วันเวลาปัจจุบัน 09 ม.ค. 2026, 01:13  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ม.ค. 2026, 11:00 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 5455


 ข้อมูลส่วนตัว


"หลวงปู่ดูลย์เคยสอนเราว่า
ธรรมะมันอยู่ตรงหน้าเรานี่แหล่ะ
เพียงแต่เราเข้าใจผิดเพียงนิดเดียวเอง
เราก็เลยหล่นลงไปสู่ความผิดพลาดเข้าใจผิด
เมื่อเข้าใจผิดแล้ว ก็ผิดแล้วผิดเลย
ว่าต้องเป็นเช่นนั้น เช่นนี้ ไปย๊าวเหยียดเลย
ธรรมะแท้ ๆ มันอยู่ตรงหน้าเรานี่แหล่ะ
จะไปหามันทำไม
ทำจิตให้เป็นปัจจุบันนี่ล่ะ
ธรรมะแท้มันอยู่ตรงนี้"

#หลวงพ่อเยื้อน ขันติพโล
วัดเขาศาลาอตุลฐานะจาโร
อ.บัวเชต
จ.สุรินทร์

บันทึกโดย เขมปัญโญคฤหัสถ์







การเจริญฌาน และสมาธิ แม้จะเดินทาง
สายเดียวกัน แต่เวลาถึง ย่อม มีลักษณะ
อาการ และประโยชน์ต่างกัน นั่นก็เป็น
การฝึกหัดให้เป็นผู้มีจิต ยอมสละ
สิ่งอันสละได้ยากยิ่ง ก็คือ อุปาทานขันธ์
ดังนั้น การฝึกหัด จะใช้กรรมฐานใดๆ มาเป็น
อุบายฝึกหัด เป็นต้นว่า อนุสติ ๑๐ อสุภะ ๑๐
ถ้าปล่อยวางอุปาทานขันธ์ ทั้งภายนอก
และภายในได้แล้ว ... ก็ใช้ได้
ถ้าปล่อยไม่ได้ ก็เป็นโมฆะ คือ ... ไร้ผล
...
บันทึกธรรม หลวงปู่เทสก์ เทสฺรํสี
วัดหินหมากเป้ง อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย





“..คนเรามักเข้าใจว่า อามรมณ์ต่างๆ ความรัก ความชัง ความสำคัญมั่นหมาย อันนั้นคือเขาอันนั้นคือเรา เป็นตัวตนเรา ต่อเมื่อมาตั้งจิตให้อยู่ในอารมณ์เดียวเป็นสมาธิได้ ถึงเข้าใจว่า จิตแท้ๆ ไม่มีอารมณ์ใดๆ
สิ่งทั้งหลายที่มีความหมายได้ เป็นแค่อารมณ์ หาใช่ตัวตนแท้ๆของจิตไม่ เท่านี้ก็เกิดความสลดสังเวช ในความหลงของตัวเอง ความเป็นห่วงอาทรกับใครๆใดๆก็ไม่มีเหลือ
อยากที่จะอยู่กับจิตตัวเองคนเดียว เมื่อจิตเป็นสมาธิ พยายามจะคิดถึง ความรัก ความชัง ก็ยังคิดไม่ได้มันไม่อยากไป เพราะจิตผูกกับอารมณ์สมาธิไว้ ถึงรู้ว่าสิ่งที่เป็นของเราจริงๆมีแต่ดวงจิต
แต่อารมณ์ความสมมุติทั้งหลายในชาตินี้ทั้งหมด เป็นเพียงความหลงในเงาตัวเองทั้งสิ้นหาใช่ตัวจริง..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)








"... สตินี่..ทำให้มันมีกำลังดีแล้วจิตมันจึงจะล่วง เพราะสติคุ้มครองจิต ตัวสติก็คือจิตนั่นแหละ แต่ว่าลุ่มลึกกว่า

สตินั่นอบรมจิต ครั้นอบรมจนขั้นจิตรู้เท่าตามความเป็นจริงแล้วมันจึงหายความหลง พบความสว่าง ความหลงนั้นก็คือไม่มีสติ

ครั้นมีสติคุ้มครองหัดไปจนแน่วแน่แล้ว ให้มันแม่นยำ ให้มันสำเหนียกแล้ว มันจะรู้แจ้งทุกสิ่งทุกอย่าง สติแก่กล้าจิตย่อมทนไม่ได้ เมื่อทนไม่ได้ก็สงบลง ครั้นสงบลงแล้วมันก็รู้

เดี๋ยวนี้มันไม่มีปัญญามันก็ส่ายไปมา เพราะมันไปหลายทาง จิตไปหลายทางเพราะเป็นอาการของมัน

เมื่อผู้วางภาระ คือ..ว่างไม่ยึดถือว่าขันธ์ห้านี้เป็นตัวเป็นตนแล้ว ไม่ยึดถือแล้วปลง
เป็นผู้วางภาระก็มีความสุข จะยืน เดิน นั่ง ก็มีความสุข ไม่ยึดถือ เพราะรู้ตามความเป็นจริงของมันแล้ว ..."
-----------------------------------
#หลวงปู่ขาว_อนาลโย
วัดถ้ำกลองเพล อ.เมือง จ.หนองบัวลำภู
(พ.ศ.๒๔๓๑ - ๒๕๒๖)







#หลวงปู่จันทา_ถาวโร_ระลึกชาติหนหลัง#
"เปลี่ยนภพเปลี่ยนชาติ"
จากนั้นก็เกิดเป็นภาพงูใหญ่วิ่งเข้ามา ร้องว่า...
" วิริเยนะ ทุกขะมัจเจติ "
นี่แหละ ! ภพชาติปางก่อนยกมาสอนให้ดู
ก็ได้ความสังเวชสลดใจ
เพราะมันตายสาบสูญหมดเสียสิ้น

พอตายแล้ว ดวงจิตออกจากร่างไปไหน
ไปเกิดเป็นหมี มีครอบครัว มีบุตร มีภรรยา มีบุตร ๒ ให้ภรรยาเลี้ยงดูบุตร ส่วนตัวเองออกไปหาอาหาร
ผลไม้และรวงผึ้งมาเลี้ยงทุกวัน

อยู่มาวันหนึ่ง มีเสือโคร่งมากัดกินบุตร
กลับมาเห็นพอดี ก็กัดกันเลยนะ กูก็ตาย มึงก็ตาย

นั่นแหละ ! ตายจากหมีแล้วไปไหน
" ดวงจิตออกจากร่าง ไปเกิดเป็นหมูตัวใหญ่ "

ผู้ชนะย่อมแพ้ ผู้แพ้ย่อมก่อเวร นั่นแหละ
เมื่อไปเห็นก็กัดกันอีก เขาก็ตาย เราก็ตาย

ดวงจิตออกจากร่างหมูแล้วไปไหน
เหลือบไปเห็นลิงอยู่บนยอดไม้
โอ๋ ! ไปเกิดเป็นลิงดีกว่า จะได้พ้นจากปากเสือ
ก็เลยไปเข้าท้องลิง
เกิดมาเป็นลิงมาหากินผลหมากรากไม้ตามต้นไม้
ก็เลยพ้นจากปากเสือไปได้

ขณะนั้นพ่อแม่เที่ยวไปตามชายเขา
ไปเห็นวัดแห่งหนึ่งเป็นวัดพระกรรมฐาน
ตั้งอยู่กลางภูเขา ลำเนาไพร
พ่อแม่ก็เลยพาไปฟังธรรมะ พระก็เทศน์ว่า...

" โย จะ ปุคคะโลฯ
" บุคคลทั้งหลาย ทั้งมนุษย์และสัตว์เดรัจฉานก็ดี
เมื่อมาเอาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
และศีลธรรมเป็นเครื่องประดับ
เป็นเครื่องล้างบาปแล้ว อบายไม่ไดัไป
ไฟนรกไม่ได้ไหม้ สิ้นแสนกัปดับขันธ์แล้ว
จะมีพระนิพพานเป็นที่ไปเบื้องหน้า "

พ่อแม่ก็เลื่อมใส อยากเปลี่ยนภพชาติ
ก็เลยไปศึกษากับพระที่เป็นหัวหน้าว่า...
" ข้าพเจ้าเป็นลิงจะปฏิบัติธรรมได้ไหม ? "
" ได้ไม่เป็นไร ไม่เลือกขาติชั้นวรรณะหรอก
มนุษย์ ทำได้ สัตว์ก็ทำได้ "

พ่อแม่ก็เลยพาไปรับพระไตรสรณคมน์และศีล ๕ เสร็จแล้วพระก็บอกว่า...
" ลิง พวกแกขึ้นต้นไม้ได้เร็ว ผลไม้สุกมีอยู่เต็มป่านั้น ไปเก็บเอามาไว้ใส่บาตรพระกับโยมมนุษย์ทั้งหลายเขา พวกใบไม้ที่กินเป็นอาหารได้ก็ไปเก็บมาไว้ทำทาน "

ก็เลยทำอยู่อย่างนั้น เพราะอยากเปลี่ยนภพชาติ
ได้ผลไม้มาลูกไหนที่ไม่สวยไม่ติก็เก็บไว้กินเอง
ส่วนลูกที่ดีและสวยงามเก็บไว้ใส่บาตรพระบำเพ็ญบุญ จากนั้นก็เข้าป่า หาหัวเผือกหัวมัน ต้มถวายพระ บำเพ็ญบุญเช่นนั้นเรื่อยมา

ต่อมามีอุบาสิกาคนหนึ่งเป็นหัวหน้าเพื่อน
" มีรูปร่างใหญ่โตมโหฬาร มีเสียงกังวาน
เห็นแล้วก็ชอบใจ เพราะเขาเป็นสัมมาทิฏฐิ "
บำเพ็ญบุญกุศลวัตรไม่ลดละ ก็คิดในใจว่า...
"ถ้าเราสิ้นลมจากลิง เราจะไปเข้าท้องอุบาสิกาคนนี้"

พอดีอายุสังขารร่วงโรยหมดลิ้นลงก็สิ้นลม
ขณะนั้นสติปัญญาตามจิตทันอยู่
ด้วยความห่วงใยอาลัย
เมื่อจิตออกจากร่างลิงก็ไปเข้าท้องอุบาสิกาคนนั้น พอครบ ๑๐ เดือนก็ คลอดออกมา
" โอ ! เราเปลี่ยนภพขาติได้แล้ว "

เพราะเราทำคุณงาม ความดีกับพระกับมนุษย์
อำนาจของพระไตรสรณคมน์และศีล ๕ รักษาไว้
ไม่ให้ไปอบายและทำให้เปลี่ยนภพชาติมาเป็นมนุษย์ได้

พออายุได้ ๗ ปี พ่อแม่ก็เลยให้บวช
เพราะเห็นเป็นคนว่องไวดี คงจะศึกษาเล่าเรียนดี
พ่อแม่ก็พาไปถวายพระกรรมฐานผู้เป็นหัวหน้าพระกรรมฐานนั้นก็ว่า...

" โอ้ลูกรัก เมื่อชาติก่อนเจ้าเป็นลิงนะ
มาทำคุณงามความดีกับมนุษย์ที่นี่
ก็เลยได้เปลี่ยนภพชาติจากลิงไปเป็นมนุษย์ ก็ดีแล้ว ฉะนั้น บวชเป็นเณรเสียเลย "

พอบวชแล้ว ก็ตั้งใจศึกษาพุทธวจนะได้คล่องแคล่วดี
จากนั้นก็เทศนาสั่งสอนมนุษย์ทั้งหลาย
ให้บำเพ็ญทาน ศีล ภาวนา
พุทโธ ธัมโม สังโฆไม่ลดละตราบจนสิ้นชีวิตสังขาร
รวมที่ญัตติเป็นพระด้วย ๑๐๐ กว่าปีนั่นแหละ
ดับขันธ์แล้วก็มีความเบิกบานสำราญโจดี
นี่เป็นปฐมเหตุแห่งการสร้างคุณงามความดี

#เรื่องบุพเพชาติแต่ปางก่อน ก็ได้เห็นเพียงแค่นั้น
นั่นแหละ ตอนแรกเป็นลิง
เปลี่ยนจากลิงมาเป็นมนุษย์

ทำคุณงามความดีสูงสุดมาเป็นระยะ ๆ
อันนี้จึงได้ชื่อว่า..." ธัมโม หะเว รักขะติ ธัมมะจาริง "
ผู้ประพฤติธรรม ธรรมย่อมรักษา
ไม่ให้ตกไปโนโลกที่ชั่ว

" ธัมโม สุจิณโณ สุขะมาวะหาติ "
ธรรมที่ประพฤติดีแล้วนำสุขมาให้

เมื่อเห็นจริงเข่นนี้แล้วก็สิ้นสงลัย โนโลกทั้งสาม
(กามโลก รูปโลก อรูปโลก) นี้
ไม่มีสิ่งใดหรอกนี่จะเป็นที่พึ่งอันเอก
นอกจาก พุทโธ ธัมโม ลังโฆและศีลธรรมคำสอน ของพระพุทธเจ้าเท่านั้น

นั่นแหละ ได้ประพฤติวัตรปฏิบัติมาอย่างนี้

ฉะนั้น ทุกท่านเมื่อได้ยินได้ฟังแล้วจงโอปนยิโก
น้อมไว้ในใจใคร่ในธรรมะ นำประพฤติวัตรปฏิบัติตามธรรมะคำสอน ของพระพุทธเจ้าให้จงได้

สะสมบุญกุศลโส่ตนไว้อยู่ทุกเมื่อ อย่าได้ประมาทว่า
" บุญกุศลเล็กน้อยเมื่อไหร่จะให้ผล "
เมื่อหมั่นสะสมไว้ทีละเล็กนี่ละน้อย
ก็ย่อมให้ผลใหญ่เบื้องหน้า

"อุปมาเหมือนอย่างบุคคลอยากได้นํ้าฝนและนํ้าค้าง
ก็เอาโอ่ง อ่างกระถางไปตั้งไว้ในที่กลางแจ้ง
ก็ย่อมเต็มด้วยนํ้าค้างและนั้าฝนนี่หยดลงมาทีละหยด ๆ"

อันนี้ฉันใด ปราชญ์ทั้งหลายผู้ฉลาดในการสะสมบุญกุศลใส่ตนไว้ ก็ย่อมเป็นเหตุนำมาซึ่งความสุขความเจริญทุกทิวาราตรีกาล

ดั่งน้ำในคงคาวารีไหลลงมาสู่ท้องมหาสมุทร
ไม่รู้หยุดรู้หย่อนทั้งกลางวันและกลางคืน อันนี้ฉันใด
กุศลผลบุญก็มีอุปมัย ฉันนั้น.

-----------------------
จากหนังสือ "ธรรมพเนจร"
หลวงปู่จันทา ถาวโร






"ผู้ปฏิบัติธรรม ต้องทำตัวดุจผ้าขี้ริ้ว ซึ่งไม่มีราคา ใครจะเช็ดเท้าหรือเหยียบย่ำไปด้วยดินโคลน ของโสโครกหรือสะอาดอันใด ก็ไม่มีความรังเกียจ หรือยินดี ยินร้าย ดังเช่น สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา ซึ่งทรงลดพระทิฏฐิมานะของพระองค์ในการเป็นพระราชโอรสของกษัตริย์ขัตติยราชชาติสกุล ลงมาเป็นนักบวชอย่างคนธรรมดาสามัญ ถือบิณฑบาตเที่ยวเดินไปตามหมู่บ้านชนบทน้อยใหญ่ โดยมิได้ทรงคำนึงว่าอาหารที่ได้มานั้นจะเป็นของดีเลวหยาบหรือปราณีตประการใด พระองค์ก็ทรงรับไว้และบริโภคได้ทั้งสิ้น ฉันใดก็ดี ผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลายก็ควรจะต้องดำเนินตามรอยพระบาทของพระองค์ พยายามปลดปล่อยละวางทิฏฐิมานะความถือตัวถือตน ความโอ้อวดในคุณธรรมความรู้ความฉลาด และชาติสกุลของตนว่า เราเป็นพระ เราเป็นเณร เราเป็นอุบาสิกา เราเป็นคนดี คนวิเศษกว่าคนนั้นคนนี้ เราจะต้องทำตัวให้มีความรู้สึกประดุจผ้าขี้ริ้วหรือพรมเช็ดเท้า ยอมรับความดีความชั่วทั้งหลายได้โดยดุษณีภาพ หรือโดยชื่นตาชื่นใจ ถ้าหากเราไม่ยอดลดทิฏฐิมานะของตนเองลงต่อเหตุการณ์ของโลกเหล่านี้ได้แล้ว เราก็ไม่สามารถที่จะก้มหัวลงสู่ข้อปฏิบัติได้อย่างเต็มใจ"

ท่านพ่อลี ธมฺมธโร








การทำบุญด้วยเงินก็ดี อาหารก็ดี เสื้อผ้าหรือสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ ก็ดี เขาเรียกว่า #วัตถุทาน นะ และกุศลผลบุญอันจะเกิดจากวัตถุทานนั้น หาได้วัดกันที่จำนวนเงินหรือจำนวนสิ่งของเครื่องใช้ไม่

แต่เขาวัดกันที่องค์ประกอบ ๓ อย่างคือ
1.ผู้มีความเต็มใจในการให้ (ถึงพร้อมด้วยเจตนา)
2.วัตถุทานที่ให้นั้นได้มาด้วยความบริสุทธิ์ (ถึงพร้อมด้วยไทยธรรม)
3.ผู้รับมีความบริสุทธิ์ (ถึงพร้อมด้วยบุญเขต)

ดังนั้นหากคนจนบริจาคเงินทำบุญเพียงแค่ ๕ บาท ๑๐ บาทแต่มีความเต็มใจในการทำบุญ อีกทั้ง #เงินที่ทำนั้นหามาได้อย่างสุจริตด้วยน้ำพักน้ำแรงของตนเอง ก็ย่อมได้กุศลผลบุญ มากกว่าคนร่ำรวยที่บริจาคเงินเป็นหมื่น เป็นแสน หรือเป็นล้าน ด้วยเจตนาที่หวังอวดหรือเบ่งทับผู้อื่น หรือว่า #เงินที่บริจาคนั้นได้มาเพราะคดโกงเขามานะ

#พระธรรมเทศนาคำสอนหลวงพ่อพระราชพรหมยาน





"...นักปฏิบัติต้องตั้งจิตเอาไว้ว่าเราจะไม่
ต้องการอะไร เราปฏิบัติไปเรื่อยๆ ทำ
ความดีเรื่อยไป แต่เราไม่อยากได้อะไร​
ความดีก็ไม่เอา เวลาทำเราทำเหมือนกับ
ว่าเราจะเอา​ แต่เราไม่เอา การปฏิบัติต้อง
ทำอย่างนี้

ทีนี้ถ้าจะถามว่า ความดีนี้แน่นอนไหม
ก็ตอบว่า มันไม่แน่ ความดีมันก็เป็นของ
ไม่เที่ยง เมื่อเราจะพูดว่า ทำความดีหรือ
จะเอาความดี หรือต้องการความดี อะไร
เหล่านี้ก็พูดได้ ปากเราพูด แต่จิตใจอย่า
ไปหมายมั่นมัน อย่าไปยึดว่าจะต้องได้
จะต้องเป็นอย่างนั้นจริงๆ

เพราะถ้าหากว่า​ วันหนึ่งความดีมันพลิก
กลับหน้ามือเป็นหลังมือ เราก็จะเสียใจ
มันจะทำให้เราเป็นทุกข์

เราต้องเข้าใจว่า ถ้าดีจริงมันต้องพ้นจากดี
ความดีที่แท้นั้นต้องเป็นความดีที่พ้นจาก
ความดีอีกทีหนึ่ง ซึ่งอย่างนี้คนคิดกันไม่
ค่อยได้ คนส่วนใหญ่เขาเป็นอย่างนี้กันเป็น
ส่วนมาก

ถ้าพูดเรื่องหลุดพ้นเขาไม่เข้าใจ
แต่ถ้าพูดว่าให้ร่ำรวย ให้มีเงินมีทองมากๆ
อย่างนี้ เขาสาธุ นักปฏิบัติเรา ต้องรู้เรื่อง
เหล่านี้ และต้องมุ่งไปสู่ที่ที่ไม่มีภพ เพื่อความ
หลุดพ้นของเราในที่สุด..."

หลวงพ่อชา​ สุภัทโท
วัดหนองป่าพง อ.วารินชำราบ
จ.อุบลราชธานี







“..คนเรามักเข้าใจว่า อามรมณ์ต่างๆ ความรัก ความชัง ความสำคัญมั่นหมาย อันนั้นคือเขาอันนั้นคือเรา เป็นตัวตนเรา ต่อเมื่อมาตั้งจิตให้อยู่ในอารมณ์เดียวเป็นสมาธิได้ ถึงเข้าใจว่า จิตแท้ๆ ไม่มีอารมณ์ใดๆ
สิ่งทั้งหลายที่มีความหมายได้ เป็นแค่อารมณ์ หาใช่ตัวตนแท้ๆของจิตไม่ เท่านี้ก็เกิดความสลดสังเวช ในความหลงของตัวเอง ความเป็นห่วงอาทรกับใครๆใดๆก็ไม่มีเหลือ
อยากที่จะอยู่กับจิตตัวเองคนเดียว เมื่อจิตเป็นสมาธิ พยายามจะคิดถึง ความรัก ความชัง ก็ยังคิดไม่ได้มันไม่อยากไป เพราะจิตผูกกับอารมณ์สมาธิไว้ ถึงรู้ว่าสิ่งที่เป็นของเราจริงๆมีแต่ดวงจิต
แต่อารมณ์ความสมมุติทั้งหลายในชาตินี้ทั้งหมด เป็นเพียงความหลงในเงาตัวเองทั้งสิ้นหาใช่ตัวจริง..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)






"อันตรายภายนอกนั้น เราไม่กลัว เรากลัวอันตรายจากกิเลสภายในใจของตนเองเท่านั้น ใจคนเราที่ฟุ้งซ่านหงอยเหงา เกิดจากกิเลสสามกองภายในใจของตนเองบั่นทอน

ใจฟุ้งซ่าน ไม่ได้เกิดจากสิ่งภายนอกสัตว์บุคคล มันเกิดจากใจเราเข้าไปยึดถือให้เป็นธรรมารมณ์ทั้งนั้น"

กราบโอวาทธรรม...หลวงปู่ชอบ ฐานสโม







“..ให้กลับความรักที่มีอยู่ให้กลายเป็นความรักสากล
ให้กลายเป็นความรักที่มีต่อสรรพสัตว์ทั้งหลาย
รักเหมือนแม่รักลูก พ่อรักลูก แม้ผมอยู่กับพวกท่าน
ผมก็รักท่านเหมือนเป็นลูกเป็นหลาน ให้ล้างความใคร่
ออกจากความรักเหมือนหัวกลอย ต้องแล่เอาพิษออกจึงกินได้
ความรักก็เช่นเดียวกัน ต้องพิจารณา มองให้เห็นทุกข์ของมัน
ค่อยๆ ล้วงเอาเชื้อแห่งความมัวเมาออก เพื่อให้เหลือแต่ความ
รักล้วนๆ เหมือนครูบาอาจารย์รักศิษย์..”

โอวาทธรรมคำสอน
พระโพธิญาณเถร (หลวงปู่ชา สุภทฺโท) วัดหนองป่าพง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี
(พ.ศ.๒๔๖๑-๒๕๓๕)







#เพราะไม่มีที่พึ่งทางจิตใจ
...หรือไม่รู้ที่พึ่งอันเกษมอันอุดม
จึงกลัวการตายแต่ไม่กลัวการเกิด
เมื่อเป็นเช่นนี้จึงคว้าโน้นคว้านี่เป็นที่พึ่ง
บางคนกลัวตายคว้าเอาสิ่งอื่นมาเป็นที่พึ่ง
ที่เคารพนับถือด้วยความงมงาย
นอกจากนี้ยังมีการทรงเจ้าเข้าผี
สะเดาะเคราะห์ สะเดาะนาม สืบชะตาราศี
ตัดกรรมตัดเวร โดยวิธีการต่าง ๆ
ที่พึ่งอันอุดมมั่นคงนั้นคือ "การภาวนา"
น้อมรำลึกนึกเอาพระคุณอันวิเศษของ
พระพุทธเจ้า พร้อมพระธรรม และพระอริยสงฆ์
มาเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางด้านจิตใจ
จึงจะเป็นการถูกต้อง...

พระครูวินัยธร (มั่น ภูริทตฺโต)
วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ. ๒๔๑๓ – ๒๔๙๒)






..เราได้มาเกิดเป็นมนุษย์เป็นโชคลาภอันดี กิจโฉ มนุสสะ ปฏิลาโภ การได้มาเกิดเป็นมนุษย์ ได้ร่างกายบริสุทธิ์บริบูรณ์ทั้งหญิงทั้งชาย ก็เรียกว่าโชคดี เพราะคนเรานี้กว่าจะได้เกิดมาก็แสนยากแสนลำบาก เราก็จะเห็นว่าคนเรานี้ที่เกิดมามีความเหลื่อมล้ำต่ำสูงต่างกัน ก็ด้วยอำนาจของกรรม บางคนร่างกายก็ทุพพลภาพหลายสิ่งหลายอย่างเกิดขึ้นในร่างกายเราก็เห็น คนหูหนวกตาบอด ปากแหว่งจมูกแหว่ง แข้งขาดขาขาดก็ตาม บ้าใบ้เสียจริตผิดมนุษย์ ก็ยังไม่เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ได้ ก็ด้วยอำนาจของกรรมของเขาเหล่านั้น อันนี้ที่พวกเราสามารถได้ทำกรรมดีเอาไว้ เมื่อเกิดมาแล้วจะเป็นผู้ชายก็สมบูรณ์ จะเป็นผู้หญิงก็เป็นผู้หญิงที่สมบูรณ์ จึงนับว่าเป็นกิจโฉ มนุสสะ ปฎิลาโภ การได้มาเกิดเป็นมนุษย์เป็นโชคลาภอันประเสริฐ..

..#โอวาทธรรมหลวงปู่เปลี่ยน ปญฺญาปทีโป..








“หลวงปู่ฝั้น อาจาโร ท่านเทศน์ในเทป วิญญาณที่หาที่เกิดนี้ มันมากเหมือนกับข้าวสารอยู่ในกระสอบนะ อากาศว่างๆ ที่เราเห็นนี่แหละเหมือนข้าวสารอยู่ในกระสอบ วิญญาณเหล่านั้นล้วนแต่ท่องเที่ยวหาที่เกิดทั้งนั้น เกิดที่ไหนก็เกิดแหละอันนี้ ที่ดีๆ ก็ไปแย่งเขาสู้เขาไม่ได้ เพราะตัวเองกำลังน้อย ตัวเราไม่มีทาน ผู้มีทานนั้นแหละจะมีกำลังมากอาศัยกำลังที่เกิดน่ะ ล้านๆ ตัวได้ตัวเดียว ตัวใดมีกำลังมากก็ได้เกิด กำลังมีผลมาจากทานนั่นแหละ พระพุทธเจ้าจึงสอนให้มีทาน ถ้าไม่มีทานล่ะแย่นะอันนี้ ที่มีสู้เขาไม่ได้...”
โอวาทธรรม

#พระราชวชิรเขมคุณ
(หลวงปู่อว้าน เขมโก)

วัดป่านาคนิมิตต์ อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร







“..เราจะไปเกิดในที่ดีมันยากแล้ว บุญมันบ่ถึงเขา เราต้องทำเอา เกิดเป็นมนุษย์เป็นสัตว์อันสูงสุด ก็เป็นเพราะ ปุพเพกะตะปุญญะตา บุญหนหลังมาติดตามตนให้เกิดเป็นผู้สมบูรณ์บริบูรณ์ ครั้นเป็นผู้สมบูรณ์แล้วก็ อัตตะสัมมาปะณิธิ ให้ตั้งตนอยู่ในที่ชอบ อย่าไปตั้งตนอยู่ในที่ชั่ว รักษาศีล ให้ทาน หัดทำสมาธิอย่าให้ขาด ศีลห้ารักษาให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ ศีลแปดให้รักษา ให้พากันภาวนาอยู่ สมาธิมันไม่มีที่อื่น ให้นั่งภาวนา พุทโธ ๆ ไม่ต้องร้องให้มันแรงดอก ให้มันอยู่ในใจซื่อ ๆ ดอก การภาวนาก็เป็นอริยทรัพย์ภายใน มันจะติดตามไปทุกภพทุกชาติ ติดไปสวรรค์ ลงมามนุษย์ มาตกอยู่ในที่มั่งคั่งสมบูรณ์บริบูรณ์ ไม่ยากไม่จน ทรัพย์อันนี้ติดตามไป บ่มีสูญหายดอก ตามไปจนสิ้นภพสิ้นชาติ..”

อนาลโยวาท
หลวงปู่ขาว อนาลโย
วัดถ้ำกลองเพล อำเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลำภู










ศีลเป็นพื้นฐานของศาสนาพุทธ ให้เป็นคนเสียสละ มีหิริโอตตัปปะ มีทาน มีศีล มีธรรม ถ้าคนไม่มีศีลก็ไม่มีธรรม ไม่มีหิริความละอายต่อบาป ไม่มีความกลัวต่อบาป พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ท่านก็สอนอย่างเดียวกัน
ครูบาอาจารย์ท่านก็เทศน์ไว้หมดทุกอย่างเเล้ว ไม่ว่าจะเป็นศีล สมาธิปัญญา จนถึงพระนิพพาน แต่ทุกวันนี้การปฏิบัติมันร่อยหรอแล้ว แต่ก่อนครูบาอาจารย์ท่านเข้มงวดการปฏิบัติมาก แต่ว่าจะหมดไปเสียทีเดียวก็ไม่ใช่ ทุกวันนี้ก็ยังพอมี...ถ้าตั้งอกตั้งใจมันก็ดี อยู่กับการปฏิบัติของเรา

***โอวาทธรรมหลวงปู่สมศรี อตตฺสิริ
วัดป่าเวฬุวนาราม ต.ผาน้อย อ.วังสะพุง จ.เลย








การปฏิบัติธรรมนั้น ไม่มีโทษ มีแต่คุณ
คือจิตไม่ขุ่นมัว จิตผ่องใส จิตเบิกบาน
จะยืน เดิน นั่ง นอน ก็มีความสุข ไม่มีความทุกข์
จะเข้าสู่สังคมใด ๆ ก็องอาจกล้าหาญ
การทำความเพียร เมื่อสมาธิเกิดมีขึ้นแล้วจะ...
ไม่มีความหวั่นไหว ไม่มีความเกียจคร้านต่อการงาน ทั้งทางโลกทั้งทางธรรม
จากนั้นก็เป็นปัญญาที่จะมาเป็นกำลัง เมื่อปัญญาเกิดขึ้นแล้วรู้จักใช้ให้เป็นประโยชน์
จะเรียนทางโลกก็สำเร็จ จะเรียนทางธรรมก็สำเร็จ
พระพุทธเจ้าท่านจึงสั่งสอนอบรม ให้เกิดให้มีขึ้นมาในเบื้องต้นตั้งแต่ศีล
ศีลเป็นที่ตั้งของสมาธิ สมาธิเป็นที่ตั้งของปัญญา
ไม่ว่าศีล สมาธิ ปัญญา เป็นทางแห่งวิมุตติ คือ ความหลุดพ้นด้วยกัน

หลวงปู่ขาว อนาลโย






… คนที่ไม่เคยมีวาสนาเกื้อกูลกันมา ทั้งในทางโลกและทางธรรม ยากนักที่จะว่ากล่าวตักเตือนบอกสอนกันได้..นอกเสียจากเคยมีวาสนาเกื้อกูลต่อกันมาในปางก่อน. ดังครั้งหนึ่งหลวงปู่ชอบท่านเคยอธิฎฐานไว้ว่า..
"..นับจากนี้ต่อไป ผู้ข้าสิบ่สอนไผอีก เพราะคนมันสอนยาก เว้นไว้แต่บุคคลนั้น เคยมีวาสนาเกื้อกูลกันมาในทางธรรม กับข้าพเจ้ามาก่อน.."

หลวงปู่ชอบ ฐานสโม
วัดป่าสัมมานุสรณ์ อ.วังสะพุง จ.เลย


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 24 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร