากความยึดมั่น พิจารณาอยู่เป็นนิจ ทุกข์เกิดจุดไหนก็พิจารณา จุดนี้หล่ะสำคัญ “ปัญญา” แสงสว่างใดจะเสมอเหมือนด้วยปัญญาไม่มี ในธรรมทั้งหลายทั้งปวงก็รวมลงมาในจุดนี้ นัตถิ ปัญญา สมาอาภา คำสั่งสอนทั้งหลายรวมลงมาจุดนี้ สมาธิทำให้จิตใจสงบมีอยู่อารมณ์เดียวนั่นแหละ นอกจากนั้นปัญญาห่ำหั่นแยกแยะออก ในที่สุดมันก็จะขาดพรึ่บลง กองทุกข์ทั้งหลายจิตมันปล่อย พูดง่ายๆ ทุกข์ทั้งหลายมันปล่อย ปล่อยขันธ์ ความยึดมั่นถือมั่นมันปล่อยลงพรึ่บนี่มันก็เบาๆ เหมือนกับนุ่นที่มันลอยไปลอยมานี่ละ นั่น…เบาถึงขนาดนั้น เดินเหินไปไหนมาไหนปกติทุกอย่าง เป็นอย่างนั้น เป็นคนละส่วนไปเลย ทุกวันนี้เดินทั้งวันทั้งคืนมันก็ไม่ยึดทุกข์…อยู่ได้

การฝึกสอนตนไม่ใช่ของง่ายนะ ฝึกตนให้ดี ฝึกตนให้มีความตั้งมั่น ฝึกตนให้อยู่ในความมักน้อย ฝึกตนไม่ให้ไปรังแกคนอื่น แล้วในที่สุด ใจดวงนี้ฝึกได้แล้ว มันจะเป็นที่พึ่งของใคร มันจะเป็นที่พึ่งของคนอื่นก็ได้ แล้วมันก็ย่นเข้ามาเป็น อัตตาหิ อัตตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งของตน เห็นไหม ประกาศออกมาเลย มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ นะ

หลวงพ่อสายทอง เตชะธัมโม
วัดป่าห้วยกุ่ม จ.ชัยภูมิ






"ความตายเป็นเรื่องธรรมดา
ธาตุ 4 ขันธ์ 5 แตกสลายเป็นเรื่องธรรมชาติ
วันนี้ท่านตาย วันหน้าเราก็ตาย
ตายทุกคน ไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้าหรอกจริงมั้ย"

ระลึกถึงความตายไว้เสมอ
ว่าเป็นธรรมดา

-คำสอนหลวงปู่แบน ธนากโร-






‘‘..บาปมี บุญมี นรกมี สวรรค์มี พรหมโลกมี เปรตผีประเภทต่างๆ มี พระพุทธเจ้าทรงรู้ทรงเห็นเป็นโลกวิทูรู้แจ้งโลกหมดแล้วจึงมาสอนโลกไม่ผิด

ไม่เหมือนคนตาบอดหูหนวกรู้ลูบๆ คลำๆ ผิดตลอด
ตกเหวตกบ่อไปคนตาบอด คนตาดีไปจะไม่ตก ให้ฟังเสียงพระพุทธเจ้านะ
เราพวกตาบอดหูหนวกให้ฟังเสียงคนตาดีหูดีคือพระพุทธเจ้า

บาปมีมีแท้ บุญมีมีแท้ สวรรค์-นิพพานมี มีโดยแท้ทุกอย่างที่สอนไว้แล้วด้วยความหูแจ้งตาสว่าง ไม่ใช่มีแบบลูบๆ คลำๆ กำดำกำขาวแล้วมาหลอกกัน แล้วไปเหยียบหัวธรรมทั้งหลาย เหยียบหัวพระพุทธเจ้าว่าบาป-บุญ-นรก-สวรรค์ไม่มีจะจมอีกนะ ให้พากันจำเอานะ..”

โอวาทธรรมคำสอน
พระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน) วัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี
(พ.ศ.๒๔๕๖-๒๕๕๔)






‘‘..บาปมี บุญมี นรกมี สวรรค์มี พรหมโลกมี เปรตผีประเภทต่างๆ มี พระพุทธเจ้าทรงรู้ทรงเห็นเป็นโลกวิทูรู้แจ้งโลกหมดแล้วจึงมาสอนโลกไม่ผิด

ไม่เหมือนคนตาบอดหูหนวกรู้ลูบๆ คลำๆ ผิดตลอด
ตกเหวตกบ่อไปคนตาบอด คนตาดีไปจะไม่ตก ให้ฟังเสียงพระพุทธเจ้านะ
เราพวกตาบอดหูหนวกให้ฟังเสียงคนตาดีหูดีคือพระพุทธเจ้า

บาปมีมีแท้ บุญมีมีแท้ สวรรค์-นิพพานมี มีโดยแท้ทุกอย่างที่สอนไว้แล้วด้วยความหูแจ้งตาสว่าง ไม่ใช่มีแบบลูบๆ คลำๆ กำดำกำขาวแล้วมาหลอกกัน แล้วไปเหยียบหัวธรรมทั้งหลาย เหยียบหัวพระพุทธเจ้าว่าบาป-บุญ-นรก-สวรรค์ไม่มีจะจมอีกนะ ให้พากันจำเอานะ..”

โอวาทธรรมคำสอน
พระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน) วัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี
(พ.ศ.๒๔๕๖-๒๕๕๔)








#ให้ละเว้นการเลือกวันโน้นนี้เสีย

"... การดูดวง ก็เหมือนกัน ดูเอาว่าดวงดี
ดวงไม่ดี ผูกดวง ผูกดาว คนโกหก หลอกลวงกันให้วุ่นวาย เดือดร้อนในพระพุทธศาสนา
ดวงดีไม่ดีก็ให้ดูเอาซิ ไม่ใช่มาจากฟ้าอากาศ ให้ดูดวงดีเดี๋ยวนี้ซิ
ดวงดีเป็นยังไง ดวงดีรวมมาสั้นๆ แล้วคือ ใจเราดี มีความสุข ความสบาย

... เมื่อใจเราสุขสบายแล้ว ทำอะไรก็สบาย ประเทศชาติก็สบาย นี่แหละดวงดี ดวงไม่ดีเป็นยังไง ดวงไม่ดีคือใจเราไม่ดี ใจมีทุกข์ยากวุ่นวายเดือดร้อน
นี่แหละดวงไม่ดีทำอะไรก็ไม่ดี หาอะไรก็ไม่ดี
นี่เรียกว่าดวงไม่ดี ดูตรงนี้ จะให้ใครดูให้เล่า ..."
------------------------------
#พระอาจารย์ฝั้น_อาจาโร
วัดป่าอุดมสมพร ต.พรรณา อ.พรรณานิคม
จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๔๒ - ๒๕๒๐)





“..มนุษย์เรานี้ก็เหมือนกัน ธรรมที่เราเรียนมา ธรรมะที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ ถึงจะศึกษาธรรมะเท่าไรก็ตามทีเถิด ถ้าไม่ประพฤติปฏิบัติแล้วก็ไม่เห็น ไม่เห็นแล้วก็ไม่รู้ ไม่รู้ก็ไม่รู้จักข้อปฏิบัติ อย่าพึงว่าเราเรียนมาก เรารู้มากแล้วเราจะเห็นธรรมะของพระพุทธเจ้า ก็เหมือนเรามีตา อย่างนี้ก็นึกว่าเราเห็นทุกอย่าง เพราะว่าเรามองไปแล้ว หรือจะนึกว่าเราได้ยินแล้วทุกอย่าง เพราะเรามีหูอยู่แล้ว มันเห็นไม่ถึงที่สุดของมัน มันก็เป็นตานอกไป ท่านไม่จัดว่าเป็นตาใน หูก็เรียกว่าหูนอกไม่ได้เรียกว่าหูใน มิฉะนั้นถ้าท่านพลิกสมมุติเข้าไปเห็นวิมุตติ แล้วก็เป็นของจริง เห็นชัด ถอนทันที มันจึงถอนสมมุติออก ถอนความยึดมั่นถือมั่นออก ถอนทุกสิ่งทุกอย่าง..”

โอวาทธรรมคำสอน
พระโพธิญาณเถร (หลวงปู่ชา สุภทฺโท) วัดหนองป่าพง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี
(พ.ศ.๒๔๖๑-๒๕๓๕)






“.. มันก็เหมือนกันกับการเข้าไปในเมือง
บางคนอาจจะเข้าเมืองทางทิศเหนือ
ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ฯลฯ ทางถนน
หลายสาย โดยมากแล้วแนวทางการภาวนา
ก็แตกต่างกันเพียงรูปแบบเท่านั้น ไม่ว่าท่าน
จะเดินทางสายหนึ่งสายใด เดินช้าเดินเร็ว
ถ้าท่านมีสติอยู่เสมอ มันก็เหมือนกันทั้งนั้น
ข้อสำคัญที่สุดก็คือ แนวทางภาวนาที่ดี
และถูก ต้องนำไปสู่การไม่ยึดมั่นถือมั่น
ลงท้ายแล้วก็ต้องปล่อยวางแนวทางการ
ภาวนาทุกรูปแบบด้วย ผู้ปฏิบัติต้องไม่ยึดมั่น
แม้ในตัวอาจารย์ แนวทางใดที่นำไปสู่การ
ปล่อยวาง สู่การไม่ยึดมั่นถือมั่น ก็เป็นทาง
ปฏิบัติที่ถูกต้อง ท่านอาจจะอยากเดินทาง
เพื่อศึกษากับอาจารย์ท่านอื่น และลองปฏิบัติ
ตามแนวทางอื่นบ้างก็ได้ พวกท่านบางคนก็ทำ
เช่นนั้น นี่เป็นความต้องการตามธรรมชาติ
ท่านจะรู้ว่า แม้ได้ถามปัญหานับพันคำถาม
ก็แล้ว และมีความรู้เรื่องแนวทางปฏิบัติอื่นๆ
ก็แล้ว ก็ไม่อาจจะนำท่านเข้าถึงสัจธรรมได้
ในที่สุด ท่านก็จะรู้สึกเบื่อหน่าย ท่านจะรู้ว่า
เพียงแต่หยุดและสำรวจตรวจสอบดูจิตของ
ท่านเองเท่านั้น ท่านก็จะรู้ว่า พระพุทธเจ้า
ตรัสสอนอะไร ไม่มีประโยชน์ที่จะแสวงหา
ออกไปนอกตัวเอง ผลที่สุดท่านต้องหันกลับ
มาเผชิญหน้ากับสภาวะที่แท้จริงของตัวท่าน
เองตรงนี้แหละ ที่ท่านจะเข้าใจธรรมะได้ ..”
-
พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทฺโท)





#โอวาทธรรม หลวงปู่อุทัย สิริธโร
#ธรรมอยู่ที่ตรงไหน ก็มีลักษณะที่เบากาย เบาใจ มีความสบายทางจิตใจ ธรรมส่วนนี้เป็นบุญเป็นกุศล
ให้พวกเรา โอปนยิโก น้อมเข้าไปดูจิตดูใจของเราขณะนี้ว่าเป็นบุญหรือยัง?"

วัดเขาใหญ่ญาณสัมปันโน





ปลูกศรัทธา เชื่อมั่นในการทำความดี

ก็ขอความสุขสวัสดีจงบังเกิดมีแก่พวกเราทุกคน ที่ได้มาร่วมกันทำความดี คือได้มาเข้าเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพร้อมกันโดยได้มีการสวดมนต์ ก่อนอื่นนั้น ก่อนที่พวกเราจะทำอะไรก็แล้วแต่ สิ่งแรกนั้นขอให้เราจงมีศรัทธา
ถ้าพวกเรามีศรัทธา มีความเชื่อมั่นในสิ่งที่เราทำเหมือนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา พระองค์ก็มีศรัทธาและมีความเชื่อมั่นว่า เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นทุกข์ พระองค์ก็มีความเชื่อมั่นว่า เมื่อมันมีทุกข์ได้ มันก็ต้องมีหนทางออกจากทุกข์ได้เหมือนกัน
เหมือนกับพวกเรานั้น “ ถ้าเรามีศรัทธาเชื่อว่า การให้ทาน รักษาศีล การภาวนา เป็นกุศลเป็นบุญที่พวกเราทำแล้ว จะมีแต่ความเจริญ จะมีแต่ความสุข เพราะอาศัยกำลังศรัทธา คือมีความเชื่ออย่างเดียวว่า ทำกรรมดีย่อมได้ดี ทำกรรมชั่วย่อมได้ชั่ว ” ถึงว่าผลแห่งกรรมดีนั้นมันจะส่งผลช้าหรือเร็ว ก็เหมือนกับกรรมชั่วก็เหมือนกัน มันจะส่งผลเร็วหรือส่งผลช้า ก็อยู่ที่อำนาจของกรรม
แต่ถ้าพวกเราทุกคนเชื่อมั่น มีศรัทธา ว่าทำดีต้องได้ดีอย่างแน่นอน ทำชั่วต้องได้ชั่วอย่างแน่นอน ถ้าพวกเราทั้งหลายนั้นมีศรัทธา มีความเชื่อมั่นอย่างนี้แล้ว หลวงปู่เชื่อว่าความดีนั้นย่อมส่งผลให้กับพวกเราก่อน เพราะอย่างน้อยที่พวกเราทุกคนนั้นได้เข้ามาสวดมนต์ ได้ชื่อว่าเรามีศรัทธาคือมีความเชื่อว่าการที่พวกเราได้มาสวดมนต์นั้นมันจะได้บุญ ถ้าเราไม่มีศรัทธาไม่มีความเชื่อมั่นว่าสวดมนต์แล้วจะได้บุญ พวกเราก็คงไม่เข้ามาสวดมนต์ร่วมกับหลวงปู่ หรือร่วมกับพวกเราทุกคนที่เข้ามาสร้างทำความดีอยู่ในกลุ่มนี้
ด้วยอำนาจบุญกุศลที่พวกเราทำนั้น ไม่ว่าจะเป็นการให้ทานก็ดี รักษาศีลก็ดี เจริญภาวนาก็ดี ถ้าสิ่งเหล่านี้พวกเราทั้งหลายประพฤติปฏิบัติด้วยกำลังใจที่สูงหรือด้วยกำลังใจที่เต็มเปี่ยม ขอให้เราทำอะไรขอให้เราทำจริงจัง ถ้าพวกเราทำจริงจังในสิ่งที่เราทำแล้ว ผลที่มันจะออกมานั้น ย่อมพบแต่ความสำเร็จอย่างแน่นอนด้วยกันหมดทุกคน เพราะว่าเราเกิดเป็นคนนั้น เราต้องรู้จักคำว่า “ให้”
ให้ทานหนึ่ง ให้ทานนั้นเราให้ได้ด้วยความเต็มใจ ให้แล้วเกิดความสุข บุญเกิดขึ้นกับพวกเรา ศีลก็เหมือนกัน ภาวนาก็เหมือนกัน ถ้าเราทำแล้วมันเกิดความสุข นั่นแหละชื่อว่าบุญได้เกิดขึ้นกับพวกเราทุกคนแล้ว
สุดท้ายนี้ก็ขอให้พวกเราจงเจริญทั้งทางธรรม จงเจริญทั้งทางโลก มีความปรารถนานึกคิดสิ่งใด ไม่เหลือวิสัยของกรรมแล้วไซร้ ขอสิ่งนั้นจงบันดาลดลให้พวกเราประสบแต่ความสำเร็จและสมหวังทุกคน ก็ขอความสุขสวัสดีจงบังเกิดขึ้นมีกับพวกเราทุกคน

#หลวงปู่ทองดี อนีโฆ
#วัดใหม่ปลายหัวย
#จังหวัดพิจิตร

หนังสือธรรมะบ้านปันสุขเล่ม ๒
โดย พระพิศาลญาณวงศ์(หลวงปู่ทองดี อนีโฆ)
ที่ระลึกงานทอดกฐิน
๑๘ ตุลาคม ๒๕๖๓
ณ วัดใหม่ปลายห้วย ต. เนินปอ อ. สามง่าม
จ. พิจิตร
ที่มา:ศิษย์หลวงปู่ทองดี อนีโฆ


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: Google [Bot] และ บุคคลทั่วไป 111 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร