วันเวลาปัจจุบัน 19 ก.ย. 2020, 10:07  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 3 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 ธ.ค. 2019, 20:24 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ธ.ค. 2008, 09:34
โพสต์: 1223


 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ

น้ำอมตธรรม
พระธรรมวิสุทธิมงคล
(หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน)
เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี
เมื่อวันที่ ๖ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๒๕


:b49: :b45: :b49:

พระพุทธศาสนาคือทำนบใหญ่ที่เต็มไปด้วยน้ำใสสะอาดปราศจากมลทิน
ครั้งพุทธกาลเป็นทำนบใหญ่น้ำใสสะอาดและรสจืดสนิทดี
คือพระพุทธเจ้าและพระสาวกท่านเป็นผู้รักษาน้ำนี้ให้สะอาดเต็มที่
พอต่อจากนั้นมาทำนบก็ขยายออกไป
เป็นทำนบเล็กทำนบน้อยไปเรื่อยๆ แยกกระจายไปเป็นวัดต่างๆ
ศาสนากระจายไปที่ไหน
วัดวาอาวาสที่พวกพระพวกเณรผู้ปฏิบัติศีลธรรมกระจายไปกว้างแคบเพียงไร
ก็เท่ากับขยายทำนบน้ำออกไปเพียงนั้น

เพราะฉะนั้น จึงไม่ว่าสิ่งใดๆ เมื่อมีมากเข้าก็มักจะลดคุณภาพลงเป็นธรรมดา
ถ้ามีน้อยก็รักษาได้ดี เช่นเรามีลูกคนหนึ่งสองคนนี้ดี
ถ้ามีมากขึ้นไปกว่านั้นก็มักจะมีเหลวไหลแทรกกันไปในลูกของพ่อแม่นั้นแหละ
วัดก็เหมือนกัน ครั้งพุทธกาลมีพระพุทธเจ้าและพระสาวกท่านรักษาวัดวาอาวาส
รักษาหลักธรรมหลักวินัยได้คงเส้นคงวา
องค์ท่านเองเป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ
เป็นผู้กลั่นกรองน้ำไว้อย่างใสสะอาดเต็มที่ในพระทัยและในใจของพระสาวก
แล้วก็ระบายน้ำออกไปสู่ประชาชนพุทธบริษัท
จึงมีแต่น้ำที่ใสสะอาดปราศจากมลทินให้ชาวพุทธทั้งหลายได้อาบดื่มเต็มหัวใจ
จึงปรากฏว่าพุทธบริษัทได้สำเร็จมรรคผลนิพพานต่อพระพักตร์
และต่อหน้าพระสงฆ์ที่ท่านแสดงธรรมให้ฟังมีจำนวนมาก
แม้ไม่ได้ประกาศอย่างออกหน้าออกตาก็สำเร็จอยู่ภายในใจของตัวเอง
จิตใจเต็มด้วยน้ำศีลน้ำธรรมอันใสสะอาดเรื่อยมา

จนกระทั่งมาถึงปัจจุบันนี้ ทำนบขยายออกไปเรื่อยๆ
แต่ผู้รักษาทำนบนั้นก็มีความเหลื่อมล้ำต่ำสูงต่างกัน ส่วนมากก็เป็นปุถุชนรักษาทำนบน้ำ
น้ำแทนที่จะใสสะอาดเลยกลายเป็นทำนบสกปรกโสโครกไปมีมากมาย
นี่เราพูดตามหลักความจริง ไม่ได้ตำหนิติเตียนผู้ใดผู้หนึ่ง วัดใดวัดหนึ่งโดยเฉพาะ
เราพูดความเป็นมาของศาสนาและวัดวาอาวาสตลอดพระเณร
ซึ่งเป็นเหมือนกับน้ำที่อยู่ในทำนบนั้นๆ ที่รักษาดีบ้างไม่ดีบ้าง

ทีนี้สรุปความลงว่า เราอยู่ในแดนแห่งทำนบน้ำที่ใสสะอาดของพระพุทธเจ้า
จะอย่างไรก็ตาม ท่านผู้ใดจะปฏิบัติน่าเคารพเลื่อมใสหรือไม่น่าเคารพเลื่อมใสก็ตาม
ให้เราย้อนเข้ามาดูตัวของเรา เราไม่มองข้ามไปว่าน่าเคารพผู้หนึ่งผู้ใด
แต่มองตัวเรา ทำตัวเราให้เป็นที่น่าเคารพเลื่อมใสยินดี
ภาคภูมิใจในการประพฤติปฏิบัติตัวเรา นั้นเป็นความชอบธรรมอย่างยิ่ง
ขอให้ทุกท่านได้น้อมเข้ามาอย่างนี้ สมกับธรรมว่าเป็นโอปนยิโก
เห็นสิ่งที่ชั่วก็น้อมเข้ามาเป็นเครื่องสอนตน
เห็นสิ่งที่ดีก็น้อมเข้ามาเป็นคติพยุงจิตใจของตนที่จะได้ปฏิบัติตามสิ่งที่ดีนั้นๆ
ผู้ที่ดีนั้นๆ นี่ชื่อว่าผู้ได้เห็นผู้ได้ยินด้วยความเป็นธรรม
ย่อมไม่ขาดผลขาดประโยชน์และไม่ขาดทุนสูญดอก
ย่อมได้ผลประโยชน์เรื่อยไปทั้งสัมผัสสัมพันธ์ทางดีและทางชั่ว
เพราะเราไม่ต้องการขาดทุน เราต้องการหากำไรให้ได้เป็นสมบัติของเรา

เพราะในสิ่งดีและชั่วเหล่านี้มีอยู่ทุกแห่งทุกหน
ให้เป็นเรื่องของเราเป็นผู้เลือกเฟ้นด้วยสติปัญญาของเราเอง
ดังที่กล่าวมาถึงเรื่องทำนบต่างๆ นั่นแหละ
ให้น้อมเข้ามาสู่ตัวของเรา คือผลสุดท้ายก็เราเป็นผู้รักษา เป็นผู้รับผิดชอบเราเอง
อันนั้นเป็นอันหนึ่งที่จะเป็นเนติแบบฉบับ เพื่อนำเข้ามาปรับปรุงตัวเราเอง
ดีและชั่วต่างๆ นั้นเป็นสิ่งที่เตือนใจเรา เรานำธรรมเข้ามาประพฤติปฏิบัติ

พุทธศาสนานี้ได้กระเทือนโลกมาได้ ๒,๕๐๐ กว่าปีแล้ว
พระพุทธเจ้าเป็นผู้ขุดค้นน้ำอมตธรรมขึ้นมา
ให้โลกที่กำลังหิวกระหายได้ดื่มอย่างสมใจ สมภูมิวาสนาบารมีที่พร้อมแล้ว
และกำลังพร้อมจะส่งเสริมเติมต่อให้ยิ่งขึ้น
คำว่าน้ำอมตธรรมนี้ไม่เคยมีที่ไหนๆ ในบุคคลใดๆ นอกจากท่านผู้ตรัสรู้ขุดค้นขึ้นมา
คือพระพุทธเจ้าเพียงองค์เดียวเท่านั้นในครั้งแรกๆ
หลังจากนั้นมาก็มีสาวก เมื่อได้ยินได้ฟังจากพระพุทธเจ้าเป็นที่เข้าใจและซาบซึ้งใจเต็มที่
แล้วก็อุตส่าห์พยายามขุดค้นน้ำอมตธรรมขึ้นมาให้เป็นสมบัติของตน
และกลายมาเป็นสรณะของพวกเราทั้งหลายว่า พุทฺธํ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ
พุทฺธํ ก็หมายองค์ศาสดาผู้ขุดค้นน้ำอมตธรรม
น้ำอมตธรรมนั้นได้แก่ ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ ที่เราทั้งหลายได้กราบไหว้อยู่เวลานี้
สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ คือพระสงฆ์สาวกที่ท่านขุดค้นน้ำขึ้นมาเป็นสมบัติของตน
แล้วกระจายธรรมนั้นออกสู่ประชาชน เราจึงได้กราบไหว้บูชา
ทั้งสามรัตนะนี้มีพระพุทธเจ้าเป็นผู้ขุดค้นพบเป็นองค์แรก

คำว่า อมตะ หมายถึงธรรมไม่ตาย
ผู้ได้ดื่มธรรมนี้แล้วไม่เกิดไม่ตายต่อไปอีก ท่านลบล้างป่าช้าได้แล้ว
โลกนี้เต็มไปด้วยความเกิดแก่เจ็บตาย ไม่ว่าต้นไม้ใบหญ้าสัตว์บุคคล
เกิดขึ้นมาที่ไหนก็แตกทำลายไปที่นั่น ตายไปที่นั่น ไม่มีอะไรจีรังถาวร
สิ่งเหล่านี้จึงเรียกว่าอมตะไม่ได้
แต่สิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบนั้นคืออมตธรรม
ใครเจอแล้วเป็นอันว่าตัดสินขาดจากป่าช้า
ความเกิดแก่เจ็บตายตั้งแต่ขณะนั้นเป็นต้นไป
แม้พญามัจจุราชที่จะตามมาทัน
ก็ทันแต่เพียงร่างกากเมืองในปัจจุบันที่กำลังครองขันธ์อยู่นี้เท่านั้น
คำว่า กากเมือง ก็คือร่างกายสังขารอันนี้แหละ มันเป็นวิบากของวัฏจักร
เมื่อมีรูปมีร่างมาแล้วก็ต้องแตกสลาย
แต่ใจของท่านได้สิ้นไปแล้วจากเชื้อแห่งภพแห่งชาติ
ที่จะพาให้เกิดแก่เจ็บตายอีกต่อไปแล้วโดยสิ้นเชิง
ท่านจึงไม่มีคำว่าตายในจิตดวงนั้นอีก
เป็นอมตจิตอมตธรรม คือจิตดวงไม่ตายด้วย เป็นบรมสุขด้วย
ไม่มีอะไรรังควานราวีด้วยตั้งแต่บัดนั้นไป เป็นอิสรจิต อิสรธรรม
นี่จึงเรียกว่า อมตะ พระพุทธเจ้าเป็นผู้ค้นพบพระองค์แรก
และพระสงฆ์สาวกโดยลำดับลำดา
ตลอดครูบาอาจารย์ที่ท่านมีความสามารถฉลาดแหลมคม
ขุดค้นน้ำอมตธรรมนี้เจอประจักษ์ใจ

อย่างสมัยทุกวันนี้น้ำอมตธรรมนี้ก็มีอย่างคงเส้นคงวา
แต่ไม่มีอยู่ในสถานที่ทั่วๆ ไปและบุคคลทั่วๆ ไป
แม้ครั้งพุทธกาลก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน ไม่ได้มีอยู่ในสถานที่และบุคคลทั่วๆ ไป
แต่มีอยู่กับผู้ประพฤติปฏิบัติโดยสามีจิกรรม
คือ สุปฏิปนฺโน อุชุ ญาย สามีจิปฏิปนฺโน
ผู้ใดเป็นผู้ทรงเครื่องมือนี้ไว้โดยสมบูรณ์
ผู้นี้แลเป็นผู้จะขุดค้นน้ำอมตธรรมได้เจอตลอดมา
เพราะธรรมของพระพุทธเจ้านั้นเป็นมัชฌิมา อยู่ในท่ามกลางแห่งมรรคผลนิพพาน
หรือจะเรียกว่าศาสนธรรมคือตลาดแห่งมรรคผลนิพพานตลอดมาและตลอดไปก็ไม่ผิด
หากเราปฏิบัติตามหลักของศาสนธรรมอยู่แล้ว
มรรคผลนิพพานจะเป็นไปในผู้นั้นโดยลำดับ
เพราะเหตุกับผลเป็นสิ่งที่เกี่ยวเนื่องกันแยกกันไม่ออก

คำว่า ศาสนาหมดเขตหมดสมัยหมดเวล่ำเวลา
พระพุทธเจ้าปรินิพพานนานแล้ว
นั้นคือโมฆบุรุษ โมฆบุคคลที่สวมแว่นตาดำของกิเลสอวิชชากล่าวต่างหาก
ไม่ใช่จอมปราชญ์คือศาสดาเป็นผู้กล่าว
ที่ศาสดาเป็นผู้กล่าว เป็นผู้ตรัสไว้นั้นดังพระอานนท์ทูลถามว่า
เมื่อพระองค์ปรินิพพานไปแล้ว มรรคผลนิพพานจะยังอยู่นานสักเท่าไร จึงสิ้นสุด
พระองค์รับสั่งย่อๆ ว่า หลักธรรมคือศาสนธรรมทั้งหมดที่เราตถาคตแสดงไว้นี้
แสดงเพื่อมรรคผลนิพพานทั้งนั้น
อานนท์ ผู้ใดปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมที่เราแสดงไว้นี้
ผู้นั้นแลเป็นผู้ที่จะเป็นเจ้าของแห่งมรรคผลนิพพาน
แต่ผู้ไม่สนใจแล้ว แม้ตถาคตจะยังมีอยู่ก็ตาม ท่านทั้งหลายยังมีชีวิตอยู่ก็ตาม
ผู้เป็นโมฆะก็ต้องเป็นโมฆะอยู่เช่นนั้นถ้าไม่ปฏิบัติตาม

เพราะธรรมไม่ขึ้นอยู่กับกาลสถานที่เวล่ำเวลาอะไรเลย
แต่ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติโดยเฉพาะ
เพราะฉะนั้น ท่านผู้ใดอยากได้มรรคผลนิพพาน
มาเป็นสมบัติอันล้นค่าครองใจของตน
พึงเป็นผู้ตั้งหน้าตั้งตาประพฤติปฏิบัติ
ตามหลักแห่งสวากขาตธรรมที่เราตรัสไว้ชอบนี้แล้วเถิด
นิยยานิกธรรม จะนำสัตว์ให้พ้นจากทุกข์ไปได้โดยลำดับ
จนกระทั่งพ้นทุกข์โดยสิ้นเชิง
นี่คือศาสนธรรมที่วางไว้อย่างคงเส้นคงวาไม่เป็นอื่น

ส่วนที่ว่ามรรคผลนิพพานหมดแล้ว ใครจะปฏิบัติไปเท่าไรๆ ก็ว่าไปเถอะ
นั้นคือคนหลับตาพูด พูดลบล้างศาสนา
พูดลบล้างศาสดา พูดลบล้างธรรมของจริง
การลบล้างความจริงถ้าไม่เอาของปลอมไปลบล้างจะเอาอะไรลบล้าง
ก็ต้องเอาความรู้ ความเห็นคำพูดทั้งหมดนี้ซึ่งเป็นของปลอมไปลบล้างของจริง
ถ้าผู้ยังมีความลังเลสงสัยหาหลักหาเกณฑ์ไม่ได้
ก็อาจเชื่อความรู้และวาทะปลอมนี้และเสียไปได้
และพลอยให้ล่มจมไปด้วยก็อาจมีจำนวนไม่น้อย
แต่อย่างไรก็ตามศาสดาของเรายังมีอยู่
ขอให้ทุกท่านได้คำนึงถึง พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ
ยิ่งกว่าคนตาบอดหูหนวกที่เราไม่ได้เปล่งวาจาถึงเขาว่า สรณํ คจฺฉามิ ก็แล้วกัน
จิตใจจะไม่โยกคลอนและล้มละลายไปด้วยลมปากสกปรก

แต่ส่วนมากมักจะขี้หมูราขี้หมาแห้ง
พูดกลางบ้านกลางเมือง สรณํ คจฺฉามิ น่ะซิ มันทำให้จม
ไม่ได้คำนึงถึง [i]พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ[/i]
ถ้าได้คำนึงถึงหลักเกณฑ์ของท่านผู้เป็นจอมปราชญ์ตรัสไว้ชอบแล้วนี้
เราจะไม่หวั่นไหวกับลมปากของใครง่ายๆ
เพราะไม่มีใครรู้ยิ่งเห็นจริงยิ่งกว่าศาสดาองค์เอก
นอกนั้นก็พูดไปด้วยความคาดคะเนด้นเดาเกาหมัดไปอย่างนั้น
เกาโน้นเกานี้ ตกหลุมตกบ่อ เหยียบขวากเหยียบหนามไปอย่างนั้น
ตัวของผู้พูดนั้นแหละตัวตกหลุมตกบ่อ เหยียบขวากเหยียบหนาม
ไม่ใช่ผู้จะก้าวเข้าสู่ความดิบความดีพอจะเป็นคติตัวอย่างอันดีแก่โลกได้แต่อย่างใด

พระพุทธเจ้าทำประโยชน์ให้แก่โลกได้ตั้งสามแดนโลกธาตุ
คนคนที่ว่านั้นได้ทำประโยชน์ให้ใครบ้าง
แม้แต่ทำประโยชน์ให้เขาเองก็ลุ่มๆ ดอนๆ มืดดำกำขาว ลมๆ แล้งๆ อย่างนั้นแล
ให้พากันคิดให้ดีในเรื่องเหล่านี้
สมัยทุกวันนี้สิ่งจอมปลอมมีมากที่จะลบล้างความจริง
ลบล้างศาสนธรรม จะลบล้างความดีมีอยู่มาก
ความดีที่จะสูญเสียไปนั้นเพราะความชั่วลบล้างนั่นแล
ของจริงจะล้มละลายไปก็เพราะของปลอมมีจำนวนมากมันลบล้าง
คนดีที่จะสูญพันธุ์ไปก็เพราะคนชั่วมีจำนวนมากลบล้าง เพราะคนชั่วมีกำลังมาก
ให้พากันจำให้ดี ไม่งั้นจะเสียได้จริงๆ

ของชั่วอยู่ภายในใจมีจำนวนมากมันลบล้างของดีภายในใจได้
กิเลสตัณหาอาสวะบาปธรรมต่างๆ เต็มหัวใจ มีกำลังมาก
มันลบล้างศีลธรรมการทำคุณงามความดีไปได้
จนกระทั่งหมดคุณค่าหมดราคาไปได้เพราะอำนาจแห่งความชั่วมีมาก
ขอให้พากันเข้าใจไว้อย่างถึงใจ เพราะสมบัติของเรามีน้อยอาจถูกทำลายได้ง่าย

วันนี้เป็นวันเข้าพรรษา พระอธิษฐานพรรษาตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปจนถึงเดือน ๑๑ เพ็ญ
นี่พระท่านก็มีขอบเขตมีเหตุมีผลของท่าน ดำเนินตามหลักธรรมหลักวินัย
ถึงฤดูเข้าพรรษาแล้วก็ให้อยู่เป็นที่เป็นฐานบำเพ็ญสมณธรรมด้วยความสะดวกสบาย
ผู้ที่เห็นว่าเป็นโอกาสอันดีแล้วจะสมาทานธุดงค์ข้อใด
ก็แล้วแต่อัธยาศัยชอบในบรรดาธุดงค์ ๑๓ ข้อนั้น
เช่น บิณฑบาตเป็นวัตรไม่ขาด เว้นแต่ไม่ฉัน
ถ้ายังฉันอยู่ก็ไปบิณฑบาตทุกวัน เรียกว่าบิณฑบาตเป็นวัตร
สมาทานธุดงค์ข้อบิณฑบาตเป็นวัตร ฉันในบาตรเป็นวัตร
คือไม่เกี่ยวข้องกับภาชนะใดๆ ถือบาตรเป็นภาชนะอันสำคัญ
ดังพระพุทธเจ้าทรงพาดำเนินมาแต่ก่อน

พระพุทธเจ้านั้นแลทรงถือว่าบาตรนี้เป็นเอกแห่งภาชนะของพระ
ไม่มีภาชนะใดที่จะเป็นเอกเป็นเยี่ยมยิ่งกว่าบาตรใบเดียวนั้น
ท่านจึงมอบให้ว่า อยนฺเต ปตฺโต นี้บาตรของท่านนะ เวลาบวช
อยํ สงฺฆาฏึ นี่ผ้าห่มของท่านนะ
อยํ อุตฺตราสงฺโค นี่จีวรของท่าน
อยํ อนฺตรวาสโก นี้สบงของท่าน นี่ท่านบอก ต่อจากนั้นก็
รุกฺขมูลเสนาสนํ นิสฺสาย ปพฺพชฺชา ตตฺถ เต ยาวชีวํ อุสฺสาโห กรณีโย
เมื่อบรรพชาอุปสมบทแล้ว จงพยายามเสาะแสวงหาอยู่ตามร่มไม้
ชายป่าชายเขา ตามถ้ำ เงื้อมผา อันเป็นที่สงบสงัด
ในการประกอบความพากเพียรเพื่อจะสังหารกิเลส
ตัวเป็นเชื้อแห่งภพ พาให้เกิดแก่เจ็บตายอยู่ไม่หยุดไม่ถอยให้สิ้นซากไปจากใจ
จงทำความอุตส่าห์พยายามอย่างนี้ตลอดชีวิตของพระเถิด พระพุทธเจ้าท่านสอนน่ะ

นี่เรียกว่า ฉันในบาตร แล้วก็ฉันหนเดียวไม่ฉันจิ๊บๆ จั๊บๆ ฉันหนเดียวเท่านั้น
เรียกว่า อาสนะเดียว นั่งที่เดียว พอฉันเสร็จแล้วในวันนั้นไม่ยุ่งอีกฉันอีก
ถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตร เช่นเขาถวายบังสุกุลไว้ตามป่าช้า
ตามถนนหนทาง หรือตามหน้ากุฏิที่ใดที่หนึ่ง
ไปชักบังสุกุลนั้นมาใช้เป็นผ้านุ่งห่มใช้สอย เรียกว่าถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตร
หรือ เนสชฺชิ การอธิษฐานไม่นอนในคืนหนึ่งๆ หรือจะเอากี่คืนก็ตาม
ท่านเรียกว่า เนสชฺชิ มีอิริยาบถสาม
ยืนทำความเพียร นั่งทำความเพียร เดินทำความเพียร ไม่นอน จึงว่ามีอิริยาบถสาม
เราจะอธิษฐานกี่คืนก็แล้วแต่ ที่เรียกว่าธุดงค์แต่ละข้อๆ

ที่ให้สมาทานธุดงค์เหล่านี้ หรือผู้สมัครสมาทานธุดงค์เหล่านี้เพื่ออะไร
ก็เพื่อชำระกิเลสนั่นแหละไม่ได้เพื่ออะไรทั้งนั้น
การบำเพ็ญทั้งหลายนี้ล้วนแต่เป็นการปราบกิเลส
ธรรมไม่ได้ปราบแหละ มีแต่พยายามส่งเสริมให้มีมากขึ้น
ในขณะเดียวกันเราปราบกิเลสก็เป็นการบำเพ็ญธรรมไปในตัวแล้ว
เหมือนกับเราสร้างความเตียนโล่งขึ้นมาในสถานที่รกชัฏ
การถากถางต้นไม้ใบหญ้า รื้อขนมันออก ก็เป็นการสร้างความเตียนโล่งขึ้นมาในขณะนั้น
เมื่อต้นไม้ใบหญ้าที่ปกคลุมหุ้มห่อทั้งหลายนั้นถูกรื้อไปทิ้งหมดแล้ว
ความเตียนโล่งก็ปรากฏขึ้นมาเอง
หัวใจเราที่เป็นเหมือนกับพื้นที่ที่รกรุงรังอยู่ด้วยกิเลสตัณหาอาสวะต่างๆ
ก็พยายามถอดถอนออกด้วยความพากเพียร ทิ้งออกจากหัวใจเสียให้หมด
ความเตียนโล่งของใจก็ปรากฏขึ้น อมตธรรมก็แสดงขึ้นเต็มที่อย่างไม่สงสัย

คำว่าตลาดแห่งมรรคผลนิพพานนั้นอยู่ที่ใจของเราทุกๆ ท่านนะ
อย่าเข้าใจว่าอยู่เทศบาล ๑ เทศบาล ๒ ตลาดเทศบาล ๑ ตลาดเทศบาล ๒
อันนั้นมีแต่กระดูกหมูกระดูกวัวเกลื่อนนั่นแหละ
ให้พิจารณาตรงนี้ เรียกว่า ตลาดแห่งมรรคผลนิพพาน
การสร้างคุณงามความดีทั้งหลายนั้นเพื่อมรรคผลนิพพานโดยตรง
นับแต่น้อยไปถึงมาก เมื่อมากเข้าๆ เพิ่มเข้าๆ เต็มกำลังแล้ว
ก็สามารถยกผู้บำเพ็ญ ผู้มีความดีเต็มภูมิแล้วนั้นให้พ้นจากทุกข์ไปได้
ดังพระพุทธเจ้าและสาวกทั้งหลายท่านพาเสด็จผ่านพ้นไปแล้ว ไม่สงสัย
เพราะอำนาจแห่งศาสนธรรมเหล่านี้แล
ธรรมเหล่านี้หรือทางอันนี้แลเป็นทางที่แคล้วคลาดปลอดภัย
เป็นทางเพื่อ สุคโต ขอให้พากันดำเนินอย่าลดละท้อถอย

เราอย่าเชื่อความขี้เกียจขี้คร้าน
ความมักง่ายอ่อนแอในการประกอบคุณงามความดี
นั้นเป็นกลมายาของกิเลสหลอกลวงโลกให้ล่มจมหาวันฟื้นตัวไม่ได้
ให้ใช้ความอุตส่าห์พยายาม
เพราะความดีเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ยากไม่เหมือนความชั่ว
ความชั่วนี้เกิดขึ้นได้ง่าย ตายได้ยาก
แต่ความดีนั้นเกิดขึ้นได้ยากแต่ตายได้ง่าย
พิจารณาซิ ความชั่วนั้นมันเป็นอัตโนมัติของมันอยู่แล้ว
มันลื่นอยู่ตลอด ไม่ต้องใส่น้ำมูกน้ำมันอะไร มันลื่นไปเลยละความชั่ว
เพราะมันเคยครองหัวใจโลกมานาน
หัวใจแต่ละดวงๆ นั้นมีแต่กิเลสตัณหาอาสวะเต็มจนหาที่ธรรมแทรกไม่ได้
มันเป็นผู้ขับขี่ เป็นผู้บังคับบัญชาถือพวงมาลัย เหยียบคันเร่งเพื่อผลประโยชน์ของมัน

คำว่าเหยียบเบรกมันจะเหยียบเฉพาะเวลาเราจะเข้าวัดเข้าวาเท่านั้น
ถ้าจะเข้าวัดเข้าวาฟังธรรมจำศีล มันจะเหยียบเบรกห้ามล้อทันที
ไม่ให้เรามา ไม่ให้เราไป ไม่ให้เราทำ
แต่ถ้าไปตามทางของมันแล้วเหยียบคันเร่งจนจมมิด
เจ้าของตกลงในคลองตาย แต่กิเลสไม่เจ็บไม่ตาย แต่สบายมาก
อยากให้รถเราตกคลองวันละร้อยหนเป็นอย่างน้อย
นั่นมันเอารัดเอาเปรียบอย่างนั้นนะกิเลสน่ะ มันทำคนมันทำอย่างนี้
เราควรจะเคียดแค้นให้กิเลส บุคคลผู้ใดเป็นผู้เคียดแค้นให้กิเลส
บุคคลผู้นั้นชื่อว่าเป็นผู้เคียดแค้นให้ภัยให้เวรซึ่งมีอยู่ในตัวเราเอง
และเป็นผู้จะต่อสู้กับกิเลสความชั่วทั้งหลาย
กลายเป็นคนดีขึ้นมาได้โดยไม่ต้องสงสัย

จึงขอให้ทุกท่านได้พยายามบำเพ็ญคุณงามความดี
ตายแล้วไม่มีตลาดบำเพ็ญความดีนะ
ตลาดบำเพ็ญความดีก็สถานที่มนุษย์เราอยู่นี้
เป็นวัดวาอาวาสศาสนาหรือผู้รับสงเคราะห์จากเรา
เช่น การให้ทานให้ผู้ใด ผู้นั้นจะเป็นบุคคลเป็นสถานที่ทำความดีของเรา
สร้างอะไรขึ้นมาในสถานที่ใดสถานที่นั้นก็เป็นตลาดแห่งความดีของเรา
เหล่านี้มีอยู่ในโลกนี้ คนตายแล้วทำไม่ได้ ไม่ได้เรื่องได้ราวอะไร
เวลานี้เรายังมีชีวิตอยู่ รู้ดีรู้ชั่วทุกสิ่งทุกอย่าง

ศาสนธรรมเป็นของประเสริฐเลิศโลกเหมาะสมกับมนุษย์อย่างยิ่ง
เราเป็นมนุษย์ผู้หนึ่ง อย่าให้ศาสนธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนไว้นี้
หลุดลอยผ่านไปจากตัวเรา กอบโกยเอาแต่ความชั่วช้าลามกมาใส่ตนเต็มหัวใจ
ตายไปแล้วมีแต่ฟืนแต่ไฟทั้งกองเผาผลาญใครจะช่วยได้
ถ้าเราไม่สามารถช่วยเราตั้งแต่บัดนี้ที่ยังมีชีวิต
และรู้ตัวอยู่เวลานี้ก็ไม่มีทางอื่นจะแก้ได้
เหมือนกับผู้ต้องหา เมื่อได้เข้าติดคุกติดตะรางแล้ว
จะไปลากมันออกมาไม่ได้ถ้าไม่ครบกำหนดกรรมของมันเสียก่อน
ถ้าจะว่าถ้อยว่าความก็ว่ากันตั้งแต่ยังไม่ติดคุกติดตะราง เขายังไม่ตัดสินนี่
ลงเขาได้ตัดสินแล้วพูดอะไรก็ไม่ได้เรื่อง ลงได้เป็นคนตะรางแล้ว
นี่ก็เหมือนกัน ถ้าลงได้ตายไปแล้วเหมือนกับว่าได้ตัดสินลงไปแล้ว
ก็มอบให้ยมบาลเท่านั้นแหละเป็นผู้ตัดสิน

เวลานี้เรายังไม่ได้เข้าถึงเหตุการณ์อันสุดวิสัยนั้น
มีชีวิตอยู่จะเลือกเฟ้นตัวเองให้ทำดีในทางใดก็ให้รีบทำเสียแต่บัดนี้
อย่าให้เสียเวล่ำเวลา และอย่าเชื่อกิเลสจนเกินไป เราเคยเชื่อมันมานานแล้ว
ผลที่เกิดจากความเชื่อกิเลสมีแต่ความทุกข์ความล่มจมฉิบหาย
ถ้าเชื่อธรรมแล้วจะมีความเจริญรุ่งเรืองไปโดยลำดับ
เพราะธรรมไม่เคยทำคนให้ล่มจมแต่กาลไหนๆ มา

นี่ละการแสดงธรรมก็เห็นว่าสมควร
จึงขอให้ทุกท่านได้ตั้งสัจอธิษฐานภายในใจของตนในเขตพรรษาเช่นนี้
ท่านผู้ใดจะตั้งใจบังคับบัญชาตนเองด้วยความดี
เพื่อปราบกิเลสตัวดื้อด้านหาญกระทำทุกสิ่งทุกอย่างนั้น
ด้วยความสัตย์ความจริงของเราก็ทำลงไป
เช่นเวลาจะหลับจะนอนไหว้พระเสียก่อนแล้วภาวนา
นึก พุทฺโธ ธมฺโม สงฺโฆ หรือจะกำหนดลมหายใจอะไรก็ได้
จนกระทั่งหลับไปกับลมหายใจหรือหลับไปกับคำว่า พุทฺโธ
ตื่นขึ้นมาตอนเช้าให้ไหว้พระเสียก่อนค่อยไป จะไปไหนก็ดี นี่อันหนึ่ง
จากนั้นเราจะใส่บาตรพระกี่องค์
วันหนึ่งๆ ได้ให้ทานไม่ขาดก็เป็นสัจบารมีของเราด้วย เป็นทานบารมีของเราด้วย
หรือคนเคยกินเหล้าเมาสุรา กัญชายาเมา เล่นการพนันขันต่อต่างๆ
ตัดออกเวลาในพรรษานั้น ให้ศีลธรรมได้เข้าทำงานแทนการพนัน
ทำงานแทนสุรายาเมา ทำงานแทนในสิ่งไม่ดีทั้งหลาย
กลายเป็นงานดีขึ้นมาภายในตัวเรา ขอให้ต่างคนต่างตั้งสัจอธิษฐานบังคับตนเอง

ถ้าไม่บังคับไม่ได้นะมนุษย์เรา อยากดีต้องบังคับ
บังคับอะไร บังคับความชั่วนั่นแหละ มันเป็นตัวอำนาจ ไม่ใช่บังคับอะไรนะ
ถ้าหากว่าความชั่วหมดไปแล้วไม่ต้องบังคับ
มันดีไปเอง เพราะไม่มีอะไรมากีดมาขวาง
ที่มันกีดมันขวางเราอยู่ทุกวันนี้ก็เพราะความชั่วทั้งนั้นแหละ
กิเลสตัณหามันไม่อยากให้ทำดี ถ้าเราจะทำดีมันเป็นมารขึ้นมาทันที มากีดมาขวาง
การทำความดีของเรานี้มันเป็นการทำลายความชั่ว ต่อสู้กับความชั่ว
จึงต้องได้รับความยากลำบากบ้าง ช่างมัน ความลำบากอย่างนี้ได้กำไร
พระพุทธเจ้าเคยลำบากมาแล้วในการต่อสู้กับความชั่ว
เป็นครูของเราอย่างเอกมาแล้ว สลบสามหนเห็นไหมตามตำรับตำรา
พระสาวกบางองค์ฝ่าเท้าแตกเพราะการต่อสู้กับความชั่ว กิเลสตัณหาต่างๆ

บางองค์จักษุแตก ฟังซิ จักษุแตก ตาท่านบอดไปตั้งสองข้าง
ทุกข์ไหม ลำบากไหม ตาท่านท่านเสียดายไหม
คนเราอยากมีตาตั้งสิบตาโน่น ตาบอดทั้งสองข้างใครจะไม่เสียดาย
พระจักขุบาลอธิษฐานไม่นอนสามเดือน
มีอิริยาบถสาม เดินจงกรม ยืนภาวนา นั่งสมาธิตลอด
ท่านไม่นอนทั้งวันทั้งคืนในสามเดือนนั้น จนกระทั่งตาจะแตก ไปให้หมอตรวจ
หมอเขาบอกว่า นี่ตาจะแตกนะ ถ้าท่านไม่นอนไม่ได้ตาจะแตก
เอ้า แตกก็แตกไปเถอะ ขออย่าให้ธรรมแตกก็แล้วกัน
อย่าให้คำสัตย์นี้แตก คำสัตย์ตั้งสัจจะไว้ว่าสามเดือนจะไม่นอนตลอด
และจะให้เต็มไปด้วยการทำสมาธิภาวนาในอิริยาบถสาม

พอดีในระยะนั้นจักษุท่านเป็นโรคขึ้นมา ไปให้หมอตรวจ
หมอบอกว่าท่านต้องนอน ถ้าไม่นอนไม่ได้ ตาท่านจะแตก
เอ๊า แตกก็แตกไปเถอะ คำสัตย์ไม่แตก ธรรมไม่แตกไม่เป็นไร
ตาจะแตกก็แตกไป แต่ธรรมอย่าให้แตก
เพราะจะนำธรรมนี้ไปสู่สุคติเป็นเบื้องต้นจนถึงพระนิพพานด้วยธรรมนี้
ไม่ได้ไปด้วยลูกตาแตกหรือลูกตาดี ท่านว่า พูดน่าฟังนะ
สุดท้ายตาท่านก็แตก กิเลสก็แตกออกจากใจท่าน
นั่นเห็นไหมท่านสู้กับกิเลสสู้จนตาแตก และกิเลสแตกไปด้วยกัน
พระจักขุบาลท่านเป็น สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ องค์บริสุทธิ์ของเรานั่นแหละ
ถ้าท่านเห็นแก่ตาของท่านลูกเดียวนั้นน่ะ ท่านก็ไม่ได้เป็นพระอรหันต์
นี่ท่านไม่ได้เห็นแก่ตา ท่านเห็นแก่ธรรม
ท่านจึงรู้ธรรมเห็นธรรมและได้เป็นสรณะของพวกเรา ขอให้ยึดท่านมาเป็นหลัก

แต่ไม่ได้หมายความว่าจะต้องทำให้ตาแตกเหมือนท่าน
ให้สลบเหมือนพระพุทธเจ้า
ให้ฝ่าเท้าแตกในการประกอบความเพียรเดินจงกรมภาวนาเหมือนพระโสณะ
เป็นแต่ให้มีความขยันหมั่นเพียร มีความบึกบึน
มีการหาญสู้ต่อสิ่งที่ไม่ดีทั้งหลายก็นับว่าเป็นลูกศิษย์มีครูสอน
ให้เรายึดหลักการดำเนินของท่านมาเป็นครูเป็นอาจารย์เป็นแบบเป็นฉบับ
แม้เราไม่ได้อย่างท่านทุกกระเบียด
แต่เราก็ควรได้อย่างท่านในความเป็นศิษย์มีครู

เอาละหยุดแค่นี้ไฟเหลืองเริ่มขึ้นแล้ว ขอความสวัสดีจงมีแก่ทุกๆ ท่าน

(คำว่าไฟเหลืองเริ่มขึ้นคือโรคหัวใจเริ่มแสดงลวดลาย)


:b8: :b8: :b8: http://www.luangta.com/thamma/thamma_ta ... 40&CatID=2

:b44: ประวัติและปฏิปทา “หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน”
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=13&t=24738

:b44: รวมคำสอน “หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน”
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=72&t=38517


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 ธ.ค. 2019, 22:33 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 05 มิ.ย. 2009, 10:51
โพสต์: 2428


 ข้อมูลส่วนตัว


Kiss
:b8: :b8: :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 31 ส.ค. 2020, 09:47 
 
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 ก.ย. 2012, 15:32
โพสต์: 1824


 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: :b8: :b8:


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 3 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร